be
Mr.Animal
be771037623bf27d95800b1d34b602658cc4ffd27763f43ea700da7f4d444fe1

ศาสนาคืออะไร ?

ตอนเด็กๆ ผมมักจะโดนบังคับให้ไปวัดทำบุญตามความคาดหวังของผู้ใหญ่

หรือหลายครั้ง ก็จะมีโอกาสได้ไปศึกษาธรรมะ

แต่ผมกลับรู้สึกอึดอัดใจและเกิดคำถามมากมาย

ทำไมต้องมา ?

งมงายจัง จะศึกษาไปเพื่ออะไร ?

เต็มไปด้วยข้อกำหนดที่ถ้าไม่ทำ ก็ถูกบอกว่าเป็นบาป

ทุกคนคงเคยได้ยินคำบอกว่า ศาสนาคือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

งั้นถ้าเรามีอะไรที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของเราได้ สิ่งนั้นก็คือศาสนางั้นเหรอ

มีครั้งหนึ่ง ขณะนั่งรถแท็กซี่ ผมถามคนขับว่า พี่คิดว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต

เขาหันกลับมาตอบอย่างรวดเร็วว่า

"เงินครับ .... เงินคือพระเจ้า"

ถ้างั้นแสดงว่า เงิน คือศาสนา ของคนๆ นี้งั้นเหรอ...

ย้อนกลับไปสมัยที่เราเรียนวิชาศาสนาในโรงเรียน

สิ่งที่เราเรียน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของประวัติของศาสนานั้นๆ เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ใครคือศาสดา และคำสอนแบบเปลือกๆ ที่อยู่บนหนังสือเรียน

หลังจากที่เรียนครบทุกศาสนาแล้ว คุณครูก็จะปิดท้ายด้วยคำพูดที่สวยหรูว่า

"ทุกศาสนา สอนให้คนเป็นคนดี"

งั้นการที่คุณไม่มีศาสนา คุณเป็นคนดีไม่ได้เหรอ ?

งั้นทำไมบางคน เพราะความเชื่อทางศาสนา

ถึงยอมทำร้ายคนมากมาย ทำร้ายคนที่ขัดต่อความเชื่อของเขา

ถ้าเราบอกว่าศาสนาคือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

งั้นคงต้องเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เราต้องการอะไร ?

และเรากำลังแสวงหาอะไร ?

บางคนอาจต้องการแค่บ้านสักหลัง กับแมวสักตัว ถ้าอย่างนั้น ‘ศาสนา’ ของเขาจะเรียกว่า วัตถุนิยมงั้นหรือ?

ถ้างั้นศาสนาอาจจะไม่ใช่คำตอบ

แต่มันคือเครื่องมือในการค้นหาคำตอบของคำถามที่เรามีอยู่

แต่ถ้าเราเชื่อโดยขาดซึ่งเป้าหมายของตัวเอง มันก็ไม่ต่างจากการที่เรา

เอาเงินไปฝากไว้ในกองทุน และหวังว่ากองทุนจะสร้างผลตอบแทนให้เรา

โดยที่เรานอนตีพุงอยู่บ้าน

เราเอาตัวเองไปผูกไว้กับความเชื่อของศาสนา โดยหวังว่า

โลกหน้าจะพาเราไปพบชีวิตที่แท้จริง

แต่ถ้ามองจากรากฐานแล้ว เราจะเห็นว่าสัตว์ทุกชนิด ล้วนรักความสุข

และเกลียดความทุกข์ ทั้งนั้น

คนที่เห็นเงินเป็นพระเจ้า ก็ไม่ได้ผิดเลย เพราะเขากำลังทุกข์จากการไม่มีเงิน

คนที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย ก็ไม่ได้ผิดเลย เพราะเขากำลังทุกข์ถ้าต้องมาเดินตามข้อบังคับของศาสนา

คนที่ต้องการแค่ บ้านสักหลัง กับแมวสักตัว ก็ไม่ได้ผิดเลย เพราะเขาต้องการความสุขแบบนั้น จึงแสวงหาสิ่งที่จะนำความสุขมาให้แบบนั้น

แต่สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องการ "จริงๆ" ไหม

งั้นเรามาดูศาสนา ที่เรารู้จักกันจริงๆ บ้าง

อะไรคือ "คำถาม" ที่ทำให้พระพุทธองค์ต้องออกแสวงหาคำตอบ

หลายคนบอกว่า เพราะต้องการพ้นการเวียนว่ายตายเกิด พ้นจากการ เกิด แก่ เจ็บตาย

คนที่ไม่เชื่อในการเวียนว่ายตายเกิดก็จะต่อต้านแนวคิดพุทธศาสนาทันที

พระพุทธองค์ ไม่ว่าจะองค์ไหนก็ตามล้วนแต่แสวงหาหนทางของการพ้นทุกข์

คำว่าพ้นทุกข์ในที่นี้ ไม่ใช่ทุกข์เพราะภายนอก แต่คือทุกข์ภายใน

ทุกข์ที่ไม่ว่าเราจะเอาเงินมากมายขนาดไหนมากอง ก็ไม่สามารถแก้มันได้

และลองคิดดู มนุษย์เรา ไม่ว่าจะรวยอยู่บนจุดสูงสุด หรือจนที่สุด

ก็ล้วนแต่ทุกข์ เพียงแค่ทุกข์ไม่เหมือนกัน

คนรวย ก็ทุกข์อย่างคนรวย

คนจนก็ทุกข์อย่างคนจน

นี่คือสิ่งที่พระพุทธองค์ต้องการค้นหาทางออก

จนได้พบว่าการจะพ้นทุกข์ได้ ไม่ได้พ้นที่ไหนไกลเลย

พ้นที่จิต พ้นที่ใจ

เพราะหากใจยังไม่พ้นทุกข์

ใจยังยึดติด

ต่อให้อยู่สุดขอบจักรวาล

เราก็ยัง... ทุกข์

และไม่มีมีใครที่จะพาเราให้พ้นทุกข์นี้ได้

นอกจากตัวเราเอง

ดังนั้นปัญหามันไม่ใช่ว่า ศาสนา คืออะไร? มีข้อบังคับอย่างไร

ปัญหามันอยู่ที่ว่า ตัวเราเอง ต้องการค้นหาอะไร ?

#siamstr

#ธรรมะนอกตำรา

อิสระจากเงิน อิสระจากใจ

สวัสดีชาว nostr, bitcoiner, หรือใครก็ตามที่กำลังมองหา ‘ทางออก’ จากการควบคุม

ทุกคนที่นี่คงรู้แล้ว ว่าการถูกควบคุมมันน่ากลัวยังไง

การที่เงินที่เราหาแทบตาย กลับถูกลดมูลค่า

การที่ชีวิตเราต้องเดินตามรอยเท้า

ที่โลกใบนี้วางไว้ให้:

เกิดมา → เรียน → ทำงาน → แต่งงาน → ผ่อนบ้าน → แก่ → เลี้ยงหลาน → ตาย

การที่ไม่มีอิสระที่จะทำในสิ่งที่อยากทำ ทำให้โลกนี้กลายเป็นโลกที่น่าอึดอัด

และเกิดความวุ่นวาย จนเกินจะจินตนาการได้

แต่วันนี้ เราอยู่ในพื้นที่ที่แตกต่าง

ที่นี่เป็นตัวแทนของเสรีภาพ

ของผู้ที่ตื่นรู้ในโลกมายา

แต่รู้ไหม…

ว่าแม้จะไม่มีรัฐคอยควบคุม

ในตัวเรานั้นเอง ก็มี "จอมเผด็จการ" ซ่อนอยู่

มันคอยควบคุมเรา ให้เราใช้ชีวิตไปในความอยาก ความต้องการ

ความคิดดี ชั่ว

ความสมหวัง ผิดหวัง

ดีใจ เสียใจ

และหลอกเราว่าเรากำลังทุกข์

แล้วจอมเผด็จการนั้นมันคือสิ่งใด ?

ตอบแบบสั้นๆ มันก็คือเราเองนี่แหละ....

ทำไมถึงบอกแบบนี้ เพราะคนเรามีความรู้สึก มีความนึกคิด มีตัว มีตน มีความต้องการ มีความอยาก มีความโลภ มันเป็นเสียงในหัวที่คอยบงการเราไว้ตลอด

เคยไหมเวลาที่ข่มตานอน แล้วความคิดมากมายเกิดขึ้นในหัว เราพยายามจะบอกมันว่า หยุดคิดนะ! หรือพยายามไปควบคุมมัน แต่เราก็จะพบกับความเป็นจริงว่า ยิ่งพยายามหยุดมัน มันยิ่งงอกออกมา เหมือนหัวของ ไฮดรา ที่โดนตัด

เคยไหมเวลาที่ต้องคิดมาก จนร้องไห้ จากคำพูดของคน ความคาดหวังของคน ให้คุณทำในสิ่งที่ต้องทำ และหลายคนก็จะบอกเราว่า อย่าไปสนใจคำพูด แต่เราก็หยุดสนใจไม่ได้

ถ้าผมบอกว่า ทุกสิ่งที่คุณกำลังคิด กำลังทำ กำลังเป็น มันไม่ใช่ของจริงล่ะ ?

วันนี้ถ้ามีคนมาชมเรา กับมาด่าเรา เราจะรู้สึกยังไง ?

แน่นอน ถ้ามีคนมาชม เราก็จะใจฟูขึ้นมาทันที

กลับกันถ้าเราโดนด่า เราก็จะโกรธทันที

คำถามคือ สองอย่างนี้มันต่างกันยังไง ?

ในเมื่อ.... คำชม กับคำด่า ล้วนเป็นแค่ คลื่นเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนในลำคอเท่านั้น

เป็นคลื่นความถี่ที่ส่งออกมา

ถ้ามีคนต่างประเทศ มาด่าเราด้วยภาษาแปลกๆ ผมเชื่อเลยว่า เราก็จะงง หรืออาจจะยิ้มๆ และขำให้ด้วยซ้ำ ทำไมเราไม่โกรธล่ะ?

เพราะเราไม่รู้ เพราะเราไม่เข้าใจ เพราะเราตีความมันไม่ได้

แล้วใครเป็นผู้ตีความ.... ใจเรานั่นแหละเป็นผู้ตีความไปเอง มันทำงานอย่างรวมเร็วยิ่งกว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์ มันประมวลผล และส่งออกมาให้เราใช้ทันที

ปัญหาคือ เราดันไปคิดว่า สิ่งที่มันตีความออกมาเป็นของจริง เราไปยึดว่า มันคือของจริง

มันคือตัวเรา เขาด่าเรา เราก็เลยทุกข์กับมัน

ทุกคนลองคิดดูว่า ความคิดเป็นของเราหรือเปล่า ?

ถ้าเป็นของเราจริง เราสั่งให้มันหยุดคิดได้ไหม...

บางคนบอกว่าได้สิ เมื่อคุณฝึกสมาธิจนจิตนิ่ง จนไม่เหลือแม้แต่ความคิด

ก็ใช่นะ ถูกเลย... แต่ คุณหยุดมันได้ตลอดไปงั้นเหรอ...

แบบนี้เราจะต่างอะไรกับก้อนหินที่คิดไม่เป็น ? ขยับไม่ได้

สุดท้ายความคิดหนึ่งก็จะเกิดขึ้นมาอีก

และเราก็ยังอยู่ใต้อำนาจของมัน ถ้ามันคิดดี เราก็ดี ถ้ามันคิดชั่ว เราก็ชั่ว

สุดท้ายเราก็จะไปแสวงหาหลักการ จิตวิทยาในการทำตัวเองให้ดีขึ้น แต่เราก็ยังทุกข์และตกในใต้อำนาจของมันอยู่ดี

การเป็นอิสระจากมันให้ได้ ไม่ใช่การลุกขึ้นเพื่อต่อต้านมัน แต่จงเห็นมัน เป็นแค่ของใช้ ไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อนั้น เราจะเปลี่ยนจากสถานะจากผู้ถูกใช้ มาเป็นผู้ใช้

แล้วเราจะเห็นว่า ร้อยแปด พันเรื่องที่คุณกำลังพบเจออยู่นี้

ล้วนเกิดจากใจ และมันจะดับลงที่ใจ

เราพยายามจะไปดับมันที่คนอื่น เราก็ต้องไล่ดับมันตลอดชีวิต

แต่เห็นใจเมื่อไหร่ วางใจได้เมื่อไหร่ เราจะเป็นอิสระอย่างแท้จริง...

#siamstr

#ธรรมะนอกตำรา

ทำไมเราต้องทุกข์ ?

นี่เป็นคำถามง่ายๆ ที่หาคำตอบยาก จนหลายคนเลิกที่จะหาคำตอบ แต่ความจริงมันไม่ได้ยาก เกินความเข้าใจ ต้องแสวงหาไกลตัว หรือต้องขอให้ใครมาพาเราออกจากมันเลย

เมื่อก่อน ช่วงที่ผมทุกข์ใจหนักมากๆ ผมมักจะหาทางออก โดยการกิน นัดเพื่อนไปร้านหมูกระทะ เล่นเกม หรือออกไปข้างนอก แต่น่าเสียดายที่หลังจากที่ผมกินจนน้ำหนักขึ้น กางเกงที่เคยใส่ได้ ต้องเริ่มปลดตะขอออกเพื่อให้หน้าท้องได้มีโอกาสหายใจ ผมกลับไม่ได้รู้สึกว่ามันมีความสุขขึ้นเลย

จริงอยู่ที่มันช่วยบรรเทาได้บ้าง แต่ยามที่กลับมาที่พัก เข้านอน ผมยังคงข่มตาไม่ลง หรือต่อให้พยายามข่มตาไว้ ความคิดในหัวมันก็ยังแล่นแบบไม่หยุด จนทำให้นอนไม่ได้

ร่างกายเริ่มแย่ลง จนเริ่มไม่ไหว ผมเริ่มสวดมนต์ นั่งสมาธิ แน่นอนมันช่วยได้ "ในตอนแรก"

แต่พอผ่านไปสักพัก ความทุกข์มันก็กลับมาอีก

ผมเริ่มถามกับตัวเองว่า ทำไมกูต้องทุกข์วะ? ทำไมกูนอนไม่หลับวะ? แสวงหายา แสวงหาหนทางข้างนอกมากมาย สุดท้ายก็ยังทุกข์เหมือนเดิม

ผมมีโอกาสได้พบเจอหลวงตาท่านหนึ่งตอนที่ผมบวชอยู่ ครั้งหนึ่งหลวงตาได้ถามผมขณะที่เราสองคนกำลังยืนกวาดลานวัดอยู่บริเวณเมรุ ในช่วงเช้า

หลวงตาถามผมว่า ลองดูสิ คนบนเมรุมาเก็บกระดูกที่เผาไว้เมื่อเย็น คนๆ นั้นตายไป เราทุกข์ไหม

ผมตอบไปว่า ไม่ทุกข์สิครับไม่ได้รู้จักกัน

แล้วทำไมเวลาคนที่เรารักตายเราถึงทุกข์ล่ะ

คำถามพวกนั้นทำให้ผมกลับมาคิด

ทำไมคนอื่นโดนแฟนทิ้ง เราเฉยๆ

ทำไมเราโดนทิ้ง เราเสียใจ

ทำไมของคนอื่นหาย เราเฉยๆ

ทำไมของเราหาย เราถึงกระวนกระวาย

หลายคนอาจจะบอกว่า เพราะมันเกี่ยวกับเรา?

ทุกคนลองพิจารณาดูว่าในแต่ละสิ่ง ที่เราพอจะนึกออก ที่เรารู้สึกเสียใจ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับคำว่า "ของเรา" ทั้งสิ้น เมื่อมีของเรา ก็มีทุกข์

แบบนี้เราก็ไม่ต้องมีอะไรสักอย่างสิ ทิ้งมันให้หมด แล้วชีวิตจะมีความหมายอะไร?

เปล่าเลย โลกนี้มีสิ่งใดเป็นของจริงบ้าง แม้แต่ทรายหนึ่งเม็ด แม้แต่ความคิด ทัศนคติ มุมมองของเรา เป็นเพียงกระบวนการทำงาน เป็นคอมพิวเตอร์

มันมี input เข้าไป ใจเราก็ process และ output ออกมา เป็นกระบวนการธรรมชาติ

ถ้าผมบอกว่า มีลิงตัวนึง มันเอานิ้วยัดตูดไว้

ถามว่า อ่านแล้วคุณจะคิดถึงอะไร

แน่นอน... ก็ต้องเป็นภาพลิงเอานิ้วยัดตูด ขึ้นมาในหัว

นี่คือกระบวนการธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวตน

ประเด็นคือ ไม่ใช่ให้เราออกห่างสิ่งเหล่านี้ มันมีหน้าที่ให้เราใช้มัน แต่มันไม่ใช่ตัวตนของเรา

ดังนั้น แท้จริงมีสิ่งใดเป็นของเรา

เปล่าเลย โลกนี้ไม่เคยมีอะไรเป็นของเรา และจะไม่มีอะไรเป็นของเรา มันคือของใช้

เราไม่ได้มากอบโกย เรามาใช้ มาเรียนรู้ และทิ้งอะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง

เพราะงั้น แม้ว่าเราจะอ่านพระสูตรคัมภีร์จบเป็นล้านรอบ นั่งสมาธิจนจิตนิ่ง แต่หากยังยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ก็ไม่มีทางพ้นทุกข์ได้

#siamstr

#ธรรมะนอกตำรา

เทส

#ธรรมะนอกตำรา

เมื่อก่อน ช่วงที่ผมทุกข์ใจหนักมากๆ ผมมักจะหาทางออกจากการกิน นัดเพื่อนไปกินหมูกระทะ เล่นเกม หรือออกไปข้างนอก แต่น่าเสียดายที่หลังจากที่ผมกินจนน้ำหนักขึ้น กางเกงที่เคยใส่ได้ ต้องเริ่มปลดตะขอออกเพื่อให้หน้าท้องได้มีโอกาสหายใจ ใจผมกลับไม่ได้รู้สึกว่ามันมีความสุขขึ้นเลย

จริงอยู่ที่มันช่วยบรรเทาได้บ้าง แต่ยามที่กลับมาที่พัก เข้านอน ผมยังคงข่มตาไม่ลง หรือต่อให้พยายามข่มตาไว้ ความคิดในหัวมันก็ยังแล่นแบบไม่หยุด จนทำให้นอนไม่ได้

ร่างกายเริ่มแย่ลง จนเริ่มไม่ไหว ผมเริ่มสวดมนต์ นั่งสมาธิ แน่นอนมันช่วยได้ "ในตอนแรก"

แต่พอผ่านไปสักพัก ความทุกข์มันก็กลับมาอีก

ผมเริ่มถามกับตัวเองว่า ทำไมกูต้องทุกข์วะ? ทำไมกูนอนไม่หลับวะ? แสวงหายา แสวงหาหนทางข้างนอกมากมาย สุดท้ายก็ยังทุกข์เหมือนเดิม

ผมมีโอกาสได้พบเจอหลวงตาท่านหนึ่งตอนที่ผมบวชอยู่ ครั้งหนึ่งหลวงตาได้ถามผมขณะที่เราสองคนกำลังยืนกวาดลนวัดอยู่บริเวณเมรุ ในช่วงเช้า

หลวงตาถามผมว่า ลองดูสิ คนบนเมรุมาเก็บกระดูกที่เผาไว้เมื่อเย็น คนๆ นั้นตายไป เราทุกข์ไหม

ผมตอบไปว่า ไม่ทุกข์สิครับไม่ได้รู้จักกัน

แล้วทำไมเวลาคนที่เรารักตายเราถึงทุกข์ล่ะ

คำถามพวกนั้นทำให้ผมกลับมาคิด

ทำไมคนอื่นโดนแฟนทิ้ง เราเฉยๆ

ทำไมเราโดนทิ้ง เราเสียใจ

ทำไมของคนอื่นหาย เราเฉยๆ

ทำไมของเราหาย เราถึงกระวนกระวาย

หลายคนอาจจะบอกว่า เพราะมันเกี่ยวกับเรา?

ทุกคนลองพิจารณาดูว่าในแต่ละสิ่ง ที่เราพอจะนึกออก ที่เรารู้สึกเสียใจ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับคำว่า "ของเรา" ทั้งสิ้น เมื่อมีของเรา ก็มีทุกข์

แบบนี้เราก็ไม่ต้องมีอะไรสักอย่างสิ ทิ้งมันให้หมด แล้วชีวิตจะมีความหมายอะไร?

เปล่าเลย โลกนี้มีสิ่งใดเป็นของจริงบ้าง แม้แต่ทรายหนึ่งเม็ด แม้แต่ความคิด ทัศนคติ มุมมองของเรา เป็นเพียงกระบวนการทำงาน เป็นคอมพิวเตอร์

มันมี input เข้าไป ใจเราก็ process และ output ออกมา เป็นกระบวนการธรรมชาติ

ถ้าผมบอกว่า มีลิงตัวนึง มันเอานิ้วยัดตูดไว้

ถามว่า อ่านแล้วคุณจะคิดถึงอะไร

แน่นอน... ก็ต้องเป็นภาพลิงเอานิ้วยัดตูด ขึ้นมาในหัว

นี่คือกระบวนการธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวตน

ประเด็นคือ ไม่ใช่ให้เราออกห่างสิ่งเหล่านี้ มันมีหน้าที่ให้เราใช้มัน แต่มันไม่ใช่ตัวตนของเรา

ดังนั้น แท้จริงมีสิ่งใดเป็นของเรา

เปล่าเลย โลกนี้ไม่เคยมีอะไรเป็นของเรา และจะไม่มีอะไรเป็นของเรา มันคือของใช้

เราไม่ได้มากอบโกย เรามาใช้ มาเรียนรู้ และทิ้งอะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง

เพราะงั้น แม้ว่าเราจะอ่านพระสูตรคัมภีร์จบเป็นล้านรอบ นั่งสมาธิจนจิตนิ่ง แต่หากยังยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ก็ไม่มีทางพ้นทุกข์ได้