Avatar
BeYourCyber
8b8e99eb55ff8fdf3d09fe086e6b4230df3227bd3016e13fb38b01164acb458c

เมื่อกูรูบอกให้นิ่งไว้ ถือเงินสดเยอะๆ

ใช่เหรอ?

เมื่อก่อนเคยเชื่อแบบนั้นจริงๆนะ แล้วเชื่อเค้าเป็นสิบๆปี เพราะเราก็ไม่ได้มีความรู้พอ เมื่อวันที่ตาสว่างแล้วมองกลับไป โอ้โห สิ่งที่กูรูบอกนี่คือ ยาพิษเคลือบช้อคโกแลตนี่เอง กว่าจะรู้มูลค่าเงินที่ตั้งใจเก็บออมมานานก็หายไปเยอะมากแล้ว คิดแล้วก็เสียดาย แต่ก็ย้อนไปแก้ไขอะไรไม่ได้

ตอนนี้มีความรู้ ก็บอกเล่าสู่กันฟังไปละกัน

https://bemyblockchain.com/2025-03-freeze-under-crisis

#siamstr

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ถ้าเอาตามรูปนี้จริง แปลว่า สิทธิขั้นพื้นฐานในการประกอบอาชีพนั้น ถูกริดรอนไปแล้ว

ขออ้างอิง https://mgronline.com/daily/detail/9500000015301 ที่ได้เขียนเอาไว้ดีอยู่แล้ว โดยกล่าวว่า

- การประกอบอาชีพเพื่อการดำรงชีวิตให้คงอยู่ต่อไป เป็นสิทธิโดยธรรมชาติของมนุษยชาติตั้งแต่กำเนิด

และอีกตอนหนึ่งว่า

- ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมีการพูดถึงความอุดมสมบูรณ์ของอาหารอันเกิดจากการเพาะปลูกและโดยธรรมชาติ เช่น “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” มีผลหมากรากไม้มากมาย ขณะเดียวกันก็ได้ระบุถึงสิทธิในการค้าขาย “ใคร่จักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส”

และ

- ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว สิทธิในการประกอบอาชีพ ทำไร่ ทำนา ค้าขาย ทำมาหากิน เป็นสิทธิขั้นมูลฐานของมนุษย์ในชุมชน

ดังนั้น ที่ออกมาบอกว่า จะห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างบุคคล ไม่ได้ต่างอะไรจากการห้ามซื้อขายทองคำ รูปภาพ พระเครื่อง ระหว่างบุคคลเลยเช่นกัน

เพราะชัดเจน "สินทรัพย์ดิจิทัล" มันคือ "สินทรัพย์" ดังนั้นการห้าม ก็คือการริดรอนสิทธิในเรื่องนี้อย่างชัดเจน

จริงอยู่ ว่า พรก. สินทรัพย์ดิจิทัล 2561 กล่าวเอาไว้ว่า

“ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล” หมายความว่า บุคคลซึ่งให้บริการหรือแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่า

พร้อมจะให้บริการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในนามของตนเองเป็นทางค้าปกติ

ซึ่งจำเป็นต้องขอรับใบอนุญาตจาก กลต มาก่อน ตามมาตรา 26

แต่ว่าในระดับบุคคล ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นครั้งคราว และไม่ได้จะทำเป็นทางค้าปกติ ก็จะโดนริดรอนสิทธินี้ไปด้วยพร้อมกันหากสิ่งที่พูดนั้นจะถูกบังคับใช้จริง

หรือไม่อย่างนั้น ก็ต้องมาตีความกันใหม่ว่า มาตรา 26 ของ พรก. สินทรัพย์ดิจิทัลนี้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่? เพราะถ้าระดับบุคลลก็ห้ามซื้อขายแม้จะไม่เป็นทางค้าปกติ จะกลายเป็นพรกนี้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแทน

ถ้าขัดรัฐธรรมนูญ เกมจะพลิกเลยนะ หมายความว่า บทบัญญัตินั้นจะตกไป (ไม่มีผลบังคับใช้) ก็คือกลับไปสู่ยุคก่อนมี พรก แต่ว่า อาจจะเฉพาะข้อที่หมายถึง "ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล" (dealer)

สรุปว่าเรื่องนี้จะริดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานหรือไม่?

ทีนี้ ถ้าถามว่า แล้วจะแก้ยังไง อย่าขับเคลื่อนด้วยการด่า แต่ต้องมาพร้อม solution ด้วยสิ? จัดไป คิดแบบเร็วๆเลยนะ

- ให้ความรู้ประชาชนให้เยอะๆ ให้เข้าถึง ให้เข้าใจ เมื่อคนฉลาด ชาติจะเจริญ , เตี้ยอุ้มค่อม มันไม่ได้นานหรอก

- การเปิดบัญชี ก็เพิ่มการสัมภาษณ์ + การให้ความรู้ เข้าไปเล็กน้อย ให้มั่นใจว่า เปิดเอง ใช้จริง ไม่เอาไปให้คนอื่นใช้นะ แม้กระทั่งคนในครอบครัว และ อธิบายความผิดชัดๆ ถ้าเอาไปให้คนอื่นใช้ หรือ ขายต่อ จะโดนแบนนะ มีคดีนะ ติดคุกได้เลยนะ เชื่อเถอะ ฟังขนาดนี้แล้ว คนมันก็ต้องคิด ทั้งตอนที่เปิด และ ตอนที่ขายบัญชีแหล่ะ คนเราก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นหรอก

- ไปไล่จับพวกที่ซื้อขายบัญชีม้าอย่างรุนแรง จริงจัง คือเครื่องไม้เครื่องมือตรวจสอบก็มีตั้งเยอะ ไม่เอามาใช้กันล่ะ โลกเรามี social listening มานานมากแล้วนะ ตั้งแต่มี facebook , twitter ใหม่ๆเลย เอกชนใช้กันเกลื่อนแล้ว ไม่เอาแบบ "รัฐตรวจสอบแล้วแต่ไม่พบ" งง เด้ เค้ายัง capture มาแชร์กันอยู่เลยว่าก็ยังซื้อขายกันเรื่อยๆนะ

- ตรวจสอบการทำงานของเอกชน ในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เข้มข้น อย่างล่าสุด 2 แสนซิม มีได้ยังไงก่อน? ลงทะเบียนกันยังไง และ ธนาคาร สาขา ที่รับเปิด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ ว่าหละหลวมจุดนี้หรือไม่ ถ้าไม่ ทำไมเค้ายังเอาบัญชีไปขายอยู่ล่ะ? ลืมอธิบายอะไรหรือเปล่า?

- ไล่ตรวจสอบหน่วยงานรัฐ เน้นที่เรื่องการทุจริต เพื่อให้โปร่งใส ตรวจสอบได้มากที่สุด เพราะคนนอกประเทศมองเข้ามา ยังเห็นเลย ว่ามันมีช่องโหว่หลายช่องอยู่ในหลายหน่วยงาน ทำให้หลับหูหลับตากันบางส่วน อย่างที่พึ่ง post ไปก่อนหน้า ก็คือ จดบริษัทเพื่อเอาไปเปิดบัญชีม้าได้แล้ว เฉยเลย ว้าวไปอีก

พูดโดยคนที่ไม่เคยซื้อขายผ่านระบบ P2P แม้แต่ครั้งเดียว จึงไม่เสียหายอะไร แต่ว่าการถูกริดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้เช่นกัน

#siamstr #p2p #cybercrime #rights

เราอาจจะไม่เคยตั้งคำถาม กับบางเรื่องที่ดูแสนธรรมดา แต่ว่า ถ้าเราตั้งคำถามแล้ว เราก็จะพบกับความเอ๊ะบางอย่าง ที่เราอยู่กับมันมาตลอดชีวิต

จากข่าวนี้ เลยทำให้เราได้รู้ว่า ตอนนี้มิจเปิดบริษัท เพื่อใช้เปิดบัญชีม้ารับเงินจากการหลอกลวงกันแล้ว ทำให้ความน่าเชื่อถือของบัญชีม้ารับโอน สูงขึ้นไปอีกขั้น

https://www.youtube.com/watch?v=5_foqNkSu4A

เรียกได้ว่าเป็นการลูบคมหน่วยงานรับจดทะเบียนบริษัทไปดอกนึง

เท่านั้นยังไม่พอ ในกระบวนการของเหยื่อรายนี้ มิจได้โทรไปธนาคารแห่งหนึ่ง แล้วสวมรอยเป็นเจ้าของบัญชี(เหยื่อ) เพื่อสั่ง lock application ที่ผูกกับเจ้าของบัญชี เพื่อให้เชื่อมากขึ้น ว่านี่ธนาคารตัวจริงนะ อายัดได้จริงนะ เชื่อยัง?

ลูบคมมาตรการการรักษาความปลอดภัยของธนาคารไปอีกขั้น

ถ้าหลายคนที่เคยคุยกับผม ผมจะถามคำถามนึงบ่อยๆว่า เงินในธนาคาร เป็นของคุณจริงมั้ย ถ้าคิดว่าจริง ทำไมธนาคารมีสิทธ์ยึดอายัดได้ล่ะ? สรุปยังเป็นของคุณจริงๆใช่มั้ย?

เพราะในโลก Crypto currency โดย default แต่เดิม มันจะไม่สามารถทำได้นะ เราถือ key ก็จะมีเราคนเดียวเท่านั้น ที่มีคำสั่งได้คนเดียว (เว้นหลายๆ token ที่ design ให้ทำได้)

จากกรณีนี้ มันมีเรื่องให้เอ๊ะได้มากมายเลย

- ทำไมการจดบริษัท ถึงได้ง่าย และไร้การพิสูจน์ข้อมูลได้ถึงขนาดนี้

- การที่มีข้อมูลของใครสักคน ก็โทรไปยืนยันกับทางหน่วยงานการเงิน เพื่อดำเนินการธุรกรรมได้ มันดูเป็นมาตรการที่หละหลวมไปหรือเปล่า

- การสวมสิทธ์ใน digital จะมีความรุนแรงขึ้น ตามโลก digital ที่พัฒนาไป ถ้าเรายังไม่รีบเรียนรู้เพื่อปรับตัวเองให้เปลี่ยนแปลงตาม เราอาจจะเป็นเหยื่อในวันนึง แต่แค่วันนั้นยังมาไม่ถึงเราเท่านั้นแหล่ะ

ถ้ามาถึงขนาดนี้แล้ว ใครๆก็เป็นเหยื่อได้ง่ายๆแล้วล่ะ

รีบหนีออกมาก่อนจะสายเกินไป

#siamstr #scam #มิจฉาชีพ

ช่วงนี้กำลังคิดว่า ถ้าเราอยากให้คนที่เข้าใจในสินทรัพย์​ทุกอย่าง และมีความรู้มากๆ แบบละเอียด มาอธิบายถึงความเสี่ยงที่ทำให้ Bitcoin จะสามารถล่มสลายได้ โดยเราจะเป็นผู้รับฟังอย่างเปิดใจ เพราะนั่นอาจเป็นเหตุที่ทำให้ wealth เรากลายเป็น 0 ได้จริง (ค้นหาความเสี่ยงจากผู้อื่นที่ไม่ใช่ Bitcoiner​ แต่เป็นผู้มีความรู้)​

แม้ว่าไม่มีใครอยากให้เกิด แต่มันจะดีกว่า ถ้าเราได้รับรู้เรื่องนี้ก่อน เพื่อมาร่วมหาทางแก้ (แก้ไม่ได้ก็ไหวตัวทันก่อน)​

เพราะถ้าเกิดขึ้นได้จริง นั่นจะเป็นอีกเหตุการณ์​เปลี่ยนชีวิต Bitcoiner จำนวนมากอย่างแน่นอน

แต่ติดว่าจะไปหาคนแบบนี้จากที่ไหนได้นี่แหล่ะ

ตอนนี้กำลังทบทวนเรื่องของ Bitcoin อยู่ ก็คิดถึงประเด็นนึงที่น่าสนใจ

"สำหรับคนที่เข้าใจใน Bitcoin ย่อมมีคำอธิบายในทุกๆเรื่อง ทุกๆคำถาม ที่คนไม่เข้าใจจะสามารถคิดขึ้นมาเพื่อโต้แย้งการดำรงอยู่​ของ ​Bitcoin​ ได้ทั้งหมด"

ทีนี้มันมีจุดที่น่าสนใจตรงที่ว่า คำถามทั้งหมด ที่คิดขึ้นมาเพื่อโต้แย้งนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากประสบการณ์​และความรู้ของผู้โต้แย้ง ซึ่งมันเป็นเรื่องอดีต ถึงปัจจุบันเท่านั้น

แต่ว่าอดีตจนปัจจุบันเราไม่เคยมี Bitcoin มาก่อน

ดังนั้น คำถามเพื่อโต้แย้งการล่มสลายของ Bitcoin จึง invalid และ ผลลัพธ์​ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจากสินทรัพย์​อื่น ก็ไม่สามารถเอามาใช้เทียบเคียงกับ Bitcoin ​ได้ด้วยเช่นกัน

ในหนังสือ จิตวิทยาการลงทุน เคยมีกล่าวถึงประเด็นที่คล้ายกันนี้ คือ คนที่เกิดมาในยุคเศรษฐกิจ​รูปแบบนึง จะมีวิธีคิด และการจัดการเงินในรูปแบบนึง ซึ่งมันจะใช้ไม่ได้ เมื่อรูปแบบเศรษฐกิจ​และการเงินเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบนึง เท่านั้นไม่พอ มันเป็นการยากในการอธิบายให้คนข้าม gen เข้าใจด้วย

เช่น คนที่อยู่ในวงการการเงินช่วงปี 2530 -​2540 เค้าจะรู้สึกได้เลย ว่าการหาเงิน และการลงทุนต่างๆ เพื่อให้เติบโตเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เอาแค่ฝากแบ้งเฉยๆ ดอกเบี้ยก็จ่าย 4-10% (แล้วแต่ช่วงปีในช่วงเวลานั้น) ในขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในช่วง 2-5% เท่านั้น ถ้าเอาไปลงทุนอะไรต่างๆ ยิ่งได้เพิ่มขึ้นไปอีกเยอะเพราะตอนนั้นเงินสะพัดมาก

แต่ถ้าเอาคนที่มีประสบการณ์​แบบนี้ มาลงทุนในปัจจุบัน เค้าต้องมึนงงมากแน่นอน เพราะดอกเบี้ยทุกวันนี้ 0.75% บนเงินเฟ้อ 0.4-1.2% และเงินค่อนข้างจะฝืดด้วย

อย่างที่เรารู้กัน 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง คนที่มีประสบการณ์​อันแสนเจ็บปวดจากช่วงเวลานั้น ก็จะมองตลาดทุนเป็นอีกแบบนึง ยิ่งถ้าไม้ได้มีความรู้มากจะยิ่งมองว่าตลาดทุนเป็นเรื่องน่ากลัวและเสี่ยงสูงมากเลยทีเดียว (พ่อแม่ผมเป็นคนกลุ่มนี้)​ ดังนั้นคนในกลุ่มนี้ ก็จะมีวิธีคิด มุมมองในการลงทุนเป็นอีกแบบนึง และสอนรวมทั้งแนะนำคนอื่นรวมถึงลูกหลานในแบบที่เค้าเข้าใจเพราะโลกตอนนั้นมันเป็นแบบนั้น

แน่นอน มันก็ไม่เหมือนกับยุค crypto อีก

ไม่ต่างอะไรกับตอนนี้ ที่เราพยายามเล่าเรื่อง Bitcoin ให้คนรุ่นพ่อแม่ฟัง แม้ว่าเราจะมีความรู้ เข้าใจในเชิงลึกอธิบายได้ทุกแง่มุม แต่มุมมองของโลกการเงินที่เค้าอยู่มาจนถึงปัจจุบัน มันก็ไม่มีอะไรที่เทียบเคียงกับสิ่งนี้ได้อยู่ดี ดังนั้นการจะเข้าใจจึงเป็นเรื่องยากมากๆ

กลับมาที่ประเด็น

ดังนั้นจึงยากมากที่เราจะเอาหลักการอะไรมาอธิบายจุดสิ้นสุดของ Bitcoin ได้ เพราะในเมื่อโลกเราไม่เคยมีสิ่งนี้มาก่อน

เราเลยต้องอยู่กับมัน และเฝ้าดูมันใกล้ชิด เพราะสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ได้แปลว่าถูกทำลายไม่ได้ เพียงแต่หลักการที่เอามาใช้อธิบายการทำลายมันในปัจจุบัน ยังไม่แข็งแรงพอที่จะอธิบายจุดจบของมันได้จริงๆ เท่านั้นเอง

#siamstr #bitcoin

วันนี้ หยิบเอาหนังสือ จิตวิทยาว่าด้วยเงิน มาอ่านซ้ำรอบสอง แบบละเอียด แบบสับๆ

พบประเด็นสำคัญหลายเรื่องเลยครับ แต่เรื่องที่อยากเล่าให้ฟังวันนี้ คือเรื่องของ

"ความสุขในชีวิต ขึ้นอยู่กับอำนาจในการควบคุมเวลาของตัวเราเอง ไม่ใช่เงินที่มีมาก,ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่, รถคันงาม และ อื่นๆที่แวดล้อมอยู่"

มีงานวิจัยของ Richard M. Ryan และ Edward L. Deci กล่าวว่า ความสุขของมนุษย์ขึ้นอยู่กับการที่เราได้มีอิสระในการควบคุมชีวิตตนเอง โดยเน้นความสำคัญของสามองค์ประกอบหลักคือ ความสามารถในการควบคุมตนเอง (autonomy), ความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ (competence) และความสัมพันธ์กับผู้อื่น (relatedness)

หรืออีกงานวิจัย ถ้ามีคนจำได้ เคยดังอยู่พักนึง ของ Daniel Kahneman และ Angus Deaton: การศึกษาในปี 2010 ที่แสดงให้เห็นว่ารายได้มีผลต่อความสุขในระดับหนึ่งเท่านั้น หลังจากที่ถึงระดับรายได้หนึ่ง (ประมาณ $75,000 ต่อปีในสหรัฐอเมริกา) การเพิ่มขึ้นของรายได้ไม่ได้ทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

** ผมไม่ได้บอกว่า การไม่มีเงินแล้วจะไม่มีความสุข และ จงรู้ไว้เลย ว่าความจนก็ไม่ได้ทำให้มีความสุขในชีวิตด้วยเช่นกัน

สิ่งที่อยากให้มองให้ทะลุลงไปมากกว่าตัวเงิน ก็คือ สิ่งนี้ถูกเรียกว่า "อิสรภาพ" หมายถึงว่า ถ้าเรามีอิสรภาพได้มากเท่าไร เราก็น่าจะมีความสุขในชีวิตได้มากขึ้นเท่านั้น

แล้ว อิสรภาพ คืออะไร?

จินตนาการตาม ถ้างานที่ทำอยู่ รู้สึกว่า ปสด กับเพื่อนร่วมงาน หรือ เจ้านายมากๆ อยากลุกขึ้นแล้วเดินออกไป ไม่กลับมาในที่ทำงานห่วยๆนี้อีกเลย โดยที่.... ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ไม่เดือดร้อนเรื่องบิลค้างจ่าย หรือ หนี้สินที่มีภาระต้องจัดการอยู่ ถ้าทำได้ แปลว่า มีอิสรภาพในเรื่องเงินระดับนึงแล้ว

หรือ อีกเรื่อง ก็คือ ถ้าวันนี้มีคนเสนอตำแหน่งงานที่ดีกว่า ให้เงินเดือนมากกว่าเดิม 3 เท่า พร้อมเริ่มงานได้เลย โดยเป็นงานที่สบายกว่าที่ทำอยู่ตอนนี้ แต่ว่าเรารู้สึกว่า งานนั้น มันอาจจะไม่สนุก และ ไม่ท้าทาย ไม่เหมาะกับสิ่งที่เรากำลังค้นหาอยู่ และเรากล้าปฏิเสธ นี่ก็ถือว่าเป็นอิสรภาพ ในเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่าขึ้นไปอีก คือ มีอิสรภาพในการตัดสินใจที่จะปฏิเสธโอกาสที่ดีกว่า เพียงเพราะนั่นอาจจะไม่ได้สร้างความสุขให้ชีวิตเราได้มากขึ้น

นอกเหนือจากนี้ ก็จะเป็นเรื่องที่คนทั่วไปจินตนาการได้อยู่แล้ว เช่น ถ้าเดือนหน้า อยากออกไปเที่ยวต่างประเทศสักครึ่งเดือน ซึ่งจะไม่มีใครเดือดร้อนเรื่อง งาน เรื่องเงิน เรื่องอะไรต่างๆเลย ทั้งในวันนี้ และ อนาคต นี่คือ อิสรภาพอีกแบบนึงด้วยเช่นกัน

อิสรภาพเนี่ย โดยปกติ ราคามันแพงด้วยนะ แม้ว่าจะตีราคาเป็นตัวเลขได้บ้าง ไม่ได้บ้างในบางกรณี เช่น อยากไปเก็บ life bucket list ให้หมดใน 3 ปี ต่อจากนี้ บางคนอาจจะบอกว่า ต้องมีสิบล้านบาท ก็เป็นไปได้ ในขณะที่บางคนบอกว่า ออ ที่เราเก็บมาถึงวันนี้ ก็มากพอที่จะมีอิสรภาพได้แล้วนี่นา ก็แปลว่า ไม่ต้องหาอะไรมาเพิ่มอีกเลยเช่นกัน (แต่ก็คือสิ่งที่อดออมมาทั้งชีวิต)

จริงอยู่ ว่า การมีอิสรภาพ ก็ต้องใช้เงิน เรื่องนี้ไม่เถียง แต่ผมอยากชวนให้คิดสักเล็กน้อยว่า เรากำลังหาเงินไปเพื่ออะไร เพื่อความสุขของชีวิตใช่หรือไม่ ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า เราหาเงิน เพื่อที่จะไปให้ถึงจุดที่เราจะมีอิสรภาพดู ว่ามันจะเป็นยังไง บางคนอาจจะง่ายมากกว่าที่คิดก็ได้ เพราะอิสรภาพแต่ละคนไม่เหมือนกัน ใช้เงินไม่เท่ากัน มากน้อยต่างกันไป

สำคัญที่ได้คิดว่า อิสรภาพ ที่จะสามารถสร้างความสุขให้ชีวิตเรานั้นคืออะไร?

ผมไม่ใช้คำว่า "อิสรภาพทางการเงิน" เพราะปัจจุบัน มักจะเอาไปเชื่อมโยงว่า เราต้องสร้าง passive income เพื่อให้เรามีอิสรภาพทางการเงิน ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวผมบอกได้เลย ว่ามันไม่จริง เรามี "อิสรภาพ" ได้ โดยที่เราไม่ต้องมี passive income แต่อย่างใด ดังนั้น จุดสูงสุด ควรเป็นเพียง "อิสรภาพ" เท่านั้น

เอกสารต่างๆ เราคำนวณแล้วเก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน เมื่อสรรพากรเรียกขอ

แต่ทั่วไป ไม่ขอ เราเก็บเอาไว้เอง พิมพ์ไปแค่ตัวเลข

เค้ามีโอกาสขอย้อนหลังได้ 5 ปี ดังนั้นเก็บไว้ 5 ปีอย่างน้อยครับ

ยื่นมาตลอด ตั้งแต่ถูกบังคับให้ยื่นตาม กฎหมายครับ และติดตามการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ จนปีปัจจุบันครับ

ขอฝากเป็น Link เอาไว้แทน เนื่องจาก รายละเอียดเยอะมาก และ จำเป็นต้องทำความเข้าใจด้วยครับ https://bemyblockchain.com/tax-vat-cryptocurrency-defi-digital-asset ถ้าทำให้รู้สึกลำบากเกินไป ก็ต้องขออภัยไว้ด้วยครับ อาจจะคุยเป็นหัวข้อสั้นๆที่สงสัยก็ได้

ถ้าอิงตามคำถาม ก็คือ ราคาขาย ลบ ราคาซื้อ และ หักต้นทุนการซื้อขายเช่นค่าธรรมเนียม ต่างๆไปด้วย

สำหรับ หัก ณ ที่จ่ายไม่มีอยู่แล้ว จึงเอามาเคลม ไม่ได้

เหลือ token เท่าไร ยกยอดเป็นทุนตั้งในปีต่อไปได้

มองว่ามันเป็นสินค้าก็ได้ครับ ซื้อมากี่ชิ้น ชิ้นละเท่าไร

ขายไป กี่ชิ้น ชิ้นละเท่าไร ก็คำนวณหากำไรออกมา

กำไรที่ได้ลบที่ขาดทุน(ในปีและในtokenเดียวกัน)ก็ยื่นเป็นกำไรในเงินได้40(4)

เท่านี้ครับ ก็เพียงพอแล้ว

Replying to Avatar KKd

เมื่อวันก่อนลูกชายผมได้รับเงินอัดฉีดมาจากป้า (จริงๆผมไม่เห็นด้วยนะ แต่ป้าเค้าจะให้ก็ตามใจ) ผมให้ลูกเก็บไว้ส่วนนึงและอีกส่วนจะเอาเข้าธนาคารและซื้อ Bitcoin พร้อมจดบันทึกความแตกต่างเหมือนอย่างที่เคยทำ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถโอนเข้าธนาคารได้ !

พอไปสอบถามที่ธนาคารถึงรู้เรื่องว่า อ๋อ ถ้าเราไม่ได้มีการ Active นานเกิน xx วัน (จำไม่ได้) มันจะถูกระงับนั่นเอง... ก็ไม่เป็นไร ผมก็แค่ไป Activate ใหม่ที่สาขาก็จบ หรือไม่ก็ตั้งโอนเงินทุกๆ xx-1 วันก็ OK

แต่พอกลับมาผมถึงมีคำถามว่า "เงินที่ถูก Disactive นั้นไปไหน" ? เลยไปยังถึงคำถามว่า "เงินของคนที่เสียชีวิตแล้ว ไม่มีคนรับต่อ จะถูกส่งไปที่ไหน? หากไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้?

มันจะถูกดูดกลับเข้าระบบหรือเปล่า? หรือจริงๆแล้วเงินพวกนั้นไม่ได้มีตั้งแต่แรก ?

#siamstr

ตอบคำถาม

หลังจากระงับบัญชีนานถึงระยะเวลานึง บัญชีจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม การรักษาบัญชี ไปเรื่อยๆ ทุกเดือน จนกว่าเงินจะหมด ก็จะถูกปิดโดยสมบูรณ์

เงินนั้น เข้ากระเป๋าธนาคาร เพราะเรียกเก็บมาเป็นค่าธรรมเนียมแล้ว ก็ถือเป็นรายได้

จบกระบวนการ

เรื่องการเงิน ไม่ง่าย ไม่ยาก แค่ต้องใส่ใจ

เรื่องการเงิน เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวทุกคน เพราะทุกคนใช้เงิน แต่เป็นเรื่องที่คนใส่ใจน้อยมาก โดยเฉพาะคนไทยส่วนใหญ่

อาจจะเป็นเพราะระบบการศึกษา ไม่ได้สนับสนุน ให้มีการเรียนการสอนมากเท่าไรด้วย ทำให้ใครที่จะเรียนรู้ ต้องมาเรียนรู้ด้วยตัวเอง

แต่ประเด็นที่จะชวนคิด เราได้ใส่ใจเรื่องการเงิน ดีมากน้อยแค่ไหน

เพราะเรื่องเงินนี่แหล่ะ ที่สงผลกระทบต่อชีวิต ทั้งปัจจุบัน อนาคต ความสุข และ ทุกข์ได้เลย

บางคนมีความสุข เพราะได้รูดบัตรเครดิตมาใช้ซื้อของที่อยากซื้อ ที่อยากมี โดยยังไม่รู้ว่าจะหาเงินจากไหนมาใช้คืนได้ในตอนที่บิลมาเรียกเก็บ เรียกว่า ตายเอาดาบหน้าเลย

แบบนี้ ก็สุขก่อน แล้วทุกข์ตามมา แถมเป็นทุกข์ที่แสนยาวนาน นานจนกว่าจะใช้หนี้หมดนั่นแหล่ะ

หรือว่ายกเรื่องบ้าน ก็ได้ บางคนโดยเฉพาะคนปัจจุบัน ก็เลือกเช่า มากกว่าซื้อ เพราะคิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

แต่แท้จริงแล้ว ก็ไม่ใช่เสมอไป เพราะว่า ถ้าเราเข้าใจเรื่องการเงิน เราอาจจะเลือก กู้ เพื่อซื้อ แล้ว เลือกผ่อน ให้ต่ำที่สุด ซึ่งเป็นไปได้ ว่าเงินที่เราใช้ผ่อน จะจ่ายต่อเดือนน้อยกว่าเช่าเค้าอยู่ โดยระหว่างที่ผ่อนนั้น เราก็เลือกเอาเงินส่วนที่เหลือ ไปลงทุน เพื่อให้ได้ส่วนต่าง มากกว่าดอกเบี้ยที่จ่ายไป

เช่น ผ่อนบ้าน ดอกเบี้ย 5% ต่อปี แต่เราได้เงินก้อนมา ถ้าเราโปะเลย เท่ากับว่าเงินก้อนนั้น จะไปตัดต้น ซึ่งทำให้ดอกเบี้ย 5% ของเงินก้อนนั้น หายไปด้วย แปลว่า เราได้กำไรส่วนเพิ่ม 5% แต่ ถ้าเลือกที่จะไม่ตัดต้น แล้วเอาเงินไปลงทุนให้ได้กำไรสัก 11% แปลว่า เงินก้อนเดียวกัน เราได้กำไรเพิ่ม 11% และเอา 5% มาจากเป็นดอกเบี้ยบ้าน แปลว่า เราก็ยังกำไรอีก 6% (คิดแบบหยาบๆ จะได้ไม่งงมาก) ถ้าคิดแบบนี้ แล้ว หมายความว่า เราผ่อนบ้าน โดยไม่เสียดอกเลย ได้เงินเพิ่ม 6% ต่อปีอีกต่างหาก โดย 6% จะเอาไว้ทบต้นในการลงทุน หรือว่าจะเอาไว้เป็นดอกเบี้ยบ้านปีหน้าก็ได้ หรือ เอาไปใช้อย่างอื่นอย่างที่ต้องการ

ทีนี้ ท้ายที่สุด บ้านก็จะเป็นของเรา โดยที่เราไม่ต้องเสียดอก อย่างที่เล่าไปแล้ว

ซึ่งถ้าเราเลือกที่จะเช่า ไม่ซื้อ เราก็ลงทุนแบบเดียวกัน เราจะได้ 11% เต็มที่เป็นกำไรจากการลงทุน แต่คำถามก็คือ ราคาบ้าน เพิ่มขึ้นต่อปี กี่% และเราสามารถหากำไรได้สูงกว่าส่วนเพิ่มของราคาบ้านจริงหรือไม่? อันนี้แหล่ะ เป็นข้อพิจารณาที่สำคัญตัวนึง ที่คนส่วนใหญ่ คิดมาไม่ถึง หรือ ไม่ได้คิดละเอียดพอ

แต่.. ที่เล่ามา ก็เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่สูตรสำเร็จ เพราะบ้านเช่าหลายที่ ก็มีราคาถูกกว่าเราไปกู้ซื้อเพื่ออยู่ด้วยซ้ำไป แปลว่า มันก็จะมีเงินส่วนต่างตรงนั้นเพิ่มอีก (ได้ส่วนลดจากค่าเช่า ราคาถูก เพื่อเอาเงินส่วนต่างไปลงทุนเพิ่ม)

สิ่งที่อยากสื่อจริงๆ ก็คือ เราได้ใส่ใจในรายละเอียดมากแค่ไหน กับเรื่องเงินเหล่านี้ เราได้บริหารมันอย่างดีเพียงใด สิ่งนี้ต่างหาก คือประเด็นที่สำคัญที่สุด

เพราะความต้องการแต่ละคน ล้วนแตกต่างกัน ดังนั้น มันจึงไม่มีสูตรสำเร็จที่เหมาะกับทุกคน ทุกสถานการณ์ให้เราใช้งาน แต่เราต่างหาก คือคนที่ต้องคิด และ พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ถึงตัวเลือกต่างๆที่มี

และวางแผนอย่างรอบคอบรัดกุมให้ได้มากที่สุด

สิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด สำหรับเรื่องเงิน

อย่างคำเค้าว่า เงินทอง ต้องใส่ใจ

อย่าใส่เกียร์ว่าง แล้วก็ปล่อยไปตามชะตากรรม

เพราะเราเองนั่นแหล่ะ ที่ต้องเป็นคนรับกรรม จาก สิ่งที่เราปล่อยเบลอ ในท้ายที่สุด

จงใส่ใจ ในสิ่งที่เราควบคุมได้ให้ได้มากที่สุด แล้วชีวิตเราจะดีมากเท่าที่เราได้พยายามใส่ใจ

#siamstr #money #moneymanagement

Replying to Avatar HereTong

ใช่ครับ 31 กรกฎาคม 2567 ขอบันทึกการเจอนี่ไว้หน่อยว่า

เป็นการทำงานในงานโฆษณาเป็นวันสุดท้าย หลังจากวันนี้ก็จะไม่ได้เอี่ยวกับงานในวงเวียนนี้อีกแล้ว รวมถึงได้ยุติการเป็นหุ้นส่วนของบริษัทด้วยพร้อมๆกัน

ใช่ครับ ผมยุติบทบาทการหุ้นด้วย ปล่อยให้เพื่อนอีกคนเผชิญชะตากรรมในเส้นทางนี้ต่อไป หลังจากลุยกันมา 22ปี ในรูปแบบบริษัท และ 3 ปีในแบบฟรีแลนซ์

ภาพนี้เป็นโต๊ะทำงานภาพสุดท้าย

![image]()

และกีตาร์เป็นของอย่างแรกที่เอาเข้ามา แต่เป็นของอย่างสุดท้ายที่เอาออกไป

![image]()

พรุ่งนี้ก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ดีร้ายก็มาดิ เจอกัน 555

ผมจะพยายามดำเนินชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากทำ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ 555

ร็อคกี้ บอกว่าหมัดหนักแค่ไหนไม่สำคัญ สำคัญที่เราจะรับหมัดหนักๆได้นานเท่าไรต่างหาก

"อิสรภาพนั้น ราคาแพง"

"ทำขนาดนี้ เหมือนเป็นคนป่วยเลย"

เสียงที่ดังมาจากคนข้างตัว เพราะว่าตอนนี้ ตัวเอง มีเครื่องชั่งน้ำหนักที่วัดรายละเอียดร่างกายได้ (เช่น ไขมัน,กล้ามเนื้อ ฯลฯ) + เครื่องวัดความดัน ที่สามารถวัด ECG ได้ + เครื่องวัดเลือด เพื่อดูผล น้ำตาล, Ketone, Uric, Hemoglobin และวันนึงก็วัดอยู่หลายรอบ (แม้ว่าไม่ถี่เท่าคนที่เป็นเบาหวานต้องติดตามค่าน้ำตาลก็ตาม)

นอกเหนือจากนั้น ก็ปรับการกินอย่างมาก เน้นที่ Protein เป็นสารอาหารหลัก ไม่น้อยกว่า 1 กรัม ต่อ นำหนักตัว 1 กิโลกรัม, ไขมัน ที่ไม่ใช่ผ่านการแปรรูป หรือ ผ่านกรรมวิธี, ลดคาร์บเหลือน้อยมาก คือไม่เติมโดยตั้งใจ แต่มาจาก ผัก หรือ ธัญพืชพวกนั้นไม่ว่ากัน และ ตัดน้ำตาลเลย

ก็ทำให้มานั่งคิด อืม เราก็เหมือนคนป่วยจริงๆนะ

แต่ผมกลับคิดใหม่ว่า จริงๆแล้ว ที่ถูกต้อง ต้องเป็น

"เพราะเราดูแลตัวเองแบบคนป่วย เราจะไม่ป่วย"

เพราะผมเชื่อว่าการกินตามแนวทางนี้ โดยยังพยายามกินให้หลากหลาย รับอาหารหลายอย่าง ไม่ใช่กินแบบเดิมๆซ้ำๆ โดยไม่เข้าใจกลไกการทำงานที่แท้จริงของร่างกายต่างหาก ที่จะทำให้เกิดโรค

แต่แน่นอน บทพิสูจน์นี้ มันต้องใช้เวลา เพราะคนอื่น ก็กินแบบ 5 หมู่ มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็ไม่เห็นว่าป่วยกัน (ไม่เห็นว่าป่วย ไม่ได้หมายความว่าไม่ป่วยน่ะสิ อย่างโรค NCD ทั้งหลาย ดูไม่ออกเลยว่าป่วย)

ที่เหลือ ก็เป็นเรื่องของความพยายาม ปฏิบัติตัวให้ได้ต่อเนื่อง แล้วดูผลกันระยะยาว

ไม่ต่างจาก Bitcoin เลย วันนี้ ยังไม่แพร่หลายมาก แต่ว่าเวลา บนหลักการที่ถูกต้อง จะเป็นเครื่องพิสูจน์ด้วยตัวมันเอง

#siamstr #bitcoin #time #health

Replying to Avatar xyzy

1."บริจาคห่วงอลูมิเนียมกระป๋อง เพื่อนำไปทำขาเทียม"

2."บริจาคกล่องนม เพื่อนำไปรีไซเคิลเป็น โต๊ะ เก้าอี้ กระเบื้องมุงหลังคา"

3."บริจาคแก้วพลาสติก เพื่อนำไปรีไซเคิลเป็น บล็อกปูพื้น"

Ok มันทำได้แหละ แต่กระบวนการรีไซเคิลที่ว่านั้น มันมีต้นทุนสูงไม่ใช่หรอ? กว่าจะหลอมได้ขาเทียมจากห่วงอันเล็กๆ อลูมิเนียมแท่งก็มีให้เลือกใช้ ทำไมต้องเป็นห่วงอันเล็ก ส่วนข้อ 2. ข้อ 3. ก็ไม่ต่าง วัสดุที่จะใช้ทำสิ่งเหล่านั้นได้มีให้เลือกใช้มากมาย แถมราคาถูกทำไมไม่ใช้ของพวกนั้น ทำไมต้องเป็นกล่องนม ทำไมต้องเป็นแก้วพลาสติก?

เอ๋หรือว่าแท้จริงแล้ว มีอะไรแอบแฝง?

#askstr #asknoStr #siamstr

มันคือ Project CSR ของบริษัทผู้ผลิตสินค้าเหล่านั้น

1 ได้ภาพว่าช่วยเหลือสังคม ด้วยการลดขยะ, recycle วัสดุ, เอาของที่ผลิตได้ไปช่วยเหลือต่อ บลาๆๆ

2 การทำ CSR ก็คือ เอามาคิดเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ ก็เหมือนได้ PR ฟรีๆเลย

3 วัสดุที่รับมานั้น ต้นทางผลิต ก็คือบริษัทของเค้าเองนั่นแหล่ะ บางอย่างไม่ใช่ 100% แต่ว่า 90% ของบรรจุภัณฑ์เหล่านั้นที่ใช้กันในตลาดมาจากบริษัทนี้บริษัทเดียว ดังนั้น มันก็กลับมาเข้าเค้าเต็มๆเลย ที่ได้ PR ฟรีๆ ได้เพิ่มยอดขาย การตลาดแฝงไปโดยปริยาย

4 คนที่เข้าร่วม ก็ได้ฟินว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยโลก ก็จะวนไปส่งเสริมข้อบนๆใหม่

เอาจริงๆแล้ว ก็ไม่ผิดหรอก ตราบใดที่ระบบมันหมุนไปได้ แปลว่ามันมีจุดที่สมดุลย์ของมันอยู่ตามหลักการตลาดเสรี

ป.ล. เคยเป็นเบื้องหลัง ของ 1 ใน 3 โครงการนั้น เลยอธิบายได้ว่าเป็นเพราะอะไร เบื้องหน้า เบื้องหลังคืออะไร

Replying to Avatar Pong 🟠

ฟังกี่ครั้งก็ยังตกใจ

โค๊ชหนุ่มบอกว่าตอนนี้กลุ่มที่มีปัญหาการเงินมากที่สุดคือ เงินเดือน 70k+ มันเป็นไปแล้ว

เมื่อก่อนปัญหาการเงินมักจะอยู่กับคนรายได้ขั้นต่ำเยอะ ตอนนี้คือคนรายได้กลางค่อยบน (แม้ว่าอีกไม่กี่ปีก็เป็นกลางไม่ค่อยบนแล้วก็ตามจากเงินเฟ้อ)

จริงๆคนเหล่านี้ น่าจะหลุดรอดสภาพความจนได้ด้วยซ้ำ เพราะถ้าเข้าใจกลไกดอกเบี้ยทบต้น หนี้จะเสื่อมสภาพได้เรื่อยๆ แต่ปัญหาอยู่ที่ life style หรือเปล่า หรือถ้าพูดให้ตรงคือการจับจ่าย

เมื่อคนเราเสพติดการเสพอะไรอย่างนึงที่ชอบไปแล้ว มันก็ลำบากนะ วันก่อนเพื่อนผมคนนึงยังบ่นปัญหางานอยู่ว่าตอนนี้แย่มาก แต่อาทิตย์ต่อไป บิน BC เที่ยวยุโรป โอ้วแม่เจ้า แล้วที่คุยกะกรูคืออะไร

ทำงานในอุตสาหกรรมที่ธุรกิจเป็นขาลง ปากบอกไม่ไหว แต่ใจต้องได้เที่ยว 🙃

ถ้าตีกันแบบกลมๆ รายได้ 70k

กินอย่างหรูวันละ 1000 ค่าเดินทาง 300 คูณ 30 = 39,000

ผ่อนคอนโด ผ่อนบ้านซัก 20,000

อืมมม ไม่พอจริงๆ 🤣 หรืออาจจะเฉียดๆ

เอาใหม่ กินแบบคนทั่วไป วันละ 500 เดินทาง 300

ก็คงที่ 24,000 ต่อเดือน

ที่ิิอยู่ 25,000 รวม 49,000

จิปาถะ 10,000 รวม 59,000

ชีวิตดีมากๆแล้วนะ ทำไมไม่พอ(วะ)

ส่วนมากน่าจะไม่พอเพราะค่าใช้จ่ายระหว่างทางมากกว่า อย่างที่โค๊ชบอกไว้ คนกลุ่มนี้ปัญหามาจากการบริโภค ไม่ใช่รายได้

#Siamstr

ปัญหาหลัก คือ "ความรู้ทางด้านการจัดการเงิน" มีน้อย ถึงขั้นไม่มี

เงินเดือนแค่ไหน ก็ไม่พอใช้ เพราะทั่วไป รายจ่าย จะโตขึ้น ตามรายได้ ดังนั้นรายได้เดือนเป็นล้าน แต่บริหารไม่เป็น ก็มีโอกาสพังได้อยู่เช่นกัน (เคยเจอคนที่ใช้เงินเฉลี่ย สองคนรวมกันผัวเมีย เดือนละ 3 ล้านเป็นเรื่องปกติมาแล้ว แต่ก็ยังไม่พังนะ ยอมใจ)

สุดท้ายแล้ว สัตว์โลกย่อม อิอิกำ

Understanding Bitcoin: Challenges and Misconceptions Episode 3

Episode สุดท้ายแล้ว กับประเด็นดังต่อไปนี้

- อัตราการขุดได้เหรียญจะลดลงเรื่อย ๆ ทำให้ network ลดความแข็งแรงลงเรื่อยๆ

- ไม่ต่างจากแชร์ลูกโซ่เท่าไหร่เลย

- ที่บอกว่าไม่มีใครควบคุมได้ มันทำได้ซะที่ไหน

- แกนหลักสำคัญคือ Blockchain ต่างหากที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

- มันไม่ใช่เงินดิจิตอล แต่มันคือการปั่นตัวเลขหาผลประโยชน์ต่างหาก

- เดี๋ยวเจ้ามือก็ทุบเละ

- SEC ไม่เคยรับรอง Bitcoin

- บิตคอยน์ส่งเสริมการไม่เปิดเผยตัวตน (พวกโจรเรียกค่าไถ่ มิจฉาชีพชอบ)

- Quantum computer ทำลาย Bitcoin ได้

- ตัดอินเตอร์เน็ตทั่วโลกพร้อมกันก็ทำลายได้แล้ว

- เมื่อใช้งาน Lightning network กันมากขึ้น โดยละทิ้ง Network layer 1 จะทำให้เกิดความเสี่ยง

- Bitcoin ไม่มีวันทำลาย Fiat ได้

- Bitcoin ETF คือเครื่องมือสร้างความผันผวนให้ Bitcoin

- ประเทศเอลซัลวาดอร์ ล้มเหลวจากการยอมรับใน Bitcoin

- Unix Timestamp กำลังจะหมด

สามารถอ่านตัวเต็มได้ที่ https://bemyblockchain.com/2024-06-understanding-bitcoin-challenges-and-misconception-ep3

#siamstr #bitcoin #BitcoinUnderstanding

Understanding Bitcoin: Challenges and Misconceptions Episode 2

เนื้อหาเข้มข้นมากขึ้นแล้ว ด้วยหัวข้อดังนี้

- บิทคอยน์ คือ ดิจิทัล ลวงโลก

- ใช้ซื้อก๋วยเตี๋ยวปากซอยยังไม่ได้เลย

- คนเข้าไปขุด โดนหลอกให้มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเพื่อช่วยกันทำให้คริปโตฯ นั้นๆ ยังอยู่ได้

- ทองยังมีอรรถประโยชน์อื่น คือ เครื่องประดับแต่ Bitcoin ไม่มี

- ใช้เก็งกำไรอย่างเดียวเลย ไม่มีประโยชน์อื่นแล้ว

- ไม่สามารถจับต้องได้ แตกต่างจากทอง ที่มีของจริงให้จับ

- Bitcoin ไม่มีมูลค่า

- Bitcoin ไม่สามารถรักษามูลค่าได้

- มีความเสี่ยงในการถูกแฮ็ก

- การใช้ทรัพยากรที่เยอะของ BTC ในการขุดเหรียญ การยืนยัน Transaction

- ใช้บิตคอยน์สำหรับธุรกิจด้านมืดอย่างการฟอกเงินหรือการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย

- รัฐบาลในหลายประเทศยังไม่ยอมรับให้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเงินตราที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

สามารถอ่านตัวเต็มได้ที่ https://bemyblockchain.com/2024-06-understanding-bitcoin-challenges-and-misconception-ep2

#siamstr #bitcoin #BitcoinUnderstanding

ประหยัดได้ แต่ต้องมองให้รอบด้านด้วย

วันนี้เอารถยนต์เข้าศูนย์บริการ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามรอบ

ช่างแจ้งว่า ยางแตกลายงาแล้วครับ จะเปลี่ยนเลยมั้ย

แน่นอน ไอเราก็รู้ว่านี่คือ trick up sale ของศูนย์บริการอยู่แล้ว อย่างหนึ่ง ก็เลยให้เค้าเอารายการยางออกไป

เค้าก็ทักว่าแต่อันตรายนะครับ

เราก็ตอบไป ไม่เป็นไรครับ และยิ้มให้หนึ่งที

เจ้าหน้าที่ ก็ดำเนินการส่วนที่เหลือไปตามปกติ

แต่ใช่ นั่นคือสิ่งที่เค้ามองเห็น และทัก แต่เราก็เลือกที่จะประหยัดได้ ถ้าเราเข้าใจเรื่องของยาง

ตอนที่รับรถคืน ผมก็เดินไปเช็คที่ยาง แล้วก็พบว่า แตกลายงาจริงๆ ซึ่งก็ไม่ได้สังเกตมาก่อนเหมือนกัน.......

และขับมาแล้ว 3 ปีเศษ เกือบ 5 หมื่นโล อีกทั้งมีล้อนึง เคยโดนตะปูตำในปีแรก และปะไปแล้วอีกต่างหาก

และเดี๋ยวต้องเดินทางไปต่างจังหวัดด้วย

แต่ก็คิดว่า ไม่เป็นไรหรอก อีกนิด.....

ซึ่งหลังจากที่ออกมาจากศูนย์ ก็พุ่งไปที่ร้านยางต่อเลยในบ่ายวันเดียวกัน

เพราะว่าตอนที่นั่งรอในศูนย์บริการนั้น ได้ทำการค้นหาร้านยางที่น่าเชื่อถือ และไว้ใจได้เอาไว้แล้ว รวมทั้งคุยราคากันเรียบร้อยแล้ว เลือกยางเอาไว้แล้วอย่างดี ระดับ premium เส้นนึง 6500 บาทกันเลยทีเดียว แต่รวม 4 เส้นต่อราคาเหลือ 25,000 บาท

ดูเหมือนจะแพงนะ

แต่อย่าลืม เราขับรถ ฝากชีวิตไว้กับยาง 4 เส้น ที่สัมผัสพื้นถนนเท่านั้น

ถ้าเกิดอะไรขึ้น คิดว่าคุ้มมั้ย?

ถามตัวเองบ่อยๆ คุ้มมั้ย?

เปรียบได้กับการลงทุน ที่เราต้องมองหา "risk reward ratio" ให้เจอ

กรณีนี้ คิดได้ว่า

ถ้าผมเลือก ไม่เปลี่ยนยาง แปลว่าประหยัด 25k ไปได้ อีกระยะนึง เพราะยังไงก็ต้องเปลี่ยน

แต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุ จากยางที่เสื่อมสภาพนั้น เพราะต้องวิ่งออกต่างจังหวัดด้วย คุ้มกับที่ยืดเวลาจ่าย 25k นั้นออกไปจริงหรือ?

แปลความหมายได้ว่า

ถ้าได้ : ได้จ่าย 25k ช้าลงไปอีกนิด

ถ้าเสีย : ทรัพย์สิน ชีวิต?

ไม่คุ้มเลย ไม่มีทางคุ้ม ชีวิตตัวเราคนเดียวก็ไม่คุ้มแล้ว ถ้ามีคนนั่งไปในรถด้วยยิ่งแย่เข้าไปอีก

แต่เราเลือกที่จะประหยัดได้ด้วยการเลือกร้านยางที่ให้ราคาที่ถูก และ ใกล้บ้าน เพื่อให้เราไป สลับยาง ถ่วงล้อ เติมลม ได้ง่ายและสะดวก ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องดูแลอยู่เป็นประจำ เพราะราคายางที่ศูนย์บริการ แพงแน่นอน อีกทั้งยังชาร์ทค่าบริการยิบย่อยอีกมากมาย

ตรงนี้สิที่เราควรประหยัด และ ประหยัด ให้ถูกจุด ถูกเรื่อง

ไม่ใช่จะประหยัดกันไปซะทุกอย่างจนไม่สนเรื่องความเสี่ยงใดๆเลย

ป.ล. ยี่ห้ออื่น ถูกกว่านี้ ก็มี ประหยัดตรงนั้นก็ได้อีกนะ, ก็ใช่ครับ แต่อันนี้เลือก เพราะ นวัตกรรม และ ยี่ห้อ ของยาง รวมทั้งเคยใช้ยางถูกมาแล้วด้วย เลยได้เห็นคุณภาพของยางถูกมาแล้ว และเข้าใจว่าทำไมเค้าขายถูกได้ ครั้งนี้เลยกดของแพงมาเลย

ป.ล.2 การซื้อยางถูก ไม่ใช่เรื่องที่แย่เสมอไป เพราะมองอีกมุมได้ว่า ซื้อยางถูก แต่เปลี่ยนให้เร็วขึ้น ก็คิดแบบนั้นได้เหมือนกัน (แต่ถ้าคำนวณส่วนต่าง ราคายาง ถูกกับแพง ก็ไม่ได้มากขนาดนั้น)

ป.ล.3 ผมมองว่า ถ้าเราเลือกใช้ยางถูก เราก็จะต้องฝากชีวิตไว้กับยางถูกตลอดไป (เพราะเราก็จะเปลี่ยนไปใช้ของถูกอีก เพราะเปลี่ยนบ่อยๆ) จุดนี้สำคัญ เพราะไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุด มีแต่คำตอบที่เหมาะกับตัวบุคคลแต่ละคนที่สุดเท่านั้น ซึ่งแต่ละคนก็ต้องพิจารณากันเอง เราก็สามารถเลือกที่เหมาะกับตัวเองได้ครับ ไม่ได้เชียร์ว่าต้องใช้ของแพง หรือ ถูก เสมอไป

เรื่องนี้น่าสนใจ

https://www.unilad.com/news/money/joe-grand-hacker-bitcoin-youtube-roboform-786198-20240530

Hacker ใช้ Skill เพื่อ Hack เอา Bitcoin ที่ถูก lock จากการลืมรหัสผ่าน มูลค่า $3m (43.6 BTC) ออกมาได้

โดยสรุป ดังนี้เลย

- ลืมรหัสผ่านจริง : รหัสที่ว่านี้คือ "passphrase"

- ตอนนั้นเค้า อยากให้มันปลอดภัย ก็เลยใช้ app auto generate password แล้วเอามาตั้งเป็น passphrase เลย แล้ว เค้าเอารหัสที่ gen มาได้ ไปเก็บใน text file แล้ว encrypt มันอีกที แต่ไม่ได้บอกว่าเกิดอะไรต่อ เดาว่า ทำหาย เหลือแต่ seed words เท่านั้น

- เจ้าของจำได้ว่าใช้ robo form generate unique password

- เลยเกิดกระบวนการ reverse engineer robo form แล้วไปพบว่า robo form ในอดีต มีการสุ่มโดยอิงค่าเวลาเข้ามาด้วย ดังนั้นก็เอา version ที่น่าจะใช่ มา compile ใหม่แล้ว ก็ป้อนเวลาที่คิดว่าจะถูก gen เข้าไป เพื่อ gen unique password ออกมา

- หลังจากที่ลองๆไปจำนวนมากแล้วก็พบว่า พบ passphrase ที่ถูกต้อง จนเปิด wallet ได้

- ขั้นตอนต่างๆ ดูง่าย แต่เชื่อเถอะ ทำจริง ไม่ง่าย และต้องใช้เวลา ความอดทน ที่สูงมากๆ เพราะลองคิดดู ว่า compile version เก่า เพื่อให้รันได้ ก็ต้องเตรียมเครื่องมือ และ environment ต่างๆ ให้เหมาะสมด้วย และเมื่อทำงานได้ ก็ไม่มีทางรู้อีกว่า generate ได้ค่าไหนถึงจะถูกต้อง ก็ต้องเอาไปลองไปเรื่อยๆด้วยเช่นกัน แม้ว่าพวกนี้จะเขียน script ช่วยได้ แต่ก็ต้องเสีย effort มากพอสมควรในการเขียน script ต่างๆ

ป.ล. หลายคนชอบใช้ท่าพิเศษ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ซึ่งไม่ได้บอกว่าไม่ดีนะ มันดีจริง ปลอดภัยจริง แต่ถ้ามีบางจุดที่พลาด จะทำให้ เราเองก็เข้าไปเอาออกมาไม่ได้ด้วย กรณีนี้ เค้าเอารหัสที่ gen มาได้ ไปเก็บใน text file แล้ว encrypt มันอีกที แล้วกรณีนี้ไม่ได้บอกว่า เกิดอะไรขึ้นกับ encrypted file นั้น แต่เดาว่าหายไปพร้อม wallet file เลย จึงเหลือแต่ seed phrase มาถึงตอนนี้ ซึ่งเปิดได้นะ แต่ผิด wallet เพราะขาด seed phrase ที่ถูกต้อง จึงเปิดไปเจอกระเป๋าอื่นแทน

ป.ล.2 นี่คือ hacker ที่หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า hacker คือคนเจาะระบบ จริงๆแล้ว hacker ช่วยตรวจสอบ ค้นหา ความผิดพลาด และสร้างสรรค์งานจากความสามารถที่สูงของตนเอง แต่ว่า Cracker ต่างหาก ที่เป็นคนเจาะระบบ เพื่อทำลาย ขโมย ทำให้สูญเสีย เสียหาย ที่เรียกว่าการ crack แต่แทบทุกสื่อใช้ผิดกันไปหมด ว่า hacker คนคนที่ hack เพื่อขโมย อะไรแบบนั้นซะมากกว่า