Avatar
A Ant Mod
6bb0df16779fe915ce218cd65d20fc31cc6ab20af4cfbface0c20eb419640a4c

เราจะเป็นคนขาไก่ไม่ได้นะ จัด deadlift กับ squat เลย ลุยๆ

ผมนึกว่าจำได้จริงๆนะเนี่ย อย่างเนียน

Replying to Avatar Jakk Goodday

## **เนื้อสายฟ้า ⚡ “แรงงาน” (Labor) ไม่ใช่แค่ “งาน”**

ใต้ถุนบ้านไม้ ณ เมืองร้อยเอ็ด..

แดดบ่ายส่องลอดช่องลมใต้ถุนบ้านไม้ยกสูงหลังใหญ่ ลมพัดเอื่อยๆ พัดพาเอากลิ่นหอมอ่อนๆ ของต้นไม้ และทุ่งนา โชยมาแตะจมูก สร้างบรรยากาศสบายๆ แบบบ้านๆ

รถเก๋งคันเก่าสีแดงแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าใต้ต้นมะม่วงข้างบ้าน ประตูรถเปิดออก “ nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk ” ในชุดเสื้อยืดสีดำพิมพ์ลายปิรันย่า กางเกงยีนส์สีซีดกับแว่นกันแดดทรง Rayban ที่เสียบไว้กับคอเสื้อ มันเป็นธีมวงร็อคยุค 70s เขาเดินลงมาจากรถด้วยท่าทางเท่ๆ ตามแบบฉบับของเขา ตามมาด้วย nostr:npub1xzh2kqynr29x6j3ln6x05f26ha0c0ucfr280uzljftlgcthv9r6skqe7dt เพื่อนที่เป็นถึง CEO ของ RS ที่ก็แต่งตัวสบายๆ ไม่แพ้กัน เสื้อเชิ้ตฮาวายสีสันสดใส กางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะ

“อ้าว! มาถึงแล้วเหรอพี่จิงโจ้ พี่สมนึก ผมกำลังรออยู่เลยครับ”

เสียงสดใสของ nostr:npub1ju8la595yg7h90qm8lm95hvqajgdgu2c6f9mf8uwwe7lurrxarcsycsv5w ดังออกมาต้อนรับแขกผู้มาเยือน ร่างล่ำๆ ของเทนโด้ ในชุดเสื้อยืดสีขาว พิมพ์ลายโลโก้ Bitcoin กางเกงยีนส์สีเข้ม วิ่งออกมาจากใต้ถุนบ้านด้วยความรวดเร็ว ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

“เออ.. เหนื่อยชิบหาย กว่าจะมาถึง” จิงโจ้บ่นอุบ พลางเดินเข้าไปนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้านที่ปูทับด้วยเสื่อกก

“ขับรถมาตั้งไกล ไปรับสมนึกจากกรุงเทพฯ วนกลับมาถึงร้อยเอ็ด ไม่จัดอะไรเด็ดๆ มาต้อนรับหน่อยรึไงวะไอ้เทนโด้?” จิงโจ้ พูดติดตลกแต่ก็ยังคงท่าทางขึงขัง

“จัดให้สิครับพี่! วันนี้ผมเตรียมน้ำเก็กฮวยเย็นๆ ฟองฟอดๆ กับ “เนื้อสายฟ้า” สูตรเด็ดของที่บ้านมาต้อนรับพี่ๆ โดยเฉพาะ” เทนโด้ตอบรับด้วยความกระตือรือร้น พลางส่งสายตาไปทางพี่ชายที่กำลังสาละวนอยู่กับการแล่เนื้อบนเขียงไม้ด้วยท่าทางสุดชำนาญ

“นี่แหละ ทีเด็ดของบ้านเรา “เนื้อสายฟ้า!!”” พี่ชายของเทนโด้พูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ พลางยกจานสแตนเลสที่บรรจุเนื้อตากแห้งสีน้ำตาลเข้ม ตัดเป็นชิ้นพอดีคำ วางลงบนโต๊ะไม้ กลิ่นหอมของเนื้อรมควัน โชยฟุ้งไปทั่วใต้ถุนบ้าน

“เนื้อส่วนท้องติดมัน คัดพิเศษ หั่นสดๆ หมดพังผืด ตากแดดเปรี้ยงๆ กลางแดดเมืองร้อยเอ็ด ย่างนาน 3 ชั่วโมง เนื้อนุ่ม เคี้ยวสนุก รับรองความอร่อย สะอาด ปลอดภัย!!”

“โห… ยืดยาวเชียว แค่ฟังวิธีทำก็น้ำลายไหลแล้ว” สมนึกพูดตาเป็นประกาย “แหม… ดูพิถีพิถันทุกขั้นตอนเลยนะ ไม่แปลกใจเลย ทำไมถึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า”

“ใช่ครับ คุณพี่ชายผมเค้าใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่เลือกเนื้อ ปรุงรส ไปจนถึงการบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้ลูกค้าได้ลิ้มรส “เนื้อสายฟ้า” ที่สดใหม่ อร่อย และสะอาดที่สุด” เทนโด้ เสริมอย่างภาคภูมิใจไม่แพ้กัน

จิงโจ้ หยิบชิ้นเนื้อขึ้นมาพิจารณา เนื้อแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม ขนาดพอดีคำ มันวาว น่ารับประทาน..

“แล้วเรื่องบรรจุภัณฑ์ล่ะ? เก็บรักษายังไง ให้คงความอร่อยได้นานๆ” สมนึกถามต่อด้วยความสนใจ ในขณะที่หยิบชิ้นเนื้อขึ้นมาลองชิมอีก 1 กรุบ

“เราซีลสูญญากาศอย่างดี เพื่อคงความสดใหม่และรสชาติ ส่งผ่านห้องเย็น -15 องศาเซลเซียส เพื่อหยุดการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย เก็บได้นานหลายเดือนในช่องฟรีซ สะดวกต่อการจัดเก็บและประหยัดพื้นที่” เทนโด้ตอบอย่างคล่องแคล่ว

“ไอ้หนุ่มนี่มันครบเครื่องเรื่องการตลาดจริงๆ” สมนึก พยักหน้าอย่างพอใจ

“ใส่ใจทุกขั้นตอนแบบนี้ ก็น่าจะขายดีเป็นธรรมดา”

การบรรยายถึงกรรมวิธีการผลิต และการบรรจุภัณฑ์ของเนื้อสายฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงความเอาใจใส่ในรายละเอียด การเลือกใช้วัตถุดิบและการควบคุมกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ

สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการผลิต ของ Ludwig von Mises ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ตามแบบแผนของเหตุผลเพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิตที่มีมูลค่า การใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สินค้าที่ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยอีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ “เนื้อสายฟ้า” แตกต่างและโดดเด่นกว่าเนื้อตากแห้งทั่วไป..

"โอ้ย.. อร่อยจริงๆ ว่ะ เนื้ออะไรเนี่ย นุ่ม หอม เคี้ยวเพลิน เข้ากับเบียร์ชิบหาย!" จิงโจ้ เอ่ยชมอย่างติดใจ หลังจากจัดการเนื้อสายฟ้าไปหลายชิ้น "แพ็คเกจจิ้งก็ดูดีมีชาติตระกูล ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยสิเนี่ย ว่าแต่เอ็งขายยังไงวะไอ้เทนโด้?"

"ผมมีรับออเดอร์ผ่านทางออนไลน์ด้วยครับพี่ แล้วก็ส่ง EMS ไปให้ลูกค้าทั่วประเทศ" เทนโด้ อธิบาย

"แล้วเรื่องจ่ายเงินล่ะ? ชาวบ้านร้านช่องเค้าจะสะดวกโอนเงินออนไลน์กันเรอะ?" สมนึก ถามต่อด้วยความสงสัย

"นี่เลยครับ ทีเด็ดของร้านเรา รับชำระด้วย Bitcoin Lightning!" เทนโด้ พูดด้วยความภาคภูมิใจ พลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา “สำหรับบิตคอยเนอร์อย่างพวกพี่นะ.. ง่ายมากๆ เลยครับ แค่สแกน QR Code นี้ แล้วกดยืนยัน แป๊บเดียวก็เรียบร้อย ไม่ต้องวุ่นวายโอนเงินผ่านธนาคารให้เสียเวลา"

> “Bitcoin เป็นมากกว่าสกุลเงิน มันคือการปฏิวัติ ทางการเงินที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้"

## ทางเลือกของชีวิต แรงงาน เสรีภาพและความหมาย

สมนึกหันไปทางพี่ชายของเทนโด้.. “แล้วหนุมล่ะ ว่าไงบ้างเรื่องขายของรับ Bitcoin เนี่ย โอเคมั้ย?”

"แทน" พี่ชายของเทนโด้ยักไหล่ “ตอนแรกก็งงๆ เหมือนกัน ไม่รู้เรื่องอะไรกับเค้าหรอกครับ แต่พอเห็นน้องมันทำ มันก็อธิบายให้ฟัง เห็นว่ามันสะดวกดี ก็เออ… ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปธนาคารให้เสียเวลา”

“ใช่.. ไม่ต้องพึ่งระบบเฮงซวยที่เราไม่ชอบ” จิงโจ้ พูดเสริมด้วยน้ำเสียงขึงขัง

“พูดถึงเรื่องนี้.. ทำไมไอ้เทนโด้ ถึงไม่ไปหางานบริษัททำวะ? งานดีๆ เงินเดือนเยอะ สวัสดิการเพียบ อนาคตไกล ทำไมไม่อยากทำล่ะ?”

“ผมทนเห็นระบบบริษัทไม่ไหวครับพี่” เทนโด้ ตอบ “มันอึดอัด ไม่อิสระ ผมอยากลองเป็นนายตัวเองก่อน เพราะที่บ้านก็มีอะไรให้สานต่อพอดีด้วย อยากลองทำในสิ่งที่ตัวเองรักมากกว่า อย่างน้อยก็ขอลองดูก่อนครับ”

การเลือกเส้นทางชีวิตของเทนโด้ในการทดลองเป็นเจ้าของกิจการ สะท้อนถึงแนวคิดเรื่อง “แรงงาน” ที่ Ludwig von Mises เคยกล่าวไว้ว่า.. “แรงงานเป็นวิธีการ ไม่ใช่จุดจบในตัวเอง แต่ละคนมีพลังงานจำกัดที่จะใช้จ่าย และแรงงานแต่ละหน่วยสามารถก่อให้เกิดผลกระทบเพียงจำกัดเท่านั้น"

เทนโด้ เลือกที่จะใช้แรงงานของเขาในการสร้างธุรกิจที่เขาเป็นเจ้าของเองและหลงใหล แทนที่จะทำงานประจำที่เขาไม่เห็นด้วยกับระบบและรู้สึกอึดอัด ไม่อิสระ การตัดสินใจของเทนโด้สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ให้คุณค่ากับช่วงเวลาปัจจุบันของพวกเขา มากกว่าที่พวกเขาจะให้คุณค่ากับช่วงเวลาในอนาคต

และมนุษย์สามารถเลือกที่จะใช้เวลาของพวกเขาได้ 2 วิธี คือ “เวลาว่าง” (leisure) ซึ่งเป็นการทำสิ่งที่เราปรารถนา ชอบ และต้องการทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง และ “แรงงาน” (labor) ซึ่งเป็นการทำสิ่งต่างๆ เพื่อผลลัพธ์และผลผลิต

“เออ… พี่เข้าใจ กูเองก็ลาออกจาก 21th Century Fox เพราะเหตุผลเดียวกันนั่นแหละ” จิงโจ้พูด “แต่กูเลือกที่จะมาเลี้ยงไก่แบบพอเพียง อยู่กับธรรมชาติสบายใจกว่าเยอะ ไม่ต้องรับคำสั่งใคร ไม่ต้องแข่งขันกับใคร”

การเลือกเส้นทางชีวิตของจิงโจ้ ในการใช้ชีวิตแบบพอเพียง สะท้อนให้เห็นถึงอีกแง่มุมของแนวคิด “แรงงาน” ตามที่ Mises อธิบายว่า..

“แรงงาน (labor) เองมีประโยชน์ติดลบหรือไม่มีประโยชน์ตามคำจำกัดความ มันลดความพึงพอใจของมนุษย์ที่จะทำงาน แต่มนุษย์ก็ยังทำงานเพราะเขาคาดหวังว่ามันจะสร้างผลผลิตที่ให้ประโยชน์ในอนาคตมากกว่า ประโยชน์ในปัจจุบันของเวลาว่าง (leisure) ถูกเสียสละเพื่อสนับสนุนประโยชน์ในอนาคตที่คาดหวังจากผลลัพธ์ของแรงงาน"

จิงโจ้เลือกที่จะลดความต้องการของตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและพึ่งพาตนเอง ลดการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การเลือกของจิงโจ้แสดงให้เห็นว่าความหมายของ “แรงงาน” นั้น แตกต่างกันไปสำหรับแต่ละคน และ “ต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ของแรงงาน ก็คือ เวลาว่าง (leisure) ที่เสียไปนั่นเอง”

สมนึกจิบน้ำเก๊กฮวยชื่นใจ พลางเอ่ยถาม “แล้วไม่คิดถึงชีวิตออฟฟิศกันบ้างเหรอ?”

“ไม่เลย” เทนโด้ตอบทันที

“ผมว่า.. การได้ลองเป็นนายตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่ชอบ มันคุ้มค่ากว่ากันเยอะ ถึงเงินเดือนอาจจะไม่มากเท่าคนที่ทำงานประจำ แต่ผมก็มีความสุขกับการได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่ผมให้คุณค่ามากกว่าครับ”

“ใช่.. เวลา เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด” จิงโจ้พูด พลางมองออกไปยังทุ่งนากว้างใหญ่

“ทุกคนมีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมง แต่เราเลือกที่จะใช้มันต่างกัน บางคนเลือกที่จะใช้เวลาไปกับการทำงาน เพื่อเงิน เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน บางคนเลือกที่จะใช้เวลาไปกับครอบครัว เพื่อนฝูง งานอดิเรกหรือการพักผ่อน มันไม่มีถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับว่า.. อะไรที่สำคัญกับชีวิตเรามากกว่ากัน”

ตามที่ Mises อธิบายไว้ในหนังสือ Human Action

“เวลาของมนุษย์เป็นทรัพยากรสูงสุดและหายากที่สุด การใช้จ่ายมันไม่สามารถย้อนกลับได้ และปริมาณของมันก็ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้เอง ความขาดแคลนและความไม่แน่นอนของเวลา สร้างระดับความเห็นแก่เวลา (time preference) ที่เป็นบวกในตัวมนุษย์ (เกิด High time preference) การเลือกบางอย่างในปัจจุบันมากกว่าจะรอในอนาคต ..สิ่งนี้ก็ใช้กับเวลาด้วย"

การที่เทนโด้และจิงโจ้เลือกที่จะไม่ทำงานประจำเพื่อมาทำในสิ่งที่ตนเองรัก สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาต่างก็ให้คุณค่ากับเวลา และการได้ใช้ชีวิตตามความต้องการของตนเองมากกว่าผลตอบแทนทางวัตถุ และแน่นอนว่าพวกเขาก็พร้อมจะยอมรับผลของมัน ไม่ว่ามันจะออกมาบวกหรือลบ

“แต่การใช้ชีวิตแบบพอเพียงอย่างพี่จิงโจ้มันก็เสี่ยงเหมือนกันนะ” สมนึกแย้ง “ถ้าเกิดวันหนึ่งเจ็บป่วยได้ไข้ขึ้นมา ไม่มีสวัสดิการรองรับจะทำยังไง?”

“กูสีเขียว.. กูก็มีเงินเก็บบ้าง และที่สำคัญ กูก็ดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดี กินอาหาร ดีๆ ออกกำลังกายเป็นประจำ ถึงจะแดกเบียร์เยอะก็เหอะ กูไม่เครียด ไม่วิตกกังวล กูว่ามันก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข” จิงโจ้ตอบ

สมนึกมองว่าการมีงานประจำที่มั่นคง และมีสวัสดิการรองรับเป็นสิ่งสำคัญ ในขณะที่ จิงโจ้ เชื่อว่าการมี สุขภาพกายและใจที่ดี การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและไม่เบียดเบียนตนเอง เป็นพื้นฐานของความมั่นคงและความสุขที่แท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Mises ที่ว่า..

“มนุษย์สามารถใช้เวลาของพวกเขาได้ 2 วิธี วิธีแรกเกี่ยวข้องกับการทำสิ่งที่เราปรารถนา ชอบ และต้องการทำ เพื่อประโยชน์ของตนเอง กิจกรรมเหล่านี้มีคุณค่าเชิงอัตวิสัย (Subjective) สำหรับบุคคลที่เข้าร่วม พวกเขามอบประโยชน์ในแบบของพวกเขาเอง พวกเขาเป็นรางวัลของตัวเอง ในแง่หนึ่ง.. นักเศรษฐศาสตร์อ้างถึงการใช้เวลาเช่นนี้ว่าเวลาว่าง (leisure) ซึ่งรวมถึงการพักผ่อน เวลาที่ใช้กับคนที่คุณรัก ความบันเทิง สันทนาการ และสิ่งอื่น ๆ ที่แต่ละคนเพลิดเพลิน"

“ผมว่า.. ทั้งพี่จิงโจ้และเทนโด้โชคดีนะที่สามารถเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้” สมนึกพูด “หลายคนอยากจะ ลาออกจากงานมาทำธุรกิจของตัวเอง หรือใช้ชีวิตแบบพอเพียง แต่ก็ติดภาระหน้าที่หลายอย่าง ไม่สามารถเลือก ได้อย่างอิสระ”

“จริงครับ” เทนโด้พยักหน้าเห็นด้วย

“ผมโชคดี ที่มีครอบครัวสนับสนุน มีธุรกิจที่บ้านให้ต่อยอดได้ แต่อย่างที่พี่ Jakk เคยบอกพวกเรา.. ไม่ว่าเราจะเลือกเส้นทางไหน ขอแค่เรามีความสุขกับมัน และใช้ชีวิตอย่างมีความหมายก็เพียงพอแล้ว”

## การตกงาน คือ ทางเลือกหรือวิกฤต?

"แล้วไอ้ข่าวคนตกงานกันเยอะๆ นี่มันยังไงวะ?" จิงโจ้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงขึงขัง

"เศรษฐกิจแบบนี้ ใครจะอยากตกงานวะ?"

เทนโด้วางชามเนื้อสายฟ้าลง "จริงๆ แล้วพี่ ..การตกงานในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี มันเป็นทางเลือกของคนงานเองนะครับ"

"ห๊า? ทางเลือกยังไงวะ? ใครอยากตกงาน" จิงโจ้ทวนคำพูดของเทนโด้ ทำหน้ามึนงง

“คืออย่างนี้ครับพี่..” เทนโด้อธิบาย

“ในระบบตลาดเสรี.. คนเราเลือกได้ว่าจะทำงานในเรทค่าจ้างที่ได้รับเสนอหรือไม่ ไม่มีใครตกงานแบบไม่เต็มใจหรอกครับ ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่แท้จริง เงินออมจะเพิ่มมูลค่าในตลาดตามกาลเวลา บุคคลมีอิสระในการเลือกที่จะทำงานหรือไม่และสามารถเรียกร้องค่าจ้างตามที่ต้องการได้ นายจ้างก็มีอิสระในการจ่ายค่าจ้างตามที่ต้องการเช่นกัน”

"แล้วไอ้ที่เค้าประท้วงกันเรื่องค่าแรงขั้นต่ำนั่นมันยังไง?" สมนึกถามขึ้น

"นั่นแหละครับปัญหา.." เทนโด้พูดต่อ

"ผมมองว่า.. เงินเฟ้อกับกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำนี่แหละตัวปัญหา เงินเฟ้อมันทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น คนงานก็ต้องเรียกร้องค่าแรงที่สูงขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมค่าครองชีพ แต่นายจ้างก็จ่ายไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องปลดคนงานหรือไม่ก็ปิดกิจการไปเลย

การขยายสินเชื่อแบบเงินเฟ้อ (inflationary credit expansion) ที่รัฐบาลชอบทำ มันทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทรัพยากรทางเศรษฐกิจมันจะเพิ่มขึ้นตาม การเพิ่มปริมาณเงินในระบบมันไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นจริง แถมยังเป็นต้นเหตุของวงจรธุรกิจ (Business cycle) บูมจากเงินเฟ้อ มันทำให้เกิดการลงทุนแบบไม่ยั่งยืน พอมันล่มสลายก็ลากเอาทั้งภาคเศรษฐกิจลงไปด้วย เกิดภาวะล้มละลาย คนงานโดนปลดเป็นเบือ แถมทักษะที่มีก็ดันไม่เป็นที่ต้องการในตลาดอีก”

จิงโจ้ เริ่มจะอินเลยสมทบขึ้นมาบ้าง..

“จริง.. แทนที่จะแก้ปัญหาเงินเฟ้อ รัฐบาลกับนักเศรษฐศาสตร์หัวควยที่ทำงานให้รัฐบาลก็โยนขี้ให้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีหรือนายทุนจอมโลภไปซะงั้น หรือไม่ก็หาข้ออ้างอื่นๆ ที่มันฟังไม่ค่อยขึ้น สุดท้ายก็เสนอมาตรการที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย อย่างเช่น กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำ แทนที่จะเป็นคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้คนงานมากขึ้น กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำมันเหมือนเป็นการห้ามไม่ให้คนงานเลือกราคาแรงงานของตัวเอง มันขัดขวางไม่ให้ตลาดปรับตัวตามเงินเฟ้อ ผลก็คือเกิดคลื่นของการว่างงานที่สอดคล้องกับวงจรธุรกิจแบบไม่จบไม่สิ้น”

เทนโด้หยิบเนื้อสายฟ้าเข้าปาก เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย..

"ในตลาดเสรี คนที่หางานในเรทค่าจ้างปัจจุบันไม่ได้ ก็แค่ไม่สามารถหาคนที่เห็นคุณค่าของผลผลิตส่วนเพิ่มจากแรงงานของเขา ในราคาที่สูงกว่ามูลค่าเวลาว่างของคนงานคนนั้นได้ ปรากฏการณ์การว่างงานหมู่แบบไม่เต็มใจในยุคปัจจุบันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีกฎหมาย กฎ หรือข้อจำกัดที่ทำให้การจ้างงานในอัตราค่าจ้างที่กำหนดนั้นผิดกฎหมายและมีโทษ

ในบริบทของการแลกเปลี่ยนอย่างเสรี ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "การว่างงาน" ในหมู่คนที่เต็มใจจะทำงาน

เพราะนั่นหมายความว่าพวกเขามีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างที่ไม่มีใครเต็มใจจ่าย คนงานสามารถหางานทำได้เสมอโดยการเพิ่มผลผลิตหรือลดค่าจ้างที่ร้องขอ การว่างงานแบบไม่เต็มใจเป็นไปไม่ได้ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี มันเป็นทางเลือกของคนงาน ที่จะเรียกร้องค่าจ้างที่ไม่มีใครเต็มใจจ่าย ดังนั้นจึงเป็นทางเลือกของพวกเขาที่จะยังคงอยากให้ตัวเองว่างงาน"

“อย่างสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนที่เค้าจะเลิกใช้มาตรฐานทองคำแทบจะไม่มีการว่างงานเลยนะครับ แต่พอเข้าร่วมวงการเงินเฟ้อก็ประสบกับภาวะการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ใช้เงินเฟ้อ" เทนโด้ยกตัวอย่าง

“แล้วไอ้พวกนักเศรษฐศาสตร์มันไม่รู้เรื่องพวกนี้รึไงวะ?” จิงโจ้ถามอย่างหัวเสีย

“พวกนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอกครับพี่” เทนโด้ตอบ

“พวกเค้าคิดว่ารัฐบาลต้องเข้าไปแทรกแซง ทั้งๆ ที่รัฐบาลนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุของปัญหา”

“แล้วถ้าไม่มีรัฐบาลมาควบคุม งานจะหมดไปจากโลกมั้ยวะ?” จิงโจ้ถามต่อ

"ไม่มีทางครับพี่" เทนโด้ส่ายหัว

“คนเราต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้เวลาของตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะมีของมากมายแค่ไหน ก็ต้องเลือกระหว่างความสุขในปัจจุบันกับอนาคต ปัญหาทางเศรษฐกิจมันเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีทางหายไปจากโลกหรอกครับ

Keynes เคยเขียนไว้ในช่วงทศวรรษ 1930 ว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงปี 2030 มนุษย์จะต้องทำงานเพียงสัปดาห์ละ 15 ชั่วโมงเท่านั้นเพื่อผลิตสิ่งที่ต้องการ

Keynes จินตนาการว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะนำไปสู่การว่างงานทางเทคโนโลยี ซึ่งเขาให้คำจำกัดความว่า 'การว่างงานเนื่องจากการค้นพบวิธีการประหยัดการใช้แรงงานที่รวดเร็วกว่าการที่เราจะหาวิธีการใช้แรงงานแบบใหม่ๆ

แต่เขาคิดผิดครับ.. การตัดสินใจว่าจะใช้เวลาของตนอย่างไรเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่เป็นนิรันดร์และเป็นสากลของมนุษย์ เพราะเวลาเป็นสิ่งหายาก ไม่มีทางออกสุดท้ายสำหรับปัญหาทางเศรษฐกิจ มีเพียงการแทนที่ทางเลือกที่แย่ด้วยทางเลือกที่ดีกว่าเท่านั้น

ตราบใดที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่และจำเป็นต้องตัดสินใจว่าจะทำอะไรกับเวลาของตน ปัญหาทางเศรษฐกิจก็ยังคงอยู่ และมนุษย์พยายามแก้ไขด้วยการทำงาน ไม่มีทางออกสุดท้ายสำหรับปัญหาทางเศรษฐกิจ มีเพียงการแทนที่ทางเลือกที่แย่ด้วยทางเลือกที่ดีกว่าเท่านั้นเอง"

"แล้วเรื่องนายทุนเอาเปรียบลูกจ้างนี่มันยังไงวะ" สมนึกถามบ้าง

"อย่างร้านเบอร์เกอร์ผม ผมจ้างแต่แรงงานต่างด้าว เพราะค่าแรงถูกกว่าเยอะเลย แบบนี้ผมเอาเปรียบพวกเค้ารึเปล่า?"

"การจ้างงานในตลาดเสรี มันเป็นไปโดยสมัครใจครับพี่" เทนโด้อธิบาย "นายทุนไม่ได้บังคับให้ใครมาทำงาน คนงานเลือกที่จะทำงาน เพราะมันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับพวกเค้า ถ้าไม่ชอบ ก็ลาออกไปทำอย่างอื่นได้"

“การที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงที่จะแลกเปลี่ยนแรงงานกับค่าตอบแทน เงื่อนไขของการแลกเปลี่ยนต้องเป็นที่น่าพอใจสำหรับทั้งสองฝ่าย สำหรับแรงงาน.. นี่หมายความว่าค่าตอบแทนของเขาสูงกว่าการประเมินค่าที่เขากำหนดไว้สำหรับการใช้เวลาแบบอื่น ซึ่งเป็นเวลาว่าง (leisure) หรืองานอื่นที่ดีที่สุดถัดไป

มูลค่าของแรงงานของลูกจ้างต่อนายจ้างต้องมากกว่าค่าจ้างที่จ่าย มิฉะนั้นนายจ้างจะไม่จ้างแรงงาน ตามคำจำกัดความคือข้อตกลงร่วมกันระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง”

"และนายทุนก็ไม่ได้เอารัดเอาเปรียบแรงงาน แต่ช่วยเพิ่มผลผลิตให้คนงานต่างหาก" เทนโด้พูดต่อ

“นายทุนลงทุนจัดหาเครื่องมือ วัสดุ สถานที่ให้กับคนงาน ทำให้คนงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีรายได้มากขึ้นในทุกช่วงเวลา นายทุนเลือกที่จะละทิ้งการบริโภคเพื่อจัดหาทุนให้กับคนงาน นายทุนสามารถขายสินทรัพย์ทุนของพวกเขาและนำเงินที่ได้ไปใช้จ่ายเพื่อการบริโภคได้

การเลือกที่จะละทิ้งการบริโภคและจัดหาทุนให้กับคนงาน นายทุนกำลังยอมให้คนงานมีระดับผลผลิตที่สูงขึ้น ผลผลิตที่สูงขึ้นนี้ทำให้คนงานพอใจที่จะได้รับเพียงส่วนหนึ่งของรายได้ สำหรับทางเลือกอื่นนอกจากการเอารัดเอาเปรียบของนายทุน ไม่ใช่แค่ว่าคนงานจะได้รับรายได้ทั้งหมดจากการขายสินค้าที่พวกเขาผลิต แต่มันคือรายได้ที่ต่ำกว่ามากถ้าไม่มีทุน"

“อย่างคนขับแท็กซี่ ถ้าไม่มีรถ เค้าก็ต้องแบกคนไว้บนหลัง งานก็จะหนัก ได้เงินก็น้อย แต่พอมีรถก็ทำงานได้สะดวกขึ้น มีรายได้มากขึ้น เพราะนายทุนลงทุนซื้อรถให้เค้าขับ"

“ดังนั้น.. นายทุนไม่ได้เอาเปรียบคนงาน แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” เทนโด้สรุป “คนงานได้งาน ได้รายได้ นายทุนได้ผลกำไร มันเป็นความสัมพันธ์ที่ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต”

จิงโจ้พยักหน้าพึงพอใจที่เห็นน้องเริ่มเข้าใจมากขึ้น "เออ.. กูว่ามึงพูดถูก การที่กูเลือกเลี้ยงไก่เอง ก็เป็นทางเลือกของกู ไม่มีใครบังคับกู ส่วนไอ้เทนโด้มันก็เลือกทำธุรกิจเนื้อสายฟ้า มันก็มีความสุขของมัน เพียงแต่กูก็ยังชอบชีวิตแบบพอเพียง อยู่กับธรรมชาติ ไม่ต้องวุ่นวายกับระบบทุนนิยม"

"นั่นก็เป็นทางเลือกที่ดีครับพี่" เทนโด้พูดพร้อมรอยยิ้ม “ขอแค่เรามีความสุขกับเส้นทางที่เราเลือก และใช้ชีวิตอย่างมีความหมายก็พอแล้วครับ"

สมนึกพยักหน้าครุ่นคิด "พี่ว่า.. พี่คงต้องกลับไปคิดเรื่องแรงงานต่างด้าวที่ร้านพี่ใหม่แล้วล่ะ ว่าจริงๆ แล้ว พี่ได้ให้ทางเลือกที่ดีที่สุดกับพวกเค้ารึเปล่า.. พี่อยากให้ร้านเบอร์เกอร์ของพี่เป็นมากกว่าแค่ธุรกิจ ให้มันเป็นสถานที่ที่สร้างโอกาส สร้างความสุข ให้กับทุกๆ คน"

พี่ชายของเทนโด้ที่นั่งฟังเงียบๆ มาตลอดก็พูดขึ้นบ้าง.. "Bitcoin เนื้อสายฟ้า ตลาดเสรี ผมฟังพวกพี่พูดเรื่องพวกนี้มาตั้งนาน ผมก็ยังงงๆ อยู่เลยนะ แต่ผมว่าเนื้อสายฟ้านี่อร่อย มันต้องขายดีแน่ แค่นั้นผมก็พอใจแล้ว"

ทุกคนพากันหัวเราะ บรรยากาศใต้ถุนบ้านไม้อบอุ่นและเป็นกันเอง แม้จะมีความเห็นต่างกันบ้าง แต่ทุกคนต่างเคารพในทางเลือกของกันและกัน บนเส้นทางชีวิตที่แต่ละคนเลือกเดิน.. บทสนทนาจบลงพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ลาลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงความสงบ และความหวังสำหรับวันใหม่

มันชวนให้เราตั้งคำถามถึงคุณค่าและความหมายของชีวิต การทำงาน และการเลือก ในโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและความซับซ้อน แนวคิดเรื่องตลาดเสรี แรงงาน และทุน กระตุ้นให้เรามองเห็นความเชื่อมโยง ระหว่างการกระทำของเรากับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม

บทความนี้ไม่ได้ให้คำตอบ แต่ชวนให้เราตั้งคำถามและค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง เพราะชีวิตไม่ใช่สมการที่มีสูตรสำเร็จ แต่เป็นการเดินทางที่เราต้องเรียนรู้ ปรับตัว และเติบโตไปพร้อมกับประสบการณ์

สุดท้าย.. สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การใช้ชีวิตอย่างมีความหมายตามแบบฉบับของตัวเอง ด้วยความตระหนักรู้ ความรับผิดชอบ และความเคารพ ในคุณค่าและความแตกต่างของกันและกัน

# ภาคผนวก

บทความนี้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับแรงงานในกรอบของเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของการเลือก, ตลาดเสรี, ผลผลิต และความสัมพันธ์ระหว่างนายทุนกับลูกจ้าง

### สรุปประเด็นสำคัญ:

1. แรงงานคือการเลือก - ในระบบตลาดเสรี บุคคลมีอิสระในการเลือกว่าจะทำงานหรือไม่และสามารถเรียกร้องค่าจ้างตามที่ตนเองเห็นสมควร การตัดสินใจทำงานหมายความว่าบุคคลนั้นเห็นว่าผลตอบแทนจากการทำงานมีค่ามากกว่าเวลาว่าง

2. เงินเฟ้อและกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำบิดเบือนตลาดแรงงาน - เงินเฟ้อทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น บังคับให้ลูกจ้างเรียกร้องค่าแรงที่สูงขึ้น ในขณะที่นายจ้างอาจไม่สามารถจ่ายได้ นำไปสู่การปลดคนงานหรือปิดกิจการ กฎหมายค่าแรงขั้นต่ำแทนที่จะช่วยเหลือคนงานกลับเป็นการจำกัดสิทธิในการเลือกค่าแรงของตนเองและขัดขวางกลไกตลาด

3. นายทุนไม่ได้เอาเปรียบแรงงาน - ความสัมพันธ์ระหว่างนายทุนและลูกจ้างในตลาดเสรี เป็นการแลกเปลี่ยนที่สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย นายทุนลงทุนจัดหาทุน เครื่องมือ และทรัพยากรต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตของแรงงาน ทำให้แรงงานมีรายได้สูงขึ้น ในขณะที่นายทุนได้รับผลกำไร ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนนี้

4. การว่างงานเป็นผลมาจากการเลือก - ในตลาดเสรีไม่มีใครตกงานโดยไม่เต็มใจ คนที่ว่างงาน เป็นเพราะพวกเขาเลือกที่จะไม่ทำงานในอัตราค่าจ้างที่ตลาดเสนอให้ ซึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขามีมูลค่า “เวลาว่าง” สูงกว่า หรือมองไม่เห็นโอกาสที่คุ้มค่าในการทำงาน

5. งานจะไม่หมดไปจากโลก - มนุษย์ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้เวลาของตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะมีความมั่งคั่งมากแค่ไหน การเลือก และปัญหาทางเศรษฐกิจ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ ไม่มีทางหายไปจากโลก

### เสียงจากอีกฟากฝั่ง

ต่อไปนี้คือข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้นจากผู้ที่เห็นต่าง:

1. “ตลาดเสรีไม่ได้สมบูรณ์แบบ การเอารัดเอาเปรียบแรงงานมีอยู่จริง!”

นักเศรษฐศาสตร์สาย Keynesian (เคนส์) และ Marxist (มาร์กซ์) อาจโต้แย้งว่า ตลาดเสรีในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่ทฤษฎีกล่าวอ้าง อำนาจต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างนายทุนและลูกจ้างอาจนำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบแรงงาน เช่น การกดขี่ค่าแรง สภาพการทำงานที่ย่ำแย่ หรือการละเมิดสิทธิแรงงาน

2. "รัฐบาลจำเป็นต้องแทรกแซง เพื่อปกป้องผู้ด้อยโอกาส"

แนวคิดของรัฐสวัสดิการ (Welfare state) เน้นย้ำบทบาทของรัฐบาลในการดูแลประชาชน และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซงในตลาดแรงงาน เพื่อกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ สร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน และจัดสวัสดิการให้กับผู้ว่างงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ

3. "การว่างงานไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง"

นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มมองว่าการว่างงานไม่ใช่แค่ผลมาจากการเลือกของแต่ละบุคคล แต่เป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การขาดแคลนทักษะ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หรือภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ เพื่อสร้างงานและลดอัตราการว่างงาน

4. "การสะสมทุน นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและความไม่ยุติธรรม"

นักเศรษฐศาสตร์สาย Marxist (มาร์กซ์) วิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนนิยม ว่าเป็นระบบที่เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน นำไปสู่การสะสมทุนและความเหลื่อมล้ำในสังคม พวกเขาเสนอแนวคิดเรื่องการกระจายความมั่งคั่งและการควบคุมระบบทุน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่เป็นธรรม

นานาจิตตัง..

#siamstr #jakkstr #AuatrianEconomic #labor #leisure

พี่ตั้มจำบทสนทนาต่างๆของทีมงานได้ยังไงครับเนี่ย สุดจัด👍👍👍

Replying to Avatar Somnuke

### The Great Depression

## มหกรรมการ "โกง" มนุษยชาติครั้งยิ่งใหญ่

# ประชาชนโดนกล่าวโทษว่าผิดที่ไม่ยอมใช้จ่ายและผู้ร้ายกลับกลายเป็น "ทองคำ"

เรื่องราวที่เราเรียนจากตำราเขาก็จะบอกว่า เป็นเพราะฮูเวอร์ไม่ยอมแทรกแซงเพื่ออุ้มเศรษฐกิจด้วยการพิมพ์เงิน ปล่อยให้ตลาดพังจนเกิดภาวะเงินฝืด จากนั้น FDR มารับช่วงต่อและแทรกแซงกลไกด้วยการพิมพ์เงินและอัดฉีดเข้าสู่เศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงจนทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นคืนกลับมาได้และเงินฝืดอย่างทองคำถูกกล้าวหาว่าคือผู้ร้ายในเหตุการณ์นี้

แต่ว่ากันตามหลักฐานตามประวัติศาสตร์ เห็นการ "โกง" ระบบการเงินเกิดขึ้นมั้ยครับ การดึงเงินในอนาคตมาใช้ผ่านการพิมพ์เงิน และเหตุผลเริ่มต้นใหญ่ๆ คือการไปไฟแนนซ์สงคราม และตามมาด้วยการฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบติดจรวด

โดยปกติรัฐบาลต้องระดมทุนจากการเก็บภาษีหรือการออกพันธบัตร แต่เมื่อมันจะถูกใช้ไปในสงครามที่ต้องส่งผู้คนในชาติเข้าไปรบ ประชาชนจึงไม่เห็นด้วยเพราะไม่มีใครอยากไปเข่นฆ่าผู้อื่นหรือเอาตัวเองเอาลูกเอาหลานไปตายในสงคราม

นำมาสู่ทางออกนี้

1. ประกาศระงับและจำกัดการแลกเปลี่ยนเงินกลับเป็นทองคำในภาวะสงคราม

2. เมื่อทองคำถูกห้ามแลกคืน ไม่มีการไหลเข้าไหลออกทำให้มันนิ่ง ณ จุดนี้ รัฐบาลจึงได้ความสามารถใหม่ นั่นคือ การ "พิมพ์เงิน" เกินกว่าทองคำที่ตัวเองมี เพราะไม่ต้องกังวลว่าประชาชนจะมาแห่แลกคืนจนไม่พอที่จะให้ถอน การเดินทางแห่งความวินาศจึงเริ่มต้นขึ้น

ปริมาณเงินซึ่งตอนนั้นมีสถานะตั๋วกระดาษที่สามารถแลกทองคำได้จำนวนมหาศาล ถูกพิมพ์เพิ่มไม่ยั้งสะสมยาวนานเพื่ออุดหนุนสงครามไม่รู้จบ ในระดับที่เกินกว่าทองคำที่ตัวเองมีไปไกลขึ้นเรื่อยๆ

คาดการณ์ว่าทองคำสำรองมีเพียงแค่ 10% ของปริมาณเงินดอลลาร์ทั้งระบบในปี

แม้ว่าประเทศสหรัฐจะได้ผลกระทบน้อยที่สุดเพราะไม่ได้ถูกใช้เป็นสนามรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่การส่งกองกำลังข้ามน้ำข้ามทะเลไปช่วยรบมันมีต้นทุนมหาศาล รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่หยุดชะงักโดยเฉพาะในยุโรป ก็สร้างปัญหาทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐรุนแรงเช่นกัน

แต่เมื่อสงครามจบลง เงินดอลลาร์ก็จำเป็นต้องกลับมาอ้างอิงกับทองคำ ความชิบหายเริ่มบังเกิด เพราะถ้ากลับไปอ้างอิงเรตเดิม สหรัฐจะล้มเพราะไม่มีทองคำเพียงพอให้ถอน ถึงจะยึดทรัพย์สมบัติมาจากประเทศที่พ่ายแพ้ได้มหาศาลแล้วก็ตาม จำเป็นต้องลดอัตราแลกเปลี่ยนลง...แต่ก็เอาไม่อยู่

จากนั้นเมกาและอังกฤษได้ทำข้อตกลงให้ USD GBP สามารถถูกใช้เป็นเงินสำรองในกลุ่มประเทศพันธมิตรได้ จุดนี้มันทำให้เงินที่พิมพ์เพิ่มปริมาณมหาศาลเหล่านี้มีที่ไป และมันยังเพิ่มขีดความสามารถในการพิมพ์เงินให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะมีหลายประเทศเป็นที่รองรับเงินใหม่นี้

หลังจากย่ำแย่จากสงคราม มหกรรมการพิมพ์เงินอัดฉีดเงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจก็เริ่มบังเกิดขึ้น มันถูกใช้ไปอุ้ม หุ้นใน wall street อุ้มกลุ่มธุรกิจอีลีทและอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ ส่งผลให้บางธุรกิจเติบโตสูงมาก บางธุรกิจแทบไม่เติบโตเลยโดยเฉพาะกิจการที่อยู่ไกลแหล่งเงินอุดหนุนจากการพิมพ์เพิ่ม

ธุรกิจรายกลางรายย่อยใน Real sector เข้าไม่ถึงหรือเข้าถึงช้าในเงินพิมพ์ใหม่นี้ และเม็ดเงินส่วนใหญ่มันไปงอกที่ Financial sector ตลาดการเงินพุ่งติดจรวด แต่มันเป็นการเติบโตด้วยหนี้ หนี้ หนี้ ที่มากกว่า Productivity ที่เพิ่มขึ้น

มองเผินๆ มันดูดีไปหมด เศรษฐกิจเติบโตก้าวกระโดด แต่พอมองลึกลงไป มันไม่ได้ดีต่อประชาชนอย่างที่คิด เพราะเงินใหม่นี้ "ส่วนใหญ่" มันไม่ได้ไปอยู่ในมือประชาชน มันไปงอกในมือรัฐ กลุ่มอีลีทและตลาดการเงิน แถมมันไปด้อยค่าเงินเดิมที่ประชาชนถืออยู่ ผลักราคาข้าวของให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่ผู้คนทั่วไปอยู่ดีกินดีก็เริ่มชักหน้าไม่ถึงหลังมากขึ้น เงินที่เขามีเท่าๆ เดิมเอาไปใช้จ่ายได้น้อยลงๆ ทุกวัน ประชาชนเริ่มใช้จ่ายฝืดเคืองเนื่องจากรายได้โตไม่ทันราคาข้าวของที่แพงขึ้น กว่าเม็ดเงินใหม่จะถึงมือเขาค่าครองชีพก็พุ่งหนีไปก่อนแล้ว

##ดังนั้น เงินไม่ได้ "ฝืด" แต่ประชาชน "ไม่มีเงิน" จะใช้จ่าย

และวันฉิบหายวันวายวอดก็มาถึง มันคือวันที่สิ้นสุดข้อตกลง ยุติความสามารถในการพิมพ์เงินไม่อั้นลง (US Federal Reserve Inflationary Ended) จากเงินที่เคยพิมพ์ได้ง่ายๆ ก็ไม่ง่ายอีกต่อไป เศรษฐกิจที่ขับดันด้วยหนี้ก็เริ่มฝืดเคือง เพราะการกู้การระดมเงินทำได้ยากขึ้นแถมยังมีภาระดอกเบี้ยค้ำคอ เมื่อเงินหยุดหมุนในระบบเศรษฐกิจที่ฐานรากมันง๊อกแง๊กเพราะมีแต่หนี้...สุดท้ายมันก็พังพินาศ

การทดลอง "ระบบเศรษฐกิจที่อัดฉีดเงินไม่จำกัด" ก็จบลง อะไรก็ตามที่ใช้สารเร่งโตให้เร็วผิดปกติ สุดท้ายมันก็จะกลับเข้าหาจุดสมดุลของมัน เศรษฐกิจก็เช่นกัน และ The Great Depression คือราคาที่ต้องจ่ายของการทดลองนี้

คนที่เชื่อว่ามหาวิกฤติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนึงนี้ ยังไงก็เป็นเพราะการใช้ "เงินฝืด" ที่มีทองคำเป็นมาตรฐาน คุณไม่เอ๊ะใจอะไรซักนิดนึงเลยเหรอครับ ทำไมจู่ๆ ผู้คนไม่ใช้จ่าย ลดราคาแล้วก็ไม่ใช้จ่าย? อ้อ ก็เพราะคนคาดหวังว่าราคาจะลดลงอีกไงไอฟาย

สรุปง่ายไปมั้ย เงินมันกินไม่ได้ ยังไงคนก็ต้องกินต้องใช้ แค่ถ้าเงินมันเพิ่มมูลค่าขึ้น ผู้คนจะใช้เงินแบบคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น มองย้อนไปก่อนหน้านับตั้งแต่มนุษย์ค้นพบทองคำและใช้มันเป็นเงิน ทองคำได้นำพาอารยธรรมมนุษย์เจริญรุ่งเรืองสุดขีด ทำไมมันไม่มีปัญหา?

แล้วทำไมปัญหามันต้องมาทุกครั้งเมื่อระบบการเงินรวมศูนย์และผู้ถืออำนาจพยายามจะโกงมัน ตั้งแต่จักรพรรดิกรุงโรม ผู้นำจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ต่างๆ แอบผสมโลหะราคาถูกในการหลอมเหรียญทองเพื่อเพิ่มปริมาณเหรียญ ทำไปนานเข้าเงินก็เสื่อมค่า ประชาชนต้องเจอภาวะข้าวยากหมากแพง ยากจนกันถ้วนหน้าสุดท้ายก็ล่มสลายไป และการพิมพ์เงินเกินกว่าทองคำที่มี ในช่วงก่อนเกิด The Great Depression จริงๆ แล้วมันก็ไม่ต่างกันเลย มัน "โกง" เหมือนกัน

คิดดีๆ อีกทีนะครับว่าแท้จริงแล้ว ต้นตอของความพินาศนี้มาจาก

1. ทองคำที่ฝืดจนคนไม่ใช้จ่าย หรือ

2. การโกงระบบการเงิน นำมาสู่หนี้ปริมาณมหาศาลโดน liquidate จากการหยุดพิมพ์เงิน โดยให้ประชาชนเป็นผู้รับผิดชอบหายนะที่ไม่ได้ก่อ

#Siamstr

อาจารย์ไม่เอาโพสนี้ลง FB หรอครับ

Replying to Avatar Right Shift

อะเฮื้อ! ในที่สุดก็ได้รายชื่อร้านค้าจากชาว #Siamstr ที่จะมาเปิดร้านให้เยี่ยมชมสินค้ากันในงาน #TBC2024 ในโซนของ #ตลาดนัดไลท์นิ่ง

บูทอาหาร

ขนมเค้กคีโต เฮียโต้ง

กาแฟดริฟ ของคุณมิก

และเบอร์เกอร์เนื้องูสิงของพี่สมนึกของพวกเรา

บูทอุปกรณ์วิทยาศาสตร์

เสื้อ แก้ว กระเป๋า และสินค้าเกี่ยวบิตคอยน์ที่ น่ า ส น ใ จ (🤫)

บูทเนื้อสัตว์

เนื้อวัวเกษตรฟาร์มและเนื้อสายฟ้าเทนโด้

ปีนี้เรามีสินค้าประเภทอาหารเยอะมากกกกก พอรวมกับท๊อฟฟี่เค้กพี่ป๊ำกับเครื่องดื่มจาก Oasis ก็คือครบเครื่องเรื่องอาหารสุดๆ พักเที่ยงก็อยู่ในงานยาวๆ แวะซื้อของ กินไปคุยกันไปได้เลย

งานมันจะออกมาเอิ้กเกริ่กขนาดไหนนะเนี่ย โคตรตื่นเต้นเลยโว้ยยย!!

แล้วเจอกันวันที่ 14-15 กันยายน 2567 นะครับ ;)

เนื้อวัวเกษตรฟาร์มนี่ของพี่อั๋นป่ะครับ

Replying to Avatar Jakk Goodday

## **The Burgest ปรัชญาเบอร์เกอร์กับ Human Action**

เสียงหัวเราะดังขึ้นภายในร้านเบอร์เกอร์ ‘The Burgest’ สาขาใหม่ใจกลางห้าง Central World ท่ามกลางการตกแต่งสไตล์อินดี้ 4 หนุ่มกำลังสนทนากันอย่างออกรส หัวข้อที่ดูเหมือนจะหนัก แต่กลับถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีสีสันผ่านบทสนทนาของพวกเขา

“เออ... นี่พวกนายรู้ป่ะว่าจริงๆ แล้วมนุษย์เราต่างจากลิงยังไง?” nostr:npub1xzh2kqynr29x6j3ln6x05f26ha0c0ucfr280uzljftlgcthv9r6skqe7dt เจ้าของร้านเอ่ยขึ้นพลางนั่งหมุนเก้าอี้ไปมาอย่างอารมณ์ดี

อิสระ น้องเล็กของกลุ่มมองสมนึกแบบเอือมๆ พลางพูดว่า.. “พี่นึก.. จะเล่นมุกอะไรอีกล่ะเนี่ย?”

ซุป หนุ่มเมืองแกลง ยิ้มบางๆ ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า

“ผมว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง Human Action ที่เราเคยคุยกันไว้นะ”

จิงโจ้ บก. พี่ใหญ่ของกลุ่ม มองทุกคนด้วยสีหน้าจริงจัง

“Human Action มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะเว้ย มันคือรากฐานของเศรษฐศาสตร์ออสเตรียน ถ้าเข้าใจหลักการนี้แล้วชีวิตมึงจะเปลี่ยน!”

สมนึกทำท่าครุ่นคิด..

“อืม... เหมือนลิงที่มันหยิบกล้วยมากิน กับคนเราที่ปลูกกล้วยเก็บเกี่ยวผลแล้วเอาไปขายในตลาด ต่างกันตรงที่คนเรารู้จักวางแผน คิดขั้นตอนได้เยอะกว่าลิง ใช่มั้ย?”

ซุปพยักหน้า.. “ใช่ครับ.. มนุษย์เรากระทำสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุผล มีจุดประสงค์ ไม่ใช่แค่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าเท่านั้นแบบสัตว์”

อิสระเสริม.. “พูดง่ายๆ คือ เราใช้สมองในการคิด วิเคราะห์แล้วลงมือทำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”

“ถูกต้อง!” จิงโจ้เน้นเสียง “และ "การกระทำ" ของแต่ละคนมันส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมด เหมือนผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ”

“โคตรคม!” อิสระเผลออุทานออกมา

จิงโจ้หันไปมองซุป.. “คิดดูนะ.. เวลาพวกมึงทำคลิปสักอัน มันต้องเริ่มจาก "การกระทำ" ตั้งแต่คิดคอนเท้นต์ ถ่ายทำ ตัดต่อ ตรวจงาน จนกระทั่งเผยแพร่”

ซุปพยักหน้า.. “แต่ละขั้นตอนมันคือ "การตัดสินใจ" ที่ใช้ "เหตุผล" เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด”

“แม้กระทั่งการเลือกมุมกล้อง ใส่ซาวด์ มันก็สะท้อนความคิดของคนทำ”

หลังจากนั้นสมนึกพูดขึ้นมาอย่างกวนๆ ว่า..

“เหมือนตอนผมเลือกเสื้อผ้ามาทำงาน ก็ต้องคิดแล้วคิดอีก ว่าชุดไหนจะเหมาะกับการอัดคลิปวันนี้”

จิงโจ้มองทุกคนด้วยแววตาจริงจัง..

“Human Action มันบอกเราว่า เราเป็น "ผู้กำหนด" ชะตาชีวิตตัวเอง ไม่ใช่ "เหยื่อ" ของโชคชะตา”

ซุปพยักหน้าเห็นด้วย.. “ทุกการกระทำของเรามีความหมาย เราทุกคนเป็น ‘ผู้กระทำ’ ที่ใช้ ‘เหตุผล’ ในการตัดสินใจและสร้างโลกของเราเอง.. เหมือนกับที่สมนึกสร้าง The Burgest ขึ้นมาจากความฝัน ความมุ่งมั่น และการลงมือทำ”

“เราจึงต้อง "รับผิดชอบ" ต่อการกระทำของตัวเอง เพราะทุกการกระทำล้วนส่งผลกระทบ ไม่ใช่แค่กับตัวเรา แต่กับคนอื่นๆ และสังคมโดยรวม”..อิสระช่วยสรุป

“จำไว้ พวกมึงอยากได้อะไร มึงต้องลงมือทำ อย่ามัวแต่นั่งรอโชคชะตา” ..จิงโจ้กำชับขึ้นมาอย่างหนักแน่น

“ใช้เหตุผลให้มาก คิด วิเคราะห์ ก่อนลงมือทำ และที่สำคัญ รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นด้วย!”

จากนั้น สมนึกก็พูดแทรกขึ้นมา..

“สรุปก็คือ มนุษย์ต่างจากลิงตรงที่ เราใส่เสื้อผ้าเป็น ใช้สมองได้ เลยต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำสินะ”

ทุกคนหัวเราะพร้อมกันแบบเจื่อนๆ จิงโจ้ส่ายหัวให้กับความสองสลึงของสมนึก แต่ในใจก็อดภูมิใจในความเฉลียวฉลาดของน้องๆ แต่ละคนไม่ได้

“Human Action” หรือ “การกระทำของมนุษย์” ที่พวกเขาพูดถึง เป็นทฤษฎีสำคัญของนักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนอย่าง “ลุดวิก ฟอน มิเซส” (Ludwig von Mises) ซึ่งมองว่าการกระทำของมนุษย์เป็นรากฐานของเศรษฐกิจ ทุกการตัดสินใจ ทุกการเลือก ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เปรียบเสมือน คลื่นเล็กๆ ที่เกิดจากการโยนหินลงน้ำ แม้จุดเริ่มต้นจะเล็ก แต่แรงกระเพื่อมสามารถแผ่ขยายเป็นวงกว้างได้

ลองจินตนาการถึงการตัดสินใจง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การที่คุณเลือกจะทานอาหารเช้าเป็นข้าวเหนียวหมูปิ้ง การตัดสินใจนี้ส่งผลกระทบต่อร้านขายข้าวเหนียวหมูปิ้ง ร้านขายวัตถุดิบ เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผู้เลี้ยงหมู และอื่นๆ อีกมากมาย เป็นลูกโซ่

หรือ.. หากคุณตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคัน การตัดสินใจนี้ส่งผลต่อผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตแบตเตอรี่ ผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆ สถานีชาร์จไฟฟ้า และอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันในระยะยาว

การกระทำของมนุษย์แต่ละคน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ เหมือนฟันเฟืองเล็กๆ ที่ทำงานร่วมกัน ขับเคลื่อนกลไกขนาดใหญ่

Human Action จึงไม่ใช่แค่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ แต่มันคือการมองโลก มองสังคม และมองความสัมพันธ์ของมนุษย์ในมุมมองที่ต่างออกไป

นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนอย่างมิเซส มองว่า.. การทำความเข้าใจเศรษฐกิจ ไม่ใช่การศึกษาตัวเลข กราฟ หรือสูตรคำนวณ แต่มันคือการศึกษา "มนุษย์" ศึกษาแรงจูงใจ ความต้องการ และการกระทำของมนุษย์

เพราะในท้ายที่สุด **เศรษฐกิจก็คือเรื่องของ "คน"**

### **Human Action กำหนดชะตาชีวิต**

เสียงหัวเราะค่อยๆ เบาลง สมนึกยักคิ้ว ก่อนจะถามต่อด้วยท่าทีจริงจังขึ้น

“แล้วพวกเราคิดว่า Human Action มันเกี่ยวอะไรกับชีวิตพวกเรา นอกจากเรื่องทำคลิป ทำเบอร์เกอร์?”

อิสระยกมือขึ้น “ขอตอบครับ!”

“จริงๆ แล้วมันคือปรัชญาที่บอกว่า มนุษย์เราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ไม่ใช่แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถากรรม เราเลือกที่จะลงมือทำอะไรบางอย่าง เพราะเราเชื่อว่ามันจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เหมือนกับที่ ลุดวิก ฟอน มิเซส นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า ‘มนุษย์กระทำ (Man acts)’ การกระทำของเรานี่แหละ ที่สร้างโลกที่เราอยู่”

“ใช่ และ การกระทำทุกอย่างมันมีต้นทุน” ซุป เสริม

“มิเซสเรียกมันว่า ‘ต้นทุนค่าเสียโอกาส’ (opportunity cost) คือสิ่งที่เราต้อง ‘สละ’ ไป เมื่อเราเลือกทำอย่างหนึ่ง แทนที่จะทำอีกอย่าง สมมุติว่าวันนี้เราเลือกมาฉลองเปิดร้าน เราก็เสียโอกาสที่จะนอนอยู่บ้าน ดู Netflix หรือไปเที่ยวที่อื่น การตัดสินใจของเรามันสะท้อนถึงสิ่งที่เราให้คุณค่า สิ่งที่เราต้องการจริงๆ”

“แค่เริ่มจาก ‘คิด’ ก่อน ‘ทำ’ ทุกการกระทำ ทุกการตัดสินใจล้วนมี ‘ต้นทุนค่าเสียโอกาส’ เพราะฉะนั้น เราต้องใช้ ‘เหตุผล’ ในการวิเคราะห์ ว่าอะไรสำคัญที่สุด อะไรคือเป้าหมายที่เราต้องการบรรลุและเราจะลงมือทำอย่างไร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นโดยเสีย ‘ต้นทุน’ น้อยที่สุด”

จิงโจ้พยักหน้า.. “และ Human Action มันไม่ได้มองแค่ตัวบุคคล แต่มองไปถึงระบบเศรษฐกิจทั้งหมด การกระทำของคนคนหนึ่ง มันส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ เหมือนกับทฤษฎี ‘Domino Effect’ ที่ เมอร์เรย์ รอธบาร์ด อีกหนึ่งนักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนพูดถึง ผลกระทบเล็กๆ มันสามารถขยายวงกว้างและส่งผลต่อภาพรวมได้”

สมนึกทำท่าครุ่นคิด.. “อืม... เหมือนเวลาที่ลูกค้าคนหนึ่งเข้ามาซื้อเบอร์เกอร์ มันก็ส่งผลต่อรายได้ของร้าน ส่งผลต่อเงินเดือนพนักงาน ส่งผลต่อร้านขายวัตถุดิบ และอื่นๆ อีกมากมาย”

“ใช่เลย” จิงโจ้ตอบ “เพราะฉะนั้น Human Action มันสอนให้เรามองโลกแบบ ‘เชื่อมโยง’ มองเห็นความสัมพันธ์ของทุกสิ่ง ทุกการกระทำ ทุกการตัดสินใจที่ล้วนมีความหมาย”

อิสระยิ้ม.. “และที่สำคัญ มันสอนให้เรารับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง เพราะเราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของเราเองครับ”

“สรุปก็คือ...” สมนึกพูดขึ้นพร้อมทำท่าทางประกอบ

“...อยากได้อะไร ต้องลงมือทำ! คิดให้รอบคอบ ตัดสินใจ ลงมือทำ และรับผิดชอบ! เหมือนกับการทำเบอร์เกอร์ ต้องเลือกวัตถุดิบ ปรุงรส จัดวาง และเสิร์ฟ ทุกขั้นตอนสำคัญหมด”

จิงโจ้ยิ้มมุมปาก “ไอ้นี่... เปรียบเทียบได้ดีนี่หว่า”

บทสนทนาของทั้งสี่หนุ่มดำเนินต่อไป เสียงหัวเราะและความคิดที่แลกเปลี่ยนกัน สะท้อนถึงความเข้าใจใน Human Action ปรัชญาที่ไม่เพียงอธิบายเศรษฐกิจ แต่ยังอธิบายชีวิต และสอนให้เรามองโลกในมุมมองที่ต่างออกไป

“การกระทำ ไม่ใช่คำพูด ที่กำหนดตัวตนของเรา” – ลุดวิก ฟอน มิเซส

Human Action เส้นทางสู่ความสำเร็จ

สมนึกเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “ถ้าอย่างนั้น Human Action มันช่วยให้เราประสบความสำเร็จได้ยังไง?”

ซุปยิ้ม.. “มันช่วยให้เรามี ‘mindset’ ที่ถูกต้อง คือเข้าใจว่าความสำเร็จมันไม่ได้มาจากโชค แต่มาจากการกระทำของเราเอง มิเซส เขาเชื่อว่ามนุษย์มีความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างสรรค์ เราสามารถใช้ ‘เหตุผล’ ในการวิเคราะห์ วางแผน และลงมือทำ เพื่อบรรลุเป้าหมายเหมือนกับที่นายสร้าง The Burgest ขึ้นมา”

“และมันยังช่วยให้เรามี ‘วินัย’ ในการลงมือทำด้วยนะ” จิงโจ้เสริม

“รอธบาร์ด เขาเคยพูดถึง ‘ระดับความเห็นแก่เวลา’ หรือ ‘Time Preference’ คือ มนุษย์เรามักจะให้คุณค่ากับสิ่งที่อยู่ ‘ตรงหน้า’ มากกว่าสิ่งที่อยู่ ‘ในอนาคต’ เพราะฉะนั้น การที่จะประสบความสำเร็จเราต้องมีวินัยในการ ‘อดเปรี้ยวไว้กินหวาน’ ยอมลำบาก ยอมเหนื่อยเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าในอนาคต”

“เหมือนกับการออกกำลังกาย หรือการเก็บออมเงินใช่ไหมครับ?” อิสระถาม

“ใช่เลย” ซุปตอบ “มันคือการลงทุนใน ‘ตัวเอง’ เพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่าในอนาคต”

“และ Human Action ยังสอนให้เรามี ‘ความรับผิดชอบ’ ไม่โทษคนอื่น ไม่โทษโชคชะตา เมื่อเกิดความผิดพลาด” จิงโจ้กล่าว

“มิเซส เขาเชื่อว่า ‘ความผิดพลาด’ คือบทเรียนสำคัญ มันช่วยให้เราเรียนรู้ ปรับปรุง และพัฒนาตัวเอง”

สมนึกพยักหน้า.. “เหมือนตอนที่ผมลองทำเบอร์เกอร์สูตรใหม่ใช้เนื้อแมวสด บางครั้งมันก็ออกมาอร่อย บางครั้งก็... พังไม่เป็นท่า แต่เราก็ได้เรียนรู้จากความผิดพลาด และพัฒนาสูตรให้ดีขึ้น”

“นั่นแหละ Human Action” จิงโจ้สรุป “มันไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่มันคือ ‘แนวทางในการใช้ชีวิต’ ที่ช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง เข้าใจโลก และก้าวไปสู่ความสำเร็จ”

อิสระมองไปรอบๆ ร้าน “เหมือนกับร้าน The Burgest ของพี่นึก ที่เกิดจาก Human Action ของคนที่เกี่ยวข้องทุกคน”

“ใช่” สมนึกรับ “และมันจะเติบโตต่อไป ด้วย Human Action ของพวกเราและของทุกคนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ The Burgest นายที่กำลังแดกอยู่ก็มีส่วนด้วยเหมือนกัน.. อิสระ”

“ทุกคนที่นี่กำลัง ‘กระทำ’ บางอย่าง เพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง ลูกค้าต้องการอิ่มท้อง พนักงานต้องการเงินเดือน เจ้าของร้านต้องการกำไร และทุกการกระทำมันส่งผลกระทบต่อกันและกัน สร้างระบบเศรษฐกิจที่เราเห็นอยู่”

จิงโจ้โพล่งขึ้นมาเพื่อกล่าวทิ้งท้าย..

“โลกนี้มันก็เปรียบเสมือนผืนผ้าใบ ที่รอให้เราสร้างสรรค์งานศิลปะลงไป”

“และ Human Action คือพู่กัน ที่ช่วยให้เราแต่งแต้มสีสันและสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอก ที่เรียกว่า ‘ชีวิต’”

“The world is but the canvas to our imagination” – Henry David Thoreau

บทสนทนาของพวกเขาดำเนินต่อไป เต็มไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ และกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองด้วยพลังของ Human Action

> “มนุษย์มีแต่ ‘การกระทำ’ เท่านั้นที่เป็นของพวกเขา ไม่ใช่ ‘ผลลัพธ์’” – ลุดวิก ฟอน มิเซส

> “การกระทำ คือกระจกสะท้อนตัวตน” – เมอร์เรย์ รอธบาร์ด

- - -

ประโยคนี้ของ เฮนรี เดวิด ธอโร นักเขียนและนักปรัชญาชาวอเมริกัน สื่อถึงพลังอันไร้ขีดจำกัดของจินตนาการมนุษย์ และความสามารถในการสร้างสรรค์โลกของเราเอง

ธอโร เชื่อว่า.. โลกภายนอกเป็นเพียงวัตถุดิบ และจินตนาการของเรานี่เองที่เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ

จินตนาการเป็นสิ่งที่ทรงพลัง มันสามารถพาเราไปยังที่ที่ไม่เคยไป สร้างสิ่งที่ไม่เคยมี และเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ โลกนี้มันเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ เราสามารถสร้างสรรค์และกำหนดชีวิตของเราเองด้วยจินตนาการและการลงมือทำ

และเนื่องจากเราเป็นผู้สร้างสรรค์โลกของเราเอง เราจึงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ประโยคนี้จึงเป็นการย้ำเตือนให้เราตระหนักถึงพลังของจินตนาการ และความสามารถในการสร้างสรรค์โลกของเราเอง เราไม่ใช่เพียงแค่ “ผู้ชม” แต่เป็น “ผู้สร้าง” ที่สามารถเปลี่ยนแปลง และกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง ด้วยจินตนาการและการลงมือทำ

#jakkstr #siamstr #AustrianEconomic #HumanAction

ผมเพิ่งจะอ่านโน๊ตเก่าจบ อันใหม่งอกมาอย่างไว

แสดงว่าตอนนี้ Jakk is back แบบเต็มตัวแล้วใช่มั้ยครับ

Replying to Avatar Jakk Goodday

## **Marginal utility - ปรัชญาแห่งแก้วเบียร์**

### จากอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มสู่ความสุขที่พอดี 🍻

เสียงดนตรีโฟล์คซองบรรเลงแผ่วเบาภายในร้าน ภายใต้แสงไฟสีส้มนวลซึ่งทอดตัวลงบนโต๊ะไม้ขัดเงา ก่อให้เกิดบรรยากาศที่อบอุ่นและผ่อนคลาย

คืนนี้เป็นคืนพิเศษ.. กลุ่มแก็งค์ Right Shift กำลังสังสรรค์ พูดคุยย้อนความหลัง และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิต

แก้วเบียร์ใบแรกถูกยกขึ้น.. ฟองสีขาวนวลลอยฟู ส่งกลิ่นฮ็อพหอมกรุ่น ทุกคนจิบมันอย่างช้าๆ ดื่มด่ำกับเนื้อหนัง รสชาติ และความรู้สึกสดชื่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย

"แก้วแรกนี่มันช่างวิเศษจริงๆ" จิงโจ้เอ่ยขึ้น

"เหมือนทฤษฎีอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มที่เราพึ่งอ่านเลย หน่วยแรกของสินค้ามักให้ความพึงพอใจสูงสุด" ซุปกล่าว

เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆ ตามมาด้วยบทสนทนาเกี่ยวกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนที่พวกเขาเคยเรียน

“อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม” หรือ “Marginal Utility” เป็นแนวคิดที่ว่า ความพึงพอใจที่ได้รับจากการบริโภคสินค้าหรือบริการจะลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อมีปริมาณการบริโภคเพิ่มมากขึ้น

เหมือนกับเบียร์แก้วแรกที่ให้ความสดชื่นสูงสุด แต่แก้วต่อๆ ไป ความสดชื่นก็จะลดลงและถูกแทนที่ด้วยความเมา..

จากนั้นแก้วที่สองก็ถูกยกขึ้น..

บทสนทนาเริ่มออกรสออกชาติ พวกเขาเล่าถึงประสบการณ์ชีวิต ความสำเร็จ ความล้มเหลว รวมถึงบทเรียนที่ได้รับ

เบียร์แก้วที่สองเปรียบเสมือนตัวช่วยคลายความกังวล เปิดใจให้กว้าง และรับฟังกันและกัน มันช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ และสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง

เหมือนที่นักปรัชญากรีกโบราณนิยมดื่มไวน์เพื่อกระตุ้นความคิด และสร้างบทสนทนาเชิงปรัชญา

แก้วที่สาม.. เสียงหัวเราะดังขึ้นบ่อยครั้ง มุกตลกที่เคยแป้ก กลับกลายเป็นเรื่องขบขัน ความคิดอ่านเริ่มเป็นอิสระ ชักจะโลดแล่นไปไกล

เบียร์แก้วที่สามช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ และทำให้มองโลกในแง่ดี เหมือนกับที่ศิลปินหลายคนใช้แอลกอฮอล์เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน

แต่… เมื่อถึงแก้วที่สี่

พวกเขาเริ่มรู้สึกมึนหัว.. การสนทนาเริ่มวกวน ความคิดเริ่มไม่ปะติดปะต่อ ร่างกายส่งสัญญาณเตือนว่า "พอได้แล้ว" อรรถประโยชน์จากเบียร์ชักจะลดลง ความสุขเริ่มจางหาย แทนที่ด้วยความรู้สึกไม่สบายตัวสักเท่าไหร่

การฝืนดื่มแก้วที่ห้า หรือหก ไม่ได้ช่วยให้ความสุขกลับคืนมา ความเมาที่กำลังเพิ่ทขึ้นมีแต่จะทำให้แย่ลง เหมือนกับการบริโภคสิ่งต่างๆ ที่มากเกินไป มันมักจะนำมาซึ่งผลเสียมากกว่าผลดี

คืนนั้น.. พวกเขากลับบ้านพร้อมกับความทรงจำดีๆ และบทเรียนอันล้ำค่า พวกเขาเรียนรู้ที่จะ "พอ" และเข้าใจว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณแต่อยู่ที่ความพอดี และความสมดุล

เหมือนกับปรัชญา "ทางสายกลาง" ของพระพุทธเจ้า ที่สอนให้เราดำเนินชีวิตโดยไม่ตึงหรือหย่อนจนเกินไป เพื่อให้เกิดความสุขที่ยั่งยืน

"อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" และ "แก้วเบียร์" สอนให้เรารู้ว่า ความสุขไม่ได้อยู่ที่การไขว่คว้า หรือการบริโภคแต่อยู่ที่การรู้จักพอ และดื่มด่ำกับสิ่งที่มีอยู่อย่างมีสติ

รุ่งเช้า.. แสงแดดอ่อนๆ ส่องลอดผ้าม่านเข้ามา ปลุกให้ทุกคนตื่นจากภวังค์ ความทรงจำจากค่ำคืนที่ผ่านมาค่อยๆ ผุดขึ้น พร้อมกับอาการปวดหัวตุ๊บๆ

บทสนทนาเกี่ยวกับ "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" และ "แก้วเบียร์" ยังคงก้องอยู่ในหัว พวกเขาเริ่มตระหนักว่า หลักการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดื่มเบียร์ แต่มันสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการตัดสินใจบริโภคและการจัดสรรทรัพยากรในชีวิตประจำวันได้

"เมื่อวาน แก้วที่สี่ของผมมันไม่คุ้มค่าเลย ทั้งรสชาติ ความรู้สึก และเงินที่เสียไป" ขิงพูดขึ้น

"ถ้ารู้แบบนี้ สั่งแค่สามแก้วก็พอ" อิสระกล่าว

"จริง เหมือนกับตอนเราซื้อเสื้อผ้า รองเท้า หรือของสะสมต่างๆ ชิ้นแรกๆ มักจะให้ความสุข และความตื่นเต้น แต่พอมีมากขึ้น ความรู้สึกเหล่านั้นก็จะลดลง สุดท้ายก็กลายเป็นของรกบ้าน" อาร์มเสริม

พวกเขาเริ่มวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคของตัวเอง และพบว่าหลายครั้งที่พวกเขาตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ โดยไม่ได้คำนึงถึง "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" ปล่อยให้อารมณ์ ความอยาก และการตลาดชี้นำ ส่งผลให้สิ้นเปลืองเงิน และทรัพยากรไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น

"เราควรจะฉลาดกว่านี้ในการใช้เงิน" เจ้าหลามเสนอขึ้นมา

"ก่อนจะซื้ออะไร ลองถามตัวเองก่อนว่า เราต้องการมันจริงๆ ไหม มันจะช่วยเพิ่มความสุข หรือคุณภาพชีวิตของเราจริงหรือเปล่า และมันคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปไหม" เทนโด้เสนอบ้าง

"ใช่.. และเราควรจะให้ความสำคัญกับประสบการณ์และความสัมพันธ์ มากกว่าวัตถุ" จิงโจ้เสริม

"การไปเที่ยว การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การใช้เวลากับคนที่เรารัก มักจะให้ความสุขที่ยั่งยืนกว่าการซื้อของ" หมอนิวกล่าวสมทบ

พวกเขาตกลงกันว่า จะนำหลักการ "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" ไปปรับใช้ในการตัดสินใจบริโภคและการจัดสรรทรัพยากร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีความสุขที่ยั่งยืน

"อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" สอนให้เราเป็นผู้บริโภคที่ชาญฉลาด รู้จักจัดลำดับความสำคัญและใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริง

## **จากภาพรวมสู่รายละเอียด**

ลองนึกภาพว่าเบียร์ทั้งขวดคือ "อรรถประโยชน์" (Utility) หรือความพึงพอใจทั้งหมดที่เราได้รับจากการดื่มเบียร์ขวดนั้น

ส่วน "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" (Marginal utility) คือความพึงพอใจที่เราได้รับจากการดื่มเบียร์เพิ่มแต่ละแก้ว หรือแต่ละอึก

### แก้วแรก.. ความสุขเต็มเปี่ยม

อรรถประโยชน์รวมสูง เพราะเราเริ่มจากความสดชื่นเป็นศูนย์ และความผ่อนคลายที่ได้รับจากแก้วแรกสร้างความพึงพอใจเป็นอย่างมาก

อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มสูงสุด เพราะเป็นแก้วแรกที่ดับกระหายและคลายร้อน

### แก้วที่สอง.. ความสุขเพิ่มขึ้น

อรรถประโยชน์รวมเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้มากเท่ากับแก้วแรก เพราะความสดชื่นชักเริ่มจะลดลง

อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มลดลง แต่ยังคงเป็นบวก เพราะยังคงให้ความสุขและความผ่อนคลาย

### แก้วที่สาม.. ความสุขคงที่

อรรถประโยชน์รวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หรืออาจจะคงที่ เพราะเริ่มรู้สึกเมาๆ ตึงๆ

อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มใกล้ศูนย์ หรืออาจจะติดลบ เพราะความสุขจากการดื่ม (คนละเรื่องกับความสุขจากการสนทนาหรือบรรยากาศบนโต๊ะ) เริ่มน้อยลง และอาจรู้สึกอึดอัดจากความกระอักกระอ่วน

### แก้วที่สี่.. ความสุขลดลง

อรรถประโยชน์รวมเริ่มลดลง เพราะความรู้สึกไม่สบายจากการดื่มมากเกินไป ..เมาแล้วนั่นแหละ

อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มติดลบ เพราะการดื่มต่อไม่ได้ให้ความสุข มีแต่จะทำให้แย่ลง เริ่มจะมวนท้อง

### แก้วที่ห้า.. ความทุกข์มาเยือน

อรรถประโยชน์รวมลดลงอย่างมาก เพราะความรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว และอาจจะเมาหนักข้อขึ้น

อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มติดลบอย่างมาก เพราะการดื่มต่อมีแต่จะสร้างความทุกข์ เริ่มอ้วกพุ่ง เริ่มเดินโซซัดโซเซ

สรุปว่า.. "อรรถประโยชน์" (Utility) คือ ภาพรวมของความสุขหรือความพึงพอใจที่ได้รับจากการบริโภคสินค้าหรือบริการ

ส่วน "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" (Marginal utility) คือ ความสุขหรือความพึงพอใจที่ได้รับจากหน่วยเพิ่มเติมของสินค้าหรือบริการนั้น (เมื่อบริโภคสินค้านั้นเพิ่มขึ้น)

> โดยทั่วไป.. อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มจะลดลง เมื่อมีปริมาณการบริโภคเพิ่มมากขึ้น

การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง "อรรถประโยชน์" และ "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" ช่วยให้เราตัดสินใจบริโภคได้อย่างชาญฉลาดและรู้จัก "พอ" ก่อนที่ความสุขจะกลายเป็นความทุกข์

## **เข็มทิศนำทางสู่การตัดสินใจอย่างชาญฉลาด**

บทสนทนาของกลุ่ม Right Shift ยังคงดำเนินต่อไป.. พวกเขาเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" กับหลักการทางเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค..

"อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" ช่วยให้เราเข้าใจว่า ผู้คนจะเลือกบริโภคสินค้าและบริการ ตามลำดับความสำคัญของความต้องการและความจำเป็น สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย มักจะมีอรรถประโยชน์สูง ในขณะที่สินค้าฟุ่มเฟือย เช่น ของแบรนด์เนม รถหรู จะมีอรรถประโยชน์ลดหลั่นลงมา

ทรัพยากรของเรามีจำกัด ไม่ว่าจะเป็นเงิน เวลา หรือพลังงาน "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" ช่วยให้เราจัดสรรทรัพยากรเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเลือกบริโภคสินค้าและบริการที่ให้ความพึงพอใจสูงสุด และลดการบริโภคสิ่งที่ให้ความพึงพอใจต่ำ

"อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" ช่วยอธิบายว่า ทำไมผู้คนถึงตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคา และปัจจัยอื่นๆ เช่น เมื่อราคาสินค้าลดลง อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มของมันจะเพิ่มขึ้น (น่าซื้อ มันไม่แพง) ทำให้ผู้คนต้องการบริโภคมากขึ้น หรือ เมื่อมีสินค้าทดแทนที่ให้ความพึงพอใจมากกว่า ผู้คนก็จะหันไปบริโภคสินค้าทดแทนนั้น

“อรรถประโยชน์ลดหลั่น” ซึ่งหลักการนี้เป็นหัวใจสำคัญของ "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" มันอธิบายว่า ยิ่งเรามีสินค้าหรือบริการมากขึ้น ความพึงพอใจที่ได้รับจากหน่วยเพิ่มเติมเหล่านั้นก็มักจะลดลง

ดังนั้น.. เราควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด

มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค และนำไปประยุกต์ใช้ในการตัดสินใจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงิน การลงทุนหรือแม้แต่การใช้ชีวิต

มันสอนให้เรารู้จัก "เลือก" "จำกัด" และ "พอ" เพื่อให้เกิดความสุขและความสมดุล ในทุกๆ ด้านของชีวิต

ก็เหมือนกับการดื่มเบียร์.. แก้วแรกอาจจะสดชื่น แต่แก้วที่ห้าอาจจะเริ่มทำให้ปวดหัว การบริโภคทุกอย่าง ล้วนมี "จุดพอดี" ที่ให้ความสุขสูงสุด และ "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" ก็คือเข็มทิศที่ช่วยนำทางเราไปสู่จุดนั้น

## **มองข้ามแก้วเบียร์ สู่ความหมายที่ลึกซึ้ง**

หลังจากถกเถียงกันอย่างออกรส.. กลุ่ม Right Shift ก็เริ่มตระหนักได้ว่า "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" สามารถนำไปนิยามในบริบทอื่นๆ นอกเหนือจากการบริโภคสินค้าและบริการได้อีกมากมาย

### อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มของเวลา

เวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่าและมีจำกัด การใช้เวลาแต่ละนาที แต่ละชั่วโมง ล้วนมี "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม"

เช่น การใช้เวลา 1 ชั่วโมงแรกในการอ่านหนัง อาจจะให้ความรู้และความเพลิดเพลิน แต่การอ่านต่อเนื่องเป็นชั่วโมงที่ 5 อาจจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและเหนื่อยล้า ดังนั้น.. เราควรจัดสรรเวลาให้เหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

### อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มของความรู้

การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่การเรียนรู้มากเกินไป โดยไม่มีการนำไปใช้ หรือ การเรียนรู้แบบหว่านแห ไม่เจาะลึก อาจจะไม่ได้ให้ประโยชน์เท่าที่ควร

ดังนั้น.. เราควรเลือกเรียนรู้สิ่งที่จำเป็นและสามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้เกิด "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" สูงสุด

### อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มของความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นสร้างความสุขและความมั่นคง ให้กับชีวิต แต่การใส่ใจและให้เวลากับคนทุกคน มากเกินไป อาจจะทำให้เราเหนื่อยล้าและละเลยความสัมพันธ์ที่สำคัญ

ดังนั้น.. เราควรให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและมีคุณค่า เพื่อให้เกิด "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" ที่ยั่งยืน

### อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่มของการพักผ่อน

การพักผ่อนเป็นสิ่งจำเป็น แต่การพักผ่อนมากเกินไป อาจจะทำให้เราขาดความกระตือรือร้นและเสียโอกาสหลายๆ อย่าง

ดังนั้น.. เราควรจัดสรรเวลาพักผ่อนให้เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้รับการฟื้นฟู และพร้อมที่จะทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเต็มที่

จะเห็นได้ว่ามันเป็นหลักการที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกแง่มุมของชีวิต มันช่วยให้เราเข้าใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมี "จุดพอดี" ที่ให้ประโยชน์สูงสุด และการรู้จัก "พอ" คือหนทางสู่ความสุข และความสำเร็จที่ยั่งยืน

## **คำแปลอื่นที่เป็นไปได้ของ "Marginal Utility" นอกเหนือจาก "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" **

บทสนทนาของกลุ่ม Right Shift เริ่มเข้มข้นขึ้น.. พวกเขาไม่เพียงแต่ถกเถียงถึงความหมายและการประยุกต์ใช้ "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" แต่ยังสนใจที่จะหาคำแปลภาษาไทยที่เหมาะสม และแสดงถึงความหมายได้อย่างครบถ้วน นอกเหนือจากคำว่า "อรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม" ที่อาจจะฟังดูแข็งและเป็นทางการจนเกินไป

"เราลองมาคิดคำแปลอื่นๆ ที่ฟังดูเป็นธรรมชาติ และเข้าใจง่ายกว่านี้ไหม" ขิงเสนอ

"อืม... ลองดูสิ" จิงโจ้ส่งสัญญาณทุกคนเริ่มระดมความคิดและเสนอคำแปลต่างๆ

“ประโยชน์ส่วนเพิ่ม” คำนี้ตรงตัวและเข้าใจง่าย แต่ยังคงความเป็นทางการอยู่บ้าง

“ผลตอบแทนส่วนเพิ่ม” เน้นที่ผลที่ได้รับ ซึ่งอาจจะเป็นความสุข ความพึงพอใจ หรือประโยชน์อื่นๆ

“ความคุ้มค่าส่วนเพิ่ม” เน้นที่การเปรียบเทียบระหว่างผลที่ได้รับกับต้นทุน หรือทรัพยากรที่เสียไป

“ความสุขส่วนเพิ่ม” เน้นที่ความรู้สึก และประสบการณ์ที่ได้รับจากการบริโภค

“ผลลัพธ์ส่วนเพิ่ม” เป็นคำกลางๆ ที่สามารถใช้ได้ในหลายบริบท

“กำไรส่วนเพิ่ม” ใช้ในบริบททางธุรกิจ เน้นที่ผลกำไรที่ได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการ

“ผลที่เพิ่มขึ้น” เน้นที่การเปลี่ยนแปลง หรือการเพิ่มขึ้นของผลลัพธ์

“ความพอใจส่วนเพิ่ม” เน้นที่ความรู้สึกพึงพอใจ ที่ได้รับจากการบริโภค

“การเลือกใช้คำแปลจึงขึ้นอยู่กับบริบทและความเหมาะสม บางครั้งเราอาจจะต้องใช้คำอธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้ฟัง เข้าใจความหมายได้อย่างถูกต้อง” จิงโจ้ให้คำแนะนำทิ้งท้ายกับน้องๆ

“อ้าว.. แล้ว ‘ความเมาส่วนเพิ่ม’ ล่ะพี่.. ใช้กับอะไรดี?” อิสระเอ่ยถามขึ้นมาอย่างกวนๆ

ก่อนที่ซุปจะตัดบทขึ้นมาว่า..

“เอาบิตคอยน์ไปซื้อเบียร์ดีเจต้ากันเถอะป่ะ..”

#jakkstr #siamstr #AustrianEconomy #MarginalUtility

ขอบคุณสำหรับเนื้อหาดีๆครับพี่ตั้ม

Replying to Avatar Jakk Goodday

## **Time preference กับ เสต็คเนื้อแห่งอนาคต**

กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อย่างโชยแตะจมูก.. ภายในร้านเสต็คเนื้อบรรยากาศสุดคลาสสิค แสงไฟสลัวส่องกระทบผนังอิฐเปลือย ภาพวาดวัวกระทิงแขวนเรียงราย บ่งบอกถึงความเป็น "Meat Lover" ของเจ้าของร้าน ทีมงาน Right Shift 3 หน่อกำลังนั่งล้อมโต๊ะไม้ขัดเงา ..รอคอยเมนูจานหลัก

"นี่มันเหมือน Marshmallow Test ชัดๆ"

nostr:npub1z7k4pffj7250eaydd3ya0v07mmzecylcq9cw5af68zu39q0k4u3qj6xre4 เอ่ยขึ้นพลางจ้องมองเสต็คเนื้อริบอายชิ้นโตตรงหน้า..

"จะกินเลยตอนนี้มันก็ฟิน แต่ถ้านั่งรออีกสักพักก็จะได้เวลล์ดันที่สุกกำลังดี"

"มันคือ Time Preference ล้วนๆ" nostr:npub16hpaqcm8zhc6n4d79tu2mtsf9464093r4v3r7l5hq5tpsng3txesw3tu5f เสริม

"เราให้คุณค่ากับความสุขตอนนี้ทันทีมากกว่าผลตอบแทนในอนาคตมากแค่ไหน"

Time Preference หรือ ความเห็นแก่เวลา เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ และจิตวิทยา ที่อธิบายว่าคนเรามีมุมมองต่อ "คุณค่าของเวลา" แตกต่างกัน บางคนให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอนาคต (High Time Preference) ในขณะที่บางคนมองการณ์ไกล ยอมรอผลตอบแทนในระยะยาว (Low Time Preference)

nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk บก. พี่ใหญ่ของทีมขมวดคิ้ว.. "พวกที่เห็นแก่เวลามากๆ (High Time Preference) ก็เหมือนตอนเด็กๆ ที่เลือกกินมาร์ชเมลโลว์ทันทีแทนที่จะรอสองชิ้นนั่นแหละ"

"ก็ชีวิตมันไม่แน่นอนอะครับ" อิสระเสริม

"ใครจะไปรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ก็กินมันเลยตอนนี้แหละชัวร์สุด"

ความไม่แน่นอนของชีวิต เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อ Time Preference เมื่ออนาคตยิ่งดูเลือนลาง คนก็ยิ่งอยากไขว่คว้าความสุขในปัจจุบันให้มากที่สุดเอาไว้ก่อน

"แต่ถ้ารอหน่อย ก็ได้ความสุขที่มากขึ้นนะ" ซุปโต้แย้ง

"เหมือนเสต็คเวลล์ดันที่สุกทั่วถึง รสชาติมันเข้มข้นกว่ากันเยอะ"

"ก็เหมือนกับการออมเงินนั่นแหละ" จิงโจ้เสริม

"มันก็คือการรู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน"

การออม และ การลงทุน เป็นตัวอย่างของพฤติกรรมที่แสดงถึง Low Time Preference (ไม่เห็นแก่เวลา) ซึ่งก็คือการยอมเสียสละความสุขในปัจจุบัน เพื่อรอผลตอบแทนที่มากขึ้นในอนาคต

บทสนทนาของทีม Right Shift เริ่มเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเริ่มมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง Time Preference กับการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การกินเสต็คเนื้อไปจนถึงการวางแผนอนาคต

"แต่มันก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเหมือนกันนะครับ" อิสระแย้ง

"เพราะถ้าอนาคตมันดูไม่แน่นอน ใครจะไปกล้ารอล่ะครับพี่"

ความไม่แน่นอน (Uncertainty) คือ ยิ่งอนาคตดูเลือนลาง มีความเสี่ยงสูง คนก็ยิ่งมีแนวโน้มเลือกความสุขในปัจจุบัน เพราะไม่มั่นใจว่าจะได้รับผลตอบแทนในอนาคตจริงหรือเปล่า

"ก็เหมือนกับร้านนี้" ซุปชี้ไปที่ครัวเปิด

"ถ้าเห็นเชฟทำเนื้อไหม้อยู่ตลอด ใครจะกล้าสั่งเวลล์ดันล่ะ"

ความเชื่อมั่น (Trust) คือ หากมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลตอบแทนในอนาคตอย่างแน่นอน คนก็จะมีแนวโน้มยอมรอ แต่ถ้าเชื่อว่ามีความเสี่ยงสูง (อย่างกรณีนี้คือสั่งเวลล์ดันแล้วได้เนื้อไหม้ตลอด) ก็คงไม่มีใครอยากรอ

"ความเชื่อมั่นก็สำคัญแหละ" จิงโจ้กล่าว

"ถ้ารู้ว่าผลตอบแทนในอนาคตมันดีจริง คนก็ยอมรอ"

อีกปัจจัยก็คือ อายุ (Age) โดยทั่วไป เด็กและวัยรุ่นมักจะมี High Time Preference เน้นความสุขระยะสั้น ในขณะที่ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมักมี Low Time Preference มองการณ์ไกลและให้ความสำคัญกับอนาคตมากขึ้น

"เหมือนการลงทุนระยะยาว" ซุปเสริม

"ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของมัน ถึงจะยอมรอผลตอบแทนได้"

การลงทุนระยะยาว เช่น กองทุนรวม, หุ้น, อสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงการเก็บออมในบิตคอยน์ ก็ล้วนต้องการ Low Time Preference เพื่อรอผลตอบแทนที่งอกเงยในอนาคต

"Time Preference มันสะท้อนในการตัดสินใจทุกอย่างเลยเนอะ" อิสระกล่าว

"ตั้งแต่การใช้เงิน การดูแลสุขภาพ การเรียน การทำงาน"

จิงโจ้ได้กล่าวเสริมอิสระไปว่า..

“Time Preference ส่งผลต่อการตัดสินใจในชีวิตประจำวันมากมาย เช่น การใช้จ่าย ซื้อของฟุ่มเฟือยทันที vs. ออมเงินเพื่อซื้อของที่ต้องการในอนาคต”

“หรือจะเรื่องสุขภาพ อย่างการกินอาหาร Fast Food vs. เลือกอาหารเพื่อสุขภาพ”

“หรือการศึกษา ที่ต้องเลือกระหว่างเรียนจบเร็วๆ เพื่อทำงาน vs. ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น”

“ทีนี้การทำงาน ก็ต้องเลือกงานที่เงินเดือนสูง แต่เครียด vs. เลือกงานที่เงินเดือนน้อย แต่มีความสุข”

คราวนี้ซุปยกตัวอย่างบ้าง.. "เหมือนการเลือกเสต็ค"

"จะเน้นปริมาณ หรือเน้นคุณภาพ จะกินเนื้อติดมัน หรือเนื้อสันใน"

เน้นปริมาณ (High Time Preference) เลือกเสต็คเนื้อติดมันราคาถูก กินให้อิ่มในปัจจุบัน

เน้นคุณภาพ (Low Time Preference) เลือกเสต็คเนื้อสันในราคาแพง เพื่อรสชาติและประสบการณ์ที่ดีกว่า

Time Preference กับปรัชญาการใช้ชีวิต

"มันคือปรัชญาในการใช้ชีวิต" จิงโจ้สรุป

"เราจะใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน หรือจะวางแผนเพื่ออนาคต"

“Time Preference ไม่ใช่แค่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่มันสะท้อนถึงปรัชญาการใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย

Carpe diem (High Time Preference) ใช้ชีวิตให้เต็มที่ในปัจจุบัน

Delayed Gratification (Low Time Preference) ยอมเสียสละความสุขในปัจจุบัน เพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้นในอนาคต..”

3 หน่อ Right Shift เริ่มเข้าใจ Time Preference มากขึ้นหลังการถกเถียง พวกเขาตระหนักว่าการหาจุดสมดุลระหว่างปัจจุบันและอนาคต เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสุขและความสำเร็จ

"แต่ก็ต้องหาจุดสมดุลให้เจอ" อิสระเสริม

"ถ้ามัวแต่รออนาคต ก็อาจพลาดความสุขปัจจุบัน มัวแต่สนุกในวันนี้ ก็อาจจะลำบากในวันหน้าเอาได้"

การหาจุดสมดุลระหว่าง High Time Preference และ Low Time Preference เป็นสิ่งสำคัญ

High Time Preference ใจเร็วด่วนได้มากเกินไป อาจนำไปสู่การใช้จ่ายเกินตัว, ปัญหาสุขภาพ, ขาดความมั่นคงในอนาคต

Low Time Preference อดเปรี้ยวไว้กินหวานมากเกินไป อาจทำให้พลาดโอกาสในการสร้างความสุขในปัจจุบัน, เครียด จนกดดันตัวเองมากเกินไป

"เหมือนการกินนั่นแหละ" ซุปกล่าว

“การกินอาหาร เป็นตัวอย่างที่ดีของการหาจุดสมดุลระหว่างความสุขและสุขภาพ..”

“ถ้ากินแต่ของอร่อย (High Time Preference) อร่อยถูกปาก แต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว”

“ในขณะที่ถ้ากินแต่อาหารเพื่อสุขภาพ (Low Time Preference) ดีต่อสุขภาพ แต่อาจจะขาดความสุขในการกิน”

"Time Preference มันเหมือนเข็มทิศ" จิงโจ้สรุปอีกครั้ง

"มันช่วยให้เราวางแผนชีวิต เลือกเส้นทางที่เหมาะสม"

“Time Preference ช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง รู้ว่าเราให้คุณค่ากับอะไร ปัจจุบัน หรือ อนาคต ตัดสินใจได้อย่างมีสติ เลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราในระยะยาว”

“วางแผนอนาคต กำหนดเป้าหมาย และ วางแผนการเงิน การศึกษา อาชีพ สร้างสมดุลชีวิต มีความสุขกับปัจจุบัน พร้อมกับเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต”

.

.

.

เสียงช้อนส้อมกระทบจานดังขึ้น.. เสต็คเนื้อถูกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ทีม Right Shift ดื่มด่ำกับรสชาติและบทสนทนาที่ชวนขบคิด พวกเขาเรียนรู้ที่จะ "**เลือก**" "**รอ**" และ "**พอ**" เพื่อสร้างความสุขและความสำเร็จในแบบฉบับของตัวเอง

เพราะชีวิตก็เหมือนเสต็คเนื้อ เลือกสรรอย่างมีสติ ค่อยๆ ย่างอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้รสชาติที่สมบูรณ์แบบ

Time Preference ไม่ใช่แค่แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ แต่มันคือ.. **ศิลปะในการใช้ชีวิต**

การเข้าใจ Time Preference ของตัวเอง ช่วยให้เราวางแผนชีวิต เลือกเส้นทางที่เหมาะสมและสร้างความสุขที่ยั่งยืนได้

- - -

## **มาร์ชเมลโล่เทสต์** บททดสอบ Time Preference

การทดลอง "มาร์ชเมลโล่ เทสต์" ที่อิสระกล่าวถึงในช่วงต้น เป็นการทดลองทางจิตวิทยา ที่ศึกษาเรื่อง "Time Preference" หรือ "ความเห็นแก่เวลา" ในเด็ก

โดยให้เลือกระหว่างจะกินมาร์ชเมลโล่ 1 ชิ้นในทันที หรือจะรอ 15 นาที เพื่อได้รับ 2 ชิ้น

ผลการทดลองพบว่า เด็กที่สามารถรอได้ มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากกว่า ทั้งในด้านการเรียน การงาน และความสัมพันธ์

เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น.. เพราะการรอคอย แสดงถึงความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ (Self-control) ควบคุมอารมณ์และความต้องการของตัวเอง, การวางแผน (Planning) คิดถึงผลลัพธ์ในอนาคต, ความอดทน (Patience) รอคอยผลตอบแทนที่ดีกว่า

มาร์ชเมลโล่เทสต์ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ Time Preference ต่อการดำเนินชีวิต

การตัดสินใจทุกอย่างในชีวิต ล้วนเกี่ยวข้องกับ Time Preference ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย การทำงาน การเรียน หรือแม้แต่การเลือกรับประทานอาหาร

ดังนั้น.. การทำความเข้าใจ Time Preference ของตัวเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสุขและความสำเร็จที่ยั่งยืน

ครั้งต่อไปที่ต้องตัดสินใจ ลองถามตัวเองว่า

กำลังเลือกความสุขในปัจจุบัน หรือ ผลตอบแทนในอนาคต?

กำลังเลือกมาร์ชเมลโล่ 1 ชิ้น หรือ 2 ชิ้น?

คำตอบนั้น.. อยู่ที่ตัวคุณเอง

#jakkstr #siamstr #AustrianEconomy #TimePreference

ผมขอไปทาง medium time preference ละกันครับ

Replying to Avatar Somnuke

ถ้าเราเข้าใจตรงกันแล้วว่าต้นตอของเงินเฟ้อที่ทำให้ชีวิตเรายากขึ้นทุกวันๆ คือการเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจของผู้คุมแท่นผลิตเงิน

แล้วคุณดูสิพวกเขาทำเหี้ยอะไรลงไป....

ปี 2020 จนถึงตอนนี้ เพียงแค่ 4 ปี เฟดมีการพิมพ์เงิน (QE) เพิ่มขึ้นระดับ "เท่าตัว" สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เงินดอลลาร์ถือกำเนิดมาร้อยกว่าปี แถมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้หนี้จากการพิมพ์เงินนี้ก็พุ่งขึ้นเกิน 100% ทะลุ 1 TrillionUSD เข้าไปแล้วณ ขณะนี้มีอัตราการผลิตอยู่ที่ 2ล้านดอลลาร์ต่อนาที!

เฮ้ย...แล้วทำไมเมกาไม่พัง??? พูดจาอะไรเลอะเทอะรึเปล่า ก็เห็นประเทศเขายังอยู่สุขสบายดี...ไม่มีปัญหาอะไร

หึหึ เพราะทุกประเทศในโลกต้องเก็บเงินสำรองเป็นดอลลาร์ยังไงล่ะครับ หรือพูดภาษาบ้านๆ ว่า

"เขาจะพังได้ไง เพราะเขาคือผู้ส่งออกเงินเฟ้อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดโดยมีทั้งโลกเป็นผู้รองรับการเสื่อมค่านี้"

ไทยรวมถึงทุกประเทศทั่วโลกนอกจากต้องรองรับการเสื่อมค่าของเงินที่พิมพ์เพิ่มได้ไม่อั้นยังไม่พอ สกุลเงินท้องถิ่นอย่างเงินบาทของเราในฐานะที่เป็นเงินเลเยอร์ที่ 3 ในพีระมิดระบบการเงิน

ยังเสื่อมค่าลงไปอีกขั้นเมื่อเทียบอัตราแลกเปลี่ยนกับดอลลาร์ที่เป็นเงินในลำดับชั้นที่สูงกว่า พูดง่ายๆ ว่า "เสื่อมในเสื่อม"

ดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินของมนุษยชาติอย่างทองคำ มันสูญสิ้นมูลค่าจนแทบไม่เหลือแล้ว และเงินบาทของเราเมื่อเทีบกับดอลลาร์ แค่ 3 ปี ก็เสื่อมค่าลงไปอีก 20%

เงินเดือนของเราไม่มีทางโตทันราคาข้าวของที่แพงขึ้น เพราะทางเดียวที่จะรักษา Purchasing Power ของเงินเดือนเอาไว้ได้ คือรายได้เราจะต้องโตขึ้นอย่างน้อย "100%" ทุกๆ 10ปี แบบทบต้นทบดอกไปจนตาย

คำถามคือ...ไหวเหรอครับ?

ถ้าไม่ไหว ได้เวลาตื่นกันแล้วรึยัง

ทวงคืนสิทธิ์ที่จะมีชีวิตที่ดีกลับคืนมา

ปล. ใครบอกเงินเฟ้อมาจาก Cost push, Demand pull ตีปากแม่ม อัปแพทช์ใหม่ได้แล้ว

#Siamstr

จารย์สมนึก กดอัลติอีกแล้ว

Replying to Avatar ped66

แตกต่างจึงสวยงาม

การยอมรับความแตกต่างอย่างแท้จริง

ก็คล้ายกับการที่เรามองโลกในแบบที่มันเป็น

ไม่ได้พยายามแต่งแต้มสีสันให้กับสิ่งที่เราเห็น

สิ่งที่เรารับรู้ หรือสิ่งที่เรารู้จัก

เพียงแค่เรายอมรับมัน มองมันในแบบที่มันเป็น

.

ทุกๆสิ่งนอกตัวเราจะเรียกได้ว่าเป็นโลก

เราสามารถเร่งการหมุนของตัวเองได้ แต่ไม่สามารถเร่งการหมุนของโลกได้เฉกเช่นใด

เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผู้อื่นได้ด้วยตัวของเราโดยตรง เช่นเดียวกัน

.

การที่โลกไม่ได้มีเพียงสีเดียวนั้น

จึงทำให้เกิดความแตกต่างที่สวยงาม

.

เราจึงควรยอมรับความแตกต่างของมนุษย์

เช่นเดียวกับที่เรายอมรับความแตกต่าง

ที่สวยงามของโลก

.

ถือเป็นการเคารพให้เกียรติผู้อื่นอย่างหนึ่ง

GM #Siamstr

GM ครับพี่เป็ด

Replying to Avatar Gawyn ⚡

แอบส่องดู บรรยากาศผ่านๆ ในงาน Bitcoin Asia ที่ฮ่องกง

บูทเยอะ สปอนเซอร์แน่น Speaker ดูดี แต่ Attendees อาจจะยังสู้งานไทยไม่ได้

อย่างว่า งาน Bitcoin conference ทั่วโลกเหมือนจัดงานให้ชาวต่างชาติมาเที่ยว : บิทคอยเนอร์ยุโรปไปเที่ยวงานเมกา บิทคอยเนอร์เอเชียไปเที่ยวงานยุโรป บิทคอยเนอร์เมกาไปเที่ยวงานเอเชีย วนๆ กันไป สนุกสนาน / กลับกัน งานไทย คนไทย นั่งตาแดงกันเต็มฮอลล์ ฝรั่งอึ้ง เอเชี่ยนงง ทำไมคนไทยมีบิทคอยเนอร์เยอะขนาดนี้ พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลย

กลับมาที่ฮ่องกง ซึ่ง Proudly present อย่างเต็มปากในงานว่า เขาคือ “Bitcoin Frontier in Asia” ด้วยหลายปัจจัย เช่น มี ETF และ กฏหมายที่เอื้อ เพราะเป็น Hub ของ Traditional finance อยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าจีน(Mainland) ที่ประกาศแบนการใช้งาน Bitcoin ทั้งการทำธุรกรรมและเหมือง แต่ก็ยังอยากมี Exposure ใน Bitcoin อยู่ จึงจำเป็นต้องกระทำการผ่านฮ่องกงนี่แหล่ะ (ถึงแม้ปัจจุบันนักลงทุนชาวจีนจะยังมาลงทุนใน Hong Kong Bitcoin spot ETF ไม่ได้ก็ตาม)

Anyway ดูแล้วยิ่งเสียดาย กฏหมายงี่เง่าล้าหลังของไทยทำให้เราอาจจะไปไหนไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ ศักยภาพในการเป็น Bitcoin hub of Asia (or even the world ??) ของเราไม่ได้แพ้ฮ่องกงเลยแม้แต่น้อย

โครงสร้างพื้นฐานของไทย น้ำไฟ ถนน โรงพยาบาล โรงเรียนนานาชาติ สถานที่ท่องเที่ยว พร้อมรับ Bitcoin Nomad จากทั่วโลกได้พร้อมกันโดยไม่ต้องสร้างอะไรเพิ่มเลย

อย่างไรก็ตาม เราที่เชื่อในกลไกตลาด ยังเชื่อว่าสักวันรัฐไทยจะหมุนไปตามบิทคอยน์อย่างแน่นอน ต่อให้ไม่ใช่ประเทศแรกๆ แต่คงไม่ใช้กลุ่มสุดท้าย เพราะว่าพวกเราบิทคอยเนอร์ไทยนี่แหล่ะ ที่ค่อยๆ ขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากสิบเป็นร้อย ร้อยเป็นพัน จนทุกวันนี่น่าจะหลักหมื่นคน ซึ่งไม่น้อยเลยสำหรับประเทศระดับนี้

#Siamstr มาประกาศศักดาให้โลกรู้กันนะที่ #TBC2024 นี้ อยากไปแล้ววโว้ยย 🔥🤩

งานปีนี้ผมต้องไม่พลาด โดยเฉพาะหัวข้อ home school

ภาพต่อไปขอเป็นดิโอ้พร้อมกับสแตน The world (The FED) ผู้ควบคุมเวลาของชาวโลก ที่ร่างกำลังแตกสลายหลังจากห้าวเป้งไปแลกหมัดกับโจทาโร่หน่อยครับ

Replying to Avatar satuser

หนังสือ The Blocksize War โดยคุณ Jonathan Bier

ฉบับนักศึกษาแปลไทยแบบบ้านๆกับ Claude 3 Opus (ขออนุญาตินักเขียนแล้วค้าบ)

อ่านฟรีไม่เสียตังค์

ถ้าอยาก support นักเขียนก็สามารถกดซื้อหนังสือได้เลยใน website

https://satuser.gitbook.io/th-the-blocksize-war-by-jonathan-bier-beta-842539/

ปล.หากท่าใดอ่านแล้วเจอ bug ทางภาษา หรืออยาก edit ช่วยสามารถ DMs หรือ Reply ไว้ได้เลยนะครับ ขอบคุณครับ ⚡️🧱⚔️🇹🇭📚

#siamstr #theblocksizewar #thai #beta

#bitcoin #history #gitbook #forEducation

สุดยอด ผมยังอ่าน The genesis book ที่คุณกายแปลไว้ไม่จบเลย ของใหม่งอกมาอีกแล้ว

กดโพสเมื่อไหร่เฮียตุ๊กของเราจะเป็นตำนานทันที

บรรยายได้เห็นภาพเลย ขอบคุณที่มาแบ่งปันเรื่องราวชีวิตระบบครับ

โห จัดหนักอีกแล้ว👍

Replying to Avatar Richter

วันนี้พามากินก๋วยเตี๋ยวหมูเด้งอีกเจ้าที่ไม่ควรพลาด คือร้าน ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยริมกรุง เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวหมูเด้งที่ มีจุดเด่นคือการสั่งหมูเด้งได้ตามปริมาณความชอบ ได้เลยเริ่มจาก 1 กรุง ไปจนถึง 30 กรุง มีทั้งแบบน้ำใส แห้งและต้มยำไว้บริการ นอกจากนี้แล้วยังมีเมนูกินเล่น ไม่ว่าจะเป็นเกี๊ยวทอดสอดไส้หมู เกี๊ยวหมูลวกจิ้ม🐷 รับรองสายก๋วยเตี๋ยวหมูเด้งไม่ควรพลาด!!!

⛺: ก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยริมกรุง

🧭: ถนนสุวินทวงศ์ เลยฮาราจุกุมาไม่ไกล ขาเข้ามีนบุรี

🕰️: เปิดทุกวัน 09:00-16:00น.

📞: 095-529-4812

🛻: มีที่จอดรถ

พิกัด:

https://maps.app.goo.gl/vVdR6SAoJM9Fzoji6

#กินข้าวเรียกกูด้วยกูหิว #กินเที่ยว #ร้านอาหารใกล้ฉัน #สุวินทวงศ์ #ก๋วยเตี๋ยว #ก๋วยเตี๋ยวหมูเด้ง #สุโขทัย #ริมกรุง #siamstr #siamstrog #nostr #foodstr #Richterพากิน

หมูเด้งเยอะจัด น่าโดนมาก

Replying to Avatar Tanachart

๐ “มนุษย์เราถูกสอนให้หลีกหนีความเป็นคนธรรมดาสามัญโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ใครก็ตามที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญมากๆ เขา

จะถูกลงโทษจากความสำคัญผิดอันนั้น”

“เราทุกคนเป็นคนธรรมดา เมื่อใดเราปฏิเสธความเป็นคนธรรมดาสามัญ เมื่อนั้นเราจะเจ็บปวด”

เข้าใจสิ่งที่ผมพูดไหม โรคร้ายที่รุกรานกัดกินใจมนุษย์มากที่สุดก็คือความรู้สึกถูกทอดทิ้งให้อยู่เดียวดาย แท้จริงนั้นคนไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว เขาทอดทิ้งตัวเขาเอง เขาปลีกตัวเขาเองออกไปด้วยความหวังที่จะเป็นอัจฉริยะกับเขาสักคนหนึ่ง เป็นคนเก่ง เป็นคนเด่น นั่นคือการปฏิเสธความเป็นคนธรรมดาสามัญ โชคดีอะไรเช่นนั้นที่เราทุกคนเป็นคนธรรมดาสามัญ หรือว่าใครในที่นี้คิดว่าตนเองผิดธรรมดาสามัญบ้าง

๐ “การเจริญสตินั้นเป็นการทำความรู้จักกับความเป็นคนธรรมดาสามัญ เช่น รู้จักความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น หรือเมื่อกิเลสเกิดขึ้นก็รู้ตามที่เป็นจริง ไม่ใช่พยายามทำตัวเป็นผู้บริสุทธิ์

เป็นนักบุญ การเป็นคนพิเศษไม่มีกิเลสตัณหา”

อย่างนั้นคุณจะพบความเจ็บปวดอยู่คนเดียว ตกนรกคนเดียวโดยไม่รู้ตัว ถ้าลงนรกหลายๆ

คนมีเพื่อนฝูงคงจะไม่เหงานัก

“เมื่อเราเจริญสติภาวนานั้นเรากำลังกลับเข้าไปสู่รากฐานพื้นเพที่ดาดๆ ของเรา ซึ่งมนุษย์มักจะมองข้ามการกระทำของคนทั่วไปก็มักจะอยู่ในลักษณะของการพยายามที่จะทำอะไรให้โดดเด่น”

ภายใตัลัทธิคัดหาคนเก่ง เยาวชนทุกรุ่นทุกข์ทรมานกันแสนสาหัส การศึกษาของชาติทั้งหมดเป็นการกระทำภายใต้การคัดเฟันเด็กเก่ง นับตั้งแต่การสอบเอ็นทรานซ์ ถ้าคุณสอบ

เอ็นทรานช์ได้ก็จะรู้สึกว่า เราก็เก่งกับเขาเหมือนกันนี่ โดยเฉพาะ

“ภายใต้ลัทธิคนเก่งนี้ ทุกคนเจ็บปวดหมด ดังคำโบราณที่ว่า "เหนือฟ้ายังมีฟ้า" แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณเข้าใจความเป็นคนธรรมดาสามัญคุณจะพันจากอันตรายนี้”

———-

ดั่งสายน้ำไหล พิมพ์ครั้งที่4 ปกอ่อน หน้า 64-65 เขมานันทะ

ลิงค์เสียงอ่าน

https://youtube.com/playlist?list=PL6HPyWUTelvoOsxbDXxEP7Bf6HQhKUPRq&si=7RLu9cAvsvxg19FH

***ทางเพจขอลง สัปดาห์ละ 3วัน เวลา8.05 นะครับ***

สามารถสนับสนุนการเผยแพร่ผลงานของ อาจารย์ เขมานันทะ ได้ด้วยการ กดlike และ แชร์ ครับ

#siamter #GM

ขอบคุณที่แบ่งปันครับ