เป็นเมะที่ content มีความเป็น bitcoiner สูงมาก 🙏🌞🩸

ความสัมพันธ์ระหว่างวงกลม 360 องศากับ 1 ปี 365 วันมีที่มาทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ:
ที่มาจากอารยธรรมโบราณ
ชาวบาบิโลเนียนโบราณเป็นผู้คิดค้นระบบการแบ่งวงกลมเป็น 360 องศา โดยมีเหตุผลหลายประการ:
1. การสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ - พวกเขาสังเกตว่าดวงอาทิตย์เคลื่อนที่รอบท้องฟ้าประมาณ 360 วันในหนึ่งปี (ซึ่งใกล้เคียงกับ 365 วันที่เราทราบในปัจจุบัน)
2. ระบบเลขฐาน 60 - ชาวบาบิโลเนียนใช้ระบบเลขฐาน 60 ซึ่ง 360 หารด้วย 60 ลงตัว และ 360 ยังหารลงตัวด้วยจำนวนเต็มหลายตัว (1, 2, 3, 4, 5, 6, 8, 9, 10, 12, 15, 18, 20, 24, 30, 36, 40, 45, 60, 72, 90, 120, 180, 360)
3. ความสะดวกในการคำนวณ** - จำนวน 360 ใช้งานง่ายในการแบ่งส่วนและคำนวณทางเรขาคณิต
ความแตกต่างระหว่าง 360 และ 365**
แม้จะมีความสัมพันธ์ในการกำเนิด แต่จริงๆ แล้ว:
- ปีจริงมี 365.25 วัน (โดยประมาณ)
- ส่วนต่าง 5+ วันนี้ไม่ได้ทำให้ระบบ 360 องศาเปลี่ยนแปลง เพราะมันกลายเป็นมาตรฐานทางคณิตศาสตร์ที่ใช้สะดวก
ดังนั้น ความสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์การพัฒนาระบบการวัดมากกว่าความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์โดยตรง
#claudestr #siamstr 🌏🕰️📐

do what you stand for.
Metal Guts
เป็นคำถามที่ #เฉียบแคม มากครับ (ผู้ถาม : เฉียบคม ⁉️) Nostr และ Self-Sovereign Identity (SSI) ที่ผมได้วิเคราะห์ไปในรายงานนั้น มีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้งในเชิงปรัชญา แต่ก็ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันโดยพื้นฐาน กล่าวโดยสรุปคือ Nostr ไม่ใช่คำตอบโดยตรงของปัญหา "อัตลักษณ์ที่ยืนยันตนเองได้" (SSI) ตามที่รายงานได้เสนอไว้ แต่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการนำหลักการแบบเดียวกับที่ซาโตชิใช้ ไปประยุกต์ใช้กับปัญหาอื่น นั่นคือ "การสื่อสารที่ทนทานต่อการเซ็นเซอร์"
เรามาดูความเหมือนและความต่างในรายละเอียดกันครับ
ความเหมือน: จิตวิญญาณเดียวกัน
Nostr และ SSI ต่างก็เป็นผลผลิตของปรัชญาการกระจายอำนาจและอธิปไตยของปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นหัวใจหลักในงานของซาโตชิ [1, 2]:
* อธิปไตยของผู้ใช้ (User Sovereignty): ทั้งสองระบบให้ความสำคัญกับการให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลและตัวตนของตนเองอย่างสมบูรณ์ [3, 4] ใน Nostr ผู้ใช้เป็นเจ้าของตัวตนผ่านคู่กุญแจเข้ารหัส (public/private key pair) และไม่มีใครสามารถลบบัญชีหรือเซ็นเซอร์ข้อความของพวกเขาได้ [5, 6] ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของ SSI ที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของและควบคุมข้อมูลประจำตัวของตนเองทั้งหมด [2, 7]
* การกระจายอำนาจ (Decentralization): ทั้งสองระบบหลีกเลี่ยงการพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์กลาง Nostr ใช้เครือข่ายของ "รีเลย์" (Relays) ที่ใครก็สามารถตั้งขึ้นมาได้เพื่อส่งต่อและจัดเก็บข้อความ [1, 8] ในขณะที่ SSI มักใช้เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจาย (DLT) หรือบล็อกเชนเป็นสมอแห่งความน่าเชื่อถือ [9] ทั้งสองสถาปัตยกรรมมีเป้าหมายเพื่อขจัดจุดควบคุมหรือจุดล้มเหลวเพียงจุดเดียว [3, 8]
* ตัวตนที่อิงกับการเข้ารหัส (Cryptographic Identity): หัวใจของทั้งสองระบบคือการใช้การเข้ารหัสแบบกุญแจสาธารณะ ใน Nostr กุญแจสาธารณะของคุณคือตัวตนของคุณ [10, 11] และทุกข้อความ (event) จะถูกลงนามด้วยกุญแจส่วนตัวเพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ [12, 13] ในทำนองเดียวกัน SSI ใช้คู่กุญแจเพื่อควบคุม Decentralized Identifiers (DIDs) ซึ่งเป็นรากฐานของตัวตนดิจิทัล [3, 13]
ความต่าง: เป้าหมายและสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน
แม้จะมีจิตวิญญาณร่วมกัน แต่ Nostr และ SSI ก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน:
* เป้าหมายหลัก: การสื่อสาร ปะทะ การรับรอง
* Nostr เป็น โปรโตคอลการสื่อสาร (Communication Protocol) ที่เรียบง่าย มีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายโซเชียลมีเดียและการส่งข้อความที่ทนทานต่อการเซ็นเซอร์ [12, 14, 15] มันถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา "คุณจะพูดอะไรก็ได้โดยไม่มีใครมาปิดปากคุณ"
* SSI เป็น กรอบการทำงานด้านอัตลักษณ์ (Identity Framework) ที่มีเป้าหมายเพื่อให้บุคคลสามารถถือครองและนำเสนอ "ข้อมูลรับรองที่ตรวจสอบได้" (Verifiable Credentials) จากผู้ออกที่น่าเชื่อถือ (เช่น รัฐบาล, มหาวิทยาลัย) [3, 2] มันถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา "คุณจะพิสูจน์คำกล่าวอ้างเกี่ยวกับตัวเองได้อย่างไรโดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลเกินจำเป็น"
* ประเภทของข้อมูล: ข้อความสาธารณะ ปะทะ ข้อมูลรับรองส่วนตัว
* Nostr จัดการกับ "โน้ตและสิ่งอื่นๆ" (Notes and Other Stuff) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อความสาธารณะที่ถูกส่งกระจายไปยังรีเลย์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ติดตามได้เห็น [10, 14]
* SSI จัดการกับข้อมูลรับรอง (Credentials) ที่มีความละเอียดอ่อน เช่น ใบปริญญา, ใบขับขี่, หรือข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งโดยทั่วไปจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลส่วนตัวของผู้ใช้ และจะถูกนำเสนอเพื่อการตรวจสอบแบบเลือกเปิดเผย (selective disclosure) [3, 2]
* สถาปัตยกรรมพื้นฐาน: รีเลย์ ปะทะ บล็อกเชน
* Nostr ตั้งใจที่จะไม่ใช้บล็อกเชน เพราะมองว่าช้าเกินไปสำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์ก [6] แต่ใช้สถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายกว่ามากซึ่งประกอบด้วย ไคลเอนต์ (Clients) และ รีเลย์ (Relays) [1, 16]
* SSI ในหลายๆ รูปแบบ จะใช้ บล็อกเชน หรือ DLT เป็น "ชั้นความน่าเชื่อถือ" (trust layer) สำหรับการลงทะเบียน DIDs และกุญแจสาธารณะของผู้ออกข้อมูลรับรอง เพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้โดยไม่ต้องพึ่งพาศูนย์กลาง [9]
สรุป: ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่เป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน
ดังนั้น Nostr จึงไม่ใช่คำตอบของปัญหา "อัตลักษณ์ที่ยืนยันตนเองได้" ที่ผมได้วิเคราะห์ไว้ในรายงานโดยตรง
* ปัญหาที่รายงานระบุคือ: วิกฤตของการที่ตัวตนและคุณสมบัติของเราถูกควบคุมโดยตัวกลาง (เช่น Google, รัฐบาล) และความจำเป็นในการมีระบบที่ให้เราสามารถพิสูจน์คุณสมบัติต่างๆ ของตนเอง (เช่น อายุ, สัญชาติ, วุฒิการศึกษา) ได้อย่างน่าเชื่อถือและเป็นส่วนตัว นี่คือขอบเขตของ SSI
* ปัญหาที่ Nostr แก้คือ: วิกฤตของการที่การแสดงออกและการสื่อสารถูกควบคุมและเซ็นเซอร์โดยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแบบรวมศูนย์ นี่คือขอบเขตของ Nostr
อาจกล่าวได้ว่า Nostr และ SSI คือการนำปรัชญาของซาโตชิไปขยายผลในสองทิศทางที่แตกต่างแต่สอดคล้องกันอย่างยิ่ง ทั้งสองต่างก็เป็นการทวงคืนอำนาจกลับมาสู่ปัจเจกบุคคล และลดการพึ่งพาตัวกลางที่น่าเชื่อถือลง ทั้งสองเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมดิจิทัลที่เสรีและกระจายอำนาจมากขึ้น และในอนาคต เราอาจเห็นสองเทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกันได้ เช่น การใช้ SSI เพื่อยืนยันตัวตนหรือคุณสมบัติบางอย่างในแอปพลิเคชันที่สร้างบน Nostr [13]
บทนำ: การตีความภารกิจของซาโตชิ นากาโมโตะ ใหม่
คำถามที่ว่า "หลังจากที่ซาโตชิ นากาโมโตะ (Satoshi Nakamoto) แก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วยบิตคอยน์ (Bitcoin) ได้แล้ว ปัญหาใหญ่ต่อไปที่เขาจะแก้ไขคืออะไร" เป็นคำถามที่ลึกซึ้งและท้าทายอย่างยิ่ง การจะตอบคำถามนี้ได้อย่างสมบูรณ์นั้น จำเป็นต้องก้าวข้ามความเข้าใจผิวเผินที่ว่าบิตคอยน์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเพียงเครื่องมือต่อต้านเงินเฟ้อหรือ "ทองคำดิจิทัล" เท่านั้น แม้ว่าคุณสมบัติด้านการรักษามูลค่าอันเกิดจากอุปทานที่จำกัดจะเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงอาการแสดงของเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และเป็นรากฐานกว่านั้น นั่นคือการปฏิวัติ "แบบจำลองที่อิงกับความไว้วางใจ" (trust-based model) ซึ่งเป็นหัวใจของระบบการเงินและสถาบันทางสังคมในปัจจุบัน รายงานฉบับนี้จะทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงปรัชญาพื้นฐานของซาโตชิ นากาโมโตะ เพื่อชี้ให้เห็นว่าภารกิจที่แท้จริงของเขาคือการสร้างระบบที่ปราศจากความจำเป็นในการพึ่งพาตัวกลางที่น่าเชื่อถือ (trusted third parties) จากนั้นจะประเมินความท้าทายต่างๆ ที่บิตคอยน์เผชิญอยู่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าปัญหาเหล่านั้นไม่ใช่ "ความล้มเหลว" แต่เป็น "การแลกเปลี่ยน" (trade-offs) ที่ถูกออกแบบมาอย่างจงใจเพื่อรักษาความปลอดภัยและการกระจายอำนาจซึ่งเป็นหัวใจหลัก ท้ายที่สุด รายงานฉบับนี้จะเสนอวิทยานิพนธ์หลักว่า ปัญหาใหญ่ลำดับถัดไปที่สอดคล้องกับหลักการของซาโตชิมากที่สุด ไม่ใช่การปรับปรุงบิตคอยน์ แต่เป็นการนำหลักการเดียวกันนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ของ "อัตลักษณ์ดิจิทัล" (digital identity) ซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง "อัตลักษณ์ที่ยืนยันตนเองได้" (Self-Sovereign Identity - SSI) อันเป็นการสานต่อการปฏิวัติจากอธิปไตยทางการเงินไปสู่อธิปไตยในตัวตนอย่างสมบูรณ์
ปล.ทำไมรู้สึกว่ามันคือ #Nostr นะ
การเดินทางที่ไม่สิ้นสุดสู่โลกที่ไร้ความไว้วางใจ
การเดินทางทางความคิดเพื่อตอบคำถามว่าซาโตชิ นากาโมโตะ จะแก้ไขปัญหาใหญ่อะไรต่อไปหลังจาก บิตคอยน์ ได้นำเราไปสู่ข้อสรุปที่ชัดเจนและสอดคล้องกันอย่างยิ่ง รายงานฉบับนี้ได้สร้างเส้นทางของเหตุผลขึ้นมา โดยเริ่มต้นจากการนิยามภารกิจที่แท้จริงของชาโตชิใหม่ นั่นคือการท้าทายและรื้อถอนระบบที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจในตัวกลางที่รวมศูนย์อำนาจ ซึ่งเป็นรากของปัญหามากมาย รวมถึงเงินเฟ้อด้วย
เราได้วิเคราะห์ "ข้อบกพร่อง" ของบิตคอยน์ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการขยายขนาด, การใช้พลังงาน, การกำกับดูแล หรือความเป็นส่วนตัว และตีความสิ่งเหล่านี้ใหม่ในฐานะการแลกเปลี่ยนที่จำเป็นและจงใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณค่าสูงสุดคือความปลอดภัยที่ทนทานต่อการเซ็นเชอร์และการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง จากนั้น เราได้ประเมินตัวเลือกที่เป็นไปได้สำหรับ "ปัญหาถัดไป" เช่น การปรับปรุงกลไก ฉันทามติ (Pos) หรือการพัฒนาระบบกำกับดูแล (DAOs) และได้ข้อสรุปว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง วิวัฒนาการภายในระบบ ซึ่งขาดมิติของการปฏิวัติเพื่อแก้ปัญหาภายนอกอันเป็นเครื่องหมายการค้าของ
ซาโตชิ
วิทยานิพนธ์หลักของรายงานฉบับนี้จึงตกผลึกอยู่ที่ อัตลักษณ์ที่ยืนยันตนเองได้ (Self-Sovereign Identity - SSI) ปัญหาของอัตลักษณ์ดิจิทัลในปัจจุบันเป็นภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบของปัญหาการเงินแบบรวมศูนย์ มันคือระบบที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจในตัวกลางที่ผิดพลาดได้ (แพลตฟอร์มเทคโนโลยีและรัฐบาล) ซึ่งส่งผลให้ปัจเจกบุคคลถูกลดทอนอำนาจอย่างเป็นระบบ การนำสัจพจน์ของนากาโมโตะมาประยุกต์ใช้กับปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่ก้าวต่อไปที่เป็นไปได้ แต่เป็นความต่อเนื่องทางปรัชญาและสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับภารกิจของเขา
หลังจากที่ได้สร้างโปรโตคอลที่มอบอธิปไตยเหนือทรัพย์สินคืนให้กับปัจเจกบุคคลแล้ว ความท้าทายขั้น สูงสุดและลึกซึ้งที่สุดคือการสร้างโปรโตคอลที่มอบอธิปไตยเหนือตัวตนของพวกเขาคืนมา นี่คือจุดหมายปลายทางเชิงตรรกะของความฝันแบบไซเฟอร์พังก์ที่เริ่มต้นขึ้นด้วยเอกสารไวท์เปเปอร์เพียงฉบับเดียวใน ปี 2008 ซึ่งจะนำพาสังคมจากระบบเงินสดแบบเพียร์ทูเพียร์ไปสู่โลกแบบเพียร์ทูเพียร์อย่างแท้จริง หากซาโตชิจะกลับมาอีกครั้ง ข้อความแรกในอีเมลของเขาอาจไม่ใช่เรื่องของ "เงินสดอิเล็กทรอนิกส์" อีกต่อไป แต่อาจจะเป็น "ผมกำลังพัฒนาระบบอัตลักษณ์ที่ยืนยันตนเองได้แบบใหม่ ซึ่งเป็นเพียร์ทูเพียร์อย่างสมบูรณ์ โดยไม่มีตัวกลางที่น่าเชื่อถือ"
#satoshi #whatnext #geministr #research #SSI #siamstr
หัวข้อตอนนี้น่าสนใจดี 🟠
ปักไว้ก่อน เดี๋ยวมาฟัง 🎧
สารบัญ podcast
- 0:00 แม็กซ์และสตีฟคุยกันเรื่องบาสเกตบอล
- 5:52 ₿uilder งานมีทอัพใหม่สำหรับนักออกแบบและผลิตภัณฑ์ ประกาศขยายตัว!
- 12:32 แม็กซ์เผยแพร่แนวคิด Bitcoin ใน Silicon Valley: พูดคุยเรื่องเซย์เลอร์, Stablecoins และเครือข่าย Bitcoin
- 16:00 สัปดาห์แห่งการออกแบบที่ PB: การจินตนาการ Bitcoin ใหม่ในบริษัทเทคโนโลยี
- 21:52 การใช้โปรโตคอลแบบเปิด (open protocols) เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเขียนโค้ดที่เข้ากันได้จริงหรือ? แกะประเด็นจากทอล์กล่าสุดของ Karpathy
- 31:48 โหนด Bitcoin ในฐานะเซิร์ฟเวอร์ #MCP สำหรับการชำระเงิน Bitcoin ของเอเจนต์ (agent) ได้หรือไม่?
- 36:53 โปรเจกต์ที่ทำในช่วงสุดสัปดาห์จะสามารถแทนที่แพลตฟอร์มเทคโนโลยีเก่าๆ ได้หรือไม่?
- 38:35 รูปแบบของ Socratic Seminar (การเสวนาแบบโสกราตีส) เช่น BitDevs, LitDevs และ ₿uilder
- 49:23 Stratum V2 และความสามารถในการทำกำไรจากการขุด
- 1:09:02 การปรับปรุงความหน่วง (latency) ของบล็อกและงานด้วย Stratum V2
- 1:11:05 Block Hijacking (การจี้บล็อก) คืออะไร?
- 1:13:37 การเลือกเทมเพลตบล็อก (block template) ของคุณเองนั้นยากแค่ไหน?
- 1:16:03 #StratumV2 แบบเนทีฟสำหรับเครื่อง Asics และเฟิร์มแวร์
- 1:18:50 ต้องใช้อะไรบ้างในการสร้างพูล (pool) Stratum V2 ของคุณเอง
- 1:26:03 เจาะลึกไดนามิกของการขุด: นักขุด, พูล, ค่าธรรมเนียม, FPPS และเทมเพลตบล็อก
#presidiobitcoin #siamstr
Internet scaling themself 🌐
สุริยะปราชญ์
ทฤษฎีสีเลือด
👁️🌞🩸🌏🚀
https://video.nostr.build/9b002eeee60545f5104392823e003c7d959b81b8d1978b99f9c0342cfb9803f9.mp4
ภารโรงต้องการทำลายตรรกะ
prompt ไปประมาณว่าอยากได้โฆษณาสั้น bitcoiner rugpull fiat cantillonare แล้วตกหลุมใต้พรม
สรุปได้คลิป cantilonare เอาพรม fiat มาปิดหลุมแล้วชู bitcoin ซะงั้น 555+
#siamstr #veo2 #geministr #fiat #bitcoin #rugpull
https://video.nostr.build/12be389eb557bed8936988ca7503fac9632208e64abb73069678c78fa8a4e513.mp4
🎲 Get ready! Age of Bitcoin is now open for following! ⚡
.
After the Age of Bitcoin Day event ended on June 14, 2025, the team has finalized the distribution channel for everyone to follow - that’s the #Kickstarter platform! We will start the launch on July 21st next month! 🔥
.
🔔 Follow our project today!
Link: https://www.kickstarter.com/projects/whiteelephants/age-of-bitcoin
Please follow the project to support and encourage us! 😎
#Bitcoin #BoardGame #AoB #plebstr #grownostr #introductions #FourCommaGame #siamstr #thai


History Channel
💬 : ผมเห็นด้วยกับคุณอย่างยิ่งครับว่าหนังสือ "The Bitcoinization of Finance" เล่มนี้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่คุณกล่าวมาโดยเฉพาะ CFO ของบริษัทขุด Bitcoin หรือบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ต้องการตามทันเทรนด์ของโลกการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงผู้ที่สนใจศึกษา Bitcoin ในมิติของผลิตภัณฑ์ทางการเงินตั้งแต่ระดับ SME ไปจนถึงอุตสาหกรรม FinTech
นอกจากนี้ ผมขอเสริมว่าหนังสือเล่มนี้ยังเหมาะกับ:
- นักลงทุนและนักเก็งกำไรในตลาดการเงินแบบดั้งเดิม (TradFi) ที่ต้องการทำความเข้าใจว่า Bitcoin และระบบนิเวศของมันสามารถนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ ในการกระจายความเสี่ยง การบริหารความเสี่ยง และการสร้างผลตอบแทนได้อย่างไร โดยเฉพาะผู้ที่สนใจในตราสารอนุพันธ์ของ Bitcoin
- ผู้ประกอบการและผู้บริหารธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ที่ต้องการเรียนรู้วิธีการนำ Bitcoin มาใช้เป็นสินทรัพย์คลังของบริษัท เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรเงินทุน
- บุคคลทั่วไปที่มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individuals) ที่ต้องการศึกษาและวางแผนการเงินส่วนบุคคล การจัดการมรดก และกลยุทธ์การออมและการลงทุนใน Bitcoin อย่างมีประสิทธิภาพ
- ผู้พัฒนาโปรโตคอลและบริการทางการเงินบน Bitcoin ที่กำลังมองหาแนวคิดและแนวทางในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับหลักการของ Bitcoin
- ผู้ที่สนใจในเศรษฐศาสตร์และระบบการเงิน ที่ต้องการทำความเข้าใจว่า Bitcoin สามารถนำไปสู่ระบบตลาดเสรีที่มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร
- นักวิชาการและนักวิจัย ที่สนใจศึกษาการวิวัฒนาการของเงินและผลกระทบของ Bitcoin ต่อโครงสร้างทางการเงินและสังคม
โดยรวมแล้ว หนังสือเล่มนี้ให้มุมมองที่ครอบคลุมเกี่ยวกับบทบาทของ Bitcoin ในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเงิน ทำให้เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมสำหรับยุค "Bitcoinization of Finance" ที่กำลังจะมาถึง
📘 อ่านต่อได้ที่ >> https://satuser.gitbook.io/th-the-bitcoinization-of-finance
ขอขอบคุณ 🧡🙏 : #Braiins
ปล. แปลไปก็นึกถึง เสี่ยวหยู ใน #สงครามส่งด่วนไป , ถ้า #เสี่ยวหยู ได้อ่านและทำความเข้าใจ bitcoin จากหนังสือเล่มนี้ คงจะทำให้งบดุลบริษัทดีขึ้นไหมนะ 555
#siamstr #geministr

จากไปแต่ร่างกาย
จิตใจย้ายไปแพลทฟอร์มอื่น
#agentic #soul #siamstr #veo2 👴🏽💀🤖
https://video.nostr.build/08c1d01c01e4889d84a310305fc24924d32d67454fb7990f6af89e900216c536.mp4
โลกหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วประมาณ 1,675 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 465 เมตรต่อวินาทีที่เส้นศูนย์สูตร นอกจากนี้ โลกยังโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 107,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 29.78 กิโลเมตรต่อวินาที
#เราไม่ได้อยู่กับที่
Knowledge Language 🧡
#bitcoin #global #value #communication
🙏 : nostr:npub16yfsmpekrwswetq8c8lzqnp3m5c0wg3mdj5ftxwzus2vz6an62sszrrzy8 x nostr:npub1zk6u7mxlflguqteghn8q7xtu47hyerruv6379c36l8lxzzr4x90q0gl6ef 🐝
🇹🇭 : จดหมายข่าว Bitcoin Optech ฉบับที่ 356
วันที่ 30 พฤษภาคม 2025
จดหมายข่าวฉบับนี้สรุปการอภิปรายเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความเป็นส่วนตัวของเครือข่าย Lightning Network (LN) หากมีการนำระบบ “ความล้มเหลวที่สามารถระบุได้” (attributable failures) มาใช้ นอกจากนี้ยังมีส่วนปกติที่รวมถึงคำถามและคำตอบที่คัดสรรมาจาก Bitcoin Stack Exchange การประกาศเวอร์ชันใหม่และเวอร์ชันทดลองของซอฟต์แวร์ และคำอธิบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงล่าสุดในซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานของ Bitcoin ที่ได้รับความนิยม 
ข่าวสาร
● ความล้มเหลวที่สามารถระบุได้ลดความเป็นส่วนตัวของ LN หรือไม่?
Carla Kirk-Cohen ได้โพสต์การวิเคราะห์ใน Delving Bitcoin เกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ LN หากเครือข่ายนำระบบ “ความล้มเหลวที่สามารถระบุได้” มาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแจ้งผู้ส่งเกี่ยวกับระยะเวลาที่ใช้ในการส่งต่อการชำระเงินในแต่ละขั้นตอน 
โดยอ้างถึงเอกสารหลายฉบับ เธออธิบายการโจมตีที่สามารถเปิดเผยตัวตนได้สองประเภท:
• ผู้โจมตีที่ดำเนินการโหนดส่งต่อหนึ่งหรือหลายโหนดใช้ข้อมูลเวลาเพื่อกำหนดจำนวนขั้นตอนที่ใช้ในการชำระเงิน (HTLC) ซึ่งสามารถรวมกับความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของเครือข่ายสาธารณะเพื่อจำกัดชุดของโหนดที่อาจเป็นผู้รับ 
• ผู้โจมตีใช้ระบบอิสระในการส่งต่อการจราจรของเครือข่าย IP เพื่อสังเกตการณ์การจราจรแบบพาสซีฟและรวมเข้ากับความรู้เกี่ยวกับความหน่วงของเครือข่าย IP ระหว่างโหนด (เช่น เวลาการตอบสนอง) รวมถึงความรู้เกี่ยวกับโครงสร้าง (และลักษณะอื่น ๆ) ของเครือข่าย Lightning สาธารณะ
เธอเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นไปได้ รวมถึง:
• กระตุ้นให้ผู้รับชะลอการยอมรับ HTLC โดยเพิ่มความล่าช้าแบบสุ่มเล็กน้อยเพื่อป้องกันการโจมตีที่พยายามระบุโหนดของผู้รับ 
• กระตุ้นให้ผู้ส่งชะลอการส่งการชำระเงินที่ล้มเหลว (หรือส่วนของ MPP) โดยเพิ่มความล่าช้าแบบสุ่มเล็กน้อยและใช้เส้นทางทางเลือกเพื่อป้องกันการโจมตีที่พยายามระบุโหนดของผู้ส่ง
• เพิ่มการแบ่งการชำระเงินด้วย MPP เพื่อทำให้การคาดเดาจำนวนเงินที่ใช้จ่ายยากขึ้น
• อนุญาตให้ผู้ส่งเลือกที่จะให้การชำระเงินของตนถูกส่งต่อช้าลง ตามที่เคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้ (ดูจดหมายข่าวฉบับที่ 208) ซึ่งสามารถรวมกับการรวม HTLC ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ใน LND แล้ว (แม้ว่าการเพิ่มความล่าช้าแบบสุ่มอาจเพิ่มความเป็นส่วนตัว)
• ลดความแม่นยำของการประทับเวลาของความล้มเหลวที่สามารถระบุได้เพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษโหนดส่งต่อที่เพิ่มความล่าช้าแบบสุ่มเล็กน้อย
การอภิปรายจากผู้เข้าร่วมหลายคนได้ประเมินข้อกังวลและแนวทางแก้ไขที่เสนออย่างละเอียด รวมถึงพิจารณาการโจมตีและการบรรเทาผลกระทบอื่น ๆ ที่เป็นไปได้
คำถามและคำตอบที่คัดสรรมาจาก Bitcoin Stack Exchange
Bitcoin Stack Exchange เป็นหนึ่งในแหล่งแรกที่ผู้ร่วมงานของ Optech มองหาเมื่อมีคำถาม หรือเมื่อมีเวลาว่างเล็กน้อยเพื่อช่วยผู้ใช้ที่อยากรู้อยากเห็นหรือสับสน ในคุณสมบัติประจำเดือนนี้ เราเน้นคำถามและคำตอบที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดบางส่วนที่โพสต์ตั้งแต่การอัปเดตครั้งล่าสุดของเรา
• ธุรกรรมใดบ้างที่เข้าสู่ blockreconstructionextratxn? Glozow อธิบายว่าโครงสร้างข้อมูล extrapool (ดูจดหมายข่าวฉบับที่ 339) แคชธุรกรรมที่ถูกปฏิเสธและถูกแทนที่ที่โหนดเห็น และแสดงเกณฑ์สำหรับการยกเว้นและการขับออก 
• ทำไมใคร ๆ ถึงใช้ OP_RETURN แทนการจารึก นอกเหนือจากค่าธรรมเนียม? Sjors Provoost ชี้ให้เห็นว่านอกจากบางครั้งจะถูกกว่าแล้ว OP_RETURN ยังสามารถใช้สำหรับโปรโตคอลที่ต้องการให้ข้อมูลพร้อมใช้งานก่อนที่ธุรกรรมจะถูกใช้จ่าย ตรงข้ามกับข้อมูลพยานที่ถูกเปิดเผยในธุรกรรมที่ใช้จ่าย 
• ทำไมโหนด Bitcoin ของฉันถึงไม่รับการเชื่อมต่อขาเข้า? Lightlike ชี้ให้เห็นว่าโหนดใหม่บนเครือข่ายอาจใช้เวลาสักครู่เพื่อให้ที่อยู่ของมันถูกโฆษณาอย่างกว้างขวางบนเครือข่าย P2P และว่าโหนดจะไม่โฆษณาที่อยู่ของตนจนกว่า IBD จะเสร็จสมบูรณ์
• ฉันจะกำหนดค่าโหนดของฉันให้กรองธุรกรรมที่ใหญ่กว่า 400 ไบต์ได้อย่างไร? Antoine Poinsot ยืนยันว่าไม่มีตัวเลือกการกำหนดค่าใน Bitcoin Core เพื่อปรับแต่งขนาดธุรกรรมมาตรฐานสูงสุด เขาอธิบายว่าผู้ใช้ที่ต้องการปรับแต่งค่านั้นสามารถอัปเดตซอร์สโค้ดของตนได้ แต่เตือนเกี่ยวกับข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นของค่าขนาดสูงสุดที่ใหญ่กว่าหรือเล็กกว่า 
• “โหนดที่ไม่สามารถกำหนดเส้นทางสาธารณะได้” ใน Bitcoin Core P2P หมายถึงอะไร? Pieter Wuille และ Vasil Dimov ให้ตัวอย่างของการเชื่อมต่อ P2P เช่น Tor ที่ไม่สามารถกำหนดเส้นทางบนอินเทอร์เน็ตทั่วโลกและปรากฏในผลลัพธ์ netinfo ของ Bitcoin Core ในกลุ่ม “npr” 
• ทำไมโหนดถึงต้องส่งต่อธุรกรรม? Pieter Wuille แสดงประโยชน์ของการส่งต่อธุรกรรมสำหรับผู้ดำเนินการโหนด: ความเป็นส่วนตัวเมื่อส่งต่อธุรกรรมของตนเองจากโหนดของตน การเผยแพร่บล็อกที่เร็วขึ้นหากผู้ใช้กำลังขุด และการกระจายอำนาจของเครือข่ายที่ดีขึ้นด้วยต้นทุนเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยนอกเหนือจากการส่งต่อบล็อก
• การขุดแบบเห็นแก่ตัว (selfish mining) ยังคงเป็นตัวเลือกอยู่หรือไม่เมื่อใช้บล็อกแบบกะทัดรัดและ FIBRE? Antoine Poinsot ตอบคำถามจากปี 2016 โดยระบุว่า “ใช่ การขุดแบบเห็นแก่ตัวยังคงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่เป็นไปได้แม้จะมีการปรับปรุงการเผยแพร่บล็อกแล้วก็ตาม ไม่ถูกต้องที่จะสรุปว่าการขุดแบบเห็นแก่ตัวในขณะนี้เป็นเพียงการโจมตีในทางทฤษฎีเท่านั้น” เขายังชี้ไปที่การจำลองการขุดที่เขาสร้างขึ้น
การเปิดตัวและเวอร์ชันทดลอง
การเปิดตัวและเวอร์ชันทดลองใหม่สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของ Bitcoin ที่ได้รับความนิยม โปรดพิจารณาอัปเกรดเป็นเวอร์ชันใหม่หรือช่วยทดสอบเวอร์ชันทดลอง
• Core Lightning 25.05rc1 เป็นเวอร์ชันทดลองสำหรับเวอร์ชันหลักถัดไปของการใช้งานโหนด LN ที่ได้รับความนิยมนี้
• LDK 0.1.3 และ 0.1.4 เป็นการเปิดตัวของไลบรารีที่ได้รับความนิยมนี้สำหรับการสร้างแอปพลิเคชันที่เปิดใช้งาน LN เวอร์ชัน 0.1.3 ซึ่งถูกแท็กเป็นเวอร์ชันบน GitHub ในสัปดาห์นี้แต่ลงวันที่เมื่อเดือนที่แล้ว รวมถึงการแก้ไขสำหรับการโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (DoS) เวอร์ชัน 0.1.4 ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุด “แก้ไขช่องโหว่การขโมยเงินในกรณีที่เกิดขึ้นได้ยากมาก” ทั้งสองยังรวมถึงการแก้ไขข้อบกพร่องอื่นๆ
ต่อไปนี้คือการแปลเนื้อหาส่วน “การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในโค้ดและเอกสาร” จากจดหมายข่าว Bitcoin Optech Newsletter #356 เป็นภาษาไทยอย่างตรงไปตรงมาตามสไตล์ข่าวเทคโนโลยี:
⸻
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในโค้ดและเอกสาร
การเปลี่ยนแปลงล่าสุดที่โดดเด่นในโปรเจกต์ Bitcoin Core, Core Lightning, Eclair, LDK, LND, libsecp256k1, Hardware Wallet Interface (HWI), Rust Bitcoin, BTCPay Server, BDK, Bitcoin Improvement Proposals (BIPs), Lightning BOLTs, Lightning BLIPs, Bitcoin Inquisition และ BINANAs มีดังนี้:
• ● Bitcoin Core #31622
เพิ่มฟิลด์ประเภทลายเซ็น (signature hash type หรือ sighash) ใน PSBT (Partially Signed Bitcoin Transaction) หากค่า sighash นั้นแตกต่างจาก SIGHASH_DEFAULT หรือ SIGHASH_ALL ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นทั่วไป การรองรับ MuSig2 จำเป็นต้องให้ทุกฝ่ายเซ็นด้วย sighash ประเภทเดียวกัน ดังนั้นฟิลด์นี้จึงจำเป็นใน PSBT นอกจากนี้คำสั่ง RPC descriptorprocesspsbt ยังได้รับการอัปเดตให้ใช้ฟังก์ชัน SignPSBTInput เพื่อให้มั่นใจว่า sighash ที่ใช้ตรงกับที่ระบุใน CLI หากมีการกำหนดไว้
• ● Eclair #3065
เพิ่มการรองรับระบบ “ความล้มเหลวที่สามารถระบุได้” (attributable failures) ตามที่ระบุไว้ใน BOLTs #1044 (ดูจดหมายข่าวฉบับที่ #224) โดยค่าเริ่มต้นฟีเจอร์นี้จะถูกปิดการใช้งาน เนื่องจากสเปกยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่สามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการตั้งค่า eclair.features.option_attributable_failure = optional ความเข้ากันได้กับ LDK ได้รับการทดสอบเรียบร้อยแล้ว (ดูจดหมายข่าวฉบับที่ #349 สำหรับรายละเอียดการใช้งานของ LDK และโพรโตคอลนี้)
• ● LDK #3796
เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบยอดคงเหลือในช่องทาง โดยผู้ให้ทุน (funder) จะต้องมีเงินเพียงพอสำหรับค่าธรรมเนียมธุรกรรม commitment, ค่าผลลัพธ์ anchor จำนวน 2 จุดที่ 330 sat ต่อจุด และเงินสำรองของช่องทาง (channel reserve) ก่อนหน้านี้ funder สามารถดึงเงินจาก channel reserve มาใช้จ่ายใน anchor ได้ ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถทำได้อีกต่อไป
• ● BIPs #1760
รวม BIP53 เข้ากับระบบ ซึ่งเป็นข้อเสนอ soft-fork ในระดับฉันทามติที่ห้ามไม่ให้มีธุรกรรมขนาด 64 ไบต์ (วัดโดยไม่รวมข้อมูล witness) เพื่อป้องกันช่องโหว่ของ Merkle Tree ที่สามารถถูกโจมตีจาก client แบบ SPV ได้ PR นี้เสนอวิธีแก้คล้ายกับวิธีหนึ่งที่รวมอยู่ใน soft-fork ทำความสะอาดฉันทามติ (consensus cleanup)
• ● BIPs #1850
ย้อนการอัปเดตก่อนหน้านี้ใน BIP48 ที่ได้สงวนค่า script type ที่เป็น 3 สำหรับ derivation แบบ Taproot (P2TR) (ดูจดหมายข่าวฉบับที่ #353) เนื่องจาก tapscript ไม่มีคำสั่ง OP_CHECKMULTISIG จึงไม่สามารถแสดงสคริปต์ output ที่อ้างอิงใน BIP67 ได้ (ซึ่ง BIP48 อ้างอิงอยู่) PR นี้ยังทำเครื่องหมายให้ BIP48 อยู่ในสถานะ “Final” เพื่อสะท้อนว่าจุดประสงค์ของ BIP นี้คือการกำหนดการใช้งานของเส้นทางอนุพันธ์ HD wallet แบบ m/48’ ให้กับอุตสาหกรรม ณ เวลาที่นำเสนอ ไม่ใช่เพื่อกำหนดพฤติกรรมใหม่
• ● BIPs #1793
รวม BIP443 ซึ่งเสนอการเพิ่ม opcode ใหม่ OP_CHECKCONTRACTVERIFY (OP_CCV) ที่อนุญาตให้ตรวจสอบว่า public key (ทั้งของ input และ output) ได้ผูกมัดกับข้อมูล任หนึ่งตามที่ระบุไว้ (arbitrary data) ดูจดหมายข่าวฉบับที่ #348 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ covenant ที่เสนอใหม่นี้
#siamstr #bitcoinoptech #newsletter 🗞️
nostr:note15a746xqc0qjxddxspcdthnf9kxqnsfh779swh6yezdymtrvvreqq2hak6q
ถ้า reward คือคันเร่ง
rule ก็คือเบรค
#intensive #driver
💬 : การมอง Bitcoin ในมุมของ Mega Politics และ Game Theory นั้นน่าสนใจและซับซ้อนมาก เพราะมันเผยให้เห็นถึงศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเงินและอำนาจระดับโลก เราลองมาวิเคราะห์กัน:
1. Bitcoin ในฐานะเครื่องมือท้าทายอำนาจดั้งเดิม ( #MegaPolitics ) :
- ลดบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐ : Bitcoin เสนอทางเลือกแทนระบบการเงินที่ถูกควบคุมโดยธนาคารกลางและรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินดอลลาร์สหรัฐที่เป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก หาก Bitcoin ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง มันอาจลดอำนาจทางการเงินของสหรัฐฯ และสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่าง IMF และ World Bank
- เพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศเล็ก : ประเทศที่ถูกจำกัดโดยระบบการเงินแบบดั้งเดิม หรือถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ อาจใช้ Bitcoin เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงระบบการเงินโลก ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ และเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมือง
- สร้างระบบการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง : Bitcoin สามารถส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคาร (unbanked population) ทั่วโลก ซึ่งอาจนำไปสู่การกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำ
- การแข่งขันระหว่างรัฐ : การแข่งขันกันสะสม Bitcoin ระหว่างประเทศต่างๆ อาจเกิดขึ้นได้ คล้ายกับการแข่งขันสะสมทองคำในอดีต ประเทศที่ถือครอง Bitcoin มากกว่าอาจมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในอนาคต
2. Bitcoin กับทฤษฎีเกม ( #GameTheory ) :
- Nash Equilibrium : การขุด Bitcoin เป็นตัวอย่างของ Nash Equilibrium ที่นักขุดแต่ละคนตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ส่งผลให้ระบบโดยรวมทำงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง
- การร่วมมือและการแข่งขัน : นักขุด Bitcoin จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย แต่ก็แข่งขันกันเพื่อรางวัลจากการขุดบล็อกใหม่
- การโจมตี 51% : หากผู้ไม่หวังดีสามารถควบคุมกำลังขุดมากกว่า 51% ของเครือข่ายได้ ก็อาจสามารถโจมตีระบบได้ แต่การทำเช่นนั้นมีต้นทุนสูงและเสี่ยงต่อการลดมูลค่าของ Bitcoin ที่ตนเองถือครองอยู่
- การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ : ผู้เล่นต่างๆ ในระบบนิเวศ Bitcoin (เช่น นักขุด นักลงทุน นักพัฒนา) จำเป็นต้องตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ โดยพิจารณาถึงการกระทำของผู้เล่นอื่นและการเปลี่ยนแปลงของตลาด
3. การออกแบบของ Bitcoin กับ Mega Politics และ Game Theory :
- อุปทานที่จำกัด : การจำกัดจำนวน Bitcoin ไว้ที่ 21 ล้านเหรียญ เป็นการออกแบบที่สร้างความขาดแคลน และอาจทำให้ Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ที่เก็บรักษามูลค่าได้ (store of value) คล้ายทองคำ ซึ่งอาจดึงดูดนักลงทุนสถาบันและรัฐบาล
- การกระจายอำนาจ : การออกแบบให้ Bitcoin เป็นระบบกระจายอำนาจ ทำให้ยากต่อการควบคุมหรือเซ็นเซอร์โดยรัฐบาลหรือสถาบันใดๆ
- ความโปร่งใส : ธุรกรรม Bitcoin ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในบล็อกเชนสาธารณะ ทำให้ตรวจสอบได้และยากต่อการทุจริต
สรุป
Bitcoin ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง ทนทานต่อการเซ็นเซอร์ และมีความขาดแคลน ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเงินและอำนาจระดับโลก (Mega Politics) ผ่านกลไกของทฤษฎีเกม (Game Theory) ที่สร้างแรงจูงใจให้ผู้เล่นต่างๆ ในระบบนิเวศ Bitcoin ตัดสินใจอย่างมีเหตุผลและรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่า
- Bitcoin ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา และยังมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนมากมาย
- อนาคตของ Bitcoin จะขึ้นอยู่กับการยอมรับจากผู้ใช้ นักลงทุน และรัฐบาล
- กฎระเบียบและการแทรกแซงจากรัฐบาลอาจส่งผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของ Bitcoin
การวิเคราะห์ Bitcoin ในมุมมองนี้ช่วยให้เราเข้าใจถึงศักยภาพและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระดับมหภาค แต่การคาดการณ์อนาคตยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
👤 : สิ่งที่ประชาชนต้องเตรียมพร้อมในเรื่องนี้คืออะไร ?
💬 : จากมุมมองของ Mega Politics และ Game Theory ที่ Bitcoin เข้ามามีบทบาท ประชาชนควรเตรียมพร้อมในหลายด้าน ดังนี้ :
1. การศึกษาและความเข้าใจ
- ศึกษาเกี่ยวกับ Bitcoin : เข้าใจพื้นฐานการทำงานของ Bitcoin และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เข้าใจทั้งโอกาสและความเสี่ยง
- ติดตามข่าวสารและพัฒนาการ : โลกของข้อมูลข่าวสารนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องติดตามข่าวสาร นโยบาย กฎระเบียบ และเทคโนโลยีใหม่อยู่เสมอ
- เข้าใจผลกระทบระดับมหภาค : ศึกษาว่า Bitcoin อาจส่งผลกระทบอย่างไรต่อเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง และสังคม ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
2. การวางแผนการเงินและการลงทุน
- ประเมินความเสี่ยง : เงิน Fiat มีความผันผวนสูง การลงทุนมีความเสี่ยงสูง ควรประเมินความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ และลงทุนเฉพาะเงินที่สามารถสูญเสียได้
- กระจายความเสี่ยง : อย่าทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการลงทุนใน เงิน #Fiat ควรมีการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่นๆ เช่น Bitcoin
- ศึกษาข้อมูลก่อนลงทุน : ก่อนลงทุนใน Bitcoin ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานและความเป็นมาของมัน
- ระวังการหลอกลวง : ภาค Cryptocurrency ยังมีกลโกงและการหลอกลวงมากมาย ควรระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนลงทุน
3. การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง
- พัฒนาทักษะดิจิทัล : โลกกำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัล การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล เช่น การใช้งานกระเป๋าเงินดิจิทัล (Digital Wallet) การซื้อขาย Bitcoin และความเข้าใจเกี่ยวกับ DeFi (Decentralized Finance) จะเป็นประโยชน์
- เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ : เรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin เช่น Lightning , Taproot Asset, และ #Nostr
- เตรียมพร้อมสำหรับโอกาสใหม่ : Bitcoin อาจสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการทำงาน การทำธุรกิจ และการสร้างรายได้
4. การมีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็น
- ติดตามนโยบายของรัฐบาล : ติดตามและแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง
- สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน : สนับสนุนการพัฒนา Bitcoin ที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นประโยชน์ต่อสังคม
- สร้างความตระหนักรู้ : แบ่งปันความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ Bitcoin ให้กับผู้อื่น เพื่อสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง
5. การรักษาความปลอดภัย
- รักษา Private Key อย่างปลอดภัย : Private Key เปรียบเสมือนกุญแจที่เข้าถึง Bitcoin ของคุณ ห้ามเปิดเผยให้ผู้อื่นทราบ และเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัย
- ระวัง Phishing และ Scam : ระวังการหลอกลวงทางออนไลน์ที่พยายามขโมยข้อมูลส่วนตัวหรือ Bitcoin ของคุณ
- ใช้ Hardware Wallet : สำหรับการเก็บ #Bitcoin จำนวนมาก ควรพิจารณาใช้ Hardware Wallet ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่า Software Wallet
สรุป
ประชาชนจำเป็นต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านความรู้ การเงิน ทักษะ และการมีส่วนร่วม เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นจาก Bitcoin การศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้จะช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล และสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ การปรับตัวและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่จะเป็นกุญแจสำคัญในการอยู่รอดและประสบความสำเร็จในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
#siamstr #geministr
#TheSovereignIndividual 
fly me to the moon 🔥⛵️🌝🚀🛸
#nakhonphanom #fpv
#fireboatfestival2023
#siamstr #siamesebitcoiners https://video.nostr.build/5b1e825a9b171d3236a7dfa0cb7212545d2e3f7586a2b3a35de6be86a6d1f0f7.mp4
https://video.nostr.build/0460e689f760935e47123288f18e52aa61610064eee2d08b3450587873cf95ce.mp4