Avatar
BeYourCyber
8b8e99eb55ff8fdf3d09fe086e6b4230df3227bd3016e13fb38b01164acb458c
Replying to Avatar satuser

https://satuser.gitbook.io/the-genesis-book-th-beta-840821/

วางโครงเสร็จแล้ว

ต่อไปคือใส่ติ่ง reference (เขาเรียกว่าอะไรน้อ)

ปล.ท่านใดสนใจร่วมแปลด้วยกัน dm มาได้เลยนะค้าบ 😅🙏

#siamstr #thegenesisbook #translate #gitbook

ส่ง ChatGPT แปล ด้วย prompt ดีๆ แล้วเราเอามาปรับๆนิดๆน่าจะเร็ว​กว่านะครับ

Replying to Avatar Siamstr Update

ทัวร์จะลงไหม...? 😅

"โปรเจคคริปโต คือระบบเงินเฟียตแบบย่อส่วน"

.

จุดเริ่มต้นของโปรเจคคริปโตล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากจุดประสงค์ที่ดี

เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คน เช่นเดียวกับรัฐบาลที่มุ่งแก้ปัญหาของประชาชน และสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนๆกันคือ อำนาจที่รวมศูนย์จากการตัดสินใจโดยคนกลุ่มเดียวนั้น

ทำให้การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว สามารถสร้างผลกระทบต่อไปเรื่อยๆ ได้อย่างไม่จบสิ้น

.

เมื่อมีการโครงการเกิดขึ้น มันจำเป็นต้องอาศัยเงินทุน

ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีสกุลเงินดิจิทัลหรือโทเค็นเกิดขึ้นในระบบ

สิ่งที่น่าสนใจคือ กลไกและนโยบายการเงินของโทเค็นเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นโดยผู้สร้างโปรเจคเอง ว่าจะนำไปใช้อย่างไร

ซึ่งหากทุกอย่างยังคงเป็นไปตามแผนเริ่มต้น

ผู้เข้าร่วมก็ย่อมตระหนักถึงความเสี่ยงที่พวกเขาสามารถยอมรับได้

.

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งคือ โปรเจคมักปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์อยู่เสมอ

และบางส่วนของการปรับเปลี่ยนก็กระทบต่อรายได้ของผู้ใช้งาน

อาทิเช่น การขายไอเทม ที่ให้รับผลตอบแทนมากขึ้น

การแจกไอเทมที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ให้กับทีมงาน หรือ ผู้ใช้งานใหม่ หรือ แม้กระทั่งการ Staking ที่ทำให้ผู้ถือโทเค็นจำนวนมากได้รับผลตอบแทนเพิ่มโดยไม่ต้องลงแรง

ขณะที่คนอื่นๆต้องสร้าง Productivity ของตัวเองเพื่อให้ได้โทเค็นมา

.

เมื่อถึงจุดหนึ่ง กลุ่มที่ถือโทเค็นจำนวนมากและได้รับผลตอบแทนฟรีๆเหล่านั้น ก็จะทำการเทขายทิ้งเพื่อเก็บเกี่ยวรายได้ ในทุกราคา โดยที่พวกเขาไม่ได้รู้สึกเสียดาย เพราะไม่ต้องใช้ความพยายามในการหามันมา

.

หากระบบดูเหมือนจะไปต่อไม่ได้

ผู้ดูแลก็สามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ได้อย่างเผด็จการ เพื่อความอยู่รอด

โดยไม่สนใจว่าผู้ใช้งานจะได้รับผลกระทบ หรือ ต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง

.

#siamstrupdate #บิตคอยน์ #เศรษฐกิจ #คริปโต #siamstr

ใช่แล้ว

แต่มี ส่วนที่ทำงานได้ดีกว่า Fiat นั่นคือ smart contract

เพราะ smart contract นั้นคือตัวที่แสดงความชัดเจน ว่ากฎเกณฑ์ของ crypto ตัวนั้นเป็นอย่างไร สิทธ์ และ อำนาจอยู่ในมือของใคร ยังไง ตอนนี้ใครถือมากน้อยเท่าไร และ สร้างเพิ่มได้มั้ย ยังไง

เราในฐานะผู้ใช้งาน เราเลือกได้ว่าจะไปต่อกับ smart contract ตัวไหน และ เลือกได้ว่า smart contract ตัวไหน ไม่เหมาะกับเรา

และเมื่อเขียนกฎลง smart contract บันทึกลง blockchain มันก็จะเป็นไปแบบนั้น ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้อีก (เว้น proxy implementation ที่ upgrade ได้ภายหลัง)

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ transparency เพราะว่า public blockchain เราจึงสามารถตรวจสอบ และเฝ้าติดตามได้ทุกการกระทำ ในทุกๆ token ที่สร้างขึ้นมา ซึ่งแตกต่างจาก Fiat ค่อนข้างมาก เพราะต้องเชื่อใจเอาอย่างเดียว ถึงมี Audit เราก็ต้องไปเชื่อใจ Audit อีก สุดท้ายก็แตกตอนจบได้ง่ายๆเลย ทั้งที่ audit มาตลอดทาง แต่ว่า crypto เราคือคน audit เองได้ตลอดเวลา ดังนั้น ก็ไม่ต้องเชื่อใจใครอีกต่อไป ส่วนเรื่องการ mint เพิ่ม ถ้าทำโดยไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ตกลงกันไว้ ก็จะโดนเท ทำให้ project ตายได้ในเวลาข้ามคืนได้เลย

และถ้าคุณได้เข้ามาลองใช้งานใน #DeFi จะพบอีกเรื่องนึง ก็คือ "ไม่มีการกู้ยืมเกินกว่าหลักประกันแบบ Fiat" (ยกเว้นการกู้ยืมเพื่อไปเปิด position ในระบบปิด ซึ่งสามารถ leverage เกินกว่า ที่เรามีหลักประกันได้ แต่ว่าจะ isolate อยู่ในระบบปิดเท่านั้น ถ้าขาดทุนจน liquidate จะเป็น zero sum game เสมอ) ดังนั้น ทุกคนที่ต้องการกู้จะต้องมีหลักประกันเกินว่ามูลค่าที่กู้ยืมตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นกระบวนการ Liquidate จะเกิดขึ้นทันที

และแน่นอน ทั้งหมดนี้เป็นไปตามการทำงานของ Smart contract นั่นเอง

ดังนั้น ผมว่ามันคือการจำลองระบบการเงิน การธนาคาร เข้ามาไว้ใน smart contract กันเลยทีเดียว

วันนี้ Binance Launch Pool เปิด Launch pool ตัวใหม่ REZ

และจากข้อมูลที่ผมเก็บมาย้อนหลัง ไล่ไป เกือบ 10 รอบที่ผ่านมา ทุกครั้ง ให้ผลตอบแทนหลักหมื่นเปอร์เซ็นต์ต่อปีทุกครั้ง

หมื่นเปอร์เซ็นต์ต่อปี ? มาจากการที่ผม กู้ BNB จาก DeFi platform ต่างๆ เพื่อเอามาเข้า Binance Launch pool และ เมื่อจบรอบ ก็คืน BNB + ดอกเบี้ยสำหรับการกู้ในรอบนั้นๆ (เป็น BNB) และ ตีว่า ดอกเบี้ยที่จ่ายตรงนี้คือทุน จากนั้นก็เอาไปหากำไรต่ออีกทีว่า เมื่อได้ free token ออกมาแล้วเอาไปขาย เรายังมีกำไรเหลือเท่าไร ซึ่ง ก็จะออกมาหลัก ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา launch pool ที่รันอยู่ ประมาณ 3-7 วัน แล้วแต่รอบ ตีออกมา ก็จะได้เป็นหมื่นเปอร์เซ็นต์ต่อปี

ซึ่งในช่วงเวลา launch pool นั้น หากเราไม่กู้ BNB เพื่อไปเข้า launch pool เราก็ยังสามารถเอา BNB / FDUSD มาฝากตาม DeFi ได้ จะได้ดอกอยู่แถวๆ 50-100% ต่อปี แล้วแต่ช่วง

ดังนั้น การเอา BNB / FDUSD ในมือไปเข้า Launch pool จึงได้กำไรเยอะที่สุด เมื่อเทียบกับทางเลือกที่มีอยู่

ตามหลักการ เงินฟรี คือเงินฟรี ได้มากน้อยก็คือเงินฟรี

ถ้าจะเพิ่มความยาก และ ความโลภขึ้นไปอีก ก็คือ เอา Idle asset มาฝาก แล้วกู้ BNB เพิ่ม อย่างเช่น Bitcoin , Ethereum อะไรที่ถือเอาไว้เฉยๆ ก็ฝากเข้าไป แล้วกู้ BNB ออกมาไปเข้า Launch pool

สำหรับความเสี่ยง ก็ขึ้นอยู่กับระดับความรู้ใน Smart Contract เช่นเดียวกับ ที่เราเข้าใจเรื่อง Bitcoin เลย คือเราเข้าใจมาก อ่านโค้ดได้ เลือก Platform เป็น ความเสี่ยงจะต่ำลง เพราะ DeFi ทำงานตาม Smart Contract กับอีกส่วนก็คือ Binance เองนั่นแหล่ะ เพราะเราต้องเอา Asset ไปวางไว้เฉยๆ

อย่าพึ่งปิดกันตัวเองจากการเรียนรู้ เมื่อเรามีความรู้ เราก็จะหาเงินได้ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางหาเงินด้วยเช่นกัน

มีคนที่รู้จัก ได้ทีนึงหลักล้านบาทนะ แต่อันนั้นคือ port ใหญ่จริง ก็ต้องยอมเค้าแหล่ะ

#siamstr #DeFi

ผมประเมินว่า ต้องเป็นแบบนั้น เพราะถ้าทำมากกว่านั้น คือการ block การโอนออกด้วย นี่คือ ชาวโลก crypto ทั้งไทยและต่างประเทศ ร่วมประนาม กลต ไทยแน่นอน

อีกทั้งการทำแบบนั้น ผมคิดว่า น่าจะละเมิดสิทธ์คนไทยอย่างร้ายแรงแล้วนะ

แค่ทำแค่นี้ ยังมีคนคิดจะไปฟ้อง กลต ถ้าทำขนาดนั้น ผมเริ่มคิดว่าอาจจะไปร่วมแจมด้วยอีกคนก็เป็นได้

เมื่อวาน US อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือการทำสงครามใน ยูเครนอีก $61bn เลยสงสัยว่า สถานะปัจจุบัน เค้ายังเป็นหนี้อยู่มากมาย ทำไมไม่เอาเงินตรงนั้นมาจ่ายหนี้ก่อนนะ?

รู้สึกเหมือนคนเป็นหนี้บัตรเครดิต แล้วก็กู้อีกบัตรไปจ่ายบัตรที่กำลังจะถึง due แล้วก็เปลี่ยนบัตรใหม่ กู้บัตรใหม่ไปโปะของเก่าไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาสถานะ credit ยังไงไม่รู้

นี่ถ้าใครกู้บัตรเครดิตมาทำแบบนี้ ไม่เกิน 2 ปี รู้เรื่องแน่นอน ทำไมเค้าทำได้นะ

#siamstr

ส่วนตัวคิดว่า block จริง แต่แนวทางเหมือนที่ block web pornhub และอื่นๆ คือไป ทำที่ DNS resolver ของทุก ISP ในไทย เขียนรายละเอียดเพิ่มเติมไว้แล้วครับ เพราะดูแล้วหลายคนยังมีความเข้าใจผิด บางมุมอยู่

https://coracle.social/notes/nevent1qy88wumn8ghj7mn0wvhxcmmv9uq3xamnwvaz7tm0venxx6rpd9hzuur4vghszxrhwden5te0wfjkccte9eekjctdwd68ytnrdakj7qpq02l9n5mdjpzaq7axczj5s7j3ufyesne2k260ac8jfhl29m0avnqsl5e8pq

ตอนแรกไม่ได้คิดเลย

และไม่คิดเลยว่าจะยาวขนาดนี้ มาดูตอนเสร็จครบทุกหัวข้อนี่ล่ะ เขียนไปได้

แต่เดี๋ยวอาจจะลองดูอีกทีว่ารวมเล่มหลัง release หมดเลยจะดีมั้ย น่าคิดเหมือนกัน

Series บทความ "ปัญหาของ Bitcoin (และคำอธิบาย)" ที่จะ public ให้อ่านฟรีทั้งหมด draft เสร็จแล้ว!

ตัวอย่าง ปัญหา Bitcoin

- ไม่สามารถเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of Exchange)

- ไม่สามารถเป็นมาตรฐานในการใช้วัดมูลค่า (Unit of Account)

- ไม่สามารถเป็นเครื่องมือรักษามูลค่า (Store of Value)

- ความเสี่ยงให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะเงินฝืด (Deflation)

- ปริมาณเงินมีปริมาณคงที่ไม่สามารถปรับปริมาณเงินให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจได้

- ระบบที่ไม่มีผู้ดูแลเสถียรภาพทางการเงินจะไม่สามารถสร้างความมั่นใจในระบบการเงินในยามวิกฤตได้

- ใช้บิตคอยน์สำหรับธุรกิจด้านมืดอย่างการฟอกเงินหรือการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย

- ความเสี่ยงในการถูก Hack

- บิทคอยน์ คือ ดิจิทัล ลวงโลก

- แชร์ลูกโซ่

- ไม่มีใครควบคุมได้ มันทำได้ซะที่ไหน

- เดี๋ยวจ้าวก็ทุบเละ

- ตัดอินเตอร์เน็ตทั่วโลกพร้อมกันก็ทำลายได้แล้ว

และอื่นๆ อีกมากมาย..... (นี่แค่ส่วนนึง)

นั่งเขียนมานานเป็นเดือน ตอนนี้คิดว่าตอบได้ครบหัวข้อแล้ว

copy เอามาใส่ word ด้วย font size 12 โดยทั้งหมด มีแต่ Text กับหัวข้อ ไม่มีรูปประกอบเลยแม้แต่รูปเดียว

ยาว 38 หน้า A4 !

นี่เราทำอะไรลงไป.....

รอชม จะ release มาในเดือนพฤษภาคมนี้ แน่นอน

ตอนนี้ขอไป review ขัดเกลา และสลับจัดลำดับ เนื้อหาอีกทีก่อน

#siamstr #bitcoin #BitcoinUnderstanding

download program มาแล้วใช้งานได้เลยครับ เหมือน VPN นี่แหล่ะ https://one.one.one.one ได้หลาย device และ ฟรี

ก.ล.ต. ไทย จะระงับการเข้าถึง Crypto Exchange ที่ไม่ได้รับอนุญาต​จาก ก.ล.ต. เอาจริง ไม่ใช่ fake news

อ้างอิง https://www.sec.or.th/TH/Pages/News_Detail.aspx?SECID=10732

การดำเนินการ : คิดว่าจะประสานกระทรวง DE ให้ดำเนินการ

วิธิการดำเนินการ : คิดว่าทำเหมือนกับการปิดเว็บ pornhub และอื่นๆ

ระยะเวลา : ไม่ทราบ

Target : ไม่ชัดเจน

- Binance ไม่มีการแถลงอะไรในเรื่องนี้ ดังนั้นคิดว่าใช้งานต่อได้ เพราะถ้า Binance จะระงับคนไทย Binance ต้องออกประกาศเอง

- ไม่ใช่แค่ Binance, Bybit ที่โดน เนื้อข่าวไม่บอก แต่บอกว่า เว็บที่ไม่ได้ License จาก กลต นั่นคือ Crypto Exchange ที่ไม่มีปรากฏอยู่ในหน้านี้ เป็นไปได้ว่าโดนหมด https://market.sec.or.th/LicenseCheck/views/DABusiness?exchange

- คนเข้าใจผิดว่าแค่ Binance, Bybit แต่แท้จริงคือ สองเว็บนี้เป็นตัวอย่างที่โดนชี้ความผิดไปก่อนนี้แล้วเท่านั้น

- กลต ไม่กำหนดเวลาที่ชัดเจน ว่าจะดำเนินการเมื่อไร แต่แค่บอกว่า ให้เร่งย้ายทรัพย์สิน​ออก โดยยกตัวอย่าง ฟิลิปปินส์, อินเดีย ที่เค้าให้เวลาย้ายออก ประมาณ 3 เดือน

- รัฐไทย ยังคงทำงานไม่ชัดเจนเหมือนเดิม จะดำเนินการกับเว็บไหน จะทำเมื่อไร ไม่บอก

- รัฐไทย และอีกหลายประเทศ ยังคงใช้อำนาจที่ประชาชนมอบให้ ลิดรอนสิทธิ์​ประชาชน เหมือนเดิม

- ทางออก มีหลายทาง หากยังต้องการใช้ต่อ คือ fixed dns ไปที่ 1.1.1.1 / 8.8.8.8 หรือใช้ warp ของ cloudflare https://warp.plus/L2WK3 ฟรี หรือใช้ VPN เจ้าไหนก็ได้ ส่วนตัวใช้ SurfShark https://surfshark.club/friend/QyKrWpFw เพราะมี feature ที่ดี ราคาไม่แพง และมี node Thailand

- ยิ่งรัฐทำแบบนี้ก็ยิ่งสร้างแรงกดดันให้ประชาชนต้องดิ้นรนเองมากขึ้น และหาทางออกจากระบบมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าอนาคตวันใด รัฐจะออกข้อกำหนดบีบบังคับลิดรอนสิทธิ์​อะไรอีกหรือไม่

- อย่าไปคิดว่าจะสู้กับรัฐเลย หาทางออกตัวเองเถอะ Bitcoin เป็นทางเลือกนึง ที่ใช้เก็บสินทรัพย์​ของเรา ในแบบที่ไม่มีใครสามารถมาลิดรอนสิทธิ์​เราได้

#siamstr #freedom #depriverights​

ไม่ผิดครับ มีโอกาสเป็นแบบนั้น

แต่ก่อนไปถึงตรงนั้น

1 นี่คือสิ่งที่ ระบบคัดสรรผู้อ่อนแอ

ใครอ่อนแอ ก็แพ้ไป กำลังขุดจึงลด

2 กำลังขุดที่ลด คนที่อยู่เดิมได้ส่วนแบ่งเพิ่ม

เพราะคนแย่งกันน้อยลง

3 diff จะลด เพราะกำลังขุดที่ลดลง ทำให้ขุดเจอยาก

Diff จึงจะลดลง

แล้วทำให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีก

ถึงข้อนี้แล้วยังไม่ต้องมีใครทำอะไรเพิ่มเลยนะ แค่ผู้ที่อ่อนแอ แพ้ออกไปแค่นั้น

4 เมื่อ diff ลด ขุดง่ายขึ้น กำลังขุดที่ไม่ต้องแรงมาก มีโอกาสกำไรมากขึ้น

ก็จะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง และเปิดขุดอีกครั้ง เพราะเริ่มกำไร

กำลังขุดจะเพิ่ม และไปทำให้ diff เพิ่ม เพื่อหาจุดสมดุลย์​ใหม่อีกครั้ง วนข้อ 1-4 ไปเรื่อยๆ

5 ถ้าสมมุติฐานที่คุณตั้งมา จะมีผลจริงคือ กำลังขุดลดลงต่อเนื่องระยะยาวจน network อ่อนแอลงได้ + ต้องมีอีกสิ่งหนึ่งประกอบด้วย คือ ราคา

เพราะถ้าราคาต่ำลง จนทำให้คนเลิกขุด แล้ว กำลังขุดลดลง คนที่อยู่ในระบบก็ยังไปต่อไม่ได้อีก แปลว่าราคาต้องลดลงอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ แบบระยะยาว

ซึ่งราคาที่ลดลงระยะยาว หมายความว่าผู้คนเลิกให้คุณค่า เลิกให้ความสนใจ หรือมีอะไรที่ Bitcoin ได้ก้าวพลาดไปแล้วส่งผลกระทบต่อระยะยาว หรือระบบการเงินเปลี่ยนกลับมาเป็นเลิกทำเงินเฟ้อแล้ว จนไม่ต้องพึ่งพา Bitcoin เข้ามาแก้ไข ฯลฯ ตรงนั้นต่างหากที่เราต้องหาให้เจอก่อน ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่ 51% attack จะเกิดขึ้นได้จริง

6 51% attack เกิดขึ้นจริงได้ยาก แม้ต่อให้กำลังขุดลดลงจากปัจจุบันไปอีกเยอะแล้วก็ตาม ยังยากอยู่ดี และต่อต้านได้ง่าย แค่พร้อมใจกันเปิดเครื่องขุด และผลกระทบต่ำ คือทำได้หลักๆคือ sensorchip กับ double spending แค่ BTC ในมือของ attacker เองเท่านั้นแหล่ะ แต่ลงทุนมหาศาลเลย ความคุ้มค่าคือต่ำมาก แรงจุงใจให้ทำต่ำมาก

7 ข้อ 5 กับ 6 มันจะ ถ่วงดุลย์ความจริงกันเอง ว่าเกิดอะไรขึ้น

ดังนั้นตลอดระยะเวลาการเติบโตของ Bitcoin เรามีหน้าที่เฝ้าติดตามความเป็นจริงไปเรื่อยๆ ตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ แบบนี้ ในทุกๆแง่มุม ในทุกๆเรื่อง ถ้าเราไปเจอว่า อะไรที่ไม่มีคำตอบ หรือไม่มีใครตอบได้ นั่นคือความเสี่ยง ขอให้รีบ raise ขึ้นมาทันที มีคนพร้อมที่จะตรวจสอบและหาคำตอบหรือแก้ไขอยู่เสมอ

นี่คือ ความโปร่งใส หรือ Transparency ของ Bitcoin network นั่นเอง

เป็นประเทศผู้สร้างและส่งออกฝุ่นควันอย่างเป็นทางการ

เท่าที่ดูตัววัดในเวียดนามน้อยมาก คิดว่าคนน่าจะยังไม่มีความตระหนักในเรื่องนี้

ลองดู compare จากเว็บนี้ได้ https://restoreprivacy.com/vpn/comparison/

ค่อยๆอ่าน ค่อยๆเก็บข้อมูลดู แล้วเลือกอีกทีครับ

แนะนำให้ลองใช้ตัวฟรี ของเจ้านั้นๆ แล้วจะได้เข้าใจ feel ว่าเป็นอย่างไร

แต่ละเจ้า ก็มีแนวทาง จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง

จะได้เลือกได้อย่างเหมาะสมครับ

ดีอี กับ ก.ล.ต. ไทย

เตรียม ban web Binance กับ Bybit 🤯

แจ้งประชาชนให้ถอนสินทรัพย์ออก

อีกไม่นานคิดว่า block จริง🥵

👆 แนวทางแก้ไขคือ fixed DNS ของเครือข่ายที่ใช้งาน ให้ชี้ไปที่

1.1.1.1

8.8.8.8

9.9.9.9

หรือท่าไม้ตาย คือ VPN ก็จะทำให้ใช้งานได้

♟move นี้แสดงอำนาจรัฐ เหนือ เสรีภาพประชาชนอย่างแท้จริง

ทุกคนมีเสรีภาพ ที่จะเลือก และ ใช้งาน platform ที่ตัวเองต้องการ

และ ทุกคนก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาด้วย

แต่นี้คืออีกหนึ่งการริดรอนสิทธ์ อันพึงมีของประชาชนออกไป โดยใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการสั่งห้าม⚖️

เห็นหลายคนออกตัวเชียร์ Binance TH กันไปเยอะ ผมก็ไม่รู้หรอกว่า เค้ามีเบื้องหลังเรื่องนี้มั้ย แต่ก็แค่แอบคิดก็เท่านั้นเอง เพราะเห็นว่า ก็ยังสู้ไม่ได้ สู้ในเกมไม่ได้ ต้องทำยังไงดีล่ะ? มีเครื่องมืออะไรที่ใช้ได้อีกบ้างล่ะ?🤴🏻

🧨 แก้ต้นเหตุไม่ได้ ก็ไปแก้ที่ปลายเหตุ

รัฐก็พยายามแก้ แต่ไม่รู้ยังไง ก็ยังแก้ไม่ได้

ต้นเหตุที่แท้จริง คิดความรู้ของ user แต่ก็ไม่ได้มีการให้ความรู้อย่างจริงจัง เป็นรูปธรรมอะไร ทำแบบลูบหน้าปะจมูกกันไปเรื่อย

สุดท้าย block web ที่ใช้งานระบบพวกนี้ไปเลยแล้วกัน กระทบใครยังไงบ้าง ช่างมัน และ ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลย

💡 ถ้าจะให้แนะนำ แบบ effective หน่อย ก็คือ จัดทำ online learning ขึ้นมา ว่าด้วยเรื่อง data privacy แล้วบรรจุหลักสูตรนี้ เข้าไปในการศึกษาภาคบังคับด้วย ให้เป็นวิชาหนึ่งเลย

นั่นคือคนที่อยู่ในระบบการศึกษา

ต่อมาคือคนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ให้ทุกคน ต้องทำ online learning + test ให้ผ่าน เพื่อขอรับรอง certificate สำหรับการจดทะเบียน sim card

หมายถึงว่า ต่อจากนี้ ใครที่ยังไม่มี certificate ตัวนี้ ขอจดทะเบียน sim card หมายเลขใหม่ไม่ได้

certificate ตัวนี้ก็มีอายุ 2 ปี ต้องสอบ และ renew ใหม่ เพื่อให้ update เนื้อหาได้ทัน หรืออย่างน้อย ก็มีการกระตุ้นความรู้ทุก 2 ปี

ทั้งหมดนี้ งบประมาณไม่เยอะมาก บังคับใช้ก็ประมาณนึง ยอมโดนประชาชนด่าหน่อย สุดท้ายตัวเลขมันต้องลด ถ้าไม่ไปจ้างคนอื่นมาสอบให้ (หน้าเว็บก็ขึ้นคำสาบเอาไว้ หากผู้ใด ไม่ได้ทำการศึกษา และ สอบวัดผลด้วยตัวเอง ขอให้ผู้นั้นประสบเหตุกับการถูกหลอกลวงทาง online จนกว่าจะกลับมาอ่าน และ สอบด้วยตัวเอง⚰️> ต้องแบบนี้ถึงจะเหมาะกับบริบทคนไทย ที่กราบไหว้ผีสาง ความเชื่อเหนือความจริงอยู่ )💸

🔒 เรื่อง data privacy นี่จริงๆ ถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐานของ cyber security เลย แล้วประชาชน ก็จะได้มีความรู้ และป้องกันตัวเองได้ ไม่ใช่มีแต่ PDPA อะไรก็ไม่รู้ที่ไม่เห็นใช้งานได้ รังแต่จะสร้างความยุ่งยากให้บริษัทต่างๆ เฉยๆ แค่นั้น บริษัทเหล่านั้น ก็ยังใช้ข้อมูลมั่วซั่วเหมือนเดิม

ในฐานะประชาชนคนนึง ที่ไม่ได้เอาแต่พร่ำบ่น แต่เสนอแนวทางให้แล้ว ขอให้รับฟัง และเอาเข้าไปเป็นองค์ประกอบการคิด และ ดำเนินการด้วย จะดีมาก

เมื่อวานได้อ่าน thread นึง ที่เค้าคุยกันว่า ทำอย่างไร ให้ #nostr มีคนใช้งานจากชาติต่างๆมากขึ้น เพราะปัจจุบัน มาจาก US เป็นหลักเลย

เป็นเรื่องของการแปลภาษาหรือเปล่า?

แต่ก็มีคนนึงบอกว่า พบว่ามีคนไทย ก็ใช้งานเยอะด้วยเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ทำไมอ่ะนะ

มี reply นึง ที่น่าสนใจ กล่าวคือ ควรมี non-tech content creator เข้ามาใน platform ให้มากขึ้น ซึ่งหลายคน ก็ agree กับข้อเสนอนี้ เพราะจะเป็น magnet เพื่อดึงดูดคนอ่านให้เข้ามารู้จักมากขึ้นได้ง่าย

ซึ่งผมก็ชอบ Idea นั้นนะ เพราะจากประสบการณ์ที่แอบซุ่มๆอ่าน มานาน พบว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ ไปทาง Bitcoin , Technical ซะมาก คือไม่ทั้งหมด เพราะมีอีกหลายคนที่พูดอีกหลายเรื่อง แต่ต้องยอมรับว่าเป็นส่วนน้อยแหล่ะ แต่ก็เข้าใจได้ เพราะจุดกำเนิดของ nostr ก็มีความเชื่อมโยงกับแนวคิดของ Bitcoin ที่ต้องการปลดแอกตัวเองออกเป็นอิสระจากระบบการเงินเดิมอยู่ ดังนั้น social network ก็เช่นกัน

ถ้ามี non-tech content creator เข้ามาในพื้นที่นี้มากขึ้น ก็จะช่วยดึงดูดคนทั่วไปเข้ามาอ่านได้มากขึ้น และ ก็จะเกิดความสนใจใน platform ได้มากขึ้นเองตามธรรมชาติ

ส่วนตัวก็คิดว่าน่าจะเข้ามาช่วย เป็น non-tech content creator ทั่วๆไปอีกหนึ่งคน เพราะปกติ ก็ publish content free เรื่อยๆอยู่แล้ว แล้วจะทยอยไปกวาดต้อนคนเข้ามาอีกที

#siamstr #BeYourCyber

💡 ยิ่งมาก ยิ่งต้องวาง

ตอนนี้มีความรู้สึกว่า เวลาอ่าน post social ต่างๆ ที่เค้าให้ความเห็น แล้วไม่ถูกต้อง เราก็ยิ่งอยากเข้าไปแก้ไข

พอแก้ไขแล้วก็กลับมานั่งถามตัวเองว่า เราทำไปเพื่ออะไร

1 comment จากเรา จะทำให้สังคมดีขึ้นได้จริงหรือ?

เวลาเรามีมากพอที่จะแก้ไขความผิดพลาดอีกมากมายอย่างนั้นหรือ?

คิดได้แบบนั้น ก็ทำให้คิดได้ว่า นั่นไม่น่าจะใช่สาระ หรือว่า แก่นการใช้ชีวิตของเราแล้วล่ะ

💡 ปล่อย ด้วยการไม่ยึดติด

หลังจากนั้นก็เริ่มต้นปล่อยวาง ไม่ยินดี ว่าเค้าจะ post ถูก หรือ ผิด เรามีหน้าที่ตั้งคำถาม และ หาคำตอบ หากว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เมื่อเรามีคำตอบที่ถูกต้อง เราก็จบแต่เพียงเท่านั้น ตรงนั้น

ไม่จำเป็นต้องตอบโต้อะไรอีกต่อไป มีแต่จะขุ่นข้อง หมองเคืองกันไปเปล่าๆ

💡 หาสิ่งที่ตัวเองต้องการให้เจอ

เพราะนั่นคือสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุข เราต่างก็ควรที่จะชีวิต เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองให้มากที่สุด ไม่ใช่หรือ? นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็นในการใช้ชีวิตหรอกหรือ?

💡 ความสุขเรา ต้องไม่เดือดร้อนใคร

เราควรมีชีวิตที่ดี และมีความสุข แต่การหาความสุขของเราก็ไม่ควรจะต้องเดือดร้อนใครด้วยเช่นกัน นั่นจะเป็นการดีที่สุด

ไม่ต้องอ้างอิงหลักการจากศาสนาอะไร ใดๆ หรอก แต่ว่า เราสร้างให้ตัวเรามีความสุขให้มากๆ และสิ่งที่เราทำ ต่างไม่มีใครต้องเดือดร้อน เท่านั้นก็มากเพียงพอแล้วล่ะ

เพราะท้ายที่สุด เมื่อเรามีความสุขมากๆแล้ว ความสุขมันก็จะล้นเอ่อออกมา เผื่อแผ่ไปยังบุคคลรอบข้างได้เอง

แต่หากเรายังขาดซึ่งความสุขให้กับตัวเองแล้ว เรามีโอกาสสูงมากที่จะไปเบียดบังเอาความสุขของคนอื่นมาเป็นของตัวเองได้ง่ายมากๆ