Avatar
BeYourCyber
8b8e99eb55ff8fdf3d09fe086e6b4230df3227bd3016e13fb38b01164acb458c

วันนี้ ขอเล่าเรื่องหนักสมองนิดหน่อย แต่เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์มากๆ กับเรื่องของ "ดอกเบี้ย" แต่อย่าพึ่งกังวล จะทำให้เห็นภาพง่ายที่สุด

"หาเงินเพิ่มได้ ถ้าเข้าใจดอกเบี้ย"

เช่น กู้บ้าน ธนาคารคิดดอกเบี้ย 6% และ เราได้เงินก้อน(bonus , งานเสริม ฯลฯ) จะทำอย่างไรดี แน่นอนว่าชาวเน็ตจะตอบเสียงเดียวกัน โปะบ้านเลย 100%

แต่ผมจะชวนให้คิดต่าง ดังนี้

1) เงินสำรองเรามีเท่าไร

บางคนมีเท่าไรโปะบ้านหมด จนไม่เหลือเงินสำรอง เวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน เกินกว่าที่เราคาดเรา เราจะตึงมือทันที ดังนั้น ถ้ายังมีเงินสำรองไม่พอ ให้เราเก็บไว้เป็นเงินสำรองก่อนเสมอ อย่าพึ่งคิดเรื่องดอก หรือ ผลตอบแทน

เงินสำรองที่เหมาะสม คิดได้จาก "ค่าใช้จ่ายต่อเดือน" คูณ "จำนวนเดือน ระหว่าง 6-12" เลือกเอาได้เลย เช่น ค่าใช้จ่ายเดือนละ 30,000 บาท แต่หาเงินลำบาก และงานมั่นคงดี ก็เก็บ 30,000*6 = 180,000 บาท พอ หรือ บางคน ทำงานไม่มั่นคง พร้อมโดนเด้งตลอดเวลา อาจจะ คูณ 12 เลย

เงินสำรองนี้ มีอีกความหมายว่า "ถ้าเงินรายรับที่ควรจะได้ทุกเดือน หายไปทันที เราจะมีเวลาคิด ตั้งหลัก ก่อนหารายรับใหม่ ได้นานเท่าไร" ใครชอบ safe มากน้อยเลือกได้

ส่วนตัวผมเป็นสายอุ่นใจ ก็จะมีไว้ 12 เดือน

ถ้าผ่านข้อนี้ได้ ดูข้อต่อไปได้เลย

2) หากำไรจากเงินก้อนนั้น ได้เท่าไร คิดเป็นกี่ %

เช่น เอาไปฝาก DeFi ได้ APR 10%, เอาไปเปิดลงทุนซื้อขนมปัง ทำ sandwich ขาย ได้กำไรเพิ่มคิดเป็น 20% จากทุนที่ได้ลงไป (หักค่าแรงและทุนทุกอย่างแล้ว)

แบบนี้ คำตอบที่ถูกต้องคือ ต้องเอาไปลงทุน

เพราะ ถ้าเราไม่โปะบ้าน เงินก้อนนั้น เราต้องจ่ายดอกกู้ 6% ต่อปี

แต่ลงทุน DeFi ได้กำไร 10% ต่อปี (แปลว่าเราได้เงินส่วนเพิ่ม 4% ต่อปี)

แต่ลงทุน ขาย sandwich ได้กำไร 20% ต่อรอบ (ขายครั้งเดียวต่อปีพอ) แปลว่าเรามีส่วนต่างกำไร 14% ต่อปี เลยทีเดียว

การบริหารแบบนี้ ทำให้เรามองอีกมุมได้ว่า

"เราได้อยู่บ้านฟรี และ ยังได้เงินเพิ่มจากเงินทุนก้อนนั้นอีก" ที่อยู่ฟรี เพราะเราเอาไปลงทุนได้เงินกำไร เกินกว่าดอกเบี้ยแล้ว + เงินกำไรส่วนต่าง ทำให้เงินทุนเราเพิ่ม

ซึ่งถ้าเราวนเอาเงินส่วนต่าง ไปเพิ่มในการลงทุน ผลการลงทุนในระยะเวลาหลังจากนั้น ก็จะให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีก

---

เพียงแค่ 2 ข้อนี้ ที่ต้องเข้าใจให้ชัดเจน แจ่มแจ้ง เราสามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลายสถานการณ์เลย ไม่ติดกับเพียง การกู้บ้านเท่านั้น

เช่น เราเห็นว่า DeFi ให้ผลตอบแทน 20% APR แต่เราไม่มีทุนเลย ดังนั้น เราก็หากู้เงินจากคนที่เรารู้จัก เพื่อมาลงทุน สมมุติเค้าคิดดอก 5% ต่อปี แปลว่า เราจะได้กำไร 15% ต่อปีเลย และ DeFi ปกติเราทบต้นเพิ่มทุนได้ตลอดเวลา ในขณะที่ฝั่งกู้ ดอกจะ fixed เป็นต่อปี อีกต่างหาก ดังนั้น ส่วนต่างนี้จะเยอะกว่านี้อีก

อีกตัวอย่าง

เงินที่เราเก็บในรูปเงินสด มีเงินเฟ้ออยู่ที่ 4% ต่อปี เราเก็บใน Bitcoin หรือ ทองคำแท่ง ด้วยมูลค่าเท่ากัน และกำหนดให้ ไม่มีคนไล่ซื้อ Bitcoin / ทองคำ เลย แต่ด้วยอำนาจเงินเฟ้อ 4% มันก็จะไป price in ทำให้ Bitcoin / ทองคำ ราคาเพิ่ม 4% โดยธรรมชาติ เรื่อยๆ แม้ว่าไม่มีใครทำอะไรเลยก็ตาม

ในเน็ตชอบแซวกันว่า ถ้าเราซื้อผักมาเก็บไว้ ปีนึงเราก็ได้ส่วนต่างจากเงินเฟ้อที่เราเห็นนั้นแล้ว นั่นคือความคิดที่ถูกต้องแล้วนะ แต่ทำจริงไม่ได้ เพราะ ผัก เนื้อสัตว์ หรือ อาหาร มีอายุการเก็บที่สั้นนั่นเอง

แนวคิดนี้ สามารถนำไปคิดต่อยอดกับเรื่องอื่นๆได้อีกเยอะเลย

ป.ล.ผมผ่านเรื่องพวกนี้มาหมดแล้ว และ ใช้สูตรนี้แหล่ะ ไปหากำไรจากโลก crypto จนมีวันนี้ได้ ดังนั้น proof ให้แล้ว ว่าแนวคิดนี้ มันถูกต้อง และ ใช้ได้ ไม่ได้อ่านเอามาจากตำรา แล้วมาเล่าสู่กันฟังเน้อ

ป.ล.2 เมื่อพูดถึงเรื่องลงทุน แน่นอน ว่า การลงทุนทุกอย่าง ล้วนมีความเสี่ยง ดังนั้น ขอให้ทำความเข้าใจ และคิดถึงเรื่องความเสี่ยงในแง่มุมต่างๆ ให้ครบถ้วนก่อน เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะหลายครั้ง คนก็เลือกเครื่องมือการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง อย่าง UST ก่อนที่จะแตก ได้ APR 21% แบบนิ่งๆ เลยไปเอาเงินของทั้งครอบครัวมา all in เลย แล้ววันที่ UST แตก ก็คือ ล้มทั้งยืนทั้งครอบครัวเลย แบบนี้ ก็ต้องมองให้ขาดด้วย บริหารความเสี่ยงให้ดีๆ อย่ามองแต่ผลตอบแทนแต่เพียงอย่างเดียว

#siamstr #inflation #interest

ช่วงนี้มีความสุขดี กับการ "ใช้ชีวิต"

ทำอะไรที่เราอยากทำ แม้ว่าสิ่งนั้น มันไม่ได้สร้างเงิน หรือ ดูไม่คุ้มค่าทางการเงิน ถ้าเป็นเมื่อก่อน จะบอกว่านี้คืองานที่เสียเวลามาก เอาเวลาไปหาเงินดีกว่า เช่น ทำโยเกิร์ตกินเอง, รดน้ำ พรวนดิน ดูแลต้นไม้รอบบ้าน, ทำตัวเป็นคนที่พร้อม เมื่อคนรอบตัวต้องการ ไม่ใช่ว่ายุ่งแต่กับงาน, ไปนั่งชิลๆ ที่ร้านกาแฟ ร้านต่างๆ ในช่วงกลางวัน วันธรรมดา (คนน้อยดี) ฯลฯ

ได้กินอะไรที่อยากกิน และ เลือกกินเพื่อสุขภาพ ความรู้ ความเชื่อหลายอย่าง ก็เปลี่ยนไปเยอะกับการกิน ทำให้เราเลือกกินอะไรที่เรารู้ว่าดีกับสุขภาพเรา และ ลด ละ เลิก ของที่ทำลายสุขภาพเราลง โดยที่เรายังมีความสุขกับการกินได้เหมือนเดิม มื้อจัดหนัก จัดเต็มตามใจปาก ก็ยังมีอยู่ เพราะเรามีสติรู้ตัว

เที่ยว หรือ เปลี่ยนบรรยากาศได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ไม่ต้องเล็งตารางงาน ไม่ต้องเล็งวันหยุด จริงๆคือสลับกัน วันหยุด หรือ หยุดยาว จะอยู่บ้านมากกว่า เพราะไม่อยากออกไปเจอคนเยอะแยะ เวลาเที่ยว ก็จะเลือกช่วงวันธรรมดา ที่สะดวก สบาย ไม่ต้องรอคิวอะไรต่างๆ

อ่านหนังสือ ตอนนี้เหลือแต่เล่มหนาๆ ระดับ 600++ หน้า ตอนนี้ กำลังอ่าน พระไตรปิฎก ร่วมสมัย ก็ไม่ได้อ่านยากนะ ออกจะเข้าใจง่ายด้วย และทำให้ได้รู้ว่า จริงๆแล้ว พระพุทธเจ้า ก็แนะนำให้กินวันละมื้อ ก็เพื่อสุขภาพเป็นหลักนะ อีกทั้งสนับสนุนให้กินแต่พอดี ไม่เยอะไป ไม่น้อยไปด้วย

นอนไม่ดึกเกินไป สักแถวๆ 4 ทุ่ม ตื่นเช้าๆ ให้เป็นประจำ ส่วนใหญ่ ก็จะตื่นก่อนนาฬิกาจะปลุกเป็นปกติ

ทั้งหมดนี้ เอาจริงๆ ก็ต้องขอบคุณตัวเอง ที่ตั้งใจ ใส่ใจ จริงจัง กับความอยากที่จะเกษียณ และก็ทำได้ในที่สุด

เราไม่รู้หรอกว่าจะมีชีวิตอีกนานเท่าไร แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือ ใช้ชีวิตให้ดี ให้มีความสุข และความสุขนั้นก็จะเผื่อแผ่ไปยังคนรอบๆตัวได้อีกด้วย

ตามที่สัญญา กับปัญหา และ ข้อสงสัย ที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin

ยังมีอีก 2 ตอน เร็วๆนี้ แน่นอน

https://bemyblockchain.com/2024-05-understanding-bitcoin-challenges-and-misconception-ep1

#siamstr #bitcoin #BitcoinUnderstanding

Replying to Avatar chontit

ขอบคุณที่สละเวลาเขียนอธิบายครับ

ผมเข้าใจถึงความปรารถนาดีที่เราอยากจะพัฒนาสังคมบิตคอยน์ในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้นร่วมกันครับ

.

ผมไม่รู้หรอกว่าคุณอยากจะเขียนบทความต่าง ๆ จำนวนมากมายขึ้นมาแล้วเผยแพร่เองทำไมกัน ,, แต่ทำไมเราถึงไม่มาร่วมด้วยช่วยกัน ปิดช่องว่าง หรือเพิ่มเติมข้อมูลให้มันละเอียดครบถ้วนด้วยกันที่แหล่งความรู้เดียวครับ

พี่ ๆ ทีมงาน Rightshift นำทีมโดยอาจารย์ต๊ำ และพี่ตั้มก็มีความตั้งใจจะให้ http://rightshift.to เป็นแหล่งเผยแพร่บิตคอยน์ให้ครบถ้วนในที่เดียวอยู่แล้ว

.

ผมเสียดายความรู้ความสามารถของคุณบีมาก ๆ ถ้าจะมาเพิ่มแหล่งค้นหาข้อมูลบิตคอยน์ และอาจเป็นการเพิ่มข้อมูลที่ (อาจจะ) ไม่ถูกต้องทั้งหมดให้กับบรรดามือใหม่

แทนที่มือใหม่ที่จะเข้ามาในโลกบิตคอยน์จะเจอแหล่งความรู้เดียวที่ “ถูกคัดกรองจากผู้เชี่ยวชาญหรือช่วยกันตรวจสอบร่วมกัน” แล้วว่ามีความถูกต้องที่สุด เพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลาเดินไปผิดทาง แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่คุณบีกำลังทำอยู่มันอาจจะทำให้สถานการณ์มันแย่ลงก็ได้นะครับ (ความเห็นส่วนตัวของผม)

.

ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับประเด็นที่ว่า .. เราควรเสนอทางเลือกที่ “ง่ายสำหรับมือใหม่” มากกว่าการเสนอทางเลือกที่ “ปลอดภัยสำหรับมือใหม่”

ผมเห็นว่าเราควรเสนอทางเลือกที่ทำให้เกิด “ความเหมะสมและปลอดภัยที่สุด” เท่าที่เป็นไปได้จะดีกว่าครับ

.

แล้วถ้ามือใหม่เค้าอ่านแล้วไม่สามารถทำตามได้ ,, ก็แค่กลับไปซื้อ Hardware wallet มาใช้งาน

แค่นั้นเอง

#siamstr

1. ก่อนอื่น ขอบคุณนะครับที่เชิญชวนเข้าร่วมเผยแพร่ใน rightshift และผมก็เห็นชัดเจน ว่าปัจจุบัน rightshift นั้นมีผู้เชี่ยวชาญอยู่มากมาย และมีเนื้อหาเกี่ยวกับ Bitcoin มากที่สุดในไทยแล้ว อันนี้เป็นข้อเท็จจริง ที่สิ้นสงสัยแน่นอน

2. เมื่อคืนก่อน ผมกลับไปทบทวนทั้งคืน ว่าสิ่งที่ผมทำนั้นถูกหรือผิดอย่างไร มีสิ่งที่กวนใจผม คือคำถามที่ว่า

- เราให้ความรู้อย่างบริสุทธิ์ใจ เน้นที่การให้ มากกว่าส่วนเล็กๆ ที่ต้องใช้ reach เพื่อแลก แต่กลับโดนมองว่าลอก content เพียงเพราะมีคนเขียนมาก่อนในเรื่องเดียวกัน เพื่อเอามาหาผลประโยชน์ ทั้งที่เราไม่ได้ทำ เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้นั้นขึ้น เราควรทำต่อไปหรือไม่ เพราะเราทำไปก็ไม่สบายใจ คนอื่นก็ไม่สบายใจ และผลตอบแทนเหล่านั้นไม่มีทางคุ้มค่าความรู้สึกใดๆที่เสียไป

- ถ้ามีบทความภาษาไทย ที่เกี่ยวกับ tails os ขึ้นมาอีกจะต้อง ref rightshift ตลอดไป เหมือนอย่างว่า rightshift เป็นเจ้าของเนื้อหาแต่เพียงผู้เดียวแล้ว หรืออย่างไร ทั้งที่ไม่ได้ลอก หรือได้ idea มาเลยก็ตาม

เป็นสิ่งที่กวนใจผมมาก เพราะจากที่เห็นใน comment ทั้งคุณและท่านอื่น ทำให้ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้นอย่าง

3. ทำไมจึงไม่ควร ให้ความรู้ในเรื่องของ Bitcoin แบบ อิสระ จากหลากหลายผู้คน แต่กลับพยายามรวมศูนย์กลับมาที่ rightshift เท่านั้นล่ะ?

ผมมองว่าทุกคนมีอิสระที่จะพูด (และใช่ ควรรับผิดชอบอย่างเต็มที่ในสิ่งที่ตัวเองพูดด้วย) การให้ความรู้จากพื้นที่ที่หลากหลาย คนที่หลากหลาย และช่วยเหลือส่งเสริมกัน โต้แย้งกันได้ เปิดใจคุยกัน น่าจะดีกว่า

เป็นความจริง ความรู้บางเรื่องที่เผยแพร่ที่อื่น อาจจะไม่สมบูรณ์ ไม่ถูกต้อง และเป็นความจริงว่าที่ rightshift มีผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอย่างเข้มข้นก่อนเผยแพร่ ทุกเนื้อหา แต่ผมมองว่า หากเกิดความรู้ที่ไหนที่ไม่ถูกต้องแล้ว เราแค่ช่วยกันให้ความรู้ แบ่งปันกัน โดยทักกัน และอธิบายกันดีๆ แนะนำกัน ผมว่าแบบนี้น่าจะดีกว่ารึเปล่า ผมอาจจะโลกสวยไปหน่อย

มากกว่าจะดึงกลับมาควบคุม และผมมองว่าแบบนั้นจะดูสร้างสรรค์และน่าอยู่ กว่ามากเลย

เพราะถ้ารวมศูนย์กลับมา rightshift ก็คือ centralized company (ตามที่ผมเข้าใจ ก็จดเป็นบริษัทนะ) ที่ผมมองว่าเริ่มทำตัวเป็นเจ้าของพื้นที่ Bitcoin ในภาษาไทย แต่เพียงผู้เดียว ถ้าคุณไม่คิด แต่คนนอกอย่างผม คิดนะ เหมือนกับที่คุณมองได้ว่า ผมเขียน content โดยอิง idea จาก rightshift มา เพื่อหาแสง หรือหาผลประโยชน์ แฝง ทั้งที่ความเป็นจริง ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ฉันใดฉันนั้น

4. ฟังดูเหมือนผมเปิดศึกกับ rightshift นะ ที่พูดขนาดนี้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผมก็มีสิทธิ์ ที่จะพูด และตั้งคำถามเหมือนกัน แต่ใจจริงไม่อยากเปิดศึกอะไรเลย เอาเวลาไปใช้ชีวิตกันเถอะ เราควรจะใช้ชีวิตที่ดีๆกันทุกๆคน

แต่ผมก็คิดไปแล้วแหล่ะ ว่าหลังจากนี้ ผมจะเขียนถึง Bitcoin เป็นภาษาไทยเพื่อเผยแพร่ในช่องทางของผม อีกเรื่องเดียวเท่านั้น คือ Understanding Bitcoin: Challenges and Misconceptions ทั้ง 3 episodes เพราะได้เคยสัญญากับตัวเองและหลายคนเอาไว้แล้ว รวมทั้งเขียนเสร็จหมดแล้ว และแน่นอน ผมก็ไม่คิดว่ามันจะถูกต้อง 100% เอาเป็นว่าเท่าที่องค์ความรู้ผมมีในปัจจุบัน

ครั้งนี้ผมก็ยินดีว่าจะเกิดการช่วยกันสร้างสรรค์ ต่อ และแก้ไขในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อย่างสวยงาม เพราะผมก็จะได้เรียนรู้ต่อไปด้วยเช่นกัน แต่... ถึงจะไม่เป็นอย่างนั้น และไปเจอแขวนหรือแขวะแทน ผมก็คงต้องหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องต่อไปอยู่ดี เพราะคงห้ามใครไม่ได้ ผมยอมรับเรื่องความแตกต่างตรงนั้น

ที่ตัดสินใจแบบนั้น เพราะเห็นว่าไม่คุ้มเลย ที่เราทำอยู่แบบนี้ แล้วก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ศุ้ไปใช้ชีวิตเราให้ดีๆ แบบที่เราอยากใช้ดีกว่า ทุกคนก็ควรจะเป็นอย่างนั้นด้วยเช่นกัน

ต่อจากนี้ก็ต้องฝาก และเป็นกำลังใจให้ rightshift ให้เดินหน้าเหมือนอย่างที่เป็นมาต่อไป และผมก็ยังติดตามต่อเหมือนเดิมแน่นอน

ขอฝากคนอื่น ที่จะเขียนถึง Bitcoin เป็นภาษาไทย ให้เอาเหตุการณ์ ครั้งนี้เป็นตัวอย่าง และคิดให้ดีๆก่อนที่จะลุกขึ้นมาเขียนเพื่อให้ความรู้ในเรื่อง Bitcoin เป็นภาษาไทย ว่า check rightshift ก่อนทุกครั้ง ถ้ามีเนื้อหาเหมือน หรือใกล้เคียงกัน อย่าเขียน เพื่อป้องกันสถานการณ์ แบบนี้อีก

5. การบ้านข้อแรก ผมตรวจสอบแล้วนะครับTails OS USB Live หรือ DVD Live ไม่มีการเขียนข้อมูลอะไรตลอด session ลงใน flash drive ทั้งสิ้น ทั้งหมด load จาก USB drive เข้าใน RAM และทำงานบน RAM ทั้งหมด (ไม่อย่างนั้น DVD version คงทำงานไม่ได้เพราะ read only, แต่เราคงไม่ต้องหา DVD version มาใช้กันใช่มั้ย? ) และหลังจากการ shutdown ก็มีกระบวนการ PELD เพื่อล้างข้อมูลเกือบทั้งหมด หรืออย่างน้อยสิ่งสำคัญทั้งหลายออกไปด้วย เพื่อป้องกัน cold boot attack ซึ่งมีมาตั้งแต่ design เลย อ้างอิง https://tails.net/contribute/design/

ดังนั้นสิ่งที่ผมคิด และบทความที่เขียนแบบนั้น ถูกต้องแล้วตามที่ผมคิดตั้งแต่แรก มีความปลอดภัยเพียงพอแล้ว และไม่ยากเกินความจำเป็นสำหรับผู้อ่าน

และตรวจสอบแล้วว่า solution ที่ผมได้เขียนนั้น ยังอยู่บนมาตรฐานที่ใช้งานได้จริง และยังยอมรับได้ในปัจจุบันอีกด้วย ผมยังไม่เจอว่า Electrum wallet มี security threat ในเรื่องใดโดยเฉพาะ seed words

6. เรื่องการทำเรื่องยากให้เข้าใจง่าย หรือ "ถ้าเข้าใจเรื่องยากที่ถูกต้องไม่ได้ก็ไม่ต้องทำเลย ไปซื้อสำเร็จเลยดีกว่า" ผมยังมองต่างนะ

เพราะผมต้องขอบคุณหลายคน หลายบทความ ใน internet ที่ได้แปลงเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ทำให้คนอย่างผมจากที่ไม่รู้เรื่อง เริ่มเข้าใจ และเริ่มลงลึกลงไปเรื่อยๆ ไปต่อยอดได้ด้วยตัวเองเมื่อต้องการ (ไม่ใช่แค่เรื่อง Bitcoin แต่หมายถึงองค์ความรู้ในทุกๆเรื่อง)

เพราะผมไม่ใช่คนเก่ง ที่จะต้อง do it hard way เสมอ ยอมรับตรงๆเลย และหลายเรื่อง หลายครั้งที่เริ่มต้นแบบ hard way ผมจะท้อแ ละเลิกศึกษาไปเลย เพราะผมคิดว่าเรื่องนั้นมันเกินความสามารถของเราเกินไป ผมจึงพยายามเขียนให้คนแบบผมในอดีต มาอ่านแล้วเรียนรู้ เข้าใจ เพื่อต่อยอดได้ ผมยังเชื่อแบบนั้นอยู่ และนั่นคือความตั้งใจ รวมทั้งยังเป็นสิ่งที่ยึดถือด้วย ผมเชื่อว่าคนแบบผมยังมีอีกเยอะ ที่ไม่เข้าใจในเรื่องยากๆได้ตั้งแต่ตอนเริ่มต้น เพราะสุดท้ายคนที่เค้าไปต่อยอด และเก่งกว่าผม จนสำเร็จก็มีมากมาย ที่เค้ากลับมาขอบคุณที่ผมอธิบายเรื่องยากให้ดูง่ายในตอนที่เค้าเริ่มต้นในตอนนั้น

แต่ใช่ เราต้องไม่ชุ่ย ให้ความรู้แบบมั่วซั่ว แบบผิดทางหลงเข้าป่า แล้วบอกว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง อันนี้ผมก็รับไม่ได้เหมือนกัน และไม่คิดว่าจะทำแบบนั้นด้วย

7. ผมกลับมา publish content อีกครั้ง เพราะตรวจสอบแล้วว่าไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างที่มีข้อพิจารณาแต่อย่างใด และในส่วนของ Seed phrase ผมได้เพิ่มเติมเพื่อแยกว่า ว่า Electrum standard นั้นมีข้อดีข้อเสียแตกต่างจาก BIP39 อย่างไรในเนื้อหา เพื่อป้องกันผู้ใช้สับสน

8. เพื่อให้สบายใจ ว่าได้ถูก ref บทความ ถึง rightshift แล้ว ผมได้เขียนเพิ่มเติม สำหรับใครต้องการ สร้าง seed words ของตัวเองแบบไม่อิงกับ Electrum standard แต่ใช้ BIP39 แทนบน Elecrtrum ให้อ่านจากทาง rightshift ได้โดยตรง เพราะผมก็ไม่เห็นประโยชน์ที่จะเขียนซ้ำในจุดนี้ขึ้นมา แต่ผมจะไม่ ref บทความเรื่องการสร้าง secure drive บน Tails OS เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องทำให้ยุ่งยาก และกลับเป็น interface ที่เพิ่มความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้ อันเนื่องมาจากถูก physical attack และนำไป reverse engineer เพื่อ crack encrypt drive ออก (แม้จะมีโอกาสน้อยก็ตาม)

ขอบคุณครับ

เบื้องต้น ได้รับแจ้งว่าเนื้อหายังไม่สมบูรณ์มากเพียงพอ โดย

- มีข้อที่ทำให้เป็นความเสี่ยง อันเนื่องจาก wallet file ที่เขียนใน flash drive จำเป็นต้องตรวจสอบว่า Tails OS ได้ลบทิ้งด้วยการ full write พื้นที่ temporary area ตรงนั้นไปหรือไม่ หากไม่มี อาจจะถูก scan disk เจอไฟล์ wallet ได้

- การ Generate seed word บน Electrum standard คุ้มค่าจริงหรือไม่ เมื่อเทียบกับ BIP 39 ที่มี wallet compatible เยอะกว่ามาก

- หากเลือกใช้ BIP 39 โดยการ generate แบบที่ปลอดภัย วิธีการใดบ้าง ที่สามารถถ่ายทอดให้ผู้อ่าน เข้าใจได้ง่าย และ สามารถใช้งานได้ง่าย (balance ระหว่างความเข้าใจ และทำตามได้ไม่ยากเกินไป โดยยังมีความปลอดภัยมากที่สุดอยู่)

ดังนั้น ผมตัดสินใจ ระงับการเผยแพร่เนื้อหานี้ก่อน จนกว่าประเด็นต่างๆจะได้คำตอบที่ชัดเจนจนสิ้นสงสัยครับ

Replying to Avatar chontit

ผมไม่ติดใจอะไรในเนื้อหาบทความนะ ☺️

… แต่มันคงจะดีกว่านี้หากว่าเจ้าของบทความได้มีการกล่าวถึงบทความ “แนวนี้” ที่เคยมีคนเขียนไว้แล้ว ,, (ไม่ได้พูดถึงประเด็นลิขสิทธิ์อะไรหรอก แต่มันควรเป็นมารยาทหรือป่าวนะ ?) 🫣

และอาจจะกล่าวว่า.. บทความนี้เป็นการเสนอแนะอีกทางเลือกนึงในการใช้ Electrum สร้าง Cold wallet ด้วย Flashdrive (เผื่อมีคนสนใจ จะได้มีหลาย ๆ ทางเลือก) ✅

ข้อพิจารณาของผมสำหรับ “บทความนี้” ก็คือ

- สร้าง seedphrase ด้วย Electrum มันไม่เป็น BIP39 Standard นั่นหมายถึงมันอาจจะไม่สามารถที่จะ Recovery ด้วย HW หลาย ๆ รุ่นได้ ทำให้ยุ่งยากในการประยุกต์ใช้งาน Seedphrase ,, เผื่อใครอยากนำ Seedphrase ที่สร้างไปใช้กับ Hardware wallet มันก็จะเจอปัญหา

- ไม่ได้มีการสร้างส่วนของ Drive ที่เข้ารหัส และรู้สึกว่าผู้เขียนยังมีความประมาทเรื่องการกู้ข้อมูลหรืออาจจะโดน Hack ข้อมูลจาก Flashdrive อยู่ (มันทำได้นะ ถึงแม้ว่าจะทำได้ยาก)

- สิ่งที่ควรเน้นย้ำเลยก็คือ แฟลชไดวฟ์ที่ถูกมาทำแบบนี้แล้ว ไม่ควรนำไป Format แล้วใช้งานต่อในชีวิตประจำวัน การทำลายก็ควรจะทุบทิ้งให้ละเอียด ,, เราไม่ควรปล่อยให้มีช่องว่างแห่งความไม่ปลอดภัย ไม่จะเพียง 0.001% ก็ตาม

สุดท้าย … ผมก็ขอพูดอีกครั้งว่าไม่ได้ติดใจอะไรในบทความนี้ แต่รู้สึกเหมือนโดนขโมยไอเดียโดยไม่ได้มีการกล่าวถึงบทความดั้งเดิม 55555 🧡

#siamstr nostr:note19zed7u9ke26emdaq42pqlw0sgnfuzu9tflrhu7cpl2mmfp5q79xqkmvzw6

สวัสดีครับ

ขอพื้นที่ สำหรับการชี้แจงดังนี้ครับผม อาจจะยาวหน่อยนะครับ แต่เพื่อรายละเอียดที่ครบถ้วนครับ

จากที่ได้อ่าน comment นี้ ทำให้เห็นจุดที่ point ถึงปัญหาว่า "แฟลชไดวฟ์ที่ถูกมาทำแบบนี้แล้ว ไม่ควรนำไป Format แล้วใช้งานต่อในชีวิตประจำวัน " ทำให้ผมไล่คิดต่อว่า ถูกต้อง นี่คือประเด็นที่น่าจะเป็นปัญหาได้จริง ดังนั้น เบื้องต้น ผมเอาบทความนี้ลงก่อนโดยทันที เพราะนี่มีความเป็นไปได้สูงมาก ที่มีความเสี่ยงจริง เพื่อไม่ให้เนื้อหากระจายออกไปมากกว่าปัจจุบัน

ขยายความเพิ่มเติม เผื่อใครที่ไม่เข้าใจ... ในประเด็นข้างบน

จริงอยู่ที่ทุกครั้งที่ reboot OS แล้ว จะเหมือนได้ OS ใหม่ทั้งหมด แต่ว่าเราไม่มีทางรู้ได้ว่า พื้นที่ที่ electrum ได้เขียน wallet ไฟล์ลงไปนั้นคือตรงไหน และถ้า Tails OS ไม่มี mechanism ในการลบข้อมูลทั้งหมดตรงนั้น ด้วยการ write ข้อมูลทับก่อนปิดระบบไป แปลว่ามีสิทธ์ที่จะถูกนำไป scan disk เพื่อ recover wallet กลับมาได้จริงๆ อันนี้คือข้อบกพร่องในจุดนี้ ในประเด็นที่กล่าวถึง (อันนี้ขอรับเป็นการบ้านในการตรวจสอบให้แน่ชัดในลำดับถัดไป)

ส่วนเรื่องของ BIP 39 กับ Electrum standard ส่วนตัวผมมองเป็นกลางอยู่ ไม่โอนเอียงทาง BIP 39 แต่ว่าที่อธิบายมานั้นเป็นความจริง ก็คือ BIP 39 Compatible กับ wallet แทบจะทุกอันที่มีในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ซึ่งแตกต่างจาก Electrum standard ที่ต้องใช้แต่กลับ electrum เท่านั้น ในประเด็นนี้ไม่มีความสงสัยครับ แต่ว่าที่ในบทความยังเลือกที่จะใช้ Electrum standard เพราะ Electrum เค้ามีเหตุผล ดังที่อธิบายในนี้ครับ https://electrum.readthedocs.io/en/latest/seedphrase.html ในส่วน "In order to eliminate the dependency on a fixed wordlist, the master private key and the version number are both obtained by hashes of the UTF8 normalized seed phrase." ผมก็อาจจะคิดว่าเค้าน่าจะรักษามาตรฐานไปได้ (มี Bias ตามเหตุผลที่เค้าอธิบาย) และถ้าเราไม่ได้จะใช้งาน wallet อื่นแทน electrum ก็คิดว่าเราควรจะยึดตาม electrum standard เพื่อให้มั่นใจว่าจะ compatible กันไปได้ในอนาคตอีกด้วย อันนี้คือมุมมองของผมในเรื่องนี้ครับ ในเนื้อหาจึงเลือก Electrum standard

และอีกสิ่งนึง ที่ไม่ได้ comment ถึงที่นี่ แต่มีการ comment ใน facebook และตรงกับที่ผมยังแอบติดใจอยู่ ตั้งแต่ตอนที่เขียนบทความ นั่นก็คือกระบวนการ Generate seed words ของ Electrum ใน Tails OS ว่า "เราก็กำลังเชื่อใจใน Electrum UI อยู่เหมือนกันนะ"

โดยตอนที่เขียนบทความ ผมยังคิดอยู่ว่าเราจะเลือก BIP39 และใช้ 24 คำดีมั้ยนะ แต่อีกสิ่งนึงที่ผมตัดสินใจไม่เลือก BIP 39 มาใช้ในบทความเนื่องจาก ผมคิดว่าการที่เราเอา BIP39 มาใช้ จะเป็นการเพิ่มความยุ่งยากในการทำความเข้าใจมากขึ้นอีกมากพอสมควร เพราะเนื้อหาโดยรวมนั้น จริงๆแล้ว ถือว่าเป็นเนื้อหาที่เข้าใจได้ยากโดยทั้งหมดอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์

อย่างไรก็ดี ในประเด็นนี้ ผมถือว่าเป็นการบ้าน ที่ผมต้องเอาไปคิดต่อว่า จะหาจุดที่กลมกล่อม ระหว่างความปลอดภัย กับ ความไม่ยุ่งยากเกินไปในความเข้าใจ ในเรื่องนี้ ได้อย่างไร เพื่อให้คนอ่านไม่เกิดความสับสน จนเลิกอ่านไปก่อน

และเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่ผม serious ที่สุด ก็คือส่วนที่ผมไม่ได้ ref ต้นฉบับมาจาก rightshift หรือ ไม่ได้ให้เครดิต rightshift ที่กำลังเป็นหัวข้อที่ทำให้ไม่สบายใจนั้น

ขออธิบายโดยสัจจริงว่า idea ของบทความนี้ จุดเริ่มต้นจริงๆ มาจากการดูใน youtube หลายๆ clip จากของต่างประเทศครับ ไม่ได้อ่านมาจาก rightshift เลย อันนี้ผมเสียใจมาก ที่่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันตรงนี้เกิดขึ้น และ ก็ต้องขออภัยเอาไว้ ณ ตรงนี้ด้วยครับ ที่ทำให้ไม่สบายใจในเรื่องนี้

โดยสัจจริงผมจำได้ว่า ในตอนที่ research ในตอนที่เขียน มีส่วนนึงที่ได้อ่านมาจาก https://rightshift.to/2023/chontit/8738/ แต่ว่าอ่านแบบ skim เลย เพราะเห็นว่าใช้การ encrypt drive ซึ่งแนวทางที่ผมเขียนนั้น ไม่ได้ใช้การ encrypt drive เพราะมองอีกมุมหนึ่งว่าหาก USB ถูกขโมยไป และ reverse engineer ออกมา (แม้ว่ามีการเข้ารหัสแล้วก็ตาม) ก็จะกลับเป็นความเสี่ยงแทน จึงไม่ได้อ่านละเอียดทั้งหมด และปิดเนื้อหานั้นไป จบแค่นี้เลย

คือได้รับรู้ว่า มี rightshift เขียนบทความแล้วนะ แต่ผมเลือกที่จะไม่อ่านโดยละเอียด เหตุผลหลัก ก็คือ ถ้าเราอ่านละเอียด เป็นไปได้สูงว่าตอนที่เราเขียนเนื้อหา จะมีกลิ่นอายของต้นฉบับติดมาด้วย อันนี้คือสิ่งที่ผมเป็นกังวลตามปกติทุกครั้งในการเขียนเนื้อหา

ผมเป็นคนนึงที่เป็น content writer มานาน (ไม่ได้ทำเป็นอาชีพนะ) พยายามให้ความรู้ที่ถูกต้อง พยายามวางตัวเป็นกลาง ดังนั้นผมค่อนข้าง serious มากในการที่จะไม่ลอกเนื้อหาของใครมาเขียน เพราะผมเองเข้าใจเป็นอย่างดี ว่าคนที่เขียนเนื้อหาทุกคน ล้วนได้ทุ่มเท ความตั้งใจ เวลา(ซึ่งเป็นของหายาก ราคาแพง และมีจำกัด) เพื่อมาสร้างสรรค์บทความ ดังนั้นการ copy content มา ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยเป็นอย่างยิ่ง

แต่ผมก็ยอมรับ ว่าผมไม่ได้เก่งมากๆ จนกระทั่งนึก content ขึ้นมาแล้วก็เขียนได้ทุกครั้ง หลายครั้ง มี idea ตั้งต้นมาจากแหล่งอื่น แต่ว่าในเนื้อหา ผมจะเขียนขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ตามความเข้าใจ และ ตั้งใจให้เป็นอีกหนึ่ง original content

แต่สำหรับเนื้อหานี้ ด้วยความสัจจริง ไม่ได้ copy หรือพยายามจะเลียนแบบเนื้อหาแต่อย่างใด ข้อพิสูจน์ที่ชัดแจ้ง ก็คือจุดที่ผมได้มองข้ามเรื่อง temporary wallet file ตามที่ได้ comment มานั่นเองครับ เพราะถ้าได้อ่านมาแล้ว ผมน่าจะมองเรื่องนี้ได้ชัดเจนอย่างที่ได้กำลัง comment ตอบอยู่ในตอนนี้ครับผม

ก็คงต้องขออภัยที่ทำให้ท่านผู้เขียน original content และ อีกหลายๆท่านที่ได้อ่าน original content ของทาง rightshift ไม่สบายใจ ไว้ ณ ตรงนี้ด้วยจริงๆครับ

ก็เป็นอีกหนึ่งบทเรียน ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ ว่าโลกนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องเรียนรู้ และหาคำตอบกันต่อไป และผมก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมจากการเขียนบทความครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

การเรียนรู้นึงที่สำคัญของผม ก็มาจาก rightshift ด้วยเช่นกัน เมื่อสองเดือนก่อน ผมได้เริ่มอ่าน content rightshift มาเรื่อยๆ โดยมีความตั้งใจจะอ่านให้ครบทุกบทความเลย โดยเริ่มย้อนจากบทความที่เก่าที่สุด https://rightshift.to/2022/jakkrapan/707/ เมื่ออ่านจบ ก็กด next ไปเรื่อยๆ ไปยังบทความถัดไป โดยปัจจุบันถึงเพียง https://rightshift.to/2022/perthpawat/3809/ เท่านั้น ดังนั้น เนื้อหาที่คล้ายกับบทความที่ผมเขียน จึงยังไม่ได้อ่านครับ

ขอบคุณที่ได้ comment และ original content ด้วยนะครับ ยังไงผมต้องได้อ่านเต็มๆแน่นอน เพื่อให้คุ้มค่ากับเวลาที่ได้เสียสละเขียนมาอย่างตั้งใจ ระหว่างนี้ ก็ขอไปทำการบ้านเพิ่มเติมก่อนครับ

ขอบคุณครับ

แปลง Flash drive เป็น Bitcoin Cold Wallet ด้วย Tails OS + Electrum

เป็นบทความที่บรรจงเขียน และใส่ใจในรายละเอียด ทุกขั้นตอน เพื่อให้คนอ่านทำความเข้าใจ และไปทำตามได้ รวมทั้งใส่รายละเอียดในแต่ละขั้น เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ว่ากำลังทำอะไร เพื่ออะไร

อย่างน้อย ก็จะถูกใช้ เพื่อ remind ตัวเองในอนาคต ว่าการนำเข้าเอาออก มีขั้นตอนอย่างไร โดยใช้เพียงแค่ flash drive เท่านั้น ก็เก็บ Cold Wallet ได้อย่างปลอดภัยแล้ว

https://bemyblockchain.com/2024-05-transform-flash-drive-to-bitcoin-cold-wallet-by-tails-os-electrum

#siamstr #bitcoin #coldwallet #tailsos #electrum

ความสุขกลับมาเรียบง่ายมากขึ้น

เมื่อก่อน ทำโยเกิร์ตกินเอง แล้วพบว่า ขั้นตอนเยอะมาก ข้าวของก็ใช้เยอะมาก (ต้องลวกฆ่าเชื้อภาชนะทุกชิ้น + วัดอุณหภูมินมตลอด) แล้วทำได้แต่ช่วงหัวค่ำอีก เพราะต้องบ่มข้ามคืน เพื่อให้เหมาะจะเข้าตู้เย็นได้ จนทำไปได้สักพัก ก็เลิก เพราะตอนนั้นทำงานก็เหนื่อยแล้วแล้วไหนจะต้องมาเสียเวลาทำแบบบรรจงอีก เอาเงินไปซื้อเค้าเถอะ แล้วเอาเวลาไปหาเงินดีกว่า

.....

วันเวลาก็ผ่านไป ....

ตอนนี้ เป็นช่วงเวลาที่ผม "ตั้งใจใช้ชีวิตให้ดี" เพราะมีอิสรภาพในหลายเรื่องแล้ว ซึ่งผมตระหนักมาตลอด "อิสรภาพ ราคาแพง" และผมก็มีความสามารถพอที่จะใช้ชีวิตแบบนั้นแล้ว จากสิ่งที่ได้รับจากตลาด Crypto ในช่วง 2020 รวมกับ DeFi และความเข้าใจใน Bitcoin อย่างแท้จริง

ตอนนี้ก็เลย กลับมาทำโยเกิร์ตอีกครั้ง แต่ผมกลับพบว่า จริงๆแล้ว มันก็ไม่ได้ใช้เวลาอะไรมาก(เพราะเราไม่ต้องไปเร่งรีบทำงานอะไรอีกต่อไป) และเราก็สนุกที่จะได้ทำ อีกทั้งเราไม่ต้องมานั่งคิดว่า ไปซื้อเค้าดีกว่า ง่ายกว่า เพราะเราทำเอง เราได้รู้องค์ประกอบทั้งกระบวนการ ทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งได้กิน และลดขยะให้โลกได้นิดนึงด้วย ประหยัดเงินได้หน่อย และใช้เวลาชีวิตที่มีค่า ที่เราทำอะไรที่อยากทำ เช่นโยเกิร์ต

การทำโยเกิร์ตก็เลยมีความสุขขึ้นมาก และไม่คิดว่าเป็นความลำบากอีกต่อไป

สุดท้าย ความสุข มันก็คือเรื่องของมุมมอง ที่เรามีต่อกิจกรรมใดๆที่อยู่รอบตัวเรา ถ้าเราตัดเรื่องการดิ้นรนทำงาน เพื่อหาเงินวนๆไป ออกไป เราจะเริ่มมีความสุขกับการใช้ชีวิตมากขึ้น โดยกิจกรรมนั้น ไม่ต้องเป็นกิจกรรมอะไรที่ใหญ่โตเลยก็ตาม เราก็มีความสุขได้

และเมื่อเรามีความสุขแล้ว คนรอบตัวเรา ก็จะได้รับแบ่งปันความสุขนั้นๆด้วยเช่นกัน

#siamstr #yogurt #bitcoin #defi #crypto

เมื่อวานให้ Tip เรื่องการใช้ credit card ไปแล้ว วันนี้ขอบ่นหน่อย คือ ถ้าเป็นไปได้อย่าสมัครบัตรเครดิต UOB เพราะว่า ห่วยไม่หยุดหย่อนเลยจริงๆ

ไล่เรียงได้ตามนี้เลย

- บัตร ตัด online หลายสกุลไม่ได้ เช่น เดือนนี้มีการตัดยอดที่เป็น USD แล้วเอาไปตัด EUR ก็จะตัดไม่ผ่าน ต้องโทรไปขอปลด

- การปลด ให้ตัดได้หลายสกุลเงิน มีอายุ30 วัน ดังนั้น เดือนหน้า ต้องโทรไปขอปลดใหม่ ลองคิดว่ารายการที่ตัดนั้นเป็น recurring ดูสิ ต้องโทรไป call center เดือนละครั้ง

- ยอดไหน ที่ตัดไม่ผ่าน จะไม่มี SMS หรือ notification แจ้งเตือนอะไรทั้งสิ้น จะไปรู้อีกที ก็คือต้นทางที่เค้าพยายามตัด alert มาบอกนั่นแหล่ะ แต่ถ้ายอดที่ตัดผ่าน มี SMS แจ้งบ้าง เหมือนจะไม่ครบทุกยอด

- ตัวเองมี app แต่ว่าดันให้ลูกค้าไปรับ transaction alert ผ่าน Line Application ซึ่งตลกมาก คำถามคือ ทำไมต้องให้ Line รู้ข้อมูลทางการเงินของเรา? แล้วทำไมหลายธนาคาร ชอบให้ลูกค้าไปรับ transaction alert ผ่านทาง Line message? ไม่ได้คิดถึงเรื่อง privacy ใดๆบ้างหรือ? เพราะ line คือ คนที่จะรู้ financial information ของลูกค้า ของทุกธนาคารที่ไป partner ด้วย เรื่องแค่นี้ธนาคารคิดไม่ได้? หรือเพราะว่าได้รับสินตอบแทนใดๆเบื้องหลัง ถึงได้ยอมเปิดเผยข้อมูลของลูกค้า? ก็น่าคิดเหมือนกัน

- หลังจาก merge CITI เข้ามา กลายเป็นติดต่อยากไปอีก ตอนนี้ ฝากเบอร์ไว้กับระบบ ระบบแจ้งว่าให้รอติดต่อกลับ ไม่เกิน 3 วัน ทำให้คิดถึง DeFi ขึ้นมาเลย ทำงานตรงไปตรงมา ไม่ต้องรอ Call Center อะไร มีเรื่องอะไรก็แจ้งทีม support ได้ แป้บเดียวรู้เรื่อง นี่แหล่ะหนา การทำงานของ Traditional Finance

- ยอดบางยอด ทั้งที่ตัดเป็น USD มาทุกเดือน อยู่ๆ ก็เริ่มตัดไม่ได้ขึ้นมา ยังไม่รู้สาเหตุ

แนะนำเลย เลือกบัตรอื่นได้ ให้รีบหนีไป

ก่อนนี้เคยใช้บัตร KTC มาโดยตลอด ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย แล้วลองตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ UOB เท่านั้นแหล่ะ มีปัญหาทุกเดือน มีอะไร surprise ตลอดเวลา แบบไม่เคยเจอมาก่อนกับบัตรอื่นๆ ส่วนตัวก็มีบัตรอื่นๆอีก 6-7 ใบนะ และใช้บัตรเครดิตมานานเป็น 10 ปี++ ก็ยังไม่เคยเจออะไรที่ป่วงได้แบบนี้เลย และไม่ได้ว่าพึ่งเป็นนะ แต่เป็นมานานแล้ว และยิ่งผ่านไป ยิ่งป่วงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สุดท้ายทางออกที่ดีที่สุด คือ ย้าย transaction ออกไปตัดบัตรอื่น สักพัก น่าจะย้ายไปครบแหล่ะ เพราะบัตร UOB คงแทบไม่เหลืออะไรให้ตัดได้ โดยไม่รู้สาเหตุ 555 งง แท้ เพราะเท่าที่ดูเดือนนี้ ถ้าย้ายออก ก็เหลือครึ่งเดียวละ จากเดือนนึงประมาณ เกือบ 30 ยอด recurring

#siamstr

หนึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์​ ที่แสดงว่า เสรีภาพ ในการแสดงความเห็น ถูกริดรอน!

เราเปลี่ยนระบบไม่ได้ และเราต้องไม่พยายามเปลี่ยนด้วย แต่เราเปลี่ยนตัวเองได้ เอาตัวเองออกจากระบบห่วยๆนี้เรื่อยๆ แล้วเราจะเป็นคนที่ลอยอยู่เหนือปัญหาในท้ายที่สุด

ขอคุยเรื่องเงิน #fiat หน่อยนะ เป็นเทคนิค การใช้บัตรเครดิต เวลาไปต่างประเทศ หรือ ใช้สกุลต่างประเทศ online

1) ตอนนี้มีบัตรเครดิต Crypto ให้เราใช้แบบไม่มีค่าธรรมเนียมแล้วนะ ชื่อ Cypher ที่จริงบัตรพวกนี้มีมานานแล้วแต่ว่าส่วนใหญ่จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมทั้งรายเดือนหรือรายปี ​และเวลารูดโดนขาร์ทแพงด้วย

บัตรพวกนี้เรียกให้ถูกต้อง เรียกว่า debit card จะถูกต้องกว่า เพราะมันต้องเติมเงินเข้าไปก่อนถึงจะมีวงเงินให้ใช้งานได้

ข้อดีของบัตรนี้คือ

- Load เงินเข้าเป็น USDC ไม่เสีย fee เลย (จ่ายค่า gas ตอนสั่ง transfer ตาม onchain tx ทั่วไป)​

- ตัดบัตรเหมือนบัตร credit ในสกุล USD ไม่เสีย fee

- ตัดบัตรสกุลอื่น ไม่เสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม มีแค่อัตราการแปลงสกุลเงิน ตามปกติ ประมาณ 2.5% อันนี้เดี๋ยวอธิบายต่อทีหลัง

- ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี

- กด ATM charge 1% แยกจากที่ bank charge อีกที

2) บัตรเครดิตไทย ปกติ

เหมาะสำหรับตัดค่าใช้จ่ายสกุลบาท เพราะไม่มีค่าธรรมเนียมแปลงเรท เว้น DCC fee 1% ที่เค้าจะเก็บแล้วโดนเบรคไปก่อน

เราจะโดนเก็บเงินเพิ่มอีก 1% (DCC fee) เมื่อเข้าข่ายครบ "ทุกข้อ" ตามนี้

- บัตรออกโดยธนาคาร หรือ สถาบันการเงินของไทย โดยมีรูปหน้าบัตรเป็น Visa หรีอ Master Card (ไม่สนใจว่าจะเป็น Debit หรือ Credit)

- รูดเป็นหน่วย "บาท"

- ผู้ให้บริการนั้นๆคือ ต่างชาติ (ไม่ได้จดบริษัท ในไทย) โดยไม่สนใจ ว่า online หรือ หน้าร้านก็ตาม นับหมด รวมทั้งไปกด ATM ที่ต่างประเทศ แต่เลือกให้ตัดเงินเป็น บาท ก็เข้าเงื่อนไขด้วย

แต่ตอนนี้โดน ธปท เบรคไว้ก่อน

3) บัตร travel card ต่างๆ

พวกนี้ก็เป็นบัตรเดบิตเช่นเดียวกันเพราะว่าเราต้องเติมเงินเข้าไปก่อน บางบัตรจำเป็นต้องซื้อสกุลเงินของประเทศนั้นๆเอาไว้ก่อนแต่บางบัตรก็ไม่ต้องเติมเป็นเงินบาทรอไว้ก็พอ

ข้อดีของบัตรพวกนี้ก็คือเราไม่ต้องเสีย ค่าธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน 2.5% แม้ว่าเราจะจ่ายค่าใช้จ่ายด้วย สกุลเงินท้องถิ่นของต่างประเทศนั้นๆก็ตาม

4) ค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน 2.5%,DCC Rate

อัตราการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน 2.5% อันนี้ไม่ใช่ DCC Rate นะ มันคือ fee ส่วนเพิ่มสำหรับการบันทึกสกุลเงินต่างประเทศ เช่น เราใช้บัตรไทย ตัดค่าใช้จ่าย $2.99 หลังจากนั้น 2-3 วัน ธนาคารจะบันทึกยอดเงินบาทสุทธิ ตรงนี้แหล่ะ ที่โดนเพิ่ม 2.5% จากยอด แต่อีกกรณีนึงคือ ค่าใช้จ่าย $2.99 แต่เราให้หน้าเว็บแปลงเป็นบาทเลย คือ 115.06 บาท นี่คือเรทที่ โดน DCC rate มาแล้ว 4% จากปกติคูณค่าเงินจะต้องโดนเพียง 110.63 บาท แต่ข้อดีคือ เราจ่ายที่เลขนี้เลย ไม่ต้องไปลุ้นอีกทีหลังว่าจะจ่ายเรทไหนแน่​ และไม่มี 2.5% แล้ว และแบบนี้ไม่โดน DCC fee

สรุป

- ตัดบัตรค่าใช้จ่าย ที่เรียกเก็บเป็น USD ใช้ cypher ดีที่สุด ถ้าสกุลอื่น คิดว่าน่าจะพอกันคือเรียกเก็บการแปลงเรท 2.5% หรือเลือกใช้ Travel card เพื่อลด 2.5% นี้ลง

- ตัดบัตรค่าใช้จ่ายที่เป็นบาท จากผู้ให้บริการไทย ใช้บัตรไทยเลยถูกสุด ได้แต้ม ได้ benefit ตามหน้าบัตร

- ตัดบัตรค่าใช้จ่ายที่เป็นบาท จากผู้ให้บริการต่างประเทศ พยายามหาว่ามีให้เลือกสกุลเป็นสกุลอื่นหรือไม่ ถ้ามีก็ใช้สกุลนั้น บนบัตร cypher ถ้าไม่มีก็ใช้ cypher จะไม่โดน DCC Rate 1% เพิ่ม(ถ้า ธปท ไฟเขียวให้ชาร์ท)​

- พยายามเลือกสกุลท้องถิ่นเสมอ บางเว็บจะมีให้เลือก หรือการรูดบัตรเค้าจะให้เราเลือก เรา​ควรเลือกสกุลเงินท้องถิ่นของเค้าเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยง DCC Rate ที่แพงระยับเลย ยอมโดน 2.5% ดีกว่า

- ถ้าค่าใช้จ่ายต้องตัดสกุลท้องถิ่นและแปลงกลับเป็นบาทอีกที ใช้พวกบัตร travel card จ่าย เพราะไม่โดน 2.5%

ตอนนี้ก็ต้องนั่งคิด นั่งเปลี่ยนบัตรอยู่ ใบไหน เพมาะกับอะไร ยังไง ถึงจ่ายค่าธรรมเนียมแฝงน้อยที่สุด

ป.ล. ไม่คุยกันเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มาจากการใช้บัตร cypher นะ เรื่องนี้ อีกยาวววว แต่ลองไปอ่านประมวลรัษฎากร​ มาตรา 41 น่าจะเข้าใจมากขึ้น

#siamstr #creditcards #debitcard #dccrate #dccfee #cypher

Understanding Bitcoin: Challenges and Misconceptions

จบที่ 94 หน้า ขนาด A5 ที่ font size 12 นับที่ Text ล้วน

แบ่งเป็น 3 Episodes แบ่งเป็น Episode ละ 1 เดือน

อาทิตย์หน้า EP 1 มาแน่นอน ถ้า publish แล้ว จะเอา URL มาแปะอีกที

แนวทางการหาเงิน Fiat พร้อมเก็บความมั่งคั่งไว้ใน Bitcoin

แนวทางของ DeFi ทำให้มีช่องทางการหาเงินได้มาก และ หลากหลายมากขึ้น อาจจะด้วยเป็นยุคของการเริ่มต้น DeFi เอง และคนจำนวนมากยังไม่พร้อมที่จะเข้ามาหาประโยชน์จากตรงนี้ออกไป แต่ใครที่เรียนรู้ก่อน เริ่มก่อน ก็เก็บโอกาสนี้ไปก่อน

เอาแบบ ง่ายที่สุด เริ่มต้นด้วยการซื้อ Bitcoin

จากนั้น เราก็ค่อยเอามาหาประโยชน์โดยการเอาไปฝากใน DeFi แต่ว่า การฝากเฉยๆนั้น ดอกเบี้ยฝาก ต่ำมาก ดังนั้น เราก็เริ่มการ Leverage โดยการกู้ USDT ออกมา จากนั้น ก็หาจังหวะที่ Bitcoin ราคาต่ำ ก็เอาเงินที่กู้ เข้าไปซื้อ Bitcoin นั้นออกมา

ดอกเบี้ยเงินกู้ 4% ต่อปี สมมุติเราต้องกู้มา 1 เดือน เท่ากับเราต้องจ่ายดอกเบี้ย 0.333% ในช่วงนั้น นี่คือ ต้นทุนที่เราต้องจ่ายออก ดังนั้น ขอแค่เพียง Bitcoin กำไรมากกว่านี้ ในช่วงที่เราซื้อมาถือ ก็คือ กำไรแล้ว (ถ้า CEX คิดค่าธรรมเนียม 0.1+0.1% ดังนั้น เราจะต้องให้ bitcoin ขึ้นเกินกว่า 0.533%)

แต่เราต่างรู้ว่า Bitcoin ราคาใน Fiat จะขึ้นได้มากกว่านั้น และเช่นกัน โดยปกติ ราคา Bitcoin สวิงได้มากกว่านั้นอยู่แล้ว

คิดที่ฐานเลย ว่า Bitcoin ราคาจะขึ้น 15% ต่อปี

ดังนั้นเรากู้มาซื้อ Bitcoin เพิ่ม 1 ปี เราจ่ายดอก 4% ราคา BTC แพงขึ้น 15% แปลว่าเรากำไร 11% ซึ่ง 11% นี้คือส่วนเงินเกิน ที่เรากู้ออกมาจาก BTC เดิมที่เรามีในมือ เช่น เดิม เรามี 1 BTC value 60000 USDT และเรากู้ออกมา 30000 USDT จะได้ว่า กำไร 15% ของ 60000 + กำไร 11% ของ 30000 USDT นั่นเอง

ทั้งที่ทุนเริ่มต้นเรามี 1 BTC ที่ 60000 บาทเท่านั้นเอง

ความน่ากังวลของการทำแบบนี้ก็คือ platform ที่เราฝาก Bitcoin ต้องไม่หายไปตลอดเวลาที่เราทำท่านี้ (counter party risk) ดังนั้น ถ้าเป็น DeFi ที่รันบน Smart Contract แล้วเรามีการ monitor การเปลี่ยนแปลงของ Smart contract ตลอด ก็น่าเชื่อได้ว่ามันควรจะปลอดภัยดีตลอดการทำท่านี้ การเลือกใช้เจ้าใดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญด้วย

ถ้าบอกว่ามีท่าอื่นอีกมั้ย ก็มีอีกหลายท่าเลยแหล่ะ อย่างเช่น

- ทำท่าตามที่เล่าไป แต่ว่าวน loop มากกว่า 1 รอบ คือ ฝาก BTC > กู้ USDT > ซื้อ BTC > ฝาก BTC > กู้ USDT วนไป แบบนี้คือการ Leverage เหมือน Futures position ที่มี leverage เป็นตัวคูณนั่นแหล่ะ ไม่ต่างกัน

- ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มาเก็งกำไรเงินบาท เพราะตอนนี้ บาทกำลังอ่อน ก็เอา USDT มาขาย แล้วตอนที่บาทแข็งก็ค่อยไปซื้อมาคืน แต่ต้องระวังบาทแข็งน้อยกว่า 4% ต่อปี อาจจะแพ้ดอกที่กู้มาได้

- กู้เงิน Fiat มาซื้อ Bitcoin อย่าง จำนองบ้าน ตอนนี้ดอกเบี้ยจำนอง 7% ต่อปี , Bitcoin ราคาขึ้น 15% ต่อปี ดังนั้นเราจะกำไร 8% ต่อปี (นี่แหล่ะ ที่มาของคำว่า ขายบ้าน ขายรถมาซื้อ คือหลักการนี้แหล่ะ)

- ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มา จากนั้น แบ่งครึ่งนึงไปซื้อ BTC จากนั้น เอา USDT + BTC ไปเข้า Provide liquidity ตาม DEX ต่างๆ ถ้าราคายังขึ้นไปเกินกรอบที่เรากำหนดเอาไว้ เราก็ได้ APR ตลอดช่วงเวลานั้น ถ้าราคาหลุดกรอบล่างก็ได้ BTC เพิ่ม USDT หมดมือ ถ้า BTC หลุดกรอบบน ก็ได้ USDT กลับคืนมา ทั้งหมด

- ฝาก BTC แล้ว กู้ USDT มา แล้วหาที่ฝากที่จ่ายดอกแพงกว่าต้นทุนที่กู้มา

วิธีหาเงินเยอะแยะไปหมดเลย เสี่ยงมากน้อย กำไรมากน้อย ชอบแบบไหน ก็เลือกกันเองได้เลย

หรือว่า อยู่ในโลก Fiat ต่อไป ให้กำไรติดลบไปเรื่อยๆ คือฝากเงินได้ดอก 0.25% แต่เงินเฟ้อ 4.6% คือกำไร -4.35% ต่อปี ก็ได้เหมือนกัน ทุกคนมีอิสระในการเลือก ไม่มีใครบังคับใครได้

#siamstr #bitcoin #fiat #DeFi

Replying to Avatar satuser

https://satuser.gitbook.io/the-genesis-book-th-beta-841031/chapter-6-ecash-and-trustless-time-stamps/a-chain-of-roots

จบ Chapter 6 🌳⛓️

#thegenesisbook #th

#claudestr #siamstr

ปล.สรุปคือไม่ได้เลือก chatGPT แต่เลือก Claude จากลักษณะฐานข้อมูลทางภาษาที่กว้างกว่า , ขอบคุณ nostr:npub13w8fn664l78a70gflcyxu66zxr0nyfaaxqtwz0an3vq3vjktgkxqt9fle3 ที่ช่วยแนะนำ prompt มากๆครับ 💜🙏

ปลล. วันนี้น่าจะจบ Chapter 10 , สาธุ nostr:note1c3pgz2jcesv9882dzkpqd2k609r7nuufn0tuw6cdeq3kwrt8hpwst0xpmh

ยอดเยี่ยมครับ ไม่ใช่อะไรนะ

เป็นคนขี้เกียจคนนึงเหมือนกัน ขี้เกียจแม้กระทั่งจะเอาไปให้ AI แปล ฮ่าๆๆ

ตามอ่านอยู่ ค่อยๆอ่านเก็บๆไปเรื่อยๆ

ถ้าในเคส BN จะโดนบล็อก(แค่) URL จริง ๆ เราไปเปลี่ยนแค่ DNS ก็น่าจะใช้งานต่อได้นะครับ

ใช้ Chrome เข้าไปที่ตั้งค่า > ความเป็นส่วนตัว (Privacy and Security) > ความปลอดภัย (Seucure) > ขั้นสูง (Advanced) แล้วไปเลือก DNS

- ตั้งค่า DNS เองได้

- ใช้ของ Cloudflare (1.1.1.1)

- ใช้ของ Google

ใช้ iOS เข้าไปที่ตั้งค่า > Wi-Fi > เลือก Wi-Fi ทีาเชื่อมต่อ > ลงไปข้างล่างจะมี Config DNS

- เปลี่ยนเป็น Manual แล้วกำหนด DNS เอง

- ใช้ของ Cloudflare (1.1.1.1)

- ใช้ของ Google (8.8.8.8)

ส่วน VPN ของคนไทยมี BullVPN (โปรโมทจากช่อง 9arm) ส่วนตัวยังไม่เคยใช้นะครับ

ปล. จะใช้งาน VPN ลองศึกษาก่อนดี ๆ นะครับหาที่เสียเงินมาใช้ ไม่แน่นำพวกของฟรี ในกรณีที่เรามุดโซนไปเล่นเกมเซิฟที่เขาบล็อก IP คนไทย หรือเข้าเว็บโป้ เราจะใช้ VPN แบบไหนก็ได้ แต่ในกรณีที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว ให้หาตัวที่มีดี ๆ หน่อยนะครับ

ปล. 2 ถ้าหากเราเป็นบุคคลต้องสงสัยจริง ๆ ยังไงหน่วยงานก็สามารถไปตามเอาข้อมูลของเราจากผู้ให้บริการ VPN ได้อยู่ดี

ไม่ควรใช้ VPN ของไทย เพราะต้องประกอบกิจการภายใต้ พรบ คอม เก็บข้อมูลแหลก

ควรใช้ VPN จากผู้ให้บริการจากประเทศที่มีการปกป้องข้อมูลผู้ใช้ระดับสูงด้วย แบบประมาณว่า หมายศาลมา ก็ให้ไม่ได้ เพราะไม่ได้เก็บไว้แต่แรก

และถ้าจะเอาสูงกว่านั้นคือ ใช้ VPN ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม five eyes ด้วยจะเป็นการดี (หลังๆนี่มียัน 14 eyes นู่น)​

ดูตามนี้ครับ

https://restoreprivacy.com/vpn/reviews/​

แล้วจะรู้เลย จริงๆ VPN มีรายละเอียดจุกจิกเยอะมากๆเลยนะ

ถ้าให้ผมสรุปง่ายๆ สั้นๆ จากที่ research ซ้อนเค้ามาอีกที สรุปเลือก surfshark เพราะ ถูก ดี เร็ว ไม่ง่อย มี node ในไทยแบบ native มี static ip แบบ share โดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม ไม่จำกัด device

ถ้าได้ราคาตอนมีส่วนลดด้วยจะดีมาก ถูกมากมาย

ทั้งหมด ควรแปลต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เลย มันจะจำได้ไม่ต้องเขียน prompt ใหม่

และถ้ามันแปลให้เราแล้ว เมื่อเราเกลาเสร็จ เราเอาตัวที่เกลาแล้ว ใส่กลับเข้าไปด้วย แล้วบอกว่า ผลลัพท์ที่ให้แปลได้ อยากให้เป็นลักษณะดังต่อไปนี้ แล้วมันก็จะจำ

จากนั้น ก็ใส่เนื้อหาใหม่ให้แปลต่อไปได้เลย มันจะดีขึ้น ไม่ 100% แต่ถ้าเละกว่าเดิม ก็ย้อนไปจุดก่อนให้มันเรียนรู้ แล้วให้แปลต่อเลย

จัดไป จ่ายเหมือนกัน คุ้มอยู่นะ

เอาจริง จบงานเดียวนี้ได้ ประหยัดเวลาเราไปเยอะก็คุ้มแล้ว

Replying to Avatar satuser

https://satuser.gitbook.io/the-genesis-book-th-beta-840821/

วางโครงเสร็จแล้ว

ต่อไปคือใส่ติ่ง reference (เขาเรียกว่าอะไรน้อ)

ปล.ท่านใดสนใจร่วมแปลด้วยกัน dm มาได้เลยนะค้าบ 😅🙏

#siamstr #thegenesisbook #translate #gitbook

https://chat.openai.com สมัครแล้ว copy เนื้อหาเข้าไปทีละบท

อาจจะขึ้น prompt ว่า

You have understand in Bitcoin and Economic very well. Do translate below content to thai, make it easy to understanding for whom don't understand well in economic and bitcoin. Target to Thai readers. Full translate don't skip or summarize except make it more understanding.

แล้วก็วางเนื้อหาเข้าไปเลย ทีละบท

ถ้าจ่ายเงินแล้วใช้ GPT 4 จะแปลได้เร็ว และดีกว่าครับ แต่ 3.5 ก็พอไหว อาจจะต้องเกลาเยอะหน่อย