Avatar
Songpop
bc9bd83ed5fa5cb4e7369b0553367070d553fcb46a7e8336ed7ebccc856afd2c

Review จากคน ไม่มีศาสนา อยู่พักหนึ่ง

จนเป็น พุทธโธเลี่ยน โดย สมบูรณ์

จากคนไม่นับถือ เพราะ เข้าใจ แค่ผิวเผิน

ตั้งข้อสงสัยมากมาย คนเข้าวัดไป ขอหวย

ไปบูชา วัตถุมงคล

หรือแม่แต่กระทั่ง ของในสิ่งที่เป็นทุกข์ ทั้งทางกายและใจ

จนเข้าใจในระดับนึง

ว่า สิ่งที่เราประสพพบเจอใน ประเทศนี้ เป็น เพียง เปลือก อันนึง ที่เรายึดถือ กันจนเป็นวัฒนธรรม จนเป็นความเชื่อ จนเป็นการชี้ น่า ตีตรา ว่า ไม่กระทำ แบบนั้น

แบบนี้ จะบาป

เช่น ไปขรี้ อย่านึกถึง พระนะ บาป

แต่ จริงๆ เป็น นัยยะ ต่อการละอายต่อบาป ภายในจิตใจ ของเราเสียมากกว่า ต่อ การคิด การรู้ศึก การกระทำ

ส่ง ผล ออกมาเป็น รูปแบบ ของ กรรม (Action )

การกราบไหว้ขอ ในสิ่งที่ อยากให้สมหวัง ก็ไม่ผิดอะไร ถ้ายกระดับจิตใจ ได้ดีขึ้น หรือแม้แต่จะสบายใจมากขึ้น

มนุษย์แต่ล่ะคน มี กรรมเป็นของตน ไม่มีใครใช้กรรมแทนกันได้

มีอหังการ มีสิ่งยึดมั่นแตกต่างกัน

ศาสนาพุทธ หลักใหญ่ใจความ คือ อนิจจังทุกขังอนัตตา

จะบอกว่า เราไม่มช่ตัวไม่ใช่ตน คนส่วนใหญ่ ก็คงยังไม่เข้าใจ

เพียงแต่มันคือข้อเท็จจริง ที่ศาสนาพุทธ ค้นพบ ว่า

เราไม่ใช่ตัวตน บุคคล เรา เขา

เราคือ 10 ยกกำลัง84 ที่เชื่อม ทุกจุดในจักรวาล ผ่าน

ตา หู จมูกลิ้นกายใจ

แต่ กว่าจะ เข้าใจมาถึงตรงนี้ ก็ต้อง ผ่าทุกความเชื่อ แม้แต่วัฒนธรรม ประเพณี และ เรียนรู้ ด้วยใจ ที่ว่าง และเป็นกลางมากพอ ศาสนาพุทธไม่ใช่ความเชื่อ แต่เป็นหนทาง สู่ทางหลุดพ้น " วัฏสงสาร"

และแม้แต่กระทั่ง การพ้นทุกข์ แบบชับพลัน เข่นการเจริญสติ และแนวทาง การปฎิบัติ ต่อผู้อื่น เพื่อไม่ให้ เกิดกรรมใหม่

และการ เฝ้า ดูสติ เพื่อ ไม่กระทำ กรรมใหม่ที่เป็น อกุศลกรรม ต่อไปในอนาคต และการยกระดับจิต และทำกรรมดี (กุศลกรรม) ต่อ

การให้ทานเป็น การสละซึ่ง กิเลส และยกระดับจิตในอีกรูปแบบนึ่ง ซึ่ง เคยสงสัย อยู่นานมาก ว่าพระบิณฑบาต ทำไม ทำไมไม่ซื้อข้าวกิน

การที่ท่านบิณฑบาต ก็คือการโปรดสัตว์ ในรูปแบบนึ่งเช่นกัน

และการที่ เรายังคงอยู่ในศาสนา นี้ ก็ถือ ว่า เรามี กรรมเป็นแดนเกิดที่ ดี ที่ได้เกิดมาเป็น มนุษย์ มีจิตใจ สมบูรณ์ มี ร่างกายที่ สามารถกระทำกรรม ใหม่ ได้ ทั้งกรรมดี และไม่ดี และสุดท้าย การฝึกเจริญสติ เพื่อรู้เท่าทัน ความคิดและจิตที่ยึดติดต่อสิ่งต่างๆ ทั้งทุกข์ทั้งสุข

และฝึกปล่อยวางในที่สุด

เพราะสุดท้าย มีแต่ "รูป กับ นาม"

ไม่มี สัตว์บุคคลตัวตนเรา เขา

#siamstr

#nostr

ธรรมมะมันเป็นศาสตร์ ถ้าเรามองข้ามเปลือกเช่นพิธีกรรมต่างๆ เราจะได้แก่นคือวิธีปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์(ทางใจ) ถ้าฝึกถูกทางก็จะเห็นผลได้อย่างรวจเร็วด้วยตนเองตามลำดับครับ

ส่วนเราก็ทำงานต่อไปครับ ^^

Nostr มันเป็นสิ่งที่เราสนใจกดติดตามไว้ ไม่มีอัลกอริทึ่มดึงเราไว้ 555

ขนาดผมเองที่พยายามใช้ให้น้อยที่สุด บางวันก็โดนไปหลายชั่วโมงเลยครับ

Replying to Avatar Johnny Jun

Gn/Gm #siamstr

เปนอีกวันที่รุ้สึกยินดี ดีใจ ที่ตัดสินเก็บทรัพย์สินย์เป็น #bitcoin หลังมีข่าวเกี่ยวกับแอพธนาคารอีกแล้ว

เดินทางมาอยู่แดนไกล ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องการเข้าแอพธนาคารไม่ได้ รับotpไม่ได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องขนทองคำแท่งข้ามประเทศ มีเงินเก็บรักษาไว้ใช้ตอนกลับไทย มีเงินไว้ให้พ่อแม่ใช้ อนาคตแพลนจะไปทำงานไปเรียนที่ประเทศไหน เงินก็เป็นของเราเสมอ

การที่ต้องรับผิดชอบเงินของตัวเอง ทำให้เราศึกษามันจนพอจะเข้าใจวิธีการเก็บรักษาเงินของตัวเอง ไม่ต้องไปหวังพี่งระบบรักษาความปลอดภัยของแอพธนาคาร

ผมยังติดอยู่ปัญหาเดียว ก็คือถ้าต้องใช้จริงๆ ในลักษณะเงินก้อนใหญ่ ยังคิดวิธี cash out ดีๆไม่ได้ กฎหมายยังห่างไกลที่จะใช้ในการซื้อของที่รับชำระแต่เงิน fiat แต่มันก็เป็นข้อดี ไม่รู่จะเอามาใช้ยังไง ก็ไม่ใช้ เป็นปัญหาที่กลับเป็นข้อดี ให้ #hodl ง่ายขึ้น สบายใจ

แต่ยังไงก็ใส่ Lighting Adress ให้ผม Zap หน่อยได้ไหมครับ ^^

Replying to Avatar teemie ⚡

เราสนใจอะไรใน bitcoin

Bitcoin มีหลายอย่างที่ทำให้ผมสนใจศึกษา หรืออย่างที่ทุกคนเรียกสิ่งนี้ว่าลงหลุมกระต่าย สำหรับผมนั้น มันมีหลายมุม น่าจะแบ่งออกเป็น 3 เรื่องใหญ่ๆครับ

1. เรื่องการเงิน 💰 ถ้าถามเหล่า bitcoiner ว่า bitcoin คืออะไร พวกเราน่าจะตอบคล้ายๆกัน bitcoin คือเงิน เป็นเครื่องมือสำหรับเก็บออม เป็น store of value ที่ยอดเยี่ยมแห่งยุคสมัย หรือเป็นเครื่องมือที่ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ใช่ครับสำหรับผม bitcoin มันเป็นสิ่งเหล่านั้นเลย ผมใช้ bitcoin เป็นการออมเงินในช่วง 2 ปีมานี้ โดยใช้วิธี dca ครับ ผมวิเคราะห์กราฟไม่เป็น ลองอ่านหนังสือ technical trading แล้วทำตามไม่ได้ เอาวิธีที่เราถนัดคือ dca เนี่ยง่ายที่สุด แม้จะทำให้ผมไม่สามารถได้ bitcoin ในราคาต่ำที่สุด แต่เราทำตามได้ง่าย ไม่ต้องใช้การตัดสินใจ ทำตามแผน dca ซึ่งเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และเมื่อผมเก็บออมใน bitcoin ผมจึงยังไม่เคยขาย bitcoin ออกไปเลยแม้แต่ sat เดียวทุกวันนี้ก็ยังคงซื้อแบบ dca ในทุกวันเสาร์ สัปดาห์ละหนึ่งครั้งครับ #satsday

2. เรื่องเทคโนโลยี 🛠️ bitcoin มีเทคโนโลยีอยู่เบื้องหลังเยอะมากๆ เช่น cryptography, sha256, diff adjustment, distributed ledger, ecdsa, schnorr, taproot, lightning network ฯลฯ มันเป็นเครื่องมือการเงินที่ไม่เหมือนที่เคยมีมา ทุกคนผู้ใช้ระบบนี้สามารถมีส่วนร่วมในเทคโนโลยีต่างๆได้ ทั้งในแง่การใช้งานและการพัฒนาระบบ ตัวผมเองเริ่มศึกษาจากคลิปของอาจารย์ตั๊ม และมาลงหลุมกระต่ายจริงจังในเรื่อง lightning network จากอาจารย์เดชา ความรู้ทางด้านนี้สามารถศึกษาได้จากหลากหลายช่องทางมากๆ ทั้งจาก github ของนักพัฒนา, จาก youtube สอนต่างๆ, จากงาน conference หรือ workshop, จาก podcast พูดง่ายๆ ว่ามีเวลามากแค่ไหนก็ศึกษาได้ไม่หมดสักที ผมยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้เก่งหรือเชี่ยวชาญอะไรมากนักหรอกครับ แค่อยากลองทดสอบอะไรไปเรื่อยๆ และอยากเห็นเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง ยังมีทำผิดทำถูกอยู่เสมอ และมันก็เป็นการเรียนรู้เเละพัฒนาให้ดีขึ้นๆครับ

3. เรื่องปรัชญาและเศรษฐศาสตร์ 📚 เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมไม่ถนัดที่สุด ผมได้เข้าใจวิธีคิดเหล่านี้มาจากอาจารย์ตั๊มและ community ของพวกเรานี่แหละครับ ผมนั่งฟังจากสภายาส้ม อ่านบทความของ rightshift อ่านจาก note ใน nostr จึงพอเข้าใจหลักคิดปรัชญาใน bitcoin มากขึ้น ถามว่าปรัชญาของ bitcoin มีอะไรบ้าง เท่าที่ผมพอเข้าใจก็อย่างเช่น don’t trust but verify, proof of work, asset ownership, value 4 value, low time preference, free market and freedom เป็นต้น สิ่งเหล่านี้มันสามารถปรับมาใช้ในการดำเนินชีวิต ทั้งการทำงาน ความสัมพันธ์ การลงทุน การใช้จ่าย และอื่นๆ ผมคงนำมันมาใช้ได้บางส่วน อาจไม่ได้ลึกซึ้งหรือเชี่ยวชาญอะไรนัก บางอย่างมันค่อนข้างตรงกับนิสัยของผมอยู่แล้ว เช่น เวลาลงทุนเราจะมองระยะยาว เช่นเดียวกับความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัวที่ควรให้เวลาที่เหมาะสม หรือการให้คุณค่ากับความสามารถในการทำงานทั้ง skill knowledge & experience พยายามผลักดันน้องๆในทีมจากจุดนั้นให้แข็งแรง เพื่อต่อยอดต่อไปได้

เรื่องราวความรู้ต่างๆ ของ bitcoin ยังคงมีอีกหลายอย่างที่ผมยังไม่ทราบ และคงต้องให้เวลากับมันต่อไป ไม่ต้องเร่งรีบ แต่อย่าหยุด ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และให้ความสำคัญกับความเข้าใจและความเป็นเหตุเป็นผล ถ้ามีเวลาจงศึกษา bitcoin อย่างที่คุณจิงโจ้คอยบอกอยู่เสมอครับ

#siamstr

ผมชอบเรื่องปรัชญาและเศรษฐศาสตร์ครับ

ผมว่าก่อนจะเปิดร้าน ต้องทำร้านง่ายๆลงทุนน้อยๆ อาจะไปทดลองเปิดบูตต่างๆหรือขายผ่านพวก Grab หรือออนไลน์ก่อน ถ้าคนชอบขายได้ค่อยลงทุนเพิ่ม ถ้าไม่ Work เราเสียหายไม่มาก Cut loss ไปทำอย่างอื่นครับ

Replying to Avatar Jakk Goodday

จริงๆ ผมก็เป็นคนแบบนั้นนะ.. แต่คนละมุมมอง.. ผมไม่พอใจสิ่งที่เป็นอยู่ พยายามจะดีขึ้นตลอดเวลาในลักษณะที่เป็นสุข ไม่ใช่ทุกข์

มันเริ่มจากเรายอมรับและเข้าใจก่อนว่า เหตุที่เราไม่พอใจคืออะไร การทำได้ดีขึ้ยเป็นเรื่องสนุกท้าทาย เป็นการเรียนรู้ที่ไม่เคยจบสิ้น มันไม่ใช่สิ่งที่ควรเอาให้ได้ ผลลัพธ์ในกระบวนการนี้ไม่สำคัญเท่ากับ การค้นพบวิธีการ ซึ่งผมมักนำมันไปแบ่งปันต่อ

การพยายามของเรานั้นไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อตัวเราเองเพียงอย่างเดียว แต่เราหวังจะถ่ายทอดประสบการณ์นั้นไปสู่คนอื่นๆ ด้วย

แค่เราเริ่มต้นคิดจะดีขึ้น สำหรับผมมันมีความสุขแล้ว ผมจินตนการเห็นภาพตัวเองที่ดีกว่า เห็นบรรยากาศ ความภาคภูมิใจ appreciation จากผู้คนที่ได้รับ ฯลฯ

การพยายามจะดีกว่า เป็นเครื่องมือเยียวยาส่วนตัว ที่ผมใช้เพื่อดึงสมาธิตัวเองออกจากเรื่องลบๆ รอบกายในปัจจุบัน อารมณ์เหมือนเด็กเล่นเกมส์ที่อยากพิชิต Archivement

แต่ผมไม่เคยกดดัน ไม่เคยฟุ้งซ่าน ไม่เคยเครียด ไม่เคยนอนไม่หลับ ความสุขทำให้หลับง่ายขึ้นอีกต่างหาก

พอเพียงไม่ใช่พอเพียงในเหตุ แต่มีเป้าหมาย ลงมือทำเต็มที่แล้วแต่พอเพียงในผลลัพย์

พระพุทธเจ้าได้สอนหัวใจเศรษฐีหลักที่ทำให้ร่ำรวยคือ

1. ขยันหา

2. เก็บออม ลงทุน

3. คบคนดี ไม่เบียดเบียนกัน พาไปกันในทางที่ดี

4. ใช้ชีวิตพอเพียง

.

คือพอเพียงเป็นสิ่งสุดท้าย แต่สิ่งแรกต้องขยันทำมาหากินก่อน

สมัยนี้คนเข้าใจคำว่าพอเพียงผิดๆ ว่าต้องยากจนทำตัวปอนๆทำเกษตร แต่จริงๆคำว่าพอเพียงคือความร่ำรวยและใช้ชีวิตสมฐานะไม่ฟุ้มเพ้อ พอเพียงสามารถขับรถคันละ 10 ล้านได้ถ้ามีรายได้ปีละ 100 ล้าน

.

แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจกันหรือไม่ก็ปั่นให้คนเข้าใจผิดเท่านั้นเอง

Replying to Rattawit027

"ชีวิตฟรีแลนซ์มันไม่ง่าย มันเรียลโคตร"

ขอเขียนเรื่องนี้บันทึกไว้กับตัวเองหน่อย

น้าแน้ก/แอ๊ด ในวัยใกล้จะ 40

.

ตั้งแต่ตั้งใจว่าจะเอาดีในการเป็นฟรีแลนซ์ เริ่มทำบริษัท

จนได้จดบริษัท

.

ตั้งแต่วันสุดท้ายที่ เป็นพนักงานประจำ น่าจะช่วงประมาณ ปี 60

ในตำแหน่งงานคนคุมงาน ตอนนั้นไซท์จบ เราก็ตัดสินใจว่าไม่ทำต่อแล้ว

เลยหยุดออกมาเป็นฟรีแลนซ์ เต็มตัว ตอนแรกที่มาเริ่มทำฟรีแลนซ์

สองสามเดือนแรกที่ทำงาน จะเป็นการรับงานจิปาถะ ไม่มีแนวทางชัดเจน

เรียกได้ว่า มีอะไรให้ทำก็ทำหมด ตัดโมเดล เขียนแบบ เมชเชอร์ คอนเซาท์คุมงานก่อสร้าง

.

เดือนแรกหลังจากเริ่มเป็นฟรีแลนซ์ รู้สึกได้เลย ว่าใช่เลย

"นี่แหละทางของกู" แม่งโคตรเจ๋ง

ทุกอย่างแม่งขึ้นอยู่กับตัวมึง มึงทำงานน้อยมึงก็ได้เงินน้อย มึงทำงานมากมึงก็ได้เงินมาก มึงนั่งไถฟีตรูดเฟสบุ๊คไปเปื่อยๆ ยังไงมึงก็ไม่ได้เงินเพิ่ม ถ้ามึงแยกแยะไม่ได้ว่าลูกค้าคนไหนโอเค คนไหนให้เกียรติเรา คนไหนต้องการมาเอาเปรียบเรา มึงมองพลาดมึงก็เจ็บเอง แล้วจังหวะไม่มีจะแดก มึงจะอดจะทนยื้อไปจนถึงสิ้นเดือน ยังไงมึงก็ไม่มีเงินเข้ามา 5555

.

ตอนนั้นแม่งเหมือนคอร์สเร่งรัด เหมือนมึงโดนถีบลงกลางทะเล คือมึงต้องรอดให้ได้สถานเดียว ช่วงแรกๆ กับการเป็นฟรีแลนซ์คือการลองผิดลองถูก ทำงานมันทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ค่าจ้างก็ต่อรองอะไรไม่ได้มาก และด้วยความที่เราเป็นคนง่ายๆสบายๆ เค้าจ้างเท่าไหร่ก็เอา งานจึงมีมาก เหนื่อยแต่ยังลุ่มๆดอนๆ แต่ก็ได้พี่น้องๆส่งงานมาให้ทำอยู่เรื่อย ใช่เลยเราเจอทั้งประสบการณ์ดีร้าย โดนชิ่ง ไม่จ่าย หรือพี่บางคนเราเสนอราคาไป เค้าบอกเลยมึงคิดราคามาน้อยไป พร้อมกับบวกเงินค่าจ้างมาให้เพิ่มเกือบ 2 เท่า

.

ช่วงแรกเราเป็นคนเกรงใจคน กลัวว่าจะคิดราคาเค้าแพงไป จึงเป็นข้อเสียในการชอบกดราคาตัวเองทั้งที่เค้ายังไม่ได้ต่อ ช่วงนั้นลุ่มๆดอนๆจริงๆ

ช่วงแรก ผมมาประเมิณตัวเอง อิมเมจที่ทุกคนนึกถึงผมมันจะประมาณว่า

.

"งานหนัก งานเร่ง งานใช้แรงงาน งานแบกหาม งานขอแรง งานฟรี งานค่าจ้างน้อย งานลุย" คนจะนึกถึงผมก่อนเลย อาทิเช่น ใครจะย้ายห้อง ย้ายหอ ผมนี่มือ 1 ไปทุกที่ จัดให้อย่างเนี๊ยบสบายใจ 5555 อันนี้ไม่ได้รู้สึกไม่ดีนะ เพราะเราก็ยินดีช่วยจริงๆ

.

ทีนี้พอเป็นฟรีแลนซ์ เรื่องแรกเลยที่ผมต้องเร่งเคี่ยวกรำคือ

"การมองคน ให้ขาด" ช่วงแรกต้องฝึกฝนเรื่องนี้อย่างมาก ว่าคนที่เข้ามาจ้างงานเราเค้าเป็นคนแบบไหน แฟร์มั้ย ให้คุณค่าของงานเรารึเปล่า

ต้องฝึกฝนอย่างมาก เพราะมันเจ็บมาเยอะจริงๆ

จริงๆทุกวันนี้ก็ยัง มองคนไม่ขาดมากนัก แต่ก็ดีกว่าแต่ก่อนมากโข เชื่อเถอะ

ตอนแรกต้องฝึก เวลาเข้าไปคุยกับเค้าครั้งแรกต้องมองให้ออกให้ได้ว่าคนนี้แฟร์มั้ย เพราะบางทีรับทำงานไปแล้ว เราต้องมาเสียสุขภาพจิตกับคนๆนี้ไปอีกเป็นปี หร์ออาจจะหลายปีก็ได้

เพราะถ้าครั้งนี้มองพลาด ต้องกลับมาประเมิณว่าพลาดเพราะอะไร ครั้งหน้าต้องไม่พลาดอีก แต่มันก็ยังพลาดในเรื่องใหม่ๆอยู่เสมอ

.

แล้วก็อีกอย่างที่สำคัญมาก คือต้องมีเครื่องมือ เครื่องมือที่ผมใช้แล้วเวิร์คมากคือ "การเก็บมัดจำ" 5555 อาจเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับคนอื่น แต่สำหรับผม มันยากจริงๆ คือว่า ใช้วิธีว่า ทำพอร์ตให้ดี ให้เห็นภาพว่าเราทำอะไรได้ จ้างเราเค้าจะได้อะไร แล้วต้องเก็บมัดจำ ถ้าไม่จ่ายมัดจำไม่เริ่มงานเด็ดขาด 555 แค่นี้ก็พอประเมิณได้ในความแฟร์ของเค้า ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นเรื่องพื้นฐานมาก แต่กว่าจะผมจะก้าวผ่านจุดนั้นมาได้ไม่ง่ายเลย

.

ทีนี้ปัญหาอีกเรื่องคือ การเป็นฟรีแลนซ์ ที่งานอะไรมึงก็รับหมด อิมเมจมันไม่ชัด งานเลยเข้าบ้างไม่เข้าบ้าง เช่นสมมุติ นึกหาคนเขียนแบบเคลียแบบให้ หน้าโมแม่งจะลอยขึ้นมาเลย

ทีนี้ผมก็มาคิดว่ากูทำอะไรได้ดีวะ เลยตัดสินใจสโคปงานตัวเองเหลือแค่ 2 อย่าง คืองานคอนเซาท์งานก่อสร้างแบบฟรีแลนซ์ กับงานเมชเชอร์

เราตัดงานอื่นออกหมดแล้วเหลือรับงานแค่ 2 อย่างงี้จริงๆ ทีนี้ดีขึ้นมาก

พออิมเมจชัดเวลามีงานพวกนี้ คนก็กริ๊งกร๊างมาหา

.

ในช่วงแรกที่คนยังไม่ค่อยรู้ว่าตอนนี้เราทำงานอะไร ตอนนั้นเรียกได้ว่าดีดดิ้นขั้นสุด ต้องทำหลายๆอย่างที่ฝืนตัวเอง พยายามออกไปงาน แนะนำตัวเอง ตามที่เค้าสมาคมกัน ตามที่ๆพี่ๆสถาปนิกเค้ารวมตัวกัน เออแต่แม่งได้ผลหว่ะ เข้าใจเลยคำว่า "อย่าอายทำกิน" เลยพอมีงานเข้าต่อเนื่อง

.

อีกอย่างที่ต้องปรับคือ อิมเมจ "อิมเมจ งานหนัก งานฟรี งานเหนื่อย" ต้องใช้เวลาอย่างมากที่จะปรับ อิมเมจพวกนี้ ใช้เวลาพิสูจน์เรื่อยๆ ค่อยๆกล้าเสนอราคา เทคนิกก็คือ สมมุติวันนี้เรารับงานประมาณนี้อยู่ 20,000 บาท ทำไปทำมาค่ารถค่าราค่าแรงสุดท้ายเหมือนไม่ได้กำไรอะไรเลย ทีนี้สำหรับคนที่เคยจ้างเรา 20,000 เราก็ยังคิดราคานั้นอยู่ แต่คนที่เข้ามาใหม่ เราจะลองเสนอที่ 22,000 ถ้ายังมีคนจ้างอยู่แสดงว่า มันขึ้นได้อีก ครั้งหน้า ก็ขยับเป็น 25,000 ขยับไปเรื่อยๆจนมันจะมี ตัวเลขที่ เสนอไปแล้วมึงไม่ได้งานเลย ก็ขยับปรับลงมา แสดงว่าเนื้องานในตลาด มันจ่ายสูงสุดได้ราคานี้แหละ

.

แล้วเราทำงานคู่ขนานมาตลอด ระหว่างงานคอนเซาท์ก่อสร้าง กับงานเมชเชอร์ เราพบว่า งาน 2 อย่างนี้เราทำได้ แต่แม่งคนละโลกตรงข้ามกันเลย

งานคอนเซาท์แม่งต้องบริหารจัดการ วุ่นวายเกี่ยวกับคนเยอะมาก แต่ละวันมึงรับโทรศัพท์กันให้วุ่น ประณีประนอม รอบคอบ ใช้เอกสารจัดการงาน

ความเสียหายทุกอย่างแม่งมีราคา แล้วก็มีคนที่ต้องจ่าย ขึ้นอยู่กับว่าสรุปกันได้มั้ยว่าใครจะจ่าย เลยวุ่นวายปวดหัวมาก ใครที่ยังสนุกและสามารถทำงานคอนเซาท์ หรือเป็นผู้รับเหมาที่ดี ที่มีประสิทธิภาพได้ ผมเลยนับถือเค้ามาก คือมันยากแบบยากจริง คนพวกนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะได้เงินเยอะๆ แบบถ้าเจอดีๆซักคน มึงยกมือไหว้ท่วมหัวได้เลย ขอบคุณเค้ามากๆ คือคนทำดีๆมันหายากจริงๆ

.

ตัดสลับมาที่งานเมชเชอร์ เวลาผมเหยียบไปที่ไซท์ นั่นแหละสรรรค์ของผมเลย มีแค่ตัวผมกับบ้านร้างๆ ทำงานไม่ต้องไปยุ่งกับใคร เซ็งอย่างมากก็กลิ่นขี้แมว ขี้ค้างคาว แต่มันโอเคกว่าปวดหัวกับคนเยอะ งานนี้อาจจะต้องจิตแข็งหน่อย เพราะบางหลังมันหลอนจริงๆ เข้าไปทุกไซท์ ผมไหว้งามๆก่อนเลย บอกเจ้าของบ้านเค้าจ้างผมมานะ เอ็นดูผมด้วย แล้วทุกไซท์ก็ผ่านไปได้ด้วยดี และอีกอย่างของงานเมชเชอร์ที่ผมชอบมาก คือแม่งเป็นงานที่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก หรือเทสด้านความงามเกี่ยวข้อง 3.55 คือ 3.55 พี่จะเอายังไง หรือว่า วัดได้ 3.56 พี่จะให้ผมปัดมั้ย หรือเอาตัวเลขนั้นเลย คือพอมันเป็นตัวเลขแล้วมันเข้าใจง่าย ไม่มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง มีผิด มีถูกที่วัดได้ ชัดเจน นี่แหละสวรรค์ของผมเลย

.

อีกเรื่องพอมึงมาเป็นฟรีแลนซ์ หรือเริ่มทำบริษัทแล้วก็ตาม วันเสาร์อาทิตย์มึงจะหายไป จริงๆมันพูดง่ายเรื่อง work life balance แต่ในทางปฏิบัติแล้วความเป็นฟรีแลนซ์มันทำยาก เค้าโทรมาวัศุกร์ค่ำๆ อยากได้ใบเสนอราคา ถ้ามึงรอจนวันจันทร์ถึงจะเริ่มทำให้เค้า งานอาจจะหลุดไปแล้ว ตอนนี้ผมเลยใช้วิธี เอาทุกอย่างมาหยำกันหมด อยากเที่ยวอยากพัก พักเลย ไม่ต้องรอวันเสาร์อาทิตย์ มีเศษเวลา มึงเที่ยวมึงพัก แต่สิ่งที่มันต้องแลกมาคือ กูต้องแบกโน๊ตบุ๊คไปทุกที่อ่ะ แบบจนหลังแอ่น ดูคอนเสิร์ตไปก็เปิดโน๊ตบุ๊ค ทำงานไปด้วยฟังเพลงไปด้วย มันก็สนุกดี มันคือชีวิตในรูปแบบของมึงง่ะ แล้วมึงจะรู้ว่าอะไรจำเป็นต้องติดตัว หังปลั๊ก 3 ตา ที่ต้องแปลงไปเสียบปลั๊ก 2 ขาเพราะร้านทั่วไปแม่งไม่มี ปลั๊ก 3 รูให้เสียบ โทรศัพท์ที่อินเตอร์เน็ตค่อนข้างเสถียร แล้วโน่นนี่นั่นอีกมากมาย สกิลการหาร้านกาแฟที่จะพอมีปลั๊กให้มึงเสียบ มีที่ให้มึงนั่งทำงานได้

.

เรื่องนี้เลยมาแชร์ให้ฟัง เป็นฟรีแลนซ์ ชีวิตมันเรีบลจริงๆ

หวังว่าทุกท่านที่เดินทางนี้อยู่จะรอดไปด้วยกัน ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ

*ภาพประกอบก็คือที่นั่งทำงานวันนี้ เพราะทุกๆที่คืออฟฟิตครับ

ขอให้โชคดี กับหนทางของตัวเองนะครับ

งานฟรีแลนซ์มันก็คือการทำธุรกิจแบบหนึ่ง ไม่ไม่ใช่แค่การทำงาน ต้องทำทุกอย่างที่ธุรกิจใหญ่ๆเขาทำกัน เช่นเรื่องการเงิน บริหารเงินทุน บัญชี งานขาย ทำงานบริหารโครงการ เก็บเงิน งานบริการหลังการขาย ฯลฯ แต่ทั้งหมดต้องทำด้วยตัวคนเดียว ต้องล้มลุกคลุกคลาน ลองผิดลองถูก เจ็บปวดเยอะกว่าจะพออยู่ได้ครับ

ความมั่นคงทางด้านอาหารนั้นสร้างได้

#การเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติ

ปราชญ์แห่งยุคสมัยผู้ล่วงลับท่านหนึ่ง

ได้กล่าวเอาไว้ว่า…

“ตำรานั้นอยู่ในธรรมชาติ ผู้ใดค้นหาเจอผู้นั้นย่อมเป็นผู้ชนะ “

ปลาในแม่น้ำไม่มีใครให้อาหารเม็ดมัน มันก็ยังเติบโต หมูป่าที่อยู่ในป่า ก็ไม่มีใครให้อาหารมัน มันก็ยังเติบโต ไก่ป่าก็เช่นกัน

ถ้าเราเข้าใจและตีโจทย์ข้อนี้ออก

การเลี้ยงไก่ไว้เป็นแหล่งอาหารเพื่อความมั่นคง

ขั้นพื้นฐานของชีวิต จะเป็นเรื่องง่ายทันที

- ที่อยู่อาศัย

- แหล่งน้ำ

- แหล่งอาหาร

สามปัจจัยหลักๆ ในการที่จะทำให้การเลี้ยงไก่แบบธรรมชาติ กลายเป็นเรื่องง่าย

* ไก่ที่สวน ไม่มีเล้า ไม่มีโรง ไก่ที่สวนใช้ต้นไม้เป็นที่หลับนอนหลบแดดหลบฝน ออกไข่ฟักไข่ตามก่อกล้วย ก่อไผ่ พุ่มไม้ กอหญ้า

* ไก่ที่สวนเน้นให้หาอาหารกินเองตามธรรมชาติ เมื่อเรามีป่า มีต้นไม้ ไม่ใช้สารเคมี ในสวนเราจะมีแมลงต่างๆมากมาย เป็นแหล่งอาหารให้ไก่ได้คุ้ยเขี่ยหากินตามธรรมชาติ ทั้งผลไม้บ้าน ผลไม้ป่าที่ร่วงหล่นและเมล็ดหญ้า ก็เป็นแหล่งอาหารของไก่เช่นกัน

* มีปัญหา สุนัขมากัดไก่ไหม ไม่มีเลย เพราะไก่ที่เลี้ยงเป็นสายพันธุ์ที่บินขึ้นต้นไม่เก่ง นอนบนต้นไม้อยู่แล้ว และที่สวนเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าสวนด้วย สุนัขข้างนอกจะไม่กล้าเข้ามาในสวน

* ให้อาหารเสริมบางเล็กน้อย พวกเมล็ดข้าวโพด อาจให้วันละครั้งช่วงเย็นก็ได้ พอได้ให้มันเชื่อง จะได้จับมาย่างได้ง่ายๆหน่อย แต่ส่วนใหญาไก่ในสวนไม่ค่อยได้ให้อาหารเสริมเลย พื้นที่แหล่งอาหารเพียงพอกับจำนวนไก่

* ถ้าต้นไม้ไม่เหมาะสมให้ไก่หลับนอน ก็สร้างโรงเรือนง่ายๆก็ได้ บังแดดบังฝน แต่ไม่ควรปิดทึบ ควรปล่อยโล่งๆ เผื่อเวลามีงูเหลือม มีตัวเงินตัวทองเข้ามา ไก่จะได้บินหนีได้

* เมื่อคิดจะเลี้ยงไก่ อย่าคิดถึงกรงตับ อย่ากักขังไก่ ควรปล่อยให้เขาให้วิ่งเล่นคุ้ยเขี่ยหากินตามธรรมชาติ

* หากพื้นที่ไม่กว้างมาก ก็ลดจำนวนไก่ลง และเพิ่มอาหารเสริมให้ไก่ได้ตามความเหมาะสม

* ไข่ไก่ที่เลี้ยงแบบธรรมชาติกับไข่ไก่ที่เลี้ยงกรงตับแบบแออัด คุณภาพต่างกันมากมาย คุณภาพของเนื้อไก่ก็เช่นกัน

เมื่อเข้าใจหลักเกษตรกรรมธรรมชาติ

แล้วธรรมชาติจะทำงานแทนเรา

ว่าแล้วก็ขอตัวไปย่างไก่ทำกับแกล้มก่อนดีกว่า

อยากเป็นนักย่างไก่ในตำนาน….

#siamstr

เอาจริงนะชีวิตเราต้องการแค่ปัจจัย 4 แหละ มีอาหาร เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่ ยารักษาโรค ที่เหลือก็เป็นความต้องการส่วนเกินแหละ

Gm ฟังธรรมหลวงพ่อฯ เกือบทุกวันเลยครับ

#รีวิวสั้นๆ

.

แมวนักพยากรณ์แห่งร้านกาแฟจันทร์เต็มดวง

.

เป็นนวนิยายแปลจากภาษาญี่ปุ่นเขียนโดย ไม โมจัทสึกิ แปลโดยธนพล ศักดิ์สมุทรานันท์

.

เป็นเรื่องราวของร้านกาแฟร้านหนึ่งที่จะเปิดร้านเฉพาะวันที่พระจันทร์เต็มดวงเท่านั้นและมีสถานที่เปิดไม่แน่นอนด้วย

.

ร้านจะเสริฟเครื่องดื่มและขนมแสนอร่อยตามใจคนขาย และดำเนินงานด้วยเหล่าแมวตัวโตกลุมหนึ่ง

.

นอกจากขายกาแฟและขนมแล้ว แมวเหล่านั้นก็เป็นนักพยากรณ์ด้วยศาสตร์แห่งดวงดาว ซึ่งมีอิทธิพลบางอย่างของชีวิตมนุษย์ คอยชี้ทางให้หนุ่มสาวที่กำลังหลงทางในชีวิต

.

เรื่องราวของผู้คนที่เข้ามาในร้านด้วยความบังเอิญ(ที่ไม่บังเอิญ) แม้จะสับสนมีปัญหาก็จะได้รับแนวทางในการแก้ไขที่ตรงจุด

.

เรื่องราวจะมีหลายตัวละครที่ไม่เกี่ยวข้องกันแวะเข้ามาใช้บริการของร้านกาแฟ แต่ก็เชื่อมโยงกันอย่างน่าอัศจรรย์

.

ถึงแม้จะเป็นนิยายเกี่ยวกับการพยากรณ์แต่ก็นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของผู้อ่านได้เมื่อต้องตัดสินใจสิ่งสำคัญในชีวิต

#siamstr