Avatar
Gawyn ⚡
93c6ab5c6fddad18d89cdbb17291faccc25b20052b2da2e4284ef73b77e0090f
Family lover, frequent flyer, part time runner, reader, listener, an another Bitcoin secret admirer.

เตรียมอาหารแห้งอาหารกระป๋องเยอะๆ ให้ครอบครัว อาหารแมวให้แมว , ตัวเราอาจจะถูกเรียกเกณฑ์ ก็เตรียมร่างกาย เตรียมใจครับ (เว้นว่าจะหนีทหารก็อีกเรื่องนึง)

สงสัยสร้างมากไปหน่อย จนเก็บไปฝันเลยครับ 555

เมื่อคืนฝันโคตรประหลาด

ฝันว่าพิมพ์ GM แล้วต่อด้วยอะไรซักอย่าง 555555 เราอยู่ในทุ่งม่วงมากไปแล้วมั้ยนิ 😂🤣

By the way , GM #Siamstr !

Replying to Avatar Timmy The Whale

เรื่องเล่ายามค่ำ "อารยธรรมเผ่าพันธุ์มนุษย์เริ่มเมื่อใด"

ในตอนเรียนมหาวิทยาลัยมักจะมีวิชาสัมนาที่เหล่านักศึกษาจะต้องค้นคว้าอ่านงานวิจัยเพื่อนำเสนอ ประกอบกับการเชิญอาจารย์ หรือผู้มีความรู้ ประสบการณ์จากที่ต่างๆมาบรรยายพิเศษ เพื่อทั้งเป็นตัวอย่างและเสริมความรู้ไปในตัว ซึ่งในหัวข้อที่ผมจำได้ คือ เรื่องราวว่าด้วย คนไทยมาจากไหน บรรยายโดยอาจารย์ทางด้านโบราณคดี ใช้ความรู้ทั้งทางด้านหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พันธุกรรม แม้กระทั่งภาษาศาสตร์ ซึ่งเนื้อความในตอนนั้นมาถึงปัจจุบันมันก็เลือนลางไปเกือบหมดแล้ว (แต่พอจำได้ว่าไม่น่าใช่เทือกเขาอัลไต) แต่ประเด็นที่ติดหัวกลับเป็นการพูดในช่วงเปิด Introduction ของอาจารย์ว่าด้วย อะไรคือหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นแรกๆที่แสดงถึงอารยธรรมของมนุษยชาติ

มีทฤษฏีมากมายที่พยายามอธิบายถึงสาเหตุที่มนุษย์สามารถขึ้นมาบนจุดสูงสุดของสิ่งมีชีวิตก่อร่างสร้างอารยธรรมบนโลกใบนี้ สมองที่ใหญ่ การใช้เครื่องมือ การยืนสองขา ภาษา และอื่นๆมากมายที่มีหลักฐานสนับสนุน แต่สิ่งที่ถูกนำเสนอในวันนั้นไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ ภาพที่ถูกฉายขึ้นไปบนจอ กลับเป็นหลุมศพโบราณ และ "ซากกระดูกต้นขา" แต่ก็มีความผิดปกติบางอย่างที่สามารถสังเกตได้ ที่กลางท่อนกระดูกจะเห็นลักษณะปูดโปนผิดปกติ ซึ่งก็พอคาดเดาได้ว่า เป็นล่องลอยการรักษาตัวเองของกระดูกที่หัก แต่คำถามในหัวก็ไม่พ้น แล้วกระดูกหักที่สมานแล้วมันสะท้อนความสามารถที่เหนือสิ่งมีชีวิตอื่นได้ยังไง?

แม้กระดูกที่หักจะสามารถสมานได้ แต่สิ่งมีชีวิตที่ขาหัก ในโลกที่ธรรมชาติไร้ความเมตตา ทางเลือกชีวิตที่เหลือ คือ "ความตาย" คุณจะเจ็บปวดทรมาน คุณจะหาอาหารไม่ได้ คุณจะเป็นเหยื่อแสนสะดวก และความตายจะอยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น ดังนั้นการที่มนุษย์เจ้าของกระดูกชิ้นนั้นจะรอด จนมาถูกฝังอย่างเป็นระบบระเบียบได้ แสดงว่าเขาจะต้องถูกช่วยเหลือออกจากเหตุการณ์อันตรายที่หักกระดูกนั้น ถูกพากลับมายังที่ปลอดภัย ได้รับการดูแล ได้รับอาหาร นานพอที่จะกระดูกจะสมาน และใช้ชีวิตไปอีกนานพอก่อนจะตายจากไป พร้อมด้วยผู้คนที่พร้อมจะฝังเขาอย่างดีในหลุมศพ

ซากกระดูกนั้น คือ ผลลัพธ์ของสังคม ความพยายามของผู้คนที่ยอมเสียทรัพยากร และเวลา เพื่อปกป้องรักษาคนๆหนึ่ง เป็นหลักฐานของความผูกพัน การรวมกลุ่มของมนุษย์ ที่สามารถเปลี่ยนความตายให้เป็นการคงอยู่ต่อไป สัญลักษณ์แห่งอารยธรรม สาเหตุที่เรื่องนี้ยังคงฝังหัวอยู่อาจจะเป็นเพราะ เรื่องราวมันสร้างความหวัง ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันแย่งชิง มันยังพอเหลือหลักฐานที่ บอกว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น ความหวังเล็กๆ ว่าอนาคตยังควรค่าแก่การรอคอย และอารยธรรมจะดำเนินต่อไปในทางที่ดีขึ้น

คงคิดว่าโน็ตนี้ควรจะจบแค่นี้ แต่ไฉนสมองเจ้ากรรม กลับดลบันดาลความสงสัย เกิดคำถาม “แล้วต้นเรื่องมันมาจากไหนนะ” เพียงการค้นผ่านอินเตอร์เน็ตเล็กน้อย ก็พอให้พบกับข้อมูลมากมาย บ่งชี้ว่าเรื่องนี้นั้นเป็นที่นิยมพอสมควร และกลับมาฮิตอีกครั้งจากการนำเสนอของนิตยสารอย่าง Forbe เมื่อช่วงโรคระบาดโควิดที่ผ่านมาไม่นานมานี้ ซึ่งกล่าวกันมาว่าเรื่องเล่ากระดูกขานี้ต้นเรื่องมาจากนักมนุษยวิทยา Margaret Mead ตอบนักศึกษาว่าอะไรคือหลักฐาน หรือสัญาณบ่งชี้ถึงสังคมที่มีอารยธรรม และที่น่าสนใจ คือ เหมือนจะไม่มีหลักฐานโดยตรงว่าเธอเป็นคนพูดเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยซ้ำ

และถ้าอยากจะเพิ่มความหดหู่เข้าไปซะหน่อยจะยังพบด้วยว่า โครงกระดูกหัก หลายครั้งต้นนเหตุก็มาจากการก่อความรุนแรงด้วยกันเองนี่แหละ แถมมันก็ไม่ใช่เหตุการที่พบเฉพาะในมนุษย์ สัตว์บางชนิดก็มีพฤติกรรมช่วยเหลือในกลุ่มยามยากแบบเดียวกัน และมีชีวิตรอดแม้จะขาหักได้เหมือนกัน

ทั้งนี้ก็คงขึ้นกับผู้อ่านแล้วว่าเรื่องเล่ากระดูกหักชิ้นนี้จะเชื่อยังไร จะเชื่อในข้อความที่ให้ความหวัง หรือความจริงที่ว่ามนุษย์ก็อาจจะแค่ชอบเรื่องเล่า Feel good รู้สึกดีรู้สึกพิเศษ แม้ความจริงอาจจะไม่เป็นตามนั้นก็ตาม

ป.ล. บทเรียนจริงๆก็อาจจะแค่ don’t trust, verify ก็ได้ แล้วก็หลุมกระต่ายมันมีอยู่ทุกที่ เกือบจะFeel good แล้วเชียว

#siamstr

เสริมเรื่องมนุษย์โบราณแถวๆ ไทยแบบย่อ

ที่ว่ามาจากอัลไตเป็นประวัติศาสตร์ฉบับน่านเจ้า ซึ่งปัจจุบันถูกตีตกไปแล้วว่าไม่น่าเชื่อถือ

ที่น่าเชื่อกว่าคือกลุ่มคนแถวที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานี่เขาอยู่แถวนี้กันมานานแล้วแหล่ะ เป็นเมืองเล็กๆ ย่อยๆ กระจายๆ กันไป

จนกระทั่งเริ่มมีการค้าขายระหว่างหัวเมืองทางภูเขา (ศูนย์กลางคือแถวๆ เวียงจันทร์) กับเมืองแถวปากแม่น้ำเจ้าพระยาและชายฝั่งอ่าวไทย จึงมีการใช้ภาษากลุ่ม ไท-ไต เป็นภาษากลางทางการค้า

“พวกคนไทย” หมายถึง กลุ่มคนที่พูดภาษาไทยซึ่งทำการค้าขาย สะสม Wealth จนพัฒนากลายเป็นเมืองโบราณทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยายกตัวอย่าง เช่น นครปฐม,สุพรรณบุรี,ศรีเทพ,เสมา,อโยธยา ฯลฯ

การพัฒนาอารยธรรมผ่านเครือข่ายทางการค้าเกิดขึ้นทุกแห่งบนโลกในสมัยนั้น ละคงเป็นไปไม่ได้ถ้าขาด Medium of exchange ที่ดี(ดีในสมัยนั้นอาจะหมายถึงหอยเบี้ย หรือพวกเงินประกับที่ทำจากดินเผาอ่ะนะ) / เหมือนที่เราๆ เคยอ่านกันใน The Bitcoin standard เลยครับ 😄

#Siamstr

Do not let carbs ruin the good times !

ถ้าไม่ผ่านไปช่วงมื้ออาหาร ผมเลิกกินละ เจอร้านแถวบ้านเด็ดกว่า 55

Hotpot man เผื่อได้ลองนะ

ใช่ครับ แต่วันนี้ที่แน่นๆ น่าจะคนไทย เชื้อสายจีน ไปไหว้เทพฮินดู ตามคติความเชื่อผีดั้งเดิม ... / แถวนั้นผมไม่ค่อยได้แวะละ นานๆ ทีได้ไปกินสุกี้จินดาบ้าง แทบจะเป็นมณฑลไท่กั๋วอยู่แล้ว 😱

เมื่อวานไปเยาราช เจอศาลเจ้าจีนมากมายจัดเทศกาลกินเจ ทั้งจุดประทัด ทั้งไหว้บูชา

วันนี้ผ่านรัชดา เจอไหว้ราหู บูชาของดำ

ไอเลิฟศาสนาไทย พุทธ พราหมณ์ ผี ความหลากหลายนี่สนุกดีนะ 😄

เคยเปิดร้านเหล้า ต้องจ่ายตำรวจรายเดือน ทุกร้านในย่านนั้นต้องจ่ายหมด เพราะไม่มีทางที่จะปิดร้านได้เที่ยงคืนเป้ะๆ ตามกฎหมายขายเหล้า / ใครไม่จ่าย ตำรวจลง ไม่ก็ตั้งด่านแม่งแถวหน้าร้าน ลูกค้าหายหมด / การเสรีเวลาขายจะแก้ปัญหาส่วยตรงนี้ได้ ไปเน้นให้คนดื่มไม่ขับจะมีประโยชน์กว่าจำกัดเวลาขายเยอะ

Replying to Avatar Stellar ✨🪐

สิ่งหนึ่งที่อยากพูดหลังจากมาอยู่แคนาดา คือ วัฒนธรรมการให้ทิป 15% ขั้นต่ำ

ผมไม่ติดใจอะไรหรอก ปกติก็ให้บ้างไม่ให้บ้าง ตามที่เรามีเงิน จนกระทั่งวันนี้ เริ่มรู้สึกว่ามันค่อนข้าง toxic หน่อยๆ

ผมไปกินร้านอาหารจีนร้านหนึ่งกับพี่ที่รู้จัก อาหารค่อนข้างโอเค แต่รู้สึกไม่อิ่มเลย (ส่วนตัวอาจจะเป็นคนกินเยอะ) แต่ราคากินข้างนอกที่นี่ก็ถือว่าแพงมากๆ จานนึงไม่รวมทิปหรือ tax ตกประมาณ 15 CAD ขึ้นไป ปกติก็ไม่ค่อยกินข้างนอกแต่วันนี้จำเป็นเพราะไปปีนเขามา ละกว่าจะกลับบ้านก็เลทแล้ว

ตอนคิดเงินเสร็จสับก็จ่ายเงิน พร้อมกดทิปให้ 0.5 CAD (ไม่ถึง 15% = 2.3 CAD) เพราะป้าเจ้าของร้านที่บริการก็ไม่ได้มีหน้าตาที่ยิ้มแย้ม + กับเราก็เป็นนักเรียนหาเงินได้ไม่เยอะ รายจ่ายต่อเดือนก็แทบจะไม่พอ

สิ่งที่ได้กลับมาคือ ป้าแกพูดตรงนั้นเลยว่าทำไมให้ทิปน้อยจัง ไม่พอใจอะไรตรงไหน ละก็บ่นว่านี่ขนาดที่ร้านกำหนดให้ต่ำกว่าขั้นต่ำแล้วนะ ประมาณ 12% ละแกก็พูดจำนวนทิปที่พวกเรากดให้ ซึ่งตอนนั้นช๊อคมากๆ คือ มันสมควรหรอที่จะป่าวประกาศตรงนั้นว่าลูกค้าให้ทิปเท่าไหร่

ตอนนั้นไม่ได้ตอบกลับอะไรแกไป ถึงแม้จะคิดในใจว่า เอ้า แล้วยังไง บริการก็ไม่ได้ดี ไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วมันสิทธิ์เราไหมหรือยังไง พี่ที่รู้จักก็ตอบกลับไปว่า ขอโทษ ยังเป็นนักเรียน ไว้คราวหน้านะ (ไม่มีคราวหน้าแน่ๆ)

หลังจากเกิดเรื่องนี้ก็ทำให้กลับมาคิดว่าอีวัฒนธรรมแบบนี้มัน toxic ไปไหมที่ทำให้คนทำงานในสาย food industry expect ว่าจะต้องได้ทิปแน่ๆ จากการบริการ คือ เรื่องพวกนี้มันควรเป็น individual subjective ไหม ที่ถ้าเออเรารู้สึกว่าเขาบริการดีให้คุณค่ากับเรา การที่เราจะให้ทิปก็ไม่แปลก ให้ด้วยความเต็มใจด้วย ไม่ใช่เพราะวัฒนธรรมจอมปลอมที่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

ถามว่าทุกวันนี้คนทำงานบริการในร้านอาหารทำไมถึงหัวร้อนกับทิปนักหนา เพราะ ว่าเงินที่ได้จากการทำงานมันไม่พอยาไส้ไง เลยต้องมาหวังทิป แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน อยู่ที่เงินหรือป่าว ทำไมแค่เงินเดือนปกติตัวงาน มันไม่พออะ ไม่พอจะกินไม่พอจะใช้ ทำไมไม่มองตรงนั้น แต่ดันมาโฟกัสหวังขูดรีดจากผู้ใช้บริการ (15% มากกว่า tax อีก ฮัลโหล)

อย่างที่บอก สรุปสั้นว่าๆ มุมมองผมต้องเรื่องนี้คือ ทิป แม่งควรเป็นเรื่องระหว่างบุคคลอะ ไม่ใช่วัฒนธรรมที่พอคนอื่นไม่ปฏิบัติตามจะโดนต่อว่า หรือ อะไรก็ตามทางสังคม มันน่าหงุดหงิดบางทีที่เจอแบบนี้ แล้วถ้าจะมองให้ลึกไปอีก ก็คือ ตัวฐานเงินเดือนนั่นแหละที่มีปัญหา ตัวเงินที่มันเสื่อมค่า ที่มันโตไม่ทันสินค้าที่มันพุ่งนำหน้าไปแล้ว ในสังคมเงินที่ดีเราจะไม่ต้องมาหวังทิปอะไรแบบนี้หรอก เงินที่ดีที่เราได้นั่นแหละมันจะช่วยให้เราเติบโตเอง แล้วถ้าคุณให้คุณค่าแก่คนจริงๆ เขาจะให้อะไรเป็นการตอบแทนเหมือนสังคม Nostr ตอนนี้ ที่ zap กันจ้าละหวั่น

ลองมาคุยกันได้ครับ ระบายมาสะเยอะเชียว 55555555

#Siamstr

จริงๆ ร้านเก็บ service charge 10% ไปเลย จบๆ ทิปแล้วแต่เราจะให้ พนักงานน่ารักค่อยให้เพิ่ม