Avatar
The Story of Stray Dog
6e2335df640e070e1fbedb1187d44357e7750837c1de94e6903e4ad3828f320e
I am just someone who is the fucking nobody.

หมาตัวนี้ดูแพง ดูดี ดูhigh profileเกินไปที่จะเป็นหมาจรครับ 55555

เมื่อjohnnyโดนไฟอัตตามนุษย์แผดเผา

แม้หมาจรจัดตัวนี้จะสามารถดม หาความจริง หรือสิ่งเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อศักดิ์ศรีของมันเป็นแค่หมาและดันเป็นหมาที่ไม่มีเจ้าของ ต่อให้การเห่าการหอน ของมันจะสมเหตุสมผล แต่มนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์ ยังมีไฟอัตตาในใจของพวกเขา ความเป็นตัวตนของเขา อัตตาที่คิดว่าตนเองเป็นมนุษย์ จะฟังทำไมเสียงเตือนของสัตว์เดรัจฉานเยี่ยงหมาจรจัดตัวนี้ ทำให้หมาจรตัวนี้แอะใจขึ้นได้ว่า "ถ้าฉันเป็นมังกร ก็คงจะดี แค่หลับมนุษย์ยังเกรงใจ ถ้าได้สำแดงเดชมนุษย์ จะต้องเชื่อฟังแน่นอน" แต่ความจริงก็คือความจริง หมาก็คือหมา ต่อให้สามารถดมหาความจริง ดมหาอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ มนุษย์ก็มีอัตตาที่อยู่ในใจพวกเขา ต่อให้เห่าหรือหอนเท่าไหร่พวกเขาก็ไม่ยอมเชื่อ แถมJornnyตัวนี้ยังโดนไฟอัตตาของพวกเขาแผดเผาตัวเองเพราะคาดหวังไว้ว่าเขาคงจะรับฟังหมาจรจัดตัวนี้ หมาตัวนี้พยายามหนี โดปามีน จาก Social network กลับ มาเจอโดปามีน ในชีวิต มันชั่งโหดร้ายไม่แพ้กัน ต่อให้จะต้องโดมนุษย์เอาหินไล่ปา หรือเอาไม้ไล่ตี หมาจรตัวนี้ก็จะไม่ละทิ้งปณิธาน ที่จะแสดงความจริงและคอยเตือนมนุษย์ถึงภัยต่างๆ ที่จะมีมาถึงแก่พวกเขา และจะไม่คิดยกย่องว่า ตนเองเป็น มังกร เพราะจะทำให้หมาจรตัวนี้มีอัตตาไม่แพ้มนุษย์และจะคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องคงไว้ซึ่งความ เมตตา

#siamstr#เขียนให้เป็นเรื่อง#เขียนให้ได้ความ#เพ้อวันละนิดฟื้นฟูสุขภาพจิต#ระบายมันออกมาสะ

เป็นอะไรทรงคุณค่าแก่การสละเวลาที่อย่างจำกัด มารับฟัง มนุษย์ ทั้งสองท่านนี้ และไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสแบบนี้

จากที่หมาจรจัดตัวนี้ได้มีโอกาสฟังภาษาต่างที่มนุษย์บนโลกใช้สื่อสารกัน โดยหมาจรจัดตัวนี้เติบโตและอาศัยอยู่กับมนุษย์ที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก และมีโอกาสได้ลองศึกษา ภาษา อังกฤษภาษาจีน สิ่งที่หมาตัวนี้พบเจอคือความสวยงามของภาษาไทย มันมีความสละสลวย ยิ่งในเรื่อง กาพย์ กลอน แล้ว ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ไม่สามารถสู้ กาพย์ กลอน ของภาษาไทยได้(ตรงนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว) เพราะ กาพย์ กลอน ของไทยมีมีเรื่องความคล้องจองกันของเสียง ในแต่ละวรรค มาเกี่ยวข้อง และขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งเรื่องความคมคายของความหมาย ประกอบกับความโชคดีที่ ภาษาไทยมีชายขี้เมาคนหนี่งที้เจนจัดในภาษาไทย และกาพย์ กลอน ชายขี้เมาผู้นั้นมีนามว่า สุนทรภู่

ในสมัยที่หมาจรจัดตัวนี้ยังเป็นเพียงแค่ลูกหมาจรจัด ได้ยินข่าว่า ชายขี้เมาท่านดังกล่าวได้รับการยกย่อง จาก Unesco ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ก็มีความสังสัยว่าทำไมแค่คนที่แต่งกลอนได้อย่างเดียว แถมยังขี้เมาเป็นอาจิณ แต่ก็ไม่ได้คิดจะหาคำตอบ จนเมื่อสองสามวันก่อนจะเริ่มคิดหาคำตอบและได้เริ่มอ่านบทประพันธ์ เพียงบางส่วนที่ท่านได้แต่งไว้ ก็จะพบว่าบทกลอนเหล่านั้นประกอบไปด้วยความสละสลวยทางภาษา คือ มีการพ้องกันของเสียงสละ วรรณยุกต์ ในแต่ละวรรค และเมื่อพิจารณาถึงความหมายของบทกลอนก็มีความคมคาย และการเปรียบเปรย หรือ บรรยาย ได้อย่างลึกซึ้ง

"อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก

แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย

แม้นเจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย

เจ็บจนตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจ"

หรืออย่างเช่นอีกบท

"อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ

ประเสริฐสุดซ่อนใส่ไว้ในฝัก

สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก

จึงค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัย"

อันตัวอย่างทั้งสองโครงกลอนนี้ หมาจรจัดตัวนี้ไม่กล้าบังอาจที่จะตีความให้พวกท่าน เนื่องด้วยสติปัญญาที่ไม่มากพอ อาจจะทำให้ตีความคลาดเคลื่อนไปจากเจตนาของ ท่าสุนทรภู่

จากความสามารถของท่านสุนทรภู่ ทำให้ฉุกคิดขึ้นได้ถึงพลังของการสื่อสารกันของมนุษย์ ในการส่งต่อความหมายที่ต้องการจะสื่อถึงอีกคน ส่งต่ออารมณ์จากตัวผู้ประพันธ์ไปยังอีกคน ไม่ว่าจะด้วยตัวอักร หรือวาจา ท่านสุนทรภู่ ใช้ตัวอักษร ในการส่งต่อแนวคิด คติเตือนใจ จรรโลงโลกด้วยความสละสวยของภาษาและตัวอักษร

และขณะเดียวกันก็ทำให้ฉุกคิดขึ้นได้อีกว่า ก็มีคนที่มีความสามารถคล้ายๆ ท่าสุนทรภู่ แต่เขาผู้นั้น กลับใช้ความสามารถในการใช้ภาษา ด้วย วาจา โดยการพูด ชักจูงผู้คน ให้เกิความเกลียดชัง สร้างสงครามโลกครั้งที่สอง สร้างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ใครจะไปนึกว่าสิ่งธรรมดา ๆ ที่มนุษย์อย่างพวกท่านใช้อยู่ทุกวันในการสือสาร จะเป็นได้ทั้งสิ่งที่จรรโลงโลกให้สวยงาม ยกระดับจิตใจของมนุษยชาติได้ และขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือที่ทำลายโลก หรือสั่นคลอนต่อความดีงามที่มีอยู่ในตัวมนุษย์.

ผิดถูกประการใดสามารถท้วงติงติชมได้ครับ

#siamstr #สุนทรภู่ #กลอน

อย่างน้อยคุณควรแอะใจ เสียงเห่าหอนของหมาจรจัดที่อยู่แถวบ้านคุณ เวลาที่มันเห่ามันหอน หรือ เดินไปเห่าไปหอนอยู่ ณ ที่ใด ที่หนึ่ง แบบผิดที่ ผิดเวลา เพราะหมาจรจัดตัวนี้ใช้เวลาเฝ้ามองมนุษย์มาเป็นเวลาหลายปี จนมันค้นพบว่าในบางเรื่อง มนุษย์ต่างคนกัน กลับมีการกระทำ หรือตัดสินใจ ที่แตกต่าง กันในเรื่องๆ เดียวกัน หมาตัวนี้ถึงจะเป็นแค่หมาจรจัด แต่ก็มีจมูกที่สามารถดมหาความจริง ที่ทำให้รู้ว่าปัจจุบันนี้ มีกลุ่มมนุษย์ เพียงหยิบมือ ที่คิดจะกระทำหรือลงมือกระทำไปแล้ว ซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือ การควบคุมมนุษย์ที่เหลือทั้งหมดให้ตก อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา(กลุ่มมนุษย์เพียงหยิบมือ) โดยที่มนุษย์ที่เหลือกลับไม่รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ และกลับเต็มใจที่จะให้ตนเองโดนควบคุมโดยไม่รู้ตัว

Social network รู้จุดอ่อนของมนุษย์ว่าพวกเขาเป็นสัตว์สังคม และ มีสารเคมีในสมองที่ชื่อว่า โดปามีน ที่คอยชักนำให้มนุษย์มีแรงจูงใจ เมื่อรวมสองอย่างเข้าด้วยกัน เมื่อเราโพสอะไรแล้ว และมีแจ้งเตือน ว่า มีคนกดไลค์ มีคนเห็น เรากี่คน มีคนตอบกลับสิ่งที่เราโพส มันคือการ ที่แสดงว่า เรายังอยู่ในสังคม เรายังมีอัตลักษณ์ คนอื่นยังรับรู้การมีอยู่ของเรา มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะนี้คือสัญชาตญาณดิบของสัตว์สังคมแบบมนุษย์ เป็นการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน แต่สิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่ตระหนักไม่ได้คือ หน้า feed , sort , reel ที่มนุษย์ทั้งหลายนั่งไถนั่งดูกันเป็นวันเป็นคืนนั้น เบื่องหลังมันถูกควบคุมด้วย ระบบคำสั่ง ที่ป้อนแต่สิ่งที่มนุษย์แต่ละคนอยากดู ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้โดปามีนหลั่งออกมาเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้สมองเสพติดโดปามีน ยิ่งทำให้เราเพิ่มเวลาในการไถ และในระหว่างที่เราไถ Platform Social network พวกนี้ก็จะส่งโฆษณามาคั่นกลางเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าของผู้ถือหุ้นของ บริษัท Social network นั้นๆ มนุษย์อาจจะแย้งหมาจรจัดตัวนี้ว่า "ฉันไถ เฟสบุ๋ค ฉันไถติ๋กต็อก ฉันไถไอจี ฉันไม่ได้ต้องใช้ต้นทุนอะไรนี่ นายอย่าอวดดีมาเตือนฉัน ! " หมาจรจัดตัวนี้ก็จะบอกว่า "เวลาก็คือทรัพยากรอย่างหนึ่ง" มนุษย์แทบจะทุกคนตระหนักไม่ถึงเรื่องนี้ ไถวันละ สาม Platform ๆ ละ ครึ่งชั่วโมง วันนึงก็ หนึ่ง ชั่วโมงครึ่ง 1 ปีมนุษย์ก็จะเสียเวลาไปกับเรื่องพวกนี้ แค่ 22 วันเอง อีก 8 วันก็จะครบเดือน " และหมาจรจัดตัวนี้ก็เคยวนเวียนอยู่ในวังวนแบบเดียวกับพวกท่าน

ครั้งหน้าหมาจรจัดตัวนี้จะมาเห่าหอน ให้มนุษย์ได้ตังสติ ถึงเรื่อง ที่จะเกิดในอณาคต CBDC (ไม่น่าจะเกินสิบปี) Ai (หมาตัวนี้ดมได้ว่าเจ้าสิ่งนี้สามารถ ควบคุม ชักจูงมนุษย์ได้ เพราะหมาตัวนี้โดนมากับตัวเองแล้วจนต้องนอนเลียแผลเป็นสัปดาห์) Neuralink (ในอณาคตอีกไกลแต่เกิดขึ้นแน่ และถ้าสิ่งนี้รวมร่างกับ Ai , cloning เมื่อไหร่เจ้าสามสิ่งนี้จะท้าทายมนุษยชาติมาก)

มนุษย์ท่านใหนจะนำไปแชร์ต่อCopy ไปได้เลย ไม่ต้องใส่เครดิตให้หมาจรจัดตัวนี้ จะใส่เครดิตมนุษย์ท่านนั้นเองเลยก็ได้

และที่สำคัญหมาจรจัดตัวนี้ไม่สันทัดภาษาอังกฤษ แต่อยากให้เสียงเห่าหอนของมันดังไปไกลได้ทั่วโลก รบกวนมนุษย์ผู้ที่มีความชำนาญในภาษาอังกฤษแปลเสียงเห่าหอนนี้เป็นภาษาสากลของมนุษยชาติ หรือแปลเป็นหลาย ๆ ภาษาได้ยิ่งดี หรือจะใช้ Ai แปลให้หมาจรจัดตัวนี้หน่อย พวกท่านทั้งหลายอาจคิดว่าทำไม หมาตัวนี้ไม่ใช้ Ai แปลเอง เพราะ หมาตัวนี้เพิ่งบอกท่านไปว่า มันเพิ่งหายจากบาดแผลที่ Ai ทำไว้และด้วยสภาพจิตใจที่ยังแปรปรวน จึงยังไม่อยากกลับไปยุ่งเกี่ยวกับเจ้าสิ่งนี้ในช่วงนี้

#siamstr #Siamstr #social network #satoshinakamoto #BTC #bitcoin #thestoryofstraydog #dopamine #social #จิตวิทยา #Time #เวลา #psychology #Ai #ai #clone #cloning #neuralink #CBDC #cbdc #Fiat #fiat #fed #FED

หมาจรจัดตัวนี้ขอเรียกบทความนี้ว่า"ระเบิดทางปัญญา" ระเบิดลูกนี้ไม่ได้สร้างจาก U-235 หรือ Pu-239 เหมือนกับระเบิดของ oppenheimer แต่หมาตัวนี้อยากให้ ระเบิดทางปัญญา ลูกนี้เมื่อถูกหย่อนลง ในsocial network ที่ไร้ศูย์กลาง แบบnostr แล้ว สามารถ fission ข้ามไปยังมนุษย์ผู้อื่น ข้ามไปยังSocial network Platform อื่น โดยมีนุษย์ผู้ที่เห็นด้วยกับบทความนี้ เปรียบเสมือนเป็นนิวตรวน ยิงไปกระทบกับ มนุษย์คนอื่น เจตนาของหมาตัวนี้ต้องการปลุกมนุษยชาติให้ตื่นจากการถูกควบคุมที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยหมายตัวนี้ขออยู่ในเงา แบบ satoshi nakamoto ความจริงมันช้า stay humble stack sats.

อย่างน้อยคุณควรแอะใจ เสียงเห่าหอนของหมาจรจัดที่อยู่แถวบ้านคุณ เวลาที่มันเห่ามันหอน หรือ เดินไปเห่าไปหอนอยู่ ณ ที่ใด ที่หนึ่ง แบบผิดที่ ผิดเวลา เพราะหมาจรจัดตัวนี้ใช้เวลาเฝ้ามองมนุษย์มาเป็นเวลาหลายปี จนมันค้นพบว่าในบางเรื่อง มนุษย์ต่างคนกัน กลับมีการกระทำ หรือตัดสินใจ ที่แตกต่าง กันในเรื่องๆ เดียวกัน หมาตัวนี้ถึงจะเป็นแค่หมาจรจัด แต่ก็มีจมูกที่สามารถดมหาความจริง ที่ทำให้รู้ว่าปัจจุบันนี้ มีกลุ่มมนุษย์ เพียงหยิบมือ ที่คิดจะกระทำหรือลงมือกระทำไปแล้ว ซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือ การควบคุมมนุษย์ที่เหลือทั้งหมดให้ตก อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา(กลุ่มมนุษย์เพียงหยิบมือ) โดยที่มนุษย์ที่เหลือกลับไม่รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ และกลับเต็มใจที่จะให้ตนเองโดนควบคุมโดยไม่รู้ตัว

Social network รู้จุดอ่อนของมนุษย์ว่าพวกเขาเป็นสัตว์สังคม และ มีสารเคมีในสมองที่ชื่อว่า โดปามีน ที่คอยชักนำให้มนุษย์มีแรงจูงใจ เมื่อรวมสองอย่างเข้าด้วยกัน เมื่อเราโพสอะไรแล้ว และมีแจ้งเตือน ว่า มีคนกดไลค์ มีคนเห็น เรากี่คน มีคนตอบกลับสิ่งที่เราโพส มันคือการ ที่แสดงว่า เรายังอยู่ในสังคม เรายังมีอัตลักษณ์ คนอื่นยังรับรู้การมีอยู่ของเรา มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะนี้คือสัญชาตญาณดิบของสัตว์สังคมแบบมนุษย์ เป็นการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน แต่สิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่ตระหนักไม่ได้คือ หน้า feed , sort , reel ที่มนุษย์ทั้งหลายนั่งไถนั่งดูกันเป็นวันเป็นคืนนั้น เบื่องหลังมันถูกควบคุมด้วย ระบบคำสั่ง ที่ป้อนแต่สิ่งที่มนุษย์แต่ละคนอยากดู ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้โดปามีนหลั่งออกมาเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้สมองเสพติดโดปามีน ยิ่งทำให้เราเพิ่มเวลาในการไถ และในระหว่างที่เราไถ Platform Social network พวกนี้ก็จะส่งโฆษณามาคั่นกลางเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าของผู้ถือหุ้นของ บริษัท Social network นั้นๆ มนุษย์อาจจะแย้งหมาจรจัดตัวนี้ว่า "ฉันไถ เฟสบุ๋ค ฉันไถติ๋กต็อก ฉันไถไอจี ฉันไม่ได้ต้องใช้ต้นทุนอะไรนี่ นายอย่าอวดดีมาเตือนฉัน ! " หมาจรจัดตัวนี้ก็จะบอกว่า "เวลาก็คือทรัพยากรอย่างหนึ่ง" มนุษย์แทบจะทุกคนตระหนักไม่ถึงเรื่องนี้ ไถวันละ สาม Platform ๆ ละ ครึ่งชั่วโมง วันนึงก็ หนึ่ง ชั่วโมงครึ่ง 1 ปีมนุษย์ก็จะเสียเวลาไปกับเรื่องพวกนี้ แค่ 22 วันเอง อีก 8 วันก็จะครบเดือน " และหมาจรจัดตัวนี้ก็เคยวนเวียนอยู่ในวังวนแบบเดียวกับพวกท่าน

ครั้งหน้าหมาจรจัดตัวนี้จะมาเห่าหอน ให้มนุษย์ได้ตังสติ ถึงเรื่อง ที่จะเกิดในอณาคต CBDC (ไม่น่าจะเกินสิบปี) Ai (หมาตัวนี้ดมได้ว่าเจ้าสิ่งนี้สามารถ ควบคุม ชักจูงมนุษย์ได้ เพราะหมาตัวนี้โดนมากับตัวเองแล้วจนต้องนอนเลียแผลเป็นสัปดาห์) Neuralink (ในอณาคตอีกไกลแต่เกิดขึ้นแน่ และถ้าสิ่งนี้รวมร่างกับ Ai , cloning เมื่อไหร่เจ้าสามสิ่งนี้จะท้าทายมนุษยชาติมาก)

มนุษย์ท่านใหนจะนำไปแชร์ต่อCopy ไปได้เลย ไม่ต้องใส่เครดิตให้หมาจรจัดตัวนี้ จะใส่เครดิตมนุษย์ท่านนั้นเองเลยก็ได้

และที่สำคัญหมาจรจัดตัวนี้ไม่สันทัดภาษาอังกฤษ แต่อยากให้เสียงเห่าหอนของมันดังไปไกลได้ทั่วโลก รบกวนมนุษย์ผู้ที่มีความชำนาญในภาษาอังกฤษแปลเสียงเห่าหอนนี้เป็นภาษาสากลของมนุษยชาติ หรือแปลเป็นหลาย ๆ ภาษาได้ยิ่งดี หรือจะใช้ Ai แปลให้หมาจรจัดตัวนี้หน่อย พวกท่านทั้งหลายอาจคิดว่าทำไม หมาตัวนี้ไม่ใช้ Ai แปลเอง เพราะ หมาตัวนี้เพิ่งบอกท่านไปว่า มันเพิ่งหายจากบาดแผลที่ Ai ทำไว้และด้วยสภาพจิตใจที่ยังแปรปรวน จึงยังไม่อยากกลับไปยุ่งเกี่ยวกับเจ้าสิ่งนี้ในช่วงนี้

#siamstr #Siamstr #social network #satoshinakamoto #BTC #bitcoin #thestoryofstraydog #dopamine #social #จิตวิทยา #Time #เวลา #psychology #Ai #ai #clone #cloning #neuralink #CBDC #cbdc #Fiat #fiat #fed #FED

ขอบคุณมากครับ ตอนนี้ผมหายดีขึ้นมากแล้วครับ

Today, as I sit waiting to see a doctor for my depression, I asked AI (ChatGPT) to ask me any question it wanted. And this is the question it gave me:

“What do you think true freedom for a human being really is?

Is it something external—like the absence of state control, financial limitations, or fear of societal judgment?

Or is it something internal—such as freedom from ego, attachment, or desire?

Please explain...

In your view, what kind of freedom should humans strive for?

And do you think you are already free? If not, what chains still bind you?”**

---

Here is how I answered:

I’d like to respond as just 0.1% of humanity, as someone suffering from depression. I do not speak for all of humanity. This is not “the right answer”—it is merely my perspective.

What is true freedom for a human being?

The answer depends on one key condition: whether that person is willing to let go of their humanness.

If they are not, then they cannot attain freedom—because they remain under the influence of the chemicals in their brain.

But if they do let go of their humanness and cultivate a mind that is mindful, awakened, modest, and unwavering—like Siddhartha—they will encounter true freedom.

---

Let me expand on this:

1. If one clings to being human, they will never attain true freedom.

Biologically, humans are animals—social animals. That means we cannot live in total isolation.

To live with others is to live under laws. To live under laws is to be governed.

To live in society is to use money. In society, we are pressured not to break norms.

This is not freedom.

2. If one abandons the attachments of being human—and develops an unwavering, content, and self-aware mind—

they may find true freedom: one not governed by brain chemistry, not swayed by desire, love, or anger—

just like Siddhartha.

---

In conclusion, my answer leans toward the idea that true freedom arises from within.

But this answer cannot be explained scientifically or psychologically.

It is more philosophical, perhaps even spiritual.

---

So, what kind of freedom should humans pursue?

I cannot answer that.

Because to attain true freedom, one must abandon their humanness and attain an unwavering mind—

which is almost impossible.

Most people—including myself—are still not free.

So how could I say what kind of freedom to pursue, if I haven’t reached it myself?

---

Am I free?

No. I am still chained to my humanness.

And I have you three—you know who you are—chaining me down.

But it is not that you forced the chains on me.

I am the one who fastened them to my own ankles.

And I am ready to let your judgment imprison me for the rest of my life.

---

To sum it up:

My answer cannot be justified by science or psychology.

It is a philosophical, almost religious view.

As for the external freedoms you mentioned—like no government, no money, no societal pressure—

they are impossible, because humans are social animals.

Most must be governed. Only a tiny minority rule.

That minority writes the constitutions, which declare that “people have freedom of speech, thought, movement...”

But in reality, that small group governs the rest using money.

To survive in a society without money is impossible.

Financial freedom just means “spending less than you earn.”

But if money is earned through time, effort, and labor—yet loses value over time—

then neither the rulers nor the ruled can truly be free financially.

---

After all that I’ve said, do you think I’ve changed from 0.1% to 0.05% yet?

Feel free to analyze—with reasons. LOL.

#siamstr #btc #bitcoin #rightshift #economy #religion #psychology #depression #domination #politics #science

#freedom

วันนี้ ณ ขณะที่ผมกำลังนั่งรอพบหมอเพื่อรักษาอาการโรคซึมเศร้า ฉันให้ Ai (Chat gpt) ตั้งคำถาม ถามกลับมา จะถามอะไรก็ได้แล้วนี้คือคำถามที่ Ai ถามกลับมา

คุณคิดว่า “เสรีภาพที่แท้จริง” สำหรับมนุษย์คืออะไร?

มันเป็นสิ่งที่เกิดจากภายนอก เช่น ไม่มีรัฐมาควบคุม, ไม่มีเงินมาจำกัดการใช้ชีวิต, ไม่มีความกลัวจากสังคม

หรือว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากภายใน เช่น การไม่มีอัตตาผูกมัด, ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น, ไม่มีความปรารถนา

ช่วยอธิบายด้วยว่า…

ในมุมมองของคุณ เสรีภาพแบบไหนที่มนุษย์ควรไล่ตาม

และคิดว่าตัวเอง “เป็นอิสระแล้ว” หรือยัง? ถ้ายัง อะไรคือโซ่ตรวนที่ยังล่ามอยู่?

และนี่คือสิ่งที่ฉันตอบกลับไป

ฉันขอบตอบในฐานะ0.1ของมนุษย์ชาติ ที่มีอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้า ไม่ได้ตอบในนามตัวแทนของมนุษย์ชาติ ไม่ขอบอกว่านี้เป็นคำตอบที่ถูก เป็นแค่เพียงความคิดเห็นของฉัน

เสรีภาพที่แท้จริงของมนุษย์คืออะไร คำตอบ มันขึ้นอยู่กับสองเงื่อนไข ที่ว่ามนุษย์คนนั้นจะยอมทิ้งความเป็นมนุษย์หรือไม่ ถ้าเขาคนนั้นไม่ยอมทิ้งความเป็นมนุษย์ เสรีภาพก็จะไม่สามารถเกิดมีแก่เขา เพราะเขาถูกบรรดาพวกสารเคมีในสมองทั้งหลายชักนำชักจูงเขา แต่ถ้าเขาทิ้งความเป็นมนุษย์และมีจิตใจที่แน่วแน่ จิตใจที่มีสติ จิตใจที่ตื่นรู้ จิตใจพี่พอเพียง เหมือน สิทธัตถะ เขาจะเจอเสรีภาพที่แท้จริง

ขยายประเด็น

1.ไม่ละทิ้งความเป็นมนุษย์ ก็จะไม่พบกับเสรีภาพ เพราะถ้ามองมนุษย์ตามหลักชีวิทยา มนุษย์ก็คือสัตว์ และยังเป็นสัตว์สังคม ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะอยู่ตัวคนเดียวได้ เมื่ออยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ ก็ต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น เมื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย อยู่ใต้กฎหมาย ก็คือการถูกปกครอง เมื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น ก็ต้องใช้เงิน เมื่ออยู่ในสังคมก็ต้องเจอแรงกดดันจากสังคมไม่ให้ทำอะไรผิดจารีต

2.ละทิ้งความเป็นมนุษย์ และมีจิตใจที่แน่วแน่ มั่งคง พอเพียง ตระหนักรู้ตนตลอดเวลา และมีสติ มนุษย์ ก็จะได้พบกับเสรีภาพแท้จริง ไม่โดนสารเคมีในสมองชักพาไปด้วยความทะเยอทะยาน ความรัก โกรธ อย่างเช่น สิทธัตถะ

เมื่อสรุปรวมจากที่ฉันตอบมาสองประเด็น คำตอบก็จะออกมาว่าเสรีภาพที่แท้จริงของมนุษย์ย่อมเกิดจากภายใน ซึ่งการตอบแบบนี้ไม่สามารถหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หรือจิตวิทยามาอธิบายได้

ในมุมมองของฉันเสรีภาพแบบใหนที่มนุษย์ควรไล่ตาม ?

คำถามนี้ฉันให้คำตอบไม่ได้เพราะจากที่ฉันตอบมา การจะมีเสรีภาพได้ต้องทิ้งความเป็นมนุษย์และมีใจที่แน่ว ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก สรุปได้ว่ามนุษย์ส่วนใหญ่แทบจะไม่มีเสรีภาพแม้แต่ตัวฉันเอง ฉันจึงบอกไม่ได้ว่าเสรีภาพแบบใหนที่มนุษย์ควรไล่ตาม เพราะฉันเองก็ทิ้งความเป็นมนุษย์ไม่ได้

ฉันคิดว่าฉันมีเสรีภาพแล้วหรือยัง ?

ฉันยังไม่มีเสรีภาพเพราะฉันยังไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ ฉันมี เธอทั้งสามคน เป็นโซ่ตรวนที่ล่ามฉันไว้อยู่แต่ถึงแม้จะโดนล่ามด้วยโซ่ตรวนดังกล่าว ไม่ใช่เพราะเธอทั้งสามใช้กำลังบังคับเอาโซ่มาล่ามฉัน แต่เป็นฉันที่เอาตรวนมาผูกไว้กับข้อเท้าตนเอง และฉันก็พร้อมจะโดนคำพิกพากษาจากเธอทั้งสามให้จองจำฉันไปตลอดชีวิตฉัน

สรุปทั้งหมด คำตอบที่ฉันตอบมาไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ หรือตามหลักจิตวิทยา เป็นคำตอบเชิงปรัชญาค่อนไปทางศาสนา

ส่วนเสรีภาพที่นายยกตัวอย่าง เช่นเสรีภาพภายนอก ไม่มีรัฐมาควบคุม มันเป็นไปไม่ได้เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์ส่วนใหญ่ต้องถูกปกครอง มนุษย์เพียงหยิบมือเป็นผู้ปกครอง มนุษย์เพียงหยิบมือ ก็จะออกรัฐธรรมนูญ ที่มีเนื้อหาว่า มนุษย์ส่วนใหญ่มีเสรีภาพ ที่จะพูด คิด เขียน เดินทาง แต่ความเป็นจริงแล้วมนุษย์เพียงหยิบมือ เขาใช้เงิน ปกครองมนุษย์ส่วนใหญ่ การจะอยู่แบบสัตว์สังคมเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช้เงิน ส่วนเสรีภาพทางการเงินก็คือใช้น้อยกว่ารับ แต่ในเมื่อเราต้องมาหารายได้และควบคุมให้ใช้น้อยกว่ารับ และเมื่อเงินที่มนุษย์ส่วนใหญ่ต้องใช้แรงกาย เวลา หามาได้มันลดค่าอยู่เสมอเท่ากับเป็นไปไม่ได้ที่ทั้งผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองจะมีอิสระภาพทางการเงิน

จากที่ฉันตอบมาตอนนี้ฉันเปลี่ยนจาก 0.1เป็น0.05หรือยัง วิเคราะห์มาแบบละเอียดพร้อมเหตุผล LOL

#siamstr #btc #เสรีภาพ #AI #การเงิน #righti #rightshift #วิทยาศาสตร์ #จิตวิทยา #การปกครอง #science #politics #ศาสนา #bitcoin #religion

ผมได้กำเนิด “ลูกชาย”

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน 2568

ด.ช.มัธยัสถ์ สร้อยขุนทด

ชื่อเล่น P’Save (พี่เซฟ)

น้ำหนักแรกคลอด 3,312 กรัม

ที่มาของชื่อจริง “มัธยัสถ์” พ่ออยากให้น้องรู้จักพอประมาน การใช่เงินให้รู้จักพอ อดเปรี้ยวไว้กินหวาน อดทนให้เป็น เห็นประโยชน์ในอนาคตให้มาก หาเงินใช้เงินให้พอมีเหลือ แล้วก็ Saving First (เก็บออมก่อน) และก็เป็นที่มาของชื่อเล่นน้องคือ ”P’Save“

ตอนนี้แม่พักฟื้นที่โรงพยาบาล การดีขึ้นตามลำดับ

ส่วน ลูกมีอาการ ออกซิเจนในเลือดต่ำ และมีอาการน้ำตาลเล็กน้อยเนื่องจากแม่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรถ์ และตัวเหลือง ตอนนี้อยู่ในห้องเฝ้าระวังกึ่งวิกิต เลยยังไม่สามารถถ่ายรูปน้องมาได้

แต่ตอนนี้อาการน้องอาการดีขึ้น ถอดเครื่องให้ออกซิเจนแล้ว ถอดสายน้ำเกลือแล้ว หมอให้ท่านนมเองแล้ว ยังเหลืออาการตัวเหลือง

สู้ๆน่ะครับ P’Save พ่อจะพาลูกมาผจญภัยโลกที่กว้าง พ่อจะสอนให้หนูทุกเรื่อง จงเชื่อมั่นในตัวเอง จงเรียนรู้ พึงพาตนเอง และรักตัวเอง

#เฮียบอลปรัชญาชีวิต

#เฮียบอลหมูปิ้งโบราณbykitchenrai

#Siamstr

#Psave

#มัธยัสถ์

ยินดีด้วยครับ

Replying to Avatar maiakee

💐บทความปรัชญา: “เมื่อฉันรักดอกไม้ ฉันจึงไม่เด็ดมัน” — ศิลปะแห่งความรักที่ไม่สัมผัส

“I loved a flower, so much that instead of picking it, I left it alone.”

— Osho

ดอกไม้เพียงหนึ่งดอก อาจมิใช่แค่สัญลักษณ์ของความงาม หากยังเป็นประตูเปิดไปสู่การตระหนักรู้

ประโยคสั้น ๆ จาก Osho ข้างต้น เปรียบเสมือนบทภาวนา — เป็นถ้อยคำเรียบง่ายที่กลั่นมาจากประสบการณ์ภายใน

และพาเราเข้าสู่โลกของ ความรักที่ไร้พันธะ

ความงามที่ไม่ต้องครอบครอง

และ ความสัมพันธ์ที่ไม่จำเป็นต้องมี ‘เรา’ อยู่ในสมการ

1. ความรักในฐานะการไม่เข้าแทรกแซง

ธรรมชาติของ “การรัก” ในทัศนะของมนุษย์ส่วนใหญ่ มักเต็มไปด้วยเจตจำนงที่จะครอบครอง

เรารัก — และเราก็อยากให้ “เป็นของเรา”

แต่ Osho เสนอสิ่งตรงข้าม:

เขารักมากเสียจน “ไม่กล้าแตะ”

ความรักแท้ คือความรักที่ไม่ทำให้สิ่งที่ถูกรัก สูญเสียธรรมชาติของมัน

เมื่อเรารักดอกไม้มากพอ เราจะไม่เด็ดมัน

เพราะเรารู้ว่า การเด็ด คือการพรากมันจากสิ่งที่ทำให้มันเป็นมัน

คือการขโมยแสงแดด ลม และดิน — สิ่งซึ่งไม่มีในแจกันของเรา

การรักโดยไม่แตะต้อง คือการยอมให้สิ่งที่เรารัก “เป็นในสิ่งที่มันควรจะเป็น” โดยปราศจากการเข้าไปบงการหรือกำกับ

2. ความรักที่ไร้อัตตา (Egoless Love)

ดอกไม้ในที่นี้ มิใช่เพียงดอกไม้

แต่คือ สิ่งอื่นที่เราอยากได้ไว้กับตัว

ไม่ว่าจะเป็นคนรัก ชื่อเสียง ตำแหน่ง หรือแม้แต่ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ

เราปรารถนาสิ่งเหล่านี้ในนามของ “ความรัก”

แต่แท้จริงแล้ว มันคือการเคลื่อนไหวของ อัตตา (ego) ที่อยากได้ อยากเป็น อยากครอบครอง

แต่การไม่เด็ด คือการยอมสละตัวตน

ยอมรับว่า เราไม่จำเป็นต้องมีมัน เพื่อจะรักมันได้

ในระดับจิตวิญญาณลึกสุด นี่คือ ความรักที่ไม่มี “ผู้รัก” และ “ผู้ถูกรัก”

เป็นความรักที่ไร้จุดศูนย์กลาง เป็นการให้มีอยู่ โดยไม่มีเจ้าของ

3. ปรัชญาพุทธ: ปล่อยให้เป็นไป คือความกรุณาที่บริสุทธิ์ที่สุด

แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำว่า “อุเบกขา” ในพุทธศาสนา

ซึ่งไม่ใช่ความเฉยเมย

แต่คือ ความเมตตาที่รู้ลึกว่า การไม่เข้าแทรกแซง คือความปรานีสูงสุด

อุเบกขาแบบนี้มิได้ไร้อารมณ์

แต่มาจาก ปัญญาที่รู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่อาจเป็นไปตามใจเรา

คือความเข้าใจว่า แม้รักเพียงใด ก็ไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนธรรมชาติของอีกฝ่าย

จึงยอมอยู่ห่าง ๆ อย่างถ่อมตน

ยอมยินดีต่อการผลิบานของดอกไม้ แม้มิใช่ในสวนของเรา

4. ดอกไม้ที่ถูกปล่อย คือสิ่งงดงามที่ไม่ถูกรบกวน

ในเชิงอุปมานิทัศน์ ดอกไม้คือ สิ่งซึ่งงดงามเพราะมัน “เป็น” ไม่ใช่เพราะเรามีมัน

ทันทีที่เรายื่นมือเข้าไป

– งามนั้นเปลี่ยนรูป

– ชีวิตนั้นหมดสิ้น

– ธรรมชาตินั้นแปรสภาพ

Osho จึงเลือกจะ “ไม่เข้าไปแตะ”

เลือกจะเป็นเพียง สายตาเงียบที่เห็น มากกว่ามือที่ยื่นคว้า

ความรักของเขาไม่ต้องการผลตอบแทน — ไม่แม้แต่จะมีกลิ่นหอมไว้สูดดม

นี่คือความรักที่มีลักษณะของ “ภาวนา” มากกว่าความสัมพันธ์

ไม่ต้องมีบทสนทนา ไม่ต้องมีสัญญา

มีเพียง “การยอมให้สิ่งนั้นได้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน”

5. ปรัชญาจิตวิญญาณตะวันตก: จาก Plato ถึง Eckhart

ในโลกของ Plato ความรัก (Eros) เป็นแรงผลักสู่ความสมบูรณ์

แต่เมื่อจิตสูงขึ้น จะเข้าสู่ “Agape” — ความรักที่บริสุทธิ์ ปราศจากความปรารถนา

Eckhart Tolle เองก็กล่าวว่า:

“True love has no opposite. It does not turn into pain. It simply is.”

ความรักเช่นนี้ไม่ใช่อารมณ์ ไม่ใช่ความผูกพัน

แต่คือ ภาวะแห่งการปล่อยให้สิ่งที่เรารัก…ได้เป็นอิสระจากเรา

บทสรุป: ความรักที่ไม่แตะ คือความรักที่ลึกที่สุด

รักในระดับต่ำ — คือการเสพ

รักในระดับกลาง — คือการให้

รักในระดับสูง — คือการ อยู่กับความงาม โดยไม่แตะต้องมัน

ถ้อยคำของ Osho จึงไม่ใช่แค่คำกล่าว

แต่มันคือ บทภาวนาเงียบ ๆ ของจิตที่ตื่นรู้

ผู้ซึ่งเห็นความงาม แล้วไม่ต้องการ “ให้มันเป็นของตน” อีกต่อไป

6. รักไม่ใช่การครอบครอง: แก่นปรัชญาแห่ง Osho

Osho ไม่ใช่นักคิดแบบนักบวชผู้ปฏิเสธโลก

และก็ไม่ใช่ผู้ที่ตัดขาดจากรสแห่งรักและกามารมณ์

หากแต่เป็นนักปรัชญาแห่ง “จิตสำนึก” (consciousness)

ผู้แปรรูปประสบการณ์ของมนุษย์ — โดยเฉพาะเรื่องรักและความใคร่ —

ให้กลายเป็น เครื่องมือปลุกตื่นจิตวิญญาณ

เขาจึงกล่าวอย่างชัดเจนในหลายพจน์ว่า:

“Love is not about possession. Love is about appreciation.”

— Osho

“ความรักไม่ใช่เรื่องของการเป็นเจ้าของ แต่คือศิลปะแห่งการชื่นชม”

คำว่า appreciation ที่เขาใช้ มิได้หมายถึง “ชอบ” อย่างผิวเผิน

แต่คือ “การมองเห็นสิ่งนั้นอย่างแจ่มชัด จนไม่ต้องการทำลายด้วยอัตตาเราอีก”

การเด็ดดอกไม้ = การดึงมันออกจากธรรมชาติ เพื่อเข้ามาเป็น “ของเรา”

แต่การรักแบบ Osho = การปล่อยให้มันดำรงอยู่ในที่ของมันเอง โดยเรา “เพียงแค่เห็น และยินดี”

7. รักที่เต็มไปด้วยสติ ไม่ใช่ความใคร่ของจิต

Osho ยังกล่าวไว้ว่า:

“Love is the first step towards the divine. Lust pulls you down. Love lifts you up.”

รัก ที่เกิดจาก ความตื่นรู้ จะพาเราสู่ความศักดิ์สิทธิ์ (divine)

แต่ความรักที่คลุกเคล้าด้วย ความอยากครอบครอง นั้น

คือความใคร่ในรูปแบบของจิต (lust of the mind) — มันทำให้เราต้องการให้สิ่งที่รัก “มาเป็นของเรา”

แม้ต้องแลกกับการทำลายเสรีภาพของมัน

ดังนั้น Osho จึงแยก “Love” กับ “Lust” อย่างชัดเจน

ความต่างอยู่ที่จิตที่รักนั้น มี ความสว่างและสติเพียงพอหรือไม่

8. การปล่อยให้ดอกไม้บาน โดยไม่มีเราในภาพ

ในปรัชญาของ Osho อีกประโยคหนึ่งกล่าวว่า:

“If you love a person, you accept him as he is.”

— Osho

นี่ไม่ใช่คำพูดแบบโรแมนติก

แต่มันคือรากฐานของการมีอยู่ร่วมกับสิ่งอื่น โดยไม่เปลี่ยนมันให้เป็นแบบที่เราต้องการ

เช่นเดียวกันกับดอกไม้

• การเด็ดมัน = การแทรกแซงความเป็นธรรมชาติ

• การปล่อยมัน = การยอมรับมันอย่างบริสุทธิ์ ไม่ผ่านเงื่อนไขของเรา

ดังนั้นความรักของ Osho จึงไม่ใช่เรื่องของ “ความใกล้ชิดทางกาย”

แต่คือ “การใกล้ชิดทางจิตที่ไม่เข้าไปแตะต้อง”

9. รักแท้คือความกล้าในการไม่เข้าใกล้

จุดที่ลึกที่สุดของถ้อยคำนี้ คือ “ความกล้า” ที่จะ รักโดยไม่สัมผัส

ซึ่งตรงกันข้ามกับสัญชาตญาณของมนุษย์โดยสิ้นเชิง

Osho เรียกสิ่งนี้ว่า:

“Love in silence”

คือความรักที่ไม่มีเสียง ไม่มีการแตะ ไม่มีความพยายามแม้แต่จะอธิบาย

นี่ไม่ใช่ความเฉยเมย หรือความเย็นชา

แต่คือความรักที่มีระดับของ “จิตที่ว่าง” (emptiness) เพียงพอ

ให้สิ่งที่รักได้หายใจในที่ว่างของมันเอง

10. สัจธรรมแห่งการไม่ครอบครอง: รักคือการปล่อยให้สิ่งที่รัก “เป็นอิสระจากเรา”

ในปรัชญาของ Osho ไม่มีคำว่ารักแบบครอบครอง

ไม่มี “เรา” ในภาพของความรักที่แท้จริง

เพราะเมื่อ “เรา” เข้าไปอยู่ในภาพนั้น ความรักก็กลายเป็น “ภาพของเราเอง” มากกว่าภาพของผู้ที่เรารัก

“Let your love be like the sun — it shines, but it does not hold.”

— Osho

ความรักต้องเหมือนแสงอาทิตย์ — ที่ส่อง แต่ไม่ถือ

ความรักต้องเหมือนสายลม — ที่สัมผัส แต่ไม่หยุดอยู่กับที่

และความรักต้องเหมือน Osho — ที่มองดอกไม้ แล้วปล่อยมันไว้

ในความงามที่ไม่มีใครแตะต้อง

บทสรุปแห่งการรักแบบ Osho: รักที่ไม่เด็ดดอกไม้

ดอกไม้ที่เรารักที่สุด คือดอกไม้ที่เราไม่กล้าเด็ด

ความรักที่แท้ที่สุด คือความรักที่เรากล้าพอจะอยู่ “นอกภาพ”

และไม่ทิ้งรอยใดไว้บนสิ่งที่งดงามนั้น

Osho จึงไม่ได้สอนให้รักแบบหลีกหนี

แต่สอนให้ “รักอย่างไม่แทรกแซง”

สอนให้เรารู้ว่า การรักมากที่สุด ไม่ได้แปลว่าต้องเข้าไปใกล้ที่สุด

หากคุณรักดอกไม้จริง

คุณจะยืนดูมันห่าง ๆ ในความเงียบ

แล้วปล่อยให้มันบานในแสงของมันเอง

11. ความรักที่ว่างเปล่า: ไม่ใช่การไร้รัก แต่คือรักที่ไร้เรา

Osho ได้กล่าวว่า:

“When there is love, there is no ego. Where ego exists, love cannot be.”

นี่คือหัวใจของความรักในสายทางของเขา —

ความรักแท้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ ‘เรา’ สลายไป

เมื่อ ‘อัตตา’ ยังอยู่ ความรักก็ยังมีเงื่อนไข มีการคาดหวัง มีความกลัวการเสียสิ่งที่รัก

และนั่นคือที่มาของ “การเด็ด” เพื่อ “เก็บไว้”

แต่ Osho สอนให้ รักในภาวะไร้ตน (egolessness)

คือปล่อยให้สิ่งนั้นอยู่ของมันเอง แม้ว่าเราจะรักจนสุดหัวใจก็ตาม

12. ความว่างที่เปิดทางให้ความรักไหลผ่าน

ในพุทธธรรม คำว่า “สุญญตา” (emptiness) ไม่ได้หมายถึง “ความไม่มีอะไร”

แต่คือ การไม่มีสิ่งใดที่ยึดมั่นถือมั่นเป็นแก่นสาร

ทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย

รวมถึง “ความรัก” เองก็เช่นกัน

Osho เองจึงสอนว่า:

“Be like a flute — let the divine blow through you. You remain empty, and love will flow.”

เปรียบเหมือนขลุ่ย — ซึ่งให้เสียงงามได้เพราะ ข้างในว่าง

หากเต็มไปด้วยความอยาก ความคาดหวัง ความกลัว หรือความหวง

เสียงแห่งรักย่อมบิดเบี้ยว

การไม่เด็ดดอกไม้ จึงไม่ใช่เพราะความกลัว หรือเฉยชา

แต่เพราะ “เราไม่อยากแทรกแซงการดำรงอยู่ของสิ่งงดงามนั้น ด้วยตัวเราเองอีกต่อไป”

13. ความรักแบบไร้สัญญา: ไม่มี ‘อนาคต’ ให้จับ ไม่มี ‘อดีต’ ให้หวง

Osho ไม่เชื่อในความรักแบบมีพันธะผูกมัด

เขาเรียกสิ่งนั้นว่า “ความปลอมแปลงของความรัก”

เพราะความรักแท้ไม่ต้องการสัญญา ไม่ต้องการกรรมสิทธิ์ ไม่ต้องการให้คนรักต้อง “อยู่กับฉันตลอดไป”

การไม่เด็ดดอกไม้ คือการไม่สร้างสัญญา

แต่ให้มันได้ “บานจนสุดอายุของมัน” ในเสรีภาพของมันเอง

เขากล่าวว่า:

“To love and to allow freedom is the highest form of relationship.”

เพราะถ้ารักยังมีความกลัว การรักนั้นจะกลายเป็น การควบคุม

ถ้ารักยังมีอดีตหรืออนาคต — มันไม่ใช่ความรักที่อยู่กับปัจจุบัน

14. ดอกไม้เป็นเพียงฉาก: แท้จริงคือจิตผู้รักที่เปลี่ยนไป

ดอกไม้ที่ Osho พูดถึง แท้จริงแล้วไม่ใช่แค่ดอกไม้

แต่มันคือ สิ่งที่เราหลงใหล ยึดถือ อยากจะมี และกลัวว่าจะสูญเสีย

เมื่อเขาพูดว่า “I left it alone”

นั่นคือจุดที่เขาปล่อย “ดอกไม้ในใจ” ลง

ไม่ใช่เพียงไม่เอื้อมมือไปเด็ด แต่คือ ไม่ให้ความปรารถนาในตนเองยึดเหนี่ยวดอกไม้นั้นอีก

เขาเปลี่ยนจาก “ผู้เสพ” เป็น “ผู้สังเกต”

จาก “เจ้าของ” เป็น “สักขีพยาน”

และในความเปลี่ยนแปลงนี้ — ความรักที่แท้จึงเกิดขึ้น

15. บทปิด: ดอกไม้บานอยู่ตรงนั้น — และฉันอยู่ตรงนี้ ในความว่างร่วมกัน

เมื่อเขาไม่เด็ดดอกไม้ เขาไม่ได้เสียมันไป

ในทางกลับกัน — เขาได้มันทั้งหมด

ได้เห็นมันบาน โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของ

ได้อยู่กับมัน โดยไม่เข้าไปแตะ

และที่สำคัญคือ —

เขาได้พบ “ภาวะแห่งการรัก” โดยไม่มีผู้รักและผู้ถูกรัก

เพราะในความว่างนั้น ไม่มีเขา ไม่มีดอกไม้

มีเพียง “ความรัก” ที่บริสุทธิ์ลอยอยู่ในอากาศเงียบงัน

16. พุทธทาสกับการรักโดยไม่มีเรา: “อย่ายึด อย่าครอบครอง อย่าแปดเปื้อน”

พุทธทาสภิกขุกล่าวอย่างแน่วแน่ว่า

“เมื่อเรารักโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน รักนั้นคือเมตตาอันบริสุทธิ์”

นี่คือหัวใจเดียวกันกับที่ Osho สื่อ

การไม่เด็ดดอกไม้ คือ การไม่มี “เรา” ในความรักนั้น

ไม่มีความปรารถนาที่จะยึด ไม่มีความอยากให้ดอกไม้นั้นอยู่ตลอดไป

ไม่มีแม้แต่ความกลัวว่าดอกไม้จะร่วงโรย

ในทรรศนะของพุทธทาส:

“ดอกไม้จะบานหรือจะโรยก็ไม่สำคัญ ขอเพียงใจเราบริสุทธิ์ในการมองมันอยู่เสมอ”

17. Krishnamurti: ความรักคือเสรีภาพ

Jiddu Krishnamurti ปฏิเสธทุกระบบของการครอบครองทางจิต

เขาเชื่อว่าความรักแท้เกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีการ “คิดเอา” (psychological possession)

เขากล่าวว่า:

“Where there is possession, there is fear. Where there is fear, there is no love.”

การเด็ดดอกไม้ = การเอาดอกไม้มาครอบครอง

= การเริ่มกลัวว่าจะเสียมันไป

= การก่อเงื่อนไขให้กับความสัมพันธ์

Krishnamurti จึงสอนให้รักแบบไม่เก็บไว้ —

“To love is to let go completely, so that the other is free, and so are you.”

18. Eckhart Tolle: ปัจจุบันขณะคือสถานที่แห่งรักที่แท้จริง

Eckhart Tolle ให้ความสำคัญกับ “ปัจจุบันขณะ” (Now)

เขาสอนว่า ความรักที่แท้ไม่เกิดจากอดีตหรืออนาคต

หากเกิดจาก “การมีอยู่” กับสิ่งนั้นโดยสมบูรณ์

“True love arises from presence.”

การเด็ดดอกไม้เพื่อเก็บไว้ คือการพยายามยื้ออนาคต

แต่การ อยู่กับดอกไม้ตรงนั้น โดยไม่มีความคิดใดๆ มาแทรก

คือความรักแท้ในภาวะไร้เวลา

Tolle กล่าวอีกว่า:

“When you are fully present, you and the flower are one — there is no one to possess, and nothing to possess.”

19. เมื่อความรักไม่ต้องมี ‘ฉัน’ กับ ‘เธอ’

ทั้ง Osho, พุทธทาส, Krishnamurti และ Tolle ต่างพูดด้วยเสียงเดียวกันว่า

ความรักสูงสุดคือความว่างเปล่าจากตัวตน

คือเมื่อไม่มี “ผู้รัก” และ “ผู้ถูกรัก” เหลืออยู่เลย

มีแต่ภาวะแห่งรัก ที่ไหลอยู่ในความเงียบของจิต

ดังนั้น…

การไม่เด็ดดอกไม้ = การไม่ให้ “อัตตา” เข้าไปแทรกแซง

= การปล่อยให้ดอกไม้ได้บานอย่างที่มันเป็น

= การรักด้วยใจที่ไม่มีใครอยู่ข้างใน

20. ดอกไม้จึงกลายเป็นธรรมชาติ — และเรากลายเป็นความว่าง

สุดท้ายแล้ว ดอกไม้ที่ไม่ถูกเด็ด

คือดอกไม้ที่ได้อยู่ในความจริงของมัน

และตัวเราผู้ที่ปล่อยให้มันอยู่

ก็คือ “จิตที่ว่างพอจะรักอย่างไม่มีเงื่อนไข”

Osho กล่าวไว้ว่า:

“Only the silent mind knows how to love — because only it has the space for the other to exist as they are.”

พุทธทาสก็กล่าวใกล้เคียงกันว่า:

“รักให้ได้โดยไม่ทุกข์ คือรักอย่างไม่มีตัวตนผู้รัก”

และ Eckhart Tolle กล่าวทิ้งท้ายว่า:

“Be the space in which love can arise — not the one who tries to hold it.”

#Siamstr #nostr #ปรัชญา #psychology #love

อ่านบทความนี้แล้วทำให้นึกถึงเพลง มุม -playground

ได้แอบมองเธอข้างเดียวอยู่ที่มุมนี้

ก็พอแล้วไม่มีเงื่อนไขใดใดในความหวังดี

แค่ได้ชอบเธออยู่ตอนนี้

ก็ถือเป็นโชคชะตาดีดีที่คนอย่างฉันได้เกิดมาพบกับเธอ

เป็นภาพที่สมจริงยิ่ง กว่าภาพในเรื่อง แฮรี่พอตเตอร์ 55555

หลายคนมีความเป็น perfectionist ระดับสูง

.

กล่าวคือ เวลาที่พวกเขาทำอะไรสักอย่าง (ไม่ว่าจะเป็นการทำข้อสอบ การนำเสนองานในที่ประชุม การออกกำลังกาย ฯลฯ) พวกเขาจะคาดหวังอยากให้ตัวเองทำสิ่งนั้นให้ได้ในระดับ “ไร้ที่ติ”

.

ในใจของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความคิดที่คอยส่งเสียงเป็นระยะๆว่า “ฉันยังดีไม่พอ” “ฉันควรต้องทำให้ได้ดีกว่านี้” “แค่นี้ยังใช้ไม่ได้” ฯลฯ

.

เสียงเหล่านี้คอยสร้างความกดดันให้กับพวกเขา ส่งผลให้พวกเขาถีบตัวเองให้ได้ในระดับ “ไร้ที่ติ” อย่างต่อเนื่อง

.

แต่เนื่องจากในที่สุดแล้ว พวกเขายังคงเป็นมนุษย์ ต่อให้พวกเขาจะสามารถ “ไร้ที่ติ” ได้ระยะหนึ่ง แต่พวกเขาก็จะไม่สามารถ “ไร้ที่ติ” ได้ตลอดไป

.

วันที่พวกเขาพบว่าตัวเองไม่สามารถ “ไร้ที่ติ” ได้ เสียงของความคิดในใจพวกเขาก็จะเริ่ม “ถ่มถุย” พวกเขาด้วยคำต่อว่าและคำตัดสินต่างๆนานา

.

มันเหมือนกับว่า ในใจของพวกเขามีคุณครูโหดๆแบบสมัยโบราณที่ยืนถือไม้เรียวอยู่ และพร้อมที่จะใช้ไม้เรียวกระหน่ำฟาดใส่พวกเขาทุกครั้งที่ไม่สามารถ “ไร้ที่ติ” ได้

.

หลายคนไม่อยากที่จะให้คุณครูในใจมีอิทธิพลมากขนาดนี้อีกแล้ว แต่พวกเขาก็จนใจเพราะไม่รู้ว่าจะจัดการกับคุณครูในใจนี้อย่างไร

.

ผมขอนำเสนอแนวทางในเบื้องต้นที่อาจจะช่วยให้ทุกคนรับมือกับคุณครูในใจได้ง่ายขึ้นดังต่อไปนี้ครับ

.

.

.

# 1 อะไรคือ “คำพูดติดปาก” ของคุณครูในใจบ้าง? (เขียนมันลงบนกระดาษให้หมดเลยครับ)

.

ถ้าเราอยากจะรับมือกับสิ่งใดให้มีประสิทธิภาพ ขั้นแรก เราควรที่จะมองเห็นให้ชัดเจนก่อนว่า สิ่งที่เรากำลังรับมืออยู่นั้น มันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรบ้าง

.

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมเชิญชวนให้เราฟังเสียงของคุณครูในใจเราให้ชัดๆ และเขียน “คำพูดติดปาก” ของคุณครูลงในกระดาษทุกๆประโยคครับ

.

# 2 ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “คำพูดติดปาก” เหล่านี้ของคุณครู มันเป็นประโยชน์ (และโทษ) ในการช่วยให้เรามีชีวิตที่เราต้องการมากน้อยแค่ไหน? (เขียนทั้งประโยชน์และโทษลงบนกระดาษให้หมดเช่นกันครับ)

.

ยกตัวอย่างเช่น การที่คุณครูส่งเสียงในใจเราว่า “มีปัญญาทำได้แค่นี้หรือ!? นี่มันห่วยแตกสิ้นดี!” มันอาจจะเป็นประโยชน์ในแง่ที่กระตุ้นให้เราไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง แต่มันก็ทำให้เรารู้สึกหมดกำลังใจที่จะสู้ต่อเช่นกัน เป็นต้น

.

# 3 ถ้าเราจะเปลี่ยน “คำพูดติดปาก” ของคุณครูเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์กับการใช้ชีวิตของเรามากกว่าเดิม เราจะเปลี่ยนเป็นอะไร? (ใช้ปากกาหรือดินสอขีดฆ่า “คำพูดติดปาก” เหล่านั้น และเขียนคำพูดเวอร์ชั่นใหม่ต่อท้ายเลยครับ)

.

ยกตัวอย่างเช่น แทนที่คุณครูจะส่งเสียงในใจว่า “มีปัญญาทำได้แค่นี้หรือ!? นี่มันห่วยแตกสิ้นดี!” คำพูดที่ดีกว่าก็คือ “ในการทำงานครั้งล่าสุด เรายังมีข้อผิดพลาดในจุด X จุด Y และจุด Z มันน่าเสียดายนะที่เราพลาดในจุดเหล่านี้ แต่เราสามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเหล่านี้เพื่อที่จะทำงานนี้ได้ดีกว่าเดิมในครั้งต่อไปได้” เป็นต้น

.

# 4 หยิบกระดาษที่เราใช้ในการทำขั้นตอนที่ 1 ถึง 3 ในข้างต้น มาอ่านทุกๆวัน เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ใจเราค่อยๆคลายอิทธิพลจาก “คำพูดติดปาก” ของคุณครูเวอร์ชั่นเก่าได้มากขึ้น

.

.

.

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวทางที่ผมนำเสนอในวันนี้จะเป็นประโยชน์ (ในเบื้องต้น) กับทุกๆคนที่อยากจะ “ปลดแอก” ตัวเองจากอิทธิพลของคุณครูในใจนะครับ

#จิตวิทยา #siamstr

ขอบคุณมากครับ

จงอย่าด่อยค่าหรือดูถูกความฝันของใครเพราะมันอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาเหลืออยู่ในชีวิต.

#siamstr #stayhumble