
เวลาที่เราเห็นคนใกล้ตัวกำลังลำบาก
(เช่น เห็นลูกสับสนกับการบ้าน
เห็นแฟนขัดแย้งกับพี่ของแฟน)
ความเป็นห่วงที่เรามีให้กับเขา
ส่งผลให้เราไม่สามารถอยู่นิ่งได้
.
เราอยากที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ชีวิตเขาดีขึ้น
.
เราเลยเข้าไปให้คำแนะนำก่อนที่เขาจะเอ่ยปากร้องขอ
เราเลยก้าวเข้าไปป้องกันไม่ให้เขา “ทำพลาด”
.
การกระทำของเรามาจากความหวังดีก็จริง
.
แต่บางครั้ง ความหวังดีของเรา
ก็กำลังสื่อสารกับคนใกล้ตัว (แบบอ้อมๆ) ว่า
.
“เธอรับมือกับสถานการณ์นี้ด้วยตัวคนเดียวไม่ได้หรอก”
“ฉันรู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ดีกับชีวิตเธอ (รู้ดีกว่าตัวเธอเองด้วย)”
.
สิ่งนี้จะค่อยๆกัดเซาะความมั่นใจของเขา
และทำให้ใจเราห่างกันโดยที่เราเองก็อาจจะไม่ทันรู้ตัว
.
หากเราหวังดีกับคนใกล้ตัวของเราจริงๆ
ความหวังดีนั้นไม่ควรที่จะ “ขัดแข้งขัดขา” ของเขา
.
หากเราหวังดีกับคนใกล้ตัวของเราจริงๆ
เราจะคอยอยู่เคียงข้างเขาเวลาที่เขาพยายามเดินด้วยตัวเอง
เราจะรับฟังเขาก่อนที่จะเข้าไปแก้ปัญหาให้เขา
เราจะวางใจว่าเขาจะเผชิญหน้ากับอุปสรรคและผ่านมันไปได้
.
หากเราหวังดีกับคนใกล้ตัวของเราจริงๆ
เราจะไม่ “ชี้ชะตา” ชีวิตของเขา
แต่เราจะเชื่อมั่นว่าเขาเข้มแข็งพอ
ที่จะ “เขียนชะตา” ชีวิตของเขาเองได้ครับ
.
อ้างอิง
https://psycnet.apa.org/doi/10.4135/9781446249215.n21
http://dx.doi.org/10.1037/a0012760
https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.92.3.434
#จิตวิทยา #siamstr
น่าสนใจครับ โดยเฉพาะคนเป็นพ่อแม่ เพราะความหวังดีเลยคิดแทนลูก วางแผนชีวิตลูกเองซะเลย
Gm ครับ ตื่นกลางดึกเคยเป็นบ้างครับ
แต่ผมจะเจอปัญหานอนหลับยาก เพราะมักจะคิดอะไรมากไปตอนกลางคืน จนบางทีเก็บไปฝันด้วย พอตื่นมาเลยเหมือนคนนอนไม่พอ ซึ่งกำลังค่อยๆปรับไปครับ กลางคืนก่อนนอนจะทำอะไรที่น่าเบื่อมากๆให้ง่วงสุดๆแล้วค่อยนอน

การออมเงินกำลังทำร้ายคุณรึเปล่า - โมเดลนักเก็บออม 3 แบบ คุณคือแบบไหนกัน?
.
สืบเนื่องจากโพสต์ที่พูดถึงการเก็บออมที่มากไป สุดท้ายอนาคตพัง วันนี้มาเจาะประเด็นนักเก็บออมทั้ง 3 แบบ แล้วคุณละ เก็บออมจนชีวิตพังรึเปล่านะ ไปเริ่มกันที่....
.
1. นักเก็บออมเพื่ออนาคต - คือคนที่อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ยอมสละความสุขเล็กน้อยในปัจจุบันเพื่ออนาคตที่มั่นคง พวกเขามีเป้าหมายชัดเจน เช่น การลงทุน, ทำธุรกิจ, หรือสร้างอิสรภาพทางการเงิน เงินเก็บจึงถูกนำไปต่อยอดอย่างมีประสิทธิภาพ
.
มีเป้าหมาย ทำให้มีวินัยทางการเงินสูงและมีโอกาสสร้างความมั่งคั่งได้มากกว่าคนทั่วไป
แต่อาจจะพลาดโอกาสในการใช้ชีวิตหรือประสบการณ์ดี ๆ ในปัจจุบันไปบ้าง และอาจจะกดดันตัวเองมากเกินไปจนรู้สึกไม่มีความสุขได้
.
2. นักเก็บออมสายสบาย ๆ - คนกลุ่มนี้ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ยึดติดกับของหรูหรา การใช้จ่ายน้อยจึงทำให้มีเงินเหลือเก็บอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องรู้สึกว่าต้องฝืนตัวเอง
.
ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและไม่รู้สึกว่าต้องบังคับตัวเองมากนัก มีเงินเก็บอย่างสม่ำเสมอ และยังมีอิสระในการใช้ชีวิต
แต่อาจจะถูกมองว่าใช้ชีวิตไม่คุ้มค่า หรือพลาดโอกาสในการซื้อประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้ในอนาคต
.
3. นักเก็บออมสายงก - คนกลุ่มนี้เก็บเงินอย่างเดียวโดยไม่ใช้เลย แม้จะมีเงินมากแต่ก็ไม่กล้าใช้จ่าย จนอาจสร้างภาระให้คนอื่น ตนเองมีเงินแต่หยิบยืมคนอื่น สามารถทำให้ตนเองสะดวกได้มากขึ้นแต่ไม่ทำเพราะเสียดายการใช้เงินมาก จึงไม่มีความสุขตามมานั่นเอง
.
มีเงินเก็บเยอะที่สุดในทุกกลุ่ม แต่การใช้ชีวิตอาจไม่มีความสุข และยังสร้างภาระให้คนอื่น แถมเงินเก็บก็ไม่ได้ถูกนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์
พฤติกรรมนี้จัดว่าเป็นการเก็บเงินที่ไม่ยั่งยืนและอาจก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจ และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
.
ในแต่ละคนจะประกอบไปด้วย 3 แบบนี้ ปะปนกันไป อาจจะขึ้นอยู่กับเรื่อง บางคนอาจประหยัดกับค่าซื้ออุปกรณ์ทำงานมากไป แต่กล้าใช้เงินกับค่ากิน ค่าเที่ยว เป็นต้น
.
แนวทางที่ดีที่สุดคือการสร้าง สมดุล และการมีวินัยในการเก็บเงินเพื่อลงทุน แต่ก็รู้จักใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและพอใจไปพร้อม ๆ กัน เพราะการเงินที่ดีควรช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้เราต้องทนทุกข์ทรมานจากเงินที่มี
.
แต่ยังไง การมีเงินเก็บดีกว่าไม่มีนะ ค่อย ๆ เก็บไป ไม่ต้องรีบ
don't rush, just save
#siamstr #penguinnoinvest #เก็บออม
ชื่อเล่น: ระบบรวมศูนย์
ชื่อจริง: ระบบเอามารวมกันแล้วทำให้เหลือศูนย์
#siamstr

จากโพสต์ ศิลปะการเงินของชนชั้นกลาง: อยู่ให้มั่นคง ใช้ให้สุขสมดุล
“ฉันเห็นเพื่อน ๆ รอบตัวเป็นอยู่สองแบบ
แบบแรก: พวกประหยัดจนแข็งตาย
แบบที่สอง: พวกใช้ชีวิตเหมือนเจ้าชาย แต่เงินเดือนเหมือนทาส”
โพสต์นี้พูดถึงการใช้เงินที่ไม่สมดุล อย่างแรกคือใช้มากเกินไป และอย่างที่สองคือเก็บมากเกินไป
เราจะมาพูดถึงเคสที่ 1 กัน ว่าเก็บเงินแบบไหน ที่เรียกว่ามากเกินไปจนไม่ได้ใช้ชีวิต แล้วคำว่าใช้ชีวิตนี้มันดูจากอะไรและมุมมองของใครกันแน่
ส่วนเคสที่ 2 “การเก็บออมที่น้อยเกินไป” โดยเฉพาะถ้าชอบใช้ชีวิตหรูหราเกินตัวจนไม่มีเหลือเก็บ ใคร ๆ ก็รู้ได้ทันทีว่าผลกระทบของมันเป็นอย่างไร
เคสที่ 1 คนที่เก็บออมมากเกินไป
”ชีวิตพวกนี้คือการนั่งนับเหรียญทุกวัน เหมือนนักโทษในเรือนจำที่สร้างขึ้นเอง
เงินเต็มบัญชี แต่ห้ามแตะ ต้องกอดแน่น ๆ เหมือนสมบัติจะหาย ทั้งที่จริง ๆ มันกำลังขโมยความสุขของตัวเองไปทีละวัน
สุดท้ายพอถึงวันที่อยากใช้…ก็ต้องใช้มันจ่ายค่ารักษาอาการ Burn Out ในโรงพยาบาลแทนอยู่ดี”
“ถ้าคุณเก็บทุกบาทแบบหุ่นยนต์ คุณจะตายก่อนจะได้ใช้มัน”
เป็นความจริงที่มีบางคนเก็บหนักจนเป็นอาการทางจิต
แต่คงจะมีน้อยมากที่ “เก็บมากจนแข็งตาย” เพราะโดยปกติคนที่เก็บเงินนั้นขอแยกง่าย ๆ เป็น 3 แบบ
1. คนที่อดทน อดเปรี้ยวไว้กินหวาน คือคนที่ยอมเก็บความสุขในวันนี้ เพื่อไปมีความสุขในวันหน้าแทน หรือเก็บเพื่ออนาคต ไม่ว่าจะไปลงทุน ทำธุรกิจ เที่ยว ใช้ชีวิตอะไรก็ว่าไป
2. คนที่มีความสุขง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ พวกนี้ไลฟ์สไตล์ไม่หรูหรา เที่ยวไม่บ่อย กินไม่แพง คนพวกนี้ใช้เงินเยอะไม่ได้ พอใช้เงินไม่เยอะ ก็เลยมีเงินเก็บ
3. คนที่เก็บอย่างเดียว ไม่สนอะไรทั้งนั้น ไม่สนว่าชีวิตจะทุกข์แค่ไหน มีเงินเก็บเยอะแต่ไม่ใช้ ถ้าหนักมากก็อาจหยิบยืมคนอื่น สร้างภาระให้คนอื่นทั้ง ๆ ที่ตนเองก็มีแต่ไม่ช่วยเหลือตนเอง
.
ซึ่งบทความที่บอกว่า “เก็บมากจนแข็งตาย” คงหมายถึงคนแบบที่ 3 นี่แหละ เพราะมันดูสุดโต่งจนเกินไป
.
เพราะแบบที่ 1 และ 2 นั้น เป็นเรื่องปกติที่คนจะเก็บเงินเพื่ออนาคต ซึ่งใครจะมาตัดสินหรอว่าการใช้ชีวิตแบบไหนคือไม่ได้ใช้ชีวิต ก็ถ้าชีวิตของเขามันมีความสุขง่าย ๆ อ่านหนังสือ นอนอยู่บ้าน ทำอาหารเอง เล่นกันหมาแมว เล่นเกมกับเพื่อน แบบนี้เรียกว่าใช้ชีวิตไหม…..หรือต้องออกไปเที่ยว ไปต่างประเทศ ต้องไปสัมมนา ต้องไปถ่ายรูปกินอาหารหรู ๆ ต้องเช็คอินลง IG ตลอด
ผมว่าสุดท้ายแล้วไลฟ์สไตล์ของใครมันไม่สำคัญเท่ากับคำว่า “เราพอใจเปล่า” ถ้าพอใจมันก็จบ อยากเที่ยวก็ไป แต่ยอมรับว่าเงินเก็บจะน้อยลง ถ้าชั่งใจแล้วว่าประสบการณ์ที่จะได้มันคุ้มกว่าก็จัดไป แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าจะไปเที่ยวดีไหม บางทีการเก็บเงินไว้ก่อนก็ไม่ใช่เรื่องแย่ เราอาจรอมั่นใจก่อน รอทริปที่อยากไปจริง ๆ แล้วค่อยไปก็ยังได้ ไม่จำเป็นต้องไปบ่อยเพียงเพราะกลัวคำว่า “ใช้ชีวิตไม่คุ้ม”
คุ้มไม่คุ้ม มันก็เป็นเพียงแค่คำที่มนุษย์มันสร้างขึ้นมาใช้กันเอง ถ้ามันคุ้มของคุณมันก็คือคุ้ม ไม่ว่าใครจะมองยังไงก็ตาม
ชีวิตบางคนก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย การต้องฝืนพยายามทำตัวให้โลกจดจำอาจจะเป็นทุกข์ซะมากกว่า
“ความมั่งคั่งที่แท้จริง ไม่ใช่การมีเงินมากที่สุด แต่คือการมีชีวิตที่มั่นคงพอ และยังอยากตื่นมาใช้ชีวิตทุกเช้าในแบบที่คุณชอบมันจริงๆสักที”
แบบไหนที่เรียกว่ามั่นคงพอ มันก็คงไม่มีคำตอบหรอก บางคนมีเยอะก็ไม่ได้รู้สึกว่าพอ บางคนที่มีน้อยอาจจะรู้สึกพอได้ ผมว่า Key คือคำว่าอยากตื่นมาใช้ชีวิตทุกเช้านี้แหละ
วันนี้เราเหนื่อยกันไปเพื่ออะไร เพื่อให้วันนึงเราตื่นมาแล้วรู้สึกว่ามีความสุขตั้งแต่ตื่นนอน (อิสรภาพ) น่าจะเป็นชีวิตที่ดีไม่เลวเลย ทีนี้ก็คงต้องทบทวนกันเอาเองว่า พอ ของเราเองมันอยู่ที่ตรงไหน และเราทุกคนต่างก็ “เก็บ” และ “ใช้” เพื่อเป้าหมายนั้นนั่นแหละ
don’t rush, just save
#siamstr
#เก็บออม
#penguinnoinvest
GM ครับ ยุงบอกวันนี้ stack ไว้ก่อน เดี๋ยวกัดทีเดียวพรุ่งนี้
นึกถึงตอนแรกที่ผมเข้ามาซื้อ btc ก็เพราะอยากลงทุนอะไรสักอย่าง แต่ความรู้การลงทุนก็ไม่มี (ความจริงในใจคืออยากรวยเร็วนั่นแหละ) ก็เลยเทรดเล่นมั่วซั่วไปหมด แล้วค่อยมาทำความเข้าใจทีหลังว่าเงินคืออะไร เงินควรเป็นแบบไหน
ความเข้าใจเลยเกิดขึ้นในภายหลังจากที่้ราเจ็บตัว
ผมก็เคยป้ายยาแต่ไม่สำเร็จเพราะเหมือนผมไปยัดเยียดบอกสิ่งที่ถูกให้กับเขาตั้งแต่แรก
ซึ่งเขามักไม่ได้สนใจ
โดยปกติคนชอบการเรียนรู้ แต่ไม่ชอบถูกสอน
จากนั้นเวลาคุยเรื่องเงินกัน ผมเลยบอกแค่ว่าผมเก็บ btc นะ แค่นี้เลย ถ้าเขาอยากรู้เดี๋ยวเขาถามต่อเอง เช่น “ยังไม่เจ๊งหรอ” ก็เป็นโอกาสให้เราได้พูดถึง btc ต่อไป
"ให้น้อยลง" แม่มักจะพูดประโยคนี้ขึ้นมาเสมอ หลังจากกลับมาบ้าน และแกะห่อกับข้าวที่ซื้อมาจากตลาด

ผมได้ยินแรก ๆ ก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนัก แต่เวลาผ่านไป ผมก็ได้ยินแม่พูดเรื่อย ๆ
.
และไม่ใช่แค่ร้านเดียว แต่ไม่ว่าร้านไหนๆ ก็ดูจะให้น้อยลงสำหรับแม่
คำว่า "ให้น้อยลง" กลายเป็นเหมือนบทสวดที่เราจะท่องทุกครั้งก่อนทานอาหาร
ผมก็มักจะบอกว่า "มันก็เป็นแบบนี้ทุกร้านนั่นแหละ" โดยที่ผมไม่เคยสังเกตเลยว่าแม่ค้าให้น้อยลงจริงหรือไม่
.
"มันน้อยลงยังไง"
"นี่ไง เมื่อก่อนให้หมู 4 ชิ้น เดี๋ยวนี้ให้ 3 ชิ้น"
"ขนาดเท่าเดิมมั้ย"
"ไม่ หมูมันบางลง เมื่อก่อนหนากว่านี้ ดูสิเดี๋ยวนี้หั่นซะบางเฉียบ"
.
แต่ความจริงคือ แม่เป็นสิ่งมีชีวิตที่รับรู้ทุกความผิดปกติได้อย่างเหลือเชื่อ
ส่วนผมเป็นคนประเภทที่ หากมีอะไรสักอย่างเปลี่ยนไปก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเปลี่ยนไป
.
เราก็ได้แต่ตั้งคำถามว่า ทำไมร้านถึงทำแบบนี้ ลดคุณภาพสินค้าของตัวเองล่ะ เขาไม่รู้หรอว่าทำแบบนี้ลูกค้าจะหายไป แต่จะหนีไปไหนก็เจอแต่ของราคาแพง ถ้าไม่แพงก็คุณถาพด้อยลง หนีไปร้านไหนก็ไม่พ้น เป็นชะตาที่มิอาจเลี่ยง
.
ตอนหลังถึงได้รู้ว่ามันคือผลกระทบจากเงินเฟ้อ ถ้าแม่ค้าเพิ่มราคา เดี๋ยวคนก็ไม่ซื้อ เลยต้องลดคุณภาพสินค้าเพื่อให้ขายราคาเดิมได้
.
และนั่นคือบทเรียนที่แม่สอนผมเรื่องเศรษฐศาสตร์โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ จาก "ให้น้อยลง" กลายเป็นความจริงที่ทำให้เราตระหนักว่าเงินที่อยู่ในกระเป๋าของเรานั้น มีอำนาจในการซื้อลดลงไปทุกวัน ทุกวัน
don't rush, just save - penguin no invest
#siamstr #penguinnoinvest #เงินเฟ้อ
GA #siamstr ลุยงาน Motion Graphic กันต่อ

ความหลงผิดในเรื่อง "High Risk High Return"
.
"High Risk High Return" ที่ได้ยินกันบ่อย ๆ นั้น เรามักหยิบยกมาพูดกรอกหูตัวเองเวลาเราต้องการทำอะไรที่อยากได้ผลลัพธ์เร็ว ๆ
.
ความจริงแล้วเราคิดถึงแค่ ผลตอบแทนที่สูง (High Return) และ ต้องได้ผลตอบแทนอย่างเร็ว (Fast Return) โดยที่ไม่ได้สนใจความเสี่ยง (Risk) เลยแม้แต่นิดเดียว
.
สำหรับบางคน "High Risk High Return" เป็นแค่คำบอกตัวเองว่า "อย่าไปคิดเยอะเลย เสี่ยงให้มากเข้าไว้ เดี๋ยวผลตอบแทนก็มากตามเอง" ความจริงแล้วนั่นคือการพูดกับตัวเองว่า "ฉันต้องการ High and Fast Return ส่วน Risk เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ต้องสนใจ"
.
ทางที่ปลอดภัยและมั่นคงอย่าง "Low Risk High Return" เช่น การลงทุนกับความรู้และพัฒนาทักษะที่เราถนัด กลับถูกมองข้าม แม้มันดูเป็นทางที่ดี แต่มักถูกมองข้ามเพราะได้เงินช้าเกินไป - เรื่องที่ใคร ๆ ก็รู้กลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ เพราะผลลัพธ์มันช้า สมัยนี้ใครมันจะไปรอ อยากได้อะไรต้องรีบไปหมด จะให้รอรวยไม่เอาหรอก สู้เอาเวลาไปผลาญเงินเล่นสบายใจกว่าเยอะ
.
"ทำยังไงก็ได้ให้ได้เงินมากและเร็วที่สุด" ซึ่งความคิดนี้มันก็ไม่ได้ผิด สำหรับคนที่ทำได้จริงก็ต้องยอมรับว่าเขาเก่งมาก แต่สำหรับเรา ๆ ที่ไม่ได้เก่ง เส้นทางที่ปลอดภัยกว่านั้นมีอยู่ตลอด แต่กลับไม่สนใจ
.
ทำในสิ่งที่คุณถนัดและทำมันให้ดี คือการสร้างเส้นทาง "Low Risk High Return" ให้กับตัวเอง อย่าไปทำอะไรที่เสี่ยงสูงแต่สุดท้ายได้ผลตอบแทนต่ำและไม่ใช่สำหรับคุณ
don't rush, just save - penguin no invest
#siamstr








