Avatar
yeans.trading
b2a8fdbcd7a1f12b74fad950531f290c0918ad0e4ad52f1d17f28311dcab1f03

Bitcoin & nostr เป็นทางเลือกที่รอให้คนที่เห็นคุณค่าทะลักเข้ามาอย่างธรรมชาติ เพราะไม่ขึ้นตรงต่อความคิดเห็นหรืออารมณ์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มันคือดินแดนแห่งเสรีภาพอย่างแท้จริง 5555+

Replying to Avatar Pikanet

Nostr

——————————

Bitcoin Village

——————————

มันเป็นช่วงเวลาของผู้ซื้อมั้ย ???

เรื่องแปลกๆที่ผมเจอตลอด 1-2 เดือนที่ผ่านมา

ช่วงนี้เจอแต่คนขายที่ดินและอสังหาในหลากหลายรูปแบบ

- ที่ดินมรดกแปลงใหญ่ต่างจังหวัดที่พ่อแม่มอบมรดกไว้ให้เป็นสมบัติตกทอดรุ่นสู่รุ่น ปกติก็ไม่เคยคิดจะขาย แต่ลูกหลานต้องขายเพื่อมาจ่ายดอกเบี้ยที่กู้นอกระบบมาจากรอบสารทิศ มาสร้างบ้านหรูหลังใหญ่ และใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่ตอนนี้ไม่มีแม้เงินจะจ่ายดอกในแต่ละเดือน

- ที่ดินสวยๆชานเมือง ที่ปู่ย่าเก็บไว้ให้ลูกหลานมาสร้างครอบครัวใหญ่อยู่ร่วมกัน แต่ตอนนี้ย่าอยากขายเองเพราะคิดว่าเป็นภาระตอนชราซะมากกว่า ลูกๆหลานๆเองก็ไม่อยากมาสร้างบ้านอยู่ด้วย ชวนกันไปอยู่คอนโดเสียดีกว่า

- อาคารเชิงพาณิชยกรรมขนาดใหญ่ ทำเลดีติดสถานีรถไฟฟ้า เจ้าของจำใจขาย เพื่อปลดภาระทางธุรกิจซึ่งทำท่าจะไปไม่รอดหลังเจอโควิดและการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

- รีสอร์ทริมทะเลบรรยากาศดีๆ ที่แบกรับภาระดอกเบี้ยไม่ไหว อันที่จริงธุรกิจก็ยังทรงๆ มีคนมาเข้าพักพอสมควรเป็นช่วงๆ เอากำไรช่วงไฮซีซันมาพยุงธุรกิจได้ แต่กำไรที่พอเหลือก็ต้องเอามาจ่ายดอกเบี้ยที่กู้ยืมธนาคารมา

ดูเหมือนว่าจะเป็นเวลาของผู้ซื้อ ??? เป็นเวลาที่มีสินทรัพย์ discount ออกมาให้ผู้ซื้อเลือกชอปปิ้งมากขึ้นเรื่อยๆ

แปลกตรงที่ ต่อให้ถามหาผู้ซื้อหลายรายก็แล้ว ต่อให้เริ่มลดราคาลงมาก็แล้ว กลับไม่มีผู้ซื้อในตลาดปิดการขายเลย

ปัญหาจากการเสื่อมค่าของเงิน การปั๊มหนี้และเสกเงินของรัฐ การ leverage ของระบบการเงินลวงตา ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันอาจกำลังจะพังทลายลงต่อหน้าต่อตาเรา อยู่ที่ใครจะมองเห็นมันก่อน ใครจะหาทางรอดได้ก่อน

อย่าคิดว่าเราจะโชคดีได้ซื้อสินทรัพย์ในราคาถูกๆเลย เพราะอาจมีราคาถูกกว่าๆๆๆๆนี้อีกมากอยู่ข้างหน้า

ลึกๆแล้ว…ผมว่าคราวนี้มันต่างออกไป เหวลึกนี้ดูเหมือนจะไม่มีก้นเหว

ในอนาคตสินทรัพย์ต่างๆคงลดราคาลงอีก และเร่งการขายขึ้น เพราะยิ่งขายช้าก็ยิ่งเสียหาย อาจต้องปิดกิจการหรือโดนยึดสินทรัพย์ไปทีละราย

คนที่เดือดร้อน เริ่มขายสมบัติที่ไม่จำเป็น มาประคองชีวิตและธุรกิจ ทุกอย่างมันยังดูเหมือนจะโอเค จนถึงวันที่ไม่มีใครช้อนซื้ออีกต่อไป แล้วต้องขายสมบัติที่จำเป็นขึ้นๆ เวลานั้นคงจะเป็นก้นเหวที่น่ากลัวและมืดมิดจนไม่สามารถปีนกลับขึ้นมาได้

มีใครรู้สึกถึงวิกฤตทางการเงินที่กำลังใกล้จะมาถึงมั้ยครับ ??? หรือผมคิดไปเอง ???

ผมจึงไม่คิดว่าเป็นเวลาที่ควรช้อนซื้ออะไรหรอก ในเวลาที่แม้แต่ที่ดินเองยังอาจจะเก็บมูลค่าไว้ไม่ไหวอีกต่อไป

การลงทุนในช่วงเวลานี้ เพียงแค่ใครที่สามารถเก็บมูลค่าสินที่มีไว้ได้ดีกว่า ก็ดูเหมือนจะเป็นผู้ชนะแล้ว

มันน่าจะเป็นเวลาที่เราต้องออมมากกว่า เพราะเราเจอเงินที่ดีแล้ว เรามี Bitcoin แล้ว

เรามีเงินที่เก็บมูลค่าให้เราได้แล้ว

Keep Calm ,Stack Sats

#siamstr #escapethematrix

#exitthematrix #nostr

ผมมองว่าที่ดินมันมี value ของมันอยู่ครับ มันสามารถสร้างประโยชน์ได้เยอะมากๆ แต่ที่ดินบางแห่งอาจจะราคาเกินมูลค่าที่แท้จริงของมันอยู่มาก ด้วยกิจกรรมหลายๆอย่างที่เกี่ยวข้องกับ fiat currency เพราะฉะนั้นการเลือกซื้อที่ดิน อาจจะต้องพิจารณาถึงคุณค่าที่จะใช้ประโยชน์จากมันจริงๆครับ เช่น ทำการเกษตร เป็นต้น

คนทั่วโลกหาที่เก็บความมั่งคั่งของเขาเอาไว้ในรูปแบบต่างๆ เช่น หุ้น อสังหาฯ ซึ่งเกินมูลค่าพื้นฐานความเป็นจริงไปเยอะมากๆ + กับหนี้ที่ยังสร้างได้อีกมหาศาลแบบ infinity ชี้ให้เห็นว่า Bitcoin มีพื้นที่เติบโตขึ้นได้อีกมหาศาล เมื่อผู้คนเริ่มตื่นรู้ มันคือความมั่งคั่งของคนทั้งโลกที่จะไหลเข้ามาเก็บไว้ใน Bitcoin แทบจะเรียกได้ว่า infinity ได้เลย จึงเกิดวลีเด็ดที่ว่า 1 BTC = 1 BTC เสมอ

#siamstr #bitcoin

สำหรับผม Bitcoin คือสุดยอด asset ที่ดีที่สุดและยอดเยี่ยมที่สุดที่มนุษยชาติเคยมีมาเลยครับ ทั้งหมดอยู่ที่ความรู้ล้วนๆเลยครับ พอเรารู้มากขึ้น ก็ตัดสินใจได้เด็ดขาดมากขึ้น ถ้ายังลังเล แสดงว่าเรายังรู้และไม่เข้าใจมันมากพอครับ แต่ถ้าต้องการกระจายหรือไม่มั่นใจจริงๆแนะนำได้ 3 อย่างครับ

1.Bitcoin (สุดยอด asset มีค่าทั่วโลก)

2.ที่ดิน (มีความเสี่ยงเพราะต้องขึ้นกับรัฐหรือไม่ก็ต้องตั้งกองกำลังปกป้องดินแดนของตัวเองขึ้นมา)

3.ทองคำ (ทองจริงๆที่จับต้องได้)

*ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผมจะบอกว่า เงินทองคือของมายา ข้าวปลาคือของจริงครับ ฉะนั้นสกิลการเอาตัวรอดสำคัญที่สุดครับ

#siamstr #bitcoin

เขียนเล่น ๆ : วันนี้จะพาไปสำรวจมุม ๆ หนึ่งภายในจักรวาลของกล่องคอนกรีต (ที่ ๆ หลาย ๆ ท่านกำลังนั่งทำงานกันอยู่)

"ตลาดที่ถูกควบคุมจนบิดเบี้ยว จะสร้างสังคมและพฤติกรรมที่บิดเบี้ยว"

ใกล้จะสิ้นปีใครหลาย ๆ คนที่กำลังทำงานในบริษัทต่าง ๆ ในหลาย ๆ บริษัทคงจะเริ่มมีการประชุมพูดคุยกันถึงการสรุปจัดทำงบประมาณ (budget) สำหรับบริษัทหรือแผนกงานต่าง ๆ สำหรับปีหน้า และหนึ่งในหัวข้อที่ผู้บริหารจะต้องมีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยคงหนีไม่พ้นเรื่องของการปรับขึ้นเงินเดือนของพนักงาน เพราะมันก็เป็นหนึ่งในรายจ่ายงบประมาณที่บริษัทจะต้องมีการจัดการในปีหน้า

สิ่งที่ผู้บริหารมักจะหยิบมาใช้เป็นเครื่องมืออ้างอิงสำหรับการปรับขึ้นเงินเดือนพนักงงานนั้นมีตั้งแต่ storytelling อย่างสถิตการขึ้นเงินเดือนของบริษัทในกลุ่มอุตสาหรรมต่าง ๆ สายผลิตโรงงาน หรือกลุ่มของธุรกิจที่ใกล้เคียงกันกับบริษัท บอกเป็นเหตุผลอีกนัยหนึ่งให้พนักงานนั้นรับรู้ เพื่อสร้างการรับรู้ว่า "ทุก ๆ ที่ จะมีการปรับขึ้นเงินเดือนเหมือน ๆ กัน เป็นแบบนี้เหมือน ๆ กันทั้งหมด" เหมือนจะกำลังบอกกลาย ๆ ว่าคุณไม่ต้องไปเทียบกับที่อื่นให้เสียเวลา ไม่ว่าที่ไหนมันก็ขึ้นเงินเดือนเท่า ๆ กันนั่นแหละ

และเพื่อลดการซักถามด้วยความตะขิดตะขวงใจของพนักงานตาดำ ๆ ภายในบริษัท "ตัวเลข" เป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นนามธรรมที่เข้าใจได้ยาก เมื่อมีการหยิบยกนำมาอธิบายทุกคนที่รับรู้ก็แทบจะเข้าใจได้ทันที "อัตราเงินเฟ้อ" ผู้บริหารมักจะหยิบเอาสถิติอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางเป็นผู้ประเมินเอาไว้ สำหรับอัตราเงินเฟ้อในปีถัดไป 2.4 - 2.5% (สำหรับปี 2567 / 2024) นำมาอธิบาย

และแน่นอนว่าเกริ่นนำมาแบบนี้แม้ไม่ได้เป็นนักคณิตศาสตร์เหรียญทองโอเลมปิกก็สามารถที่จะรู้ได้ทันทีว่า ผู้บริหารคงมีการปรับขึ้นเงินเดือนให้เท่าที่ครอบคลุมกับอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางประเมินเอาไว้ ไม่หนีห่างจากตัวเลขตรงนี้ไปสักเท่าไร

ถ้าหากคุณเป็นบุคลากรที่ไม่ได้มีหน้าที่หารายได้เข้าบริษัท ไม่ได้มีการจัดทำ KPI เพื่อประเมิน Perfomance ภายในปีที่ผ่านมา คุณอาจจะได้ขึ้นเงินเดือนสูงสุดแค่ 5% ของเงินเดือนในปีปัจจุบัน และนั้นคือสิ่งที่คุณควรพอใจเมื่อผู้บริหารบอกกับคุณว่ามันครอบคลุมกับอัตราเงินเฟ้อในปีหน้าแล้ว นั่นมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลเมื่อเทียบกับราคาสินค้าต่าง ๆ ที่จะแพงขึ้นในปีหน้า ถ้าคุณบริหารเงินที่คุณได้รับดี ๆ คุณอาจจะมีเงินเหลือเก็บเพิ่ม

และแน่นอนจากที่ผมได้ลองคำนวณให้พวกคุณได้ดู เมื่อเทียบหน่วยของเงินที่คุณได้รับต่อเดือน หารกับ ปริมาณเงินที่มีอยู่ทั้งระบบ จะได้เป็น % ของกำลังซื้อ ที่คุณมีส่วนร่วมจากการถือครองเงินเป็นกี่ % ของเงินทั้งหมดที่ออกโดยรัฐ

คุณจะเห็นได้ว่า ถ้าเงินเดือนคุณได้ปรับขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% เป็นเวลา 10 ปี จำนวนหน่วยของเงินที่คุณถือครองจะเพิ่มขึ้นมา 100% (เงินเดือนเพิ่มขึ้นจากวันที่เริ่มต้นทำงาน 1 เท่าตัว) แต่กำลังซื้อที่เป็น % จากเงินทั้งระบบ สำหรับคุณมันจะเพิ่มขึ้นมาแค่ 20.48% (มันหายไปไหนตั้ง -79.52%) และมันเป็นเพราะว่ารัฐก็กำลังผลิตเงินอัดฉีดมันเข้ามาในระบบ แข่งกับปริมาณเงินเดือนที่คุณได้รับ (จะแข่งกันมั้ยละ?)

สำหรับการปรับขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยเพียง 5% เป็นเวลา 10 ปีเท่ากันกับกรณีข้างบน คุณจะติดลบ % ของกำลังซื้ออยู่ -9.64% (คุณทำงานมา 10 ปี และตอนนี้กำลังซื้อคุณเหลือแค่ 90.36% จากปริมาณเงินที่ได้รับ) คุณได้เงินเดือนเพิ่มแต่กำลังซื้อคุณติดลบนะครับ ทำงานยังไงให้ชีวิตของตัวเองต้องติดลบอะครับ

และนี่ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลของปรากฏการณ์ที่มีข่าวจากสื่อที่นำเสนอให้ได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ ว่า "เด็กรุ่นใหม่ไม่มีความอดทนในการทำงานอยู่ในบริษัทเดิมนาน ๆ " เกิดกระแสของเทรนการเปลี่ยนงานบ่อย ๆ ของเด็กรุ่นใหม่ ๆ เพราะเขาอยู่กับที่ในบริษัทเดิม ๆ ไม่ได้ การสมัครงานและเปลี่ยนงานในบริษัทใหม่มันช่วยให้เขาได้จำนวนหน่วยของเงินเพิ่มขึ้น (และไม่ไปลด % กำลังซื้อของเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว) อยู่ที่เดิม ๆ มัน suffer จะอยู่ทำไม?

มันมีทั้งคนที่เปลี่ยนงานบ่อย ๆ เพราะต้องการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จริง ๆ ก็มี แต่คงต้องบอกว่าเมื่อปริมาณเงินที่ได้รับมันมาก่อนสิ่งอื่น เพราะตัวเงินมันเสื่อมค่า คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่ไหนที่ให้เงินได้เยอะกว่า ทำงานได้หรือไม่ได้ก็ขอเอาเงินเยอะ ๆ ไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ทำแล้วสำฤทธิ์ผลมากที่สุดสำหรับพวกเขา

แล้วก็เป็นกันเกือบทุก ๆ ที่ ที่บริษัทจะไม่ใส่ใจข้อเรียกร้องการขึ้นเงินเดือนของพนักงานหน้าเก่า แต่เมื่อพวกเขาลาออกไป ทุก ๆ ครั้งของการรับพนักงานหน้าใหม่ที่ไม่ได้มีความชำนาญเท่ากับพนักงานหน้าเก่า จะต้องจ่ายเงินค่าจ้างแพงขึ้นกว่าที่บริษัทเคยต้องจ่าย แต่บริษัทก็จะยอมจ่าย

จริง ๆ มีอีกหลายแง่มุมเลยอย่างเช่น เวลา ปริมาณงาน การทำงานแทนงานคนอื่นเมื่อคนไม่พอ บังคับเอาวันหยุดมาทำงาน และอีกร้อยแปดพันเก้า ที่บริษัททำลงไปทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ และไม่ได้ตั้งใจ ถ้าเล่าต่อคงจะยาวจนเกินไป

วัฏจักรนี้ยังคงดำเนินต่อไป กลไกลการควบคุมราคาที่ไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของตลาด กำลังสร้างพลวัตของการพังทะลายลงอย่างช้า ๆ ของสังคม

"คุณเคยมั้ย? ที่คุณลุกออกจากที่นอน ตอนที่แต่งตัวเพื่อที่จะออกไปทำงานแล้วคุณส่องกระจกมองดูตัวเอง มองดูเข้าไปในดวงตาของตัวคุณเองแล้วพบแต่ความว่างเปล่าภายในดวงตานั้น"

เราทุกคนล้วนเจ็บปวดที่รัก แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเธอนั้นรู้สาเหตุหรือยังอะไรที่ทำให้เธอต้องเจ็บปวด "Have a hope, We're all early in the bitcoin age."

#Siamstr

#Siamstr

พี่กันเล่นเสกดอลล่าเพิ่มมา $275 billion ภายในวันเดียว (ประมาณครึ่งนึงของมูลค่าตลาด bitcoin ตอนนี้เลย) หวานเจี๊ยบบบ

#siamstr #bitcoin

https://finbold.com/us-debt-climbs-by-over-half-of-bitcoins-market-cap-in-a-day/?fbclid=IwAR1B8qdHgcxUUfzL6Zx8fVDv3sxwkTYYsmCkveIcgaStnwY3WH-F_M8f29s

เป็นวัฏจักรที่โคตรนรกเลยครับ

ถ้าเริ่มทำงานเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เงินเดือนสตาร์ท 15,000 บาท (money supply m3 ไทยบาทตอนนั้น 15 ล้านล้านบาท)

เอาหน่วยที่เราได้ต่อเดือน 15,000 บาท หาร ปริมาณเงินทั้งหมดในระบบตอนนั้น 15 ล้านล้านบาท (กำลังซื้อเฉลี่ยต่อเดือนของเราจะเท่ากับ 0.0000001% ต่อเงินทั้งระบบ)

โอเค 10 ปีผ่านไป เงินเดือนเราขึ้น 100% จาก 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท (money supply m3 ไทยบาท ปัจจุบัน 24.9 ล้านล้านบาท)

เอาหน่วยที่เราได้ต่อเดือน 30,000 บาท หารปริมาณเงินทั้งระบบในตอนนี้ 24.9 ล้านล้านบาท (กำลังซื้อต่อเฉลี่ยต่อเดือนของเราจะเท่ากับ 0.0000001205% ต่อเงินทั้งระบบ)

เมื่อเอา % กำลังซื้อเมื่อ 10 ปีที่แล้วเทียบกับ 10 ปีผ่านมา กำลังซื้อของเราจะเพิ่มขึ้นมาแค่ 20.48% (ทั้ง ๆ ที่จำนวนเงินเดือนเรามันเพิ่มขึ้น 100%)

เงินเดือนเพิ่มขึ้น 15K > 30K = 100%

กำลังซื้อเพิ่มขึ้นเพียง 20.48%

จะเห็นได้ว่าเราได้จำนวนหน่วยของเงินที่เพิ่มขึ้นจากเงินเดือน แต่กำลังซื้อเราไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนหน่วยที่เราได้เพิ่ม (การขึ้นเงินเดือนมันเป็นเพียงภาพแค่ลวงตา)

และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงทำงานแทบตาย ส่ง KPI อย่างยอดเยี่ยม เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นมามันถึงไม่เคยเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน

ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพที่กลับกันคือ เงินเดือนสตาร์ท 15,000 บาท 10 ปีผ่านมา เงินเดือนเราเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท (แต่จริง ๆ แล้วเรากำลังมีเงินเดือนแค่เดือนละ 18,072 บาท)

เราไม่วันที่จะมีจำนวนหน่วย (ของเงิน) ได้มากพอ เมื่อปริมาณเงินถูกผลิตเพิ่มได้เรื่อย ๆ

แค่เรื่องนี่เรื่องเดียวก็โคตร Suffer แล้วครับ เรื่องอื่น ๆ ไม่ต้องพูดถึง

#Siamstr

ใช่เลยครับ ทำงานเหนื่อยแทบตาย เงินเดือนก็ได้มากขึ้น ทำไมชีวิตไม่ดีขึ้นเลยว่ะ 5555+ ยิ่งทำยิ่งมีภาระค่าใช้จ่ายก็ยิ่งมากขึ้นอีก คือไรว่ะ555 ชีวิตนี้ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการได้มีบ้านไว้ซุกหัวนอนสักหลังก็หรูแล้ว #Bitcoin คือทางออก

#siamstr

fiat currency มันปล้นแทบจะทุกอย่างในชีวิตของเราไป บีบให้ใช้ชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ หรือไม่ก็เดือนชนเดือน

Replying to Avatar Gracialo679

We are all Satoshi !!!

คือเรื่องมันเป็นแบบนี้นะพวก

Satoshi Nakamoto คือชื่อที่ใช้โดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่พัฒนา Bitcoin

Satoshi ได้เผยแพร่เอกสาร "Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System" ในปี 2008 และเปิดตัวซอฟต์แวร์ Bitcoin เวอร์ชันแรกในปี 2009

จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการระบุตัวตนที่แท้จริงของ Satoshi Nakamoto บุคคลหรือกลุ่มบุคคลเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนา และมีการคาดเดามากมายเกี่ยวกับตัวตนของพวกเขา

บางคนเชื่อว่านากาโมโตะเป็นบุคคลคนเดียวที่เป็นนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย การเข้ารหัส และบล็อกเชน

บางคนเชื่อว่านากาโมโตะเป็นกลุ่มนักพัฒนาที่ทำงานร่วมกัน บางคนเชื่อว่านากาโมโตะเป็นองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ

แต่ใครจะคือ Satoshi Nakamoto มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คำถามที่ว่าใครคือ Satoshi Nakamoto อาจมีความสำคัญน้อยลงเรื่อยๆ

เหตุผลก็คือแนวคิดและเทคโนโลยีของ Bitcoin กำลังกลายเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ

ผู้คนจำนวนมากกำลังเข้าใจว่า Bitcoin ทำงานอย่างไร และพวกเขากำลังเห็นศักยภาพในการใช้งาน

เมื่อ Bitcoin กลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ผู้คนก็จะเริ่มมอง Satoshi Nakamoto น้อยลงในฐานะบุคคล

แต่อาจจะมากขึ้นในฐานะสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวทางการเงินแบบกระจายอำนาจ

Satoshi Nakamoto กลายเป็นตัวแทนของความหวังและความฝันของผู้คนทั่วโลกที่ต้องการสร้างระบบการเงินที่ยุติธรรมและเท่าเทียมกัน

ในท้ายที่สุดแล้ว คำถามที่ว่าใครคือ Satoshi Nakamoto ก็ไม่สำคัญอะไรอีกต่อไปแล้ว

เพราะพวกเราทั้งหมดคือ Satoshi

พวกเราทุกคนคือ Satoshi

พวกเราทุกคนคือ Satoshi เพราะเราทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนา Bitcoin

เราทุกคนเป็นผู้ถือครอง Bitcoin เราทุกคนเป็นผู้สนับสนุน Bitcoin และเทคโนโลยีคริปโตเคอเรนซีอื่นๆ

เราทุกคนคือ Satoshi เพราะเราทุกคนเชื่อในอนาคตของระบบการเงินแบบกระจายอำนาจ

เราเชื่อว่า Bitcoin และเทคโนโลยีคริปโตเคอเรนซีอื่นๆ สามารถช่วยให้เราสร้างโลกที่ยุติธรรมและเท่าเทียมกันมากขึ้น

เราทุกคนคือ Satoshi และเราจะสร้างอนาคตที่ดีกว่าร่วมกัน

#siamstr

Hi Satoshi 😂😂

Replying to Avatar Somnuke

จริงๆ แล้วการทำให้ผู้อื่นเปิดใจยอมรับบิตคอยน์ มันไม่ได้ยากเลย เพียงแค่คุณต้องจับจุดให้ถูกจุด

แล้วต้องทำอย่างไร? ลุงนึกแมนจะเล่าให้ฟัง

เชื่อว่าใครหลายคนในนี้รู้ซึ้งดีว่าการจะทำให้คนที่ไม่สนใจการเงิน การลงทุนหรือหลักเศรษฐศาสตร์

เปิดใจยอมรับบิตคอยน์นั้นยากเย็นขนาดไหน

พูดปากเปียกปากแฉะ แปะคลิปพ่อหนุ่มเสียงนุ่มลื่นจนนิ้วล็อกก็ไม่เคยคิดจะดู ท้อแท้ไปตามๆ กัน

.

ประธานซุปชอบลงอ่างฉันใด เราก็ต้องเข้าใจแรงปรารถนาของมนุษย์ฉันนั้น คุณต้องมองให้ออก

.

1 ในสัญชาตญาณดิบของมนุษย์คือ "ความโลภ"

มันมีอยู่ในตัวเราทุกคน และมันคือตัวสร้างปัญหาที่ยากจะควบคุม แต่..

.

มองในอีกมุม เราก็สามารถนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เช่นกัน สร้างขอเสนอที่เขาไม่สามารถปฏิเสธ อ่ะลองขายปากกาเล่มนี้ซิ หยอกๆ

แทนที่จะบอกว่าเฟียตเลวยังไง บิตคอยน์ดีแค่ไหน ทำไมต้องดึงอำนาจการควบคุมเงินซุปออกจาก

มือรัฐเมีย บลาๆๆ พูดให้ตายยังไงเขาก็ไม่เข้าใจหรอก เสียเวลา...

เราเลือกดึงความโลภมาสร้างประโยชน์เพื่อล่อให้เขาเคลิบเคลิ้มและคล้อยตามกันดีกว่า วิชาการไว้หวดทีหลังก็ยังไม่สาย

ตรงนี้ตั้งใจอ่านดีๆ นะครับ มันง่ายและไม่มีอะไรซับซ้อน วิธีการคือเราต้องเริ่มจากการบอกว่า

"คุณเห็นบ้านหรูหลังนี้มั้ย(เช่ามา) เห็นรถสปอร์ตคันนั้นมั้ย(ก็เช่าอีก) คุณอาจจะไม่ต้องเข้าใจหรอกว่าบิตคอยน์คืออะไร แค่ขอให้คุณเข้าใจว่า ทรัพย์สินเหล่านี้รวมถึงเงินในบัญชีผมอีกร้อยล้าน(โม้) ผมได้มาจากบิตคอยน์"

และตอนนี้ผมกำลังทำกองทุนบิตคอยน์ คุณลงทุนวันนี้จะได้ปันผล 30-100% ต่อเดือน คุณจะคว้าโอกาสนี้มั้ย อยากรวยรึป่าว? (ทรัพย์สินโอ่อ่าเหล่านี้คุณต้องลงทุน ไม่มีก็ไปกู้ เชื่อเถอะมันคุ้มค่า เพราะก่อนที่เขาจะเชื่อเรา เราก็ต้องน่าเชื่อถือก่อนจริงมั้ย)

พลางบอกต่อว่านี่ผมไม่ได้อะไรเลยนะ แต่เพราะผมรวยมาก รวยจนเบื่อแล้ว ผมจึงอยากทำให้คนอื่นๆ มีโอกาสร่ำรวยเหมือนผมเท่านั้นเองครับ

.

คติประจำใจผมคือ "ทำคนรวยให้เป็นคนดี ทำคนไม่มีให้เป็นคนรวย แล้วเรามาช่วยสังคมนี้กัน"

นี่!โคตรหล่อ มาถึงตอนนี้เขาจะระทวยเลย

สมนึกโพลล์ได้ระบุไว้ว่าคน 80% จะรีบตกลงทันที เพราะเขาโลภอยากรวยทางลัด แสวงหาการเกาไข่แล้วได้ตังค์เยอะๆ คนที่ไม่รู้เรื่องน่ะยังไงเขาก็เสร็จคุณ

.

ณ จุดที่เขาควักเงินให้เรา นั่นแหละคือจุดที่เขาเปิดใจยอมรับบิตคอยน์ไปเรียบร้อยแล้ว แม้กูจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรก็ตาม...ไม่ใช่สาระสำคัญ

.

เห็นมั้ยครับง่ายจะตาย...

.

หวังว่าทุกท่านที่ได้อ่านมาถึงตรงนี้จะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ และเห็นแล้วใช่มั้ยเวลามีค่าขนาดไหน ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอต่ออีกนิดนะ

.

ปล. หลักการบริหารโมเดลนี้ก็ง่ายๆ ครับ

ชักชวนคนให้เยอะที่สุด พ่อทีมแม่ทีมที่ขยันหาลูกข่ายก็หักหัวคิวให้เขาเยอะๆ จะได้มีกำลังใจ

เอาเงินคนใหม่มาจ่ายคนเก่าไปเรื่อยๆ เมื่อได้ยอดที่คุณพอใจ คนใหม่เริ่มไม่เข้ามา ชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็เลิกกิจการ และหอบเงินไปอยู่ต่างประเทศ

.

ไม่คุณก็ยอมติดคุก ศาลสั่งหมื่นปีก็จริง แต่กฎหมายให้ติดสูงสุดแค่ 20 ปี รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง ติดจริงไม่เกิน 5 ปี พร้อมออกจากคุกมาเสวยสุขเงินพันล้านที่เอาไปซ่อนไว้ก่อนหน้าได้อย่างสบายใจเฉิบ

#Siamstr #ThailandZapathon #Thainostrich

#zapathon #bitcoin #nostr nostr:npub16hpaqcm8zhc6n4d79tu2mtsf9464093r4v3r7l5hq5tpsng3txesw3tu5f

ใช่เลย ส่วนตัวผมก็เข้ามาด้วยความโลภนี่ละครับ รู้จักกับมันเพราะการเทรดเลย bitcoin ดึงให้ผู้คนสนใจด้วยความโลภ แล้วหลังจากนั้นจะเกิดการเรียนรู้ต่อด้วยปัญญาของเขาเอง

ผมอยากให้อาจารย์อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้หน่อยครับ มันเป็นวิวัฒนาการหรือเป็นความผิดปกติของสังคม

https://brandinside.asia/househusband-growth-in-asia/

Justin Trudeau: "I'm announcing $650 million in new assistance over the next three years to supply Ukraine"

Meanwhile on the streets of Canada … families cannot afford the cost of housing to either rent or own, food and many of the basics just to get by. Taxes are out of control and people have other priorities. Ukraine isn’t one of them.

ชัดเจนฮะ กลไก fiat currency ปล้นเงินจากประชาชนไปสนับสนุนสงคราม

Cr. WallStreetSilv

#siamstr #bitcoin

https://video.nostr.build/e97baef0bccf19b61d030cc276a83ecf83d958a217e218e6d175209e12e085cc.mp4

Justin Trudeau: "I'm announcing $650 million in new assistance over the next three years to supply Ukraine"

Meanwhile on the streets of Canada … families cannot afford the cost of housing to either rent or own, food and many of the basics just to get by. Taxes are out of control and people have other priorities. Ukraine isn’t one of them.

ชัดเจนฮะ กลไก fiat currency ปล้นเงินจากประชาชนไปสนับสนุนสงคราม

Cr. WallStreetSilv

https://video.nostr.build/e97baef0bccf19b61d030cc276a83ecf83d958a217e218e6d175209e12e085cc.mp4

Replying to Avatar Naphat09

Fear is the part to the dark side.

“ความกลัวคือหนทางสู่ด้านมืด ความกลัวก่อความโกรธ ความโกรธก่อความเกลียด และเกลียด ทำให้เกิดทุกข์”

นี่น่าจะเป็นครั้งแรกๆในชีวิตที่ทำให้ได้ลองขบคิดปรัชญาอะไรซักอย่างในชีวิตอย่างจริง รวมถึงการนำเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน

ตอนยังเด็ก มันน่าจะเป็นหลักธรรมคำสอนแรกๆที่เผลอเอามายึดไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ เนื่องจากลัทธิเจไดใน starwars นั้นได้อิงปรัชญาตะวันออก พุทธศาสนา และวิธีคิดแบบเซนเอาไว้อย่างชัดเจน เราในฐานะคนที่เติบโตมากับวัฒนธรรมเอเชียจึง blend in กับมันได้อย่างกลมกลืน

โดยเฉพาะวิถีเซนแบบญี่ปุ่นสังเกตได้จากวิธีคิดและคำสอนของเจไดที่คล้ายคลึงกับลัทธิบูชิโด Bushi(นักรบ) Do(วิถี) บูชิโดเน้นที่ความภักดีต่อเจ้านาย และการทำความเข้าใจธรรมชาติของชีวิต

แต่วิถีนักรบของเจไดนั้นจะต่างออกไปบ้าง เนื่องจากอาจารย์ Windu กล่าวไว้ว่า“เราคือผู้รักษาสันติ มิใช่ทหาร”

วิถีเจไดจะออกไปทางการเรียนรู้วิถีธรรมชาติ(Force) และการปล่อยวางตัวตนและความสัมพันธ์ สร้างสันติภาพคล้ายกับศาสนาพุทธ

ปรัชญาของศาสนาเจไดนั้นเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งได้ยากเหมือนศาสนาพุทธ เราเข้าใจสิ่งที่คำสอนต้องการจะสื่อแต่ไม่อาจลึกซึ้งถึงอารมณ์ได้ หากยังไม่ผ่านประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจง

ตอนทำงานที่แรกในชีวิต ผมเป็นช่างทำขนมในโรงแรมแถวอโศก ตอนนั้นเราเป็น first jobber ผู้มีความหวัง อยากจะเติบโตในสายงานนี้

เจอเพื่อนร่วมงานน่ารักๆ เจอพี่ๆดีดี และไม่ดี สิ่งที่ทำให้ผมลาออกคือ ผมรู้มาว่ารุ่นพี่ที่เคารพมากที่สุดคนนึงในครัว เขาพูดถึงผมในทางที่ไม่เป็นจริง ผมจึงไม่สามารถทำงานกับเขาได้

ก่อนหน้านั้นผมเคยอยู่กะบ่ายกับเขา 2 คน มี order roll cake 1400กว่าชิ้น ต้องตี roll cake ทั้งหมด 56 ถาด สำหรับโรงแรม5ดาวมันธรรมดามากๆ แต่สำหรับโรงแรม4ดาว และพนักงานแค่2คนและเวลาที่เหลือประมาณ 5 ชม. มันค่อนข้างท้าทายดีทีเดียว

ผมตีเนื้อเค้ก เขาเตรียมถาดและเอาเข้าอบ เป็นการทำงานที่สนุกมาก ผมภูมิใจกับผลงานที่ออกมา เราทำทันเวลา ทุกอย่างผ่านไปได้ดี แต่มีแค่ผมที่คิดแบบนั้น

สิ่งที่เขาบอกเชฟคือ มีแค่เขาที่ทำงาน ผมเพียงช่วยงานเพียงเล็กน้อย

ผมรู้สึกแย่มากๆมันทำให้ผมไม่อยากเห็นหน้าคนๆนี้ อารมณ์ในตอนนั้นอาจจะข้ามความกลัวไป มีเพียงความโกรธ และความเกลียด และในตอนนั้นมันทุกข์เอามากๆ

เวลาผ่านไปหลายอาทิตย์อารมณ์ลดความเข้มข้นลง สิ่งที่อาจารย์โยดาสอนมันค่อยๆลอยกลับเข้ามา ค่อยๆทำความรู้จักกับอารมณ์แต่ละช่วง ความรู้สึกของมันเป็นยังไง เรียนรู้อารมณ์ของตัวเอง ความทุกข์ผ่านพ้นไป

จะบอกว่า starwars คือ ใบเบิกทางให้ผมสนใจศาสนาและปรัชญาเลยก็ได้ ผมกลับมาสนใจศึกษาปรัชญาอีกครั้งหลังจากที่เข้าใจ bitcoin เนื่องจากค่อนข้างมั่นใจมั่นคงในสินทรัพย์แล้ว เราจึงมีเวลากลับมาให้ความสนใจ สิ่งที่เราสนใจจริงๆได้อีกครั้ง

ตอนเด็กแม่ผมเคยดูดวง และหมอดูบอกว่า”ผมจะบวชตลอดชีวิต” แม่จึงพาผมไปเปลี่ยนชื่อ

และดูเหมือนดวงผมในตอนนี้คือ

“(อาจ)จะบวชตลอดชีวิต”

#siamstr

https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_2571740537505312811695887254.webp

ผมก็สาวก star war เหมือนกัน มันแฝงอะไรให้คิดเยอะมาก ความสมดุลของจักรวาล ไม่จบไม่สิ้น เพราะมันคือธรรมชาติ 5555+

Replying to Avatar Riina

#FuckIMF #Siamstr #bitcoin

- การแย่งชิงทรัพยากร -

โดยธรรมชาติแล้ว เพื่อมีชีวิตรอดบนโลกใบนี้ มนุษย์นั้นจะต้องออกล่า หาอาหาร ค้นหาสถานที่ที่เหมาะสมที่จะอยู่อาศัย และออกเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อที่จะไขข้อสงสัยบางสิ่งในชีวิตที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเพราะนั่นคือ “ชีวิต” ชีวิตไม่ใช่แค่เพียง มีอยู่ กิน นอน และรอวันตาย

เพื่อความมีชีวิต เพื่อความอยู่รอด การรวมกลุ่มจึงเป็นสิ่งที่ดีกว่าการอยู่เพียงลำพัง

เมื่อโลกได้พัฒนามาถึงจุดหนึ่ง จุดด้อยต่อๆไป ก็จะเกิดการพัฒนาตามมา เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดความแตกต่างของกลุ่มมนุษย์ ด้วยสภาพแวดล้อม ด้วยความสามารถของกลุ่ม ด้วยความสามารถในการส่งต่อข้อมูลความรู้ และการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ทำให้มนุษย์ยิ่งมีความห่าง ความแตกต่างกันออกไปอีก

แม้จะมีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์นั้นมีแทบจะเท่าๆกันแน่นอน นั่นคือ “เวลา”

ดังนั้นถ้ามองในอีกแง่ การแย่งชิงทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรในรูปแบบใดก็ตาม มันคือการ แย่งชิงเวลานั่นเอง ผู้ที่แย่งชิงทรัพยากรมาได้ ก็เหมือนการขโมยเวลาของผู้อื่นมา เพื่อนำมาใช้เป็นประโยชน์ให้กับตัวเอง เมื่อไม่ต้องเสียเวลาของตัวเองไปเพื่อความอยู่รอด ทำให้ผู้ชนะสามารถใช้เวลาที่มีอยู่จริงๆของตนเองไปเพื่อความรื่นรมย์ส่วนตัวได้อย่างสบาย แล้วใครจะไม่อยากได้เวลาเพิ่มล่ะ

ด้วยเหตุผลนี้ในหน้าประวัติศาสตร์เท่าที่เรารู้จัก จึงมีสงครามเกิดขึ้นมาโดยตลอด

การก่อสงครามแบบตรงๆนั้น ถึงแม้ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าจะมีแนวโน้มว่าจะชนะแน่นอน แต่ก็ย่อมต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างอยู่ดี ฝ่ายที่รู้อยู่แก่ใจว่าด้อยกว่า ก็อาจจะยอมจำนน หรือไม่… ก็อาจจะสู้อย่างสุดกำลังเพราะความจนตรอก ผู้ชนะแม้อาจจะชนะ แต่ก็อาจจะไม่เหลืออะไรให้ครอบครองหรือช่วงชิงได้อย่างคุ้มค่าพอกับที่ได้ก่อสงครามไป ซึ่งนั่นไม่เป็นไปตามจุดประสงค์ของผู้ชนะ เพราะเหตุผลที่ก่อสงครามนั้น ได้พังทลายลงไปพร้อมกับชัยชนะไปซะแล้ว ไม่เหลืออะไรให้แย่งมา… สงครามครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้มนุษย์เรียนรู้และปรับเปลี่ยนวิธีการในการแย่งชิงทรัพยากรให้ต่างออกไปจากเดิม

และครั้งนี้ก็เช่นกัน จุดประสงค์ที่แท้จริงมันคือการช่วงชิงเวลา แต่วิธีการนั้นต่างออกไป…

การแย่งชิงเกิดขึ้นในรูปแบบที่ไม่ต้องก่อสงครามตรงๆ และผู้ที่ถูกขโมยนั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกขโมยอะไรไป

วิธีการแย่งชิงแบบใหม่นี้ มีระบบการเงินแบบเฟียตเป็นเครื่องมือ

- วิธีการแย่งชิง -

เมื่ออารยธรรมมนุษย์เริ่มพัฒนามากมายทั่วโลก ทรัพยากรถูกผลิตขึ้นมามากมายจนเหลือใช้ มนุษย์พัฒนาทักษะในหลายๆด้าน สามารถเก็บบันทึกองค์ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ เพื่อให้มนุษย์รุ่นหลังสามารถเรียนรู้สิ่งที่มีผู้ค้นพบแล้วได้จากบันทึกต่างๆ มนุษย์เริ่มใช้เงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนทรัพยากร และในอดีตสิ่งที่ถูกยอมรับให้ทำหน้าที่เป็นเงินโดยเห็นพ้องต้องกันทั้งโลก นั้นคือ ทองคำ

ด้วยคุณสมบัติของความยากในการได้มาของทองคำ ความเสถียรของธาตุทางเคมีและกายภาพ ทำให้ทองคำนั้นไม่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ทำให้ทองคำนั้นสามารถถูกส่งต่อผ่านกาลเวลาได้ ทองคำจึงเป็นเงินที่ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด อย่างที่พวกเราต่างรู้กันดีว่า ทองคำมีค่าเพราะอะไร (ไม่ใช่มีค่าในตัวเองอย่างที่คนทั่วไปชอบพูดกัน)

แต่ทองคำเองก็ยังมีข้อเสียอยู่หลายประการ หนึ่งในนั้นคือ การขนย้าย เมื่อโลกเกิดการแลกเปลี่ยนทรัพยากรมากขึ้น การส่งทองคำไปมานั้นยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายมากมาย ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกปล้น หรือการเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดจากภัยธรรมชาติ

มนุษย์ที่เห็นช่องทางในการหาประโยชน์จากข้อเสียนี้ของทองคำ ระบบมาตรฐานทองคำได้ถูกยกเลิก และเป็นจุดกำเนิดของระบบเบรตตัน วูดส์ โดยการผูกค่าทองคำไว้กับ “ดอลลาร์สหรัฐ” พวกเขาสัญญาว่าคุณจะได้รับทองคำที่คุณฝากไว้คืนเสมอ เมื่อคุณยื่นตั๋วแลกทองคำนี้ ในยุคแรกที่ผู้คนได้ทดลองใช้ดอลลาร์ และพบว่าพวกเขาสามารถนำมันไปแลกทองคำคืนได้จริงๆ ดอลลาร์จึงเริ่มถูกใช้งานแทนทองคำ และยอมรับเป็นที่แพร่หลาย (ดั่งที่ชาวบิทคอยเนอร์ทราบกันดีอยู่แล้ว)

ช่วงเวลาหนึ่ง ผู้คนคิดว่า ดอลลาร์นั้นจะมีจำนวนเท่ากับทองคำที่มีอยู่จริงๆ

เมื่อทองคำส่วนมากถูกฝากไว้ในมือของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ความเชื่อใจก็เป็นสิ่งที่เหนือเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ เมื่อมาตรฐานทองคำนั้นถูกยกเลิก และต่อมาระบบเบรตตัน วูดส์ ก็พังลง หลังจากเกิดเศรษฐกิจถดถอยเนื่องจากการพิมพ์ดอลลาร์อย่างมหาศาลเพื่อชดเชยการขาดดุลหลังจากการทำสงคราม จนเข้าสู่ยุคระบบการเงินเฟียต ในยุคของคนรุ่นหลัง มนุษย์รุ่นที่ไม่เคยสัมผัสกับการใช้ทองคำในการเป็นเงิน ไม่รู้ที่มาของการเป็นเงิน ไม่รู้ว่าเงินที่แท้จริงนั้นคืออะไร ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วทองคำนั้นมีค่าเพราะอะไร จะเห็นได้ว่าคนส่วนมากมักจะบอกว่า ทองคำนั้นมีค่าในตัวมันเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความจริง

ผู้คนในรุ่นหลังนั้น ต่างใช้กระดาษที่รัฐบาลของตนพิมพ์ออกมาเป็นเงิน นั่นเพราะรัฐบาลของพวกเขากำหนดให้มันเป็นเงิน มันทำหน้าที่คล้ายๆกับคูปองในโรงอาหารของโรงเรียน ใช้ซื้อของได้แค่ในโรงอาหารเท่านั้น กระดาษของรัฐบาลก็เช่นกัน มันคือคูปองไว้แลกทรัพยากรในประเทศ หากคุณเดินทางไปประเทศอื่น คุณก็ต้องแลกคูปองของประเทศนั้นๆ ไว้เพื่อใช้แลกทรัพยากรของประเทศนั้นๆ เช่นกัน

ในขณะที่คนบางกลุ่มนั้น กลับมีทรัพยากรในด้านต่างๆนำหน้าคนส่วนใหญ่ไปมาก ร่ำรวยทรัพยากร ก็เหมือนร่ำรวยเวลา ไม่ต้องเสียเวลาไปเพื่อความอยู่รอด ในขณะที่คนส่วนใหญ่ทำงานแทบเป็นแทบตายเพื่ออาหารที่ไร้คุณภาพไม่กี่มื้อ ไม่มีกระทั่งเวลาที่จะอยู่กับครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ บางคนไม่เหลือแม้กระทั่งทรัพยากรที่บรรพบุรุษได้เคยสะสมไว้ให้

พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้กระทั่งสิ่งที่พวกเขาได้เคยเรียนรู้และถูกสอน การศึกษาที่ได้รับจากโรงเรียน ก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกเขียนไว้เพื่อให้เชื่อ

มีภาพลวงตาเกิดขึ้นมากมาย จนยากเกินกว่าจะแยกออกว่าอะไรคือความจริง พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า ทำไมพวกเขาถึงทำงานเท่าไหร่ก็ไม่พอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ และคนบางกลุ่มก็ยังคิดว่าที่เขาเป็นอยู่นั้นดีอยู่แล้ว นั่นเพราะพวกเขาไม่เคยสัมผัสกับอิสรภาพมาก่อน พวกเขาจึงไม่เคยรู้จักมัน

ผู้คนสนใจแค่ว่า วันนี้หรือเดือนนี้จะหาเงินได้เท่าไหร่ จะเพียงพอใช้จ่ายเป็นค่าอะไรได้บ้าง รู้เพียงแค่ว่าเงินกระดาษที่ได้มานั้นมีค่า มีค่าเพราะมันใช้แลกอาหารและสิ่งต่างๆได้ พวกเขาได้ใช้เวลาอันมีค่าไปกับระบบที่ทุกคนต่างก็ทำเหมือนๆกัน ผู้คนต่างทำตามๆกัน จนกระทั่งสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นมาตรฐานใหม่ แม้คนบางส่วนก็อาจจะสงสัยแต่ไม่มีเวลามากพอมาตั้งคำถามและค้นหาคำตอบ พวกเขาไม่ผิดที่ไม่รู้ ปลาที่โตมาในตู้ไม่รู้ว่ามหาสมุทรนั้นกว้างแค่ไหน นกที่ไม่เคยออกจากกรงไม่รู้ว่าท้องฟ้านั้นคืออะไร นกจะรู้ได้อย่างไรว่าจริงๆแล้วตัวเองก็บินได้เช่นกัน

กลุ่มคนที่แย่งชิงเวลาของผู้คนไปได้ในช่วงแรกเริ่ม ทำให้ทรัพยากรและเวลาของพวกเขานั้น นำหน้าผู้คนส่วนใหญ่ไปมหาศาล พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้ดั่งเสือนอนกิน ไม่ต้องสร้างประโยชน์ใดๆเหมือนคนอื่นๆ ทรัพย์สินก็เพิ่มพูนขึ้นได้เรื่อยๆ เมื่ออยู่ในระบบเฟียต

กลุ่มคนร่ำรวยอำนาจและทรัพยากรเหล่านี้ กระจายอยู่ในทั่วทุกมุมโลก มีพวกเขาอยู่ในทุกประเทศ เราเรียกว่าพวกเขาว่า อีลีท(Elite)

คนบางกลุ่มอาจจะรู้สึกชิงชังกลุ่มอีลิทเหล่านี้ แต่ถ้ามองกันในแง่ความเป็นจริง มันก็คือการคัดสรรทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ผู้ที่แข็งแรงกว่า รู้มากกว่า รู้เร็วกว่า ย่อมเหนือกว่า

วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะแย่งชิงทรัพยากร คือการแย่งชิงมาโดยที่เจ้าของทรัพยากรนั้น ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกแย่งอยู่

แม้กระทั่งคนกลุ่มที่ดูเหมือนไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย พวกเขาก็ยังมีทรัพยากรที่มีค่าอยู่ นั่นก็คือเวลา

พวกเขายังต้องดำรงชีวิต สิ่งที่พวกเขาทำได้ คือนำเวลาของพวกเขาไปแลกเงินกระดาษเพื่อยังชีพ

เงินกระดาษของรัฐบาลต่างๆ ถูก(ทำให้จำเป็นต้อง)ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลาย กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ดำรงชีวิต ผู้คนต้องใช้มันเพื่อนำไปแลกปัจจัยสี่ เงินกระดาษเหล่านั้นถูกผลิตและมีที่มาโดยกลุ่มอีลีท แน่นอนว่าพวกเขาสามารถควบคุมเงิน

เงินที่กลุ่มอีลีทสามารถเสกขึ้นได้จากอากาศผ่านระบบเฟียต ถูกนำมาใช้จ่ายให้กับผู้คน เพื่อให้ผู้คนทำงาน ในขณะที่เงินกระดาษนั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยง่าย แต่เวลายังคงมีเท่าเดิม ทรัพยากรยังคงมีอยู่อย่างจำกัด การจะได้มาซึ่งทรัพยากรนั้น ต้องใช้ทั้งพลังงานและเวลา

กลุ่มอีลีทพิมพ์เงิน ในขณะที่ผู้คนนั้นทำงาน เงินกระดาษที่มีมากมายในระบบมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เงินที่ถูกพิมพ์เพิ่มขึ้น เมื่อเพิ่มแล้วเพิ่มเลยไม่ลดลง มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะกระตุ้นให้ผู้คนทำงาน ถ้าเงินหมดก็แค่พิมพ์ไปจ่าย ผู้คนก็จะลุกขึ้นมาทำงาน พวกเขาจำเป็นต้องทำงาน

- คณิตศาสตร์อย่างง่าย -

ในขณะที่ทรัพยากรและเวลานั้นมีจำกัด แต่จำนวนเงินกระดาษกลับเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่ทำให้ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้นตลอดกาลเมื่อเทียบกับเงินกระดาษ (เงินเฟ้อ)

มูลค่าทรัพยากร = จำนวนเงิน/จำนวนทรัพยากร

ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ10฿ , ของ1ชิ้น = 1฿

ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ100฿ , ของ1ชิ้น = 10฿

- เมื่อจำนวนเงินในระบบเพิ่มขึ้น ⬆️

- มูลค่าของทรัพยากรจึงสูงขึ้น ⬆️

มูลค่าของเงิน = จำนวนทรัพยากร/จำนวนเงิน

ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ10฿, เงิน1฿ = ของ1ชิ้น

ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ100฿, เงิน1฿= ของ0.1ชิ้น

- เมื่อจำนวนเงินในระบบเพิ่มขึ้น ⬆️

- มูลค่าของเงินจึงลดลง ⬇️

จำนวนเงินกระดาษที่ถูกพิมพ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั้น ทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัด มีราคาที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินกระดาษ (ของแพงขึ้น) ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมูลค่าของเงินกระดาษต่างหากที่มีค่าลดลง

นี่แหละ คือการปล้นทรัพยากร ผ่านระบบเฟียต เพราะความสามารถในการเพิ่มเงินในระบบได้เรื่อยๆ ทำให้ทรัพยากรต่างๆแพงขึ้นเมื่อเทียบกับเงิน ซึ่งจริงๆแล้วมันคือการหลอกใช้ผู้คนให้ทำงานเท่าเดิม แต่กลับได้รับค่าจ้างที่ลดลงเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว หรือทำงานหนักขึ้นแต่ได้รับค่าจ้างเท่าเดิม หรืออาจจะน้อยลงด้วยซ้ำ

มันไม่ได้สำคัญที่ตัวเลขบนเงินกระดาษ แต่มันคือมูลค่าของเงินในการนำไปแลกทรัพยากร มูลค่าที่ลดลงเรื่อยๆตลอดกาล ทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมกลับสามารถแลกทรัพยากรได้น้อยลง ซึ่งสิ่งที่มีค่าจริงๆนั้นไม่ใช่เงินแต่มันคือทรัพยากร

นี่ไม่ใช่วิธีการที่แปลกใหม่ หรือพึ่งมีใครคิดค้นวิธีการปล้นอย่างแนบเนียนแบบนี้ขึ้นมา แต่มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วและกำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

การปล้นอย่างแนบเนียนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนไทย หรือคนกลุ่มใด แต่เกิดขึ้นกับผู้คนทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้คนที่ยังไม่เข้าใจว่า เงินคืออะไร

การแย่งชิงทรัพยากรอย่างแนบเนียน ไม่ใช่แค่การขโมยเอาทรัพย์สินต่างๆของผู้คน แต่ยังหมายถึงการขโมยทรัพยากรเวลา การที่ผู้คนต้องทำงานอย่างยาวนาน ผู้คนที่ได้สร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับระบบ มีผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำงานนั้น กลุ่มอีลีทได้รับส่วนต่างที่มีมูลค่าสูงกว่าผู้ที่สร้างประโยชน์เสียอีก พวกเขาได้รับประโยชน์ผ่านเงินเฟ้อ ในขณะที่ค่าจ้างที่ผู้คนได้รับนั้นกลับเป็นเงินกระดาษที่ถูกผลิตโดยเหล่าอีลีทผ่านระบบเฟียต เงินเหล่านั้นไม่สามารถรักษามูลค่าเอาไว้ได้ เมื่อเวลาผ่านไปเงินกระดาษเหล่านั้นจะแลกทรัพยากรได้น้อยลงหากผู้คนเลือกที่จะเก็บออมเงินไว้เป็นเงิน

สิ่งนี้คือข้อเท็จจริง เหล่าอีลีทอาจดูน่าชิงชังในความสบายที่เหนือคนทั่วไป แต่นั่นเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ธรรมชาติได้คัดสรรผู้ที่จะอยู่รอด ผู้คนจะได้อยู่ในจุดที่เหมาะสมกับความสามารถของพวกเขา ลูกหลานของพวกเขาจะมีต้นทุนตามความสามารถของบรรพบุรุษที่ได้สร้างเอาไว้

ผู้เขียนเองก็ไม่ได้รู้สึกชิงชังเหล่าอีลีทกลุ่มไหน เพราะเข้าใจในระบบของธรรมชาติ แต่เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้ว และกำลังอยู่ในยุคที่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านของระบบการเงินเช่นตอนนี้ ไม่มีอะไรที่จะสำคัญไปกว่าการเข้าใจว่า “เงินคืออะไร” อีกแล้ว

ขอหยิบยกข้อความในบทความส่วนหนึ่งมารีโพสต์นะครับ

จำนวนเงินกระดาษที่ถูกพิมพ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั้น ทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัด มีราคาที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินกระดาษ (ของแพงขึ้น) ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมูลค่าของเงินกระดาษต่างหากที่มีค่าลดลง

นี่แหละ คือการปล้นทรัพยากร ผ่านระบบเฟียต เพราะความสามารถในการเพิ่มเงินในระบบได้เรื่อยๆ ทำให้ทรัพยากรต่างๆแพงขึ้นเมื่อเทียบกับเงิน ซึ่งจริงๆแล้วมันคือการหลอกใช้ผู้คนให้ทำงานเท่าเดิม แต่กลับได้รับค่าจ้างที่ลดลงเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว หรือทำงานหนักขึ้นแต่ได้รับค่าจ้างเท่าเดิม หรืออาจจะน้อยลงด้วยซ้ำ

*สิ่งที่มีค่าจริงๆนั้นไม่ไช่เงินแต่มันคือทรัพยากร

#siamstr

nostr:note1ghpe6cncvrewv4fdj4u3u24wtvl3ncpgsh2y3yqapvf32gm8tt6qyh970y