fiat currency มันปล้นแทบจะทุกอย่างในชีวิตของเราไป บีบให้ใช้ชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ หรือไม่ก็เดือนชนเดือน

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

เป็นวัฏจักรที่โคตรนรกเลยครับ

ถ้าเริ่มทำงานเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เงินเดือนสตาร์ท 15,000 บาท (money supply m3 ไทยบาทตอนนั้น 15 ล้านล้านบาท)

เอาหน่วยที่เราได้ต่อเดือน 15,000 บาท หาร ปริมาณเงินทั้งหมดในระบบตอนนั้น 15 ล้านล้านบาท (กำลังซื้อเฉลี่ยต่อเดือนของเราจะเท่ากับ 0.0000001% ต่อเงินทั้งระบบ)

โอเค 10 ปีผ่านไป เงินเดือนเราขึ้น 100% จาก 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท (money supply m3 ไทยบาท ปัจจุบัน 24.9 ล้านล้านบาท)

เอาหน่วยที่เราได้ต่อเดือน 30,000 บาท หารปริมาณเงินทั้งระบบในตอนนี้ 24.9 ล้านล้านบาท (กำลังซื้อต่อเฉลี่ยต่อเดือนของเราจะเท่ากับ 0.0000001205% ต่อเงินทั้งระบบ)

เมื่อเอา % กำลังซื้อเมื่อ 10 ปีที่แล้วเทียบกับ 10 ปีผ่านมา กำลังซื้อของเราจะเพิ่มขึ้นมาแค่ 20.48% (ทั้ง ๆ ที่จำนวนเงินเดือนเรามันเพิ่มขึ้น 100%)

เงินเดือนเพิ่มขึ้น 15K > 30K = 100%

กำลังซื้อเพิ่มขึ้นเพียง 20.48%

จะเห็นได้ว่าเราได้จำนวนหน่วยของเงินที่เพิ่มขึ้นจากเงินเดือน แต่กำลังซื้อเราไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนหน่วยที่เราได้เพิ่ม (การขึ้นเงินเดือนมันเป็นเพียงภาพแค่ลวงตา)

และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงทำงานแทบตาย ส่ง KPI อย่างยอดเยี่ยม เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นมามันถึงไม่เคยเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน

ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพที่กลับกันคือ เงินเดือนสตาร์ท 15,000 บาท 10 ปีผ่านมา เงินเดือนเราเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท (แต่จริง ๆ แล้วเรากำลังมีเงินเดือนแค่เดือนละ 18,072 บาท)

เราไม่วันที่จะมีจำนวนหน่วย (ของเงิน) ได้มากพอ เมื่อปริมาณเงินถูกผลิตเพิ่มได้เรื่อย ๆ

แค่เรื่องนี่เรื่องเดียวก็โคตร Suffer แล้วครับ เรื่องอื่น ๆ ไม่ต้องพูดถึง

#Siamstr

ใช่เลยครับ ทำงานเหนื่อยแทบตาย เงินเดือนก็ได้มากขึ้น ทำไมชีวิตไม่ดีขึ้นเลยว่ะ 5555+ ยิ่งทำยิ่งมีภาระค่าใช้จ่ายก็ยิ่งมากขึ้นอีก คือไรว่ะ555 ชีวิตนี้ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการได้มีบ้านไว้ซุกหัวนอนสักหลังก็หรูแล้ว #Bitcoin คือทางออก

#siamstr

จริงครับอินด้วยคนเหมือนโดนกันตัวเองเป๊ะ

"โดนกัน">>"โดนกับ"

เด็กวัยทำงานเจนนี้ตายอย่างเขียด เงินเดือนไม่พอใช้

สิบต้นๆปีก่อนผมก็สตาร์ท 14500 กูยังสร้างงตัวไม่ได้เลย ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ก็ยังสตาร์ทหมื่นห้าหรือไม่ถึงด้วยซ้ำ เพื่อนผมเพิ่งบรรจุราชการใช้วุฒิปวช. หรือปวส. ไม่แน่ใจ เงินเดือนสตาร์ท 11,500 เอง เวรกรรม

และ 1 ในผู้ประสบภัยแสนสาหัสคือผู้แระกอบการรายย่อยแบบผมนี่แหละ เพราะราคาข้าวของขึ้นได้ไม่จำกัด แต่ราคาขายสินค้าขึ้นได้จำกัด มันมีเส้นที่ผู้บริโภคเต็มใจจะจ่าย ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนวัตถุดิบขึ้นอย่างน้อย 50% ไปจนเป็น 1-3 เท่าตัว แต่ผมก็ยังไม่กล้าขึ้นราคา เช่น หมูบด ผมเคยซื้อครั้งแรกที่ 80-90 บาทเอง ตอนนี้เกือบ 200 พี้ยสุดเกือบ 300 ปีที่แล้ว

ถ้าเราเลือกที่จะคงอัตรากำไรขึ้นต้นไว้เท่าเดิม ราคาขายมันจะขึ้นไปไกลและเราจะเจ๊งเพราะผู้บริโภคไม่ยินดีจ่าย

ผู้ประกอบการรายย่อยจึงอยู่ในสถานะถูกรีดเลือดจนใกล้จะแห้ง จากกำไร 20k ก็เหลือ 10k 5k จนสุดท้ายวันนึงจะขาดทุนและต้องปิดกิจการ

ชื่อบริษัทพิลึกจังเลยครับ ราคาขายสินค้าขึ้นได้(จำกัด)

เคๆ ไว้จะเก็บไปพิจารนังคัดฉามิ

ตั้งชื่อบริษัท มีแต่โจรที่พิมพ์เงินได้ไม่ จำกัด (สำนักงานใหญ่)

นี่แหละครับคือตัวอย่างที่ดีว่าสมนึกได้ความร้ายกาจมาจากไหนกัน

นอกจากจะ**ทำงานหนัก**แล้ว

จะโดนเฆี่ยนตี ว่า **"กระจอก คนรุ่นนี้ไม่อดทน ไม่พอใจก็ลาออกไป"** อีก🌚

ก็ยังดีที่เป็นบวกนะ

วิชานินจา ฉึบชับๆ บึ้ม ⚡️

เขากำลังเล่นกับตัวเลข

ค่าเท่าเดิมแค่จำนวนตัวเลขมากขึ้น

คล้ายๆกับ

ยุคแรก 1kg

ยุคถัดมา 1,000g

ยุคต่อไป 1,000,000 mg

ซึ่ง 3บรรทัดนี้ มันค่าเท่าเดิมเลย แค่ตัวเลขมันหลอกตา

พอมาเป็นจำนวนตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับเงิน คนคนก็เข้าใจผิดคิดว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในบัญชีที่มากขึ้นคือรวยขึ้น คนส่วนมากแยกไม่ออกแล้วว่า ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่เกี่ยวกับมูลค่าของมัน เพราะกำลังในการซื้อไม่ได้เพิ่มตามไปด้วย

อีกหน่อยเงินบาทคงมีหน่วยใหม่ในการนับ แบบ100บาท=1หน่วยใหม่

เหมือนในอดีตที่ 100สตางค์ = 1บาท

สมัยก่อนหลักสตางค์ยังมีค่า แต่ปัจจุบันหลักสตางค์ซื้ออะไรไม่ได้อีกแล้ว

สวัสดีครับ อ. 🧡 อันนี้ผมลองคำนวณจากการได้ขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยปีละ 10% เวลา 10 ปี

หลาย ๆ บ. ที่ปรับปีละ 5% ก็ถือว่าดีมากแล้ว เพราะว่าเขามักจะบอกว่าปรับเงินเดือนตามอัตราเงินเฟ้อ 3~4% เหมือนจะดูดี ดู cover เงินเฟ้อตั้ง 1% แต่คำนวณจริง ๆ จะติดลบกำลังซื้ออยู่ราว ๆ -10% 😱

แบบนี้เห็นภาพมากครับ

“นี่ทฤษฎีสบคบคิดรึป่าว” นี่คือคำตอบที่เคยได้รับเมื่อผมเริ่มสาทยายความ fuck up ของระบบ fiat

โหฟังแล้วอยากร้องไห้แทน🥹

อึ้งไปตามๆกัน.. 😂

สตาร์ท15,000

เข้าเกียร์ 3,000

เหยียบครัช 2,500

เหยียบเบรค 2,000

เปิดไฟเลี้ยวครั้งละ 20

โอ้ว ชีวิตแบบเฟียตๆ

คิดสภาพว่าคุณได้ย้อนเวลาไปคุยกะข้าราชการสมัยจอมพล ป. (ได้เงินเดือนกัน 15-200 บาทได้มั้ง เดาจากเอกสารที่หาได้) คุณเล่าให้เขาฟังว่าในอนาคต คนไทยทำงานได้วันละ 300 เขาจะคิดยังไง 5555555

เขาน่าจะถามกลับมาว่า พวกคุณกินก๋วยเตี๋ยวชามละเท่าไร? 555

โอโห คนลุ่นมึงได้วันละ ๓๐๐ แบบนี้ลวยกันทั้งปะเทด

แต่ก๊วยเตี๋ยวยุคผมชามละ 50 นะพี่

จริงด้วย

รัฐแสดงแค่ตัวเลขเงินเฟ้อที่ดูไกลตัวจนใครหลาย ๆ คนมองข้ามไป "มันก็แค่ 2~4% ต่อปี ที่ข้าวของจะแพงขึ้น ก็แค่ขยันทำงานมากขึ้นก็พอ" หลาย ๆ คนคิดแบบนี้

ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วเราลืมไปว่าเรากำลังถือ หน่วยของเงินที่ออกโดยรัฐ ดังนั้นเงินทั้งกองที่พวกเราใช้กันอยู่มันมีจำนวนทั้งหมดอยู่เท่าไร? เป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป หากจะคำนวณมูลค่าของการเป็นเจ้าของร่วมสำหรับเงินของเรา กับเงินทั้งระบบ (จากความเป็นจริงที่ไม่ได้มาจากปากของรัฐ)

ถ้าหาก เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราอยู่ในระบบของเงินที่ถูกจำกัดปริมาณการผลิต มันถูกล็อกจำนวนไว้ที่ 2,100,000,000,000,000 (2,100 ล้าล้าน) Sats แล้วเงินเดือนเริ่มต้นของเรามันเท่ากับ 15,000 Sats/เดือน กำลังซื้อต่อเงินทั้งระบบของเราจะคิดเป็นประมาณ 0.0000000007%

ผ่านมาอีก 10 ปี เงินเดือนเราขึ้นเป็น 30,000 Sats/เดือน และ ปริมาณเงินทั้งระบบยังคงเท่าเดิม (จริงมันคงจะลดลงเพราะมีคนทำ seed หาย) ปริมาณ Sats ต่อเดือนของเราจะเพิ่มขึ้นมา 100% และ กำลังซื้อของเราต่อเงินทั้งระบบจะมีประมาณ 0.0000000014% (คือเพิ่มมา 100% เท่ากันกับจำหน่วยที่ได้)

แบบนี้ก็เห็นภาพดีว่า ยิ่งเราขยัน ยิ่งเราพัฒนาคุณค่าของเราให้เก่งขึ้นในระบบที่เงินไม่ถูกผลิตเพิ่ม

ทุกอย่างที่เราทำลงไป มันจะตอบแทนทุก ๆ ความพยายามของเรา อย่างสมเหตุสมผล :)

#Siamstr