Avatar
Bow RightShift
c97510ec8028347f4672b08dc578bf38ef1d936691494f82268ded924a90506c

กินหมดนี่ไม่เบรคฟาสล้ะฮ้ะ เบรคแตกแน่ๆ

Replying to Avatar Riina

#FuckIMF #Siamstr #bitcoin

- การแย่งชิงทรัพยากร -

โดยธรรมชาติแล้ว เพื่อมีชีวิตรอดบนโลกใบนี้ มนุษย์นั้นจะต้องออกล่า หาอาหาร ค้นหาสถานที่ที่เหมาะสมที่จะอยู่อาศัย และออกเดินทางเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆ เพื่อที่จะไขข้อสงสัยบางสิ่งในชีวิตที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเพราะนั่นคือ “ชีวิต” ชีวิตไม่ใช่แค่เพียง มีอยู่ กิน นอน และรอวันตาย

เพื่อความมีชีวิต เพื่อความอยู่รอด การรวมกลุ่มจึงเป็นสิ่งที่ดีกว่าการอยู่เพียงลำพัง

เมื่อโลกได้พัฒนามาถึงจุดหนึ่ง จุดด้อยต่อๆไป ก็จะเกิดการพัฒนาตามมา เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดความแตกต่างของกลุ่มมนุษย์ ด้วยสภาพแวดล้อม ด้วยความสามารถของกลุ่ม ด้วยความสามารถในการส่งต่อข้อมูลความรู้ และการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ทำให้มนุษย์ยิ่งมีความห่าง ความแตกต่างกันออกไปอีก

แม้จะมีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน แต่มีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์นั้นมีแทบจะเท่าๆกันแน่นอน นั่นคือ “เวลา”

ดังนั้นถ้ามองในอีกแง่ การแย่งชิงทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรในรูปแบบใดก็ตาม มันคือการ แย่งชิงเวลานั่นเอง ผู้ที่แย่งชิงทรัพยากรมาได้ ก็เหมือนการขโมยเวลาของผู้อื่นมา เพื่อนำมาใช้เป็นประโยชน์ให้กับตัวเอง เมื่อไม่ต้องเสียเวลาของตัวเองไปเพื่อความอยู่รอด ทำให้ผู้ชนะสามารถใช้เวลาที่มีอยู่จริงๆของตนเองไปเพื่อความรื่นรมย์ส่วนตัวได้อย่างสบาย แล้วใครจะไม่อยากได้เวลาเพิ่มล่ะ

ด้วยเหตุผลนี้ในหน้าประวัติศาสตร์เท่าที่เรารู้จัก จึงมีสงครามเกิดขึ้นมาโดยตลอด

การก่อสงครามแบบตรงๆนั้น ถึงแม้ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าจะมีแนวโน้มว่าจะชนะแน่นอน แต่ก็ย่อมต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างอยู่ดี ฝ่ายที่รู้อยู่แก่ใจว่าด้อยกว่า ก็อาจจะยอมจำนน หรือไม่… ก็อาจจะสู้อย่างสุดกำลังเพราะความจนตรอก ผู้ชนะแม้อาจจะชนะ แต่ก็อาจจะไม่เหลืออะไรให้ครอบครองหรือช่วงชิงได้อย่างคุ้มค่าพอกับที่ได้ก่อสงครามไป ซึ่งนั่นไม่เป็นไปตามจุดประสงค์ของผู้ชนะ เพราะเหตุผลที่ก่อสงครามนั้น ได้พังทลายลงไปพร้อมกับชัยชนะไปซะแล้ว ไม่เหลืออะไรให้แย่งมา… สงครามครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้มนุษย์เรียนรู้และปรับเปลี่ยนวิธีการในการแย่งชิงทรัพยากรให้ต่างออกไปจากเดิม

และครั้งนี้ก็เช่นกัน จุดประสงค์ที่แท้จริงมันคือการช่วงชิงเวลา แต่วิธีการนั้นต่างออกไป…

การแย่งชิงเกิดขึ้นในรูปแบบที่ไม่ต้องก่อสงครามตรงๆ และผู้ที่ถูกขโมยนั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังถูกขโมยอะไรไป

วิธีการแย่งชิงแบบใหม่นี้ มีระบบการเงินแบบเฟียตเป็นเครื่องมือ

- วิธีการแย่งชิง -

เมื่ออารยธรรมมนุษย์เริ่มพัฒนามากมายทั่วโลก ทรัพยากรถูกผลิตขึ้นมามากมายจนเหลือใช้ มนุษย์พัฒนาทักษะในหลายๆด้าน สามารถเก็บบันทึกองค์ความรู้ในศาสตร์ต่างๆ เพื่อให้มนุษย์รุ่นหลังสามารถเรียนรู้สิ่งที่มีผู้ค้นพบแล้วได้จากบันทึกต่างๆ มนุษย์เริ่มใช้เงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนทรัพยากร และในอดีตสิ่งที่ถูกยอมรับให้ทำหน้าที่เป็นเงินโดยเห็นพ้องต้องกันทั้งโลก นั้นคือ ทองคำ

ด้วยคุณสมบัติของความยากในการได้มาของทองคำ ความเสถียรของธาตุทางเคมีและกายภาพ ทำให้ทองคำนั้นไม่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ทำให้ทองคำนั้นสามารถถูกส่งต่อผ่านกาลเวลาได้ ทองคำจึงเป็นเงินที่ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด อย่างที่พวกเราต่างรู้กันดีว่า ทองคำมีค่าเพราะอะไร (ไม่ใช่มีค่าในตัวเองอย่างที่คนทั่วไปชอบพูดกัน)

แต่ทองคำเองก็ยังมีข้อเสียอยู่หลายประการ หนึ่งในนั้นคือ การขนย้าย เมื่อโลกเกิดการแลกเปลี่ยนทรัพยากรมากขึ้น การส่งทองคำไปมานั้นยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายมากมาย ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกปล้น หรือการเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดจากภัยธรรมชาติ

มนุษย์ที่เห็นช่องทางในการหาประโยชน์จากข้อเสียนี้ของทองคำ ระบบมาตรฐานทองคำได้ถูกยกเลิก และเป็นจุดกำเนิดของระบบเบรตตัน วูดส์ โดยการผูกค่าทองคำไว้กับ “ดอลลาร์สหรัฐ” พวกเขาสัญญาว่าคุณจะได้รับทองคำที่คุณฝากไว้คืนเสมอ เมื่อคุณยื่นตั๋วแลกทองคำนี้ ในยุคแรกที่ผู้คนได้ทดลองใช้ดอลลาร์ และพบว่าพวกเขาสามารถนำมันไปแลกทองคำคืนได้จริงๆ ดอลลาร์จึงเริ่มถูกใช้งานแทนทองคำ และยอมรับเป็นที่แพร่หลาย (ดั่งที่ชาวบิทคอยเนอร์ทราบกันดีอยู่แล้ว)

ช่วงเวลาหนึ่ง ผู้คนคิดว่า ดอลลาร์นั้นจะมีจำนวนเท่ากับทองคำที่มีอยู่จริงๆ

เมื่อทองคำส่วนมากถูกฝากไว้ในมือของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ความเชื่อใจก็เป็นสิ่งที่เหนือเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ เมื่อมาตรฐานทองคำนั้นถูกยกเลิก และต่อมาระบบเบรตตัน วูดส์ ก็พังลง หลังจากเกิดเศรษฐกิจถดถอยเนื่องจากการพิมพ์ดอลลาร์อย่างมหาศาลเพื่อชดเชยการขาดดุลหลังจากการทำสงคราม จนเข้าสู่ยุคระบบการเงินเฟียต ในยุคของคนรุ่นหลัง มนุษย์รุ่นที่ไม่เคยสัมผัสกับการใช้ทองคำในการเป็นเงิน ไม่รู้ที่มาของการเป็นเงิน ไม่รู้ว่าเงินที่แท้จริงนั้นคืออะไร ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วทองคำนั้นมีค่าเพราะอะไร จะเห็นได้ว่าคนส่วนมากมักจะบอกว่า ทองคำนั้นมีค่าในตัวมันเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่ความจริง

ผู้คนในรุ่นหลังนั้น ต่างใช้กระดาษที่รัฐบาลของตนพิมพ์ออกมาเป็นเงิน นั่นเพราะรัฐบาลของพวกเขากำหนดให้มันเป็นเงิน มันทำหน้าที่คล้ายๆกับคูปองในโรงอาหารของโรงเรียน ใช้ซื้อของได้แค่ในโรงอาหารเท่านั้น กระดาษของรัฐบาลก็เช่นกัน มันคือคูปองไว้แลกทรัพยากรในประเทศ หากคุณเดินทางไปประเทศอื่น คุณก็ต้องแลกคูปองของประเทศนั้นๆ ไว้เพื่อใช้แลกทรัพยากรของประเทศนั้นๆ เช่นกัน

ในขณะที่คนบางกลุ่มนั้น กลับมีทรัพยากรในด้านต่างๆนำหน้าคนส่วนใหญ่ไปมาก ร่ำรวยทรัพยากร ก็เหมือนร่ำรวยเวลา ไม่ต้องเสียเวลาไปเพื่อความอยู่รอด ในขณะที่คนส่วนใหญ่ทำงานแทบเป็นแทบตายเพื่ออาหารที่ไร้คุณภาพไม่กี่มื้อ ไม่มีกระทั่งเวลาที่จะอยู่กับครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ บางคนไม่เหลือแม้กระทั่งทรัพยากรที่บรรพบุรุษได้เคยสะสมไว้ให้

พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้กระทั่งสิ่งที่พวกเขาได้เคยเรียนรู้และถูกสอน การศึกษาที่ได้รับจากโรงเรียน ก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกเขียนไว้เพื่อให้เชื่อ

มีภาพลวงตาเกิดขึ้นมากมาย จนยากเกินกว่าจะแยกออกว่าอะไรคือความจริง พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า ทำไมพวกเขาถึงทำงานเท่าไหร่ก็ไม่พอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ และคนบางกลุ่มก็ยังคิดว่าที่เขาเป็นอยู่นั้นดีอยู่แล้ว นั่นเพราะพวกเขาไม่เคยสัมผัสกับอิสรภาพมาก่อน พวกเขาจึงไม่เคยรู้จักมัน

ผู้คนสนใจแค่ว่า วันนี้หรือเดือนนี้จะหาเงินได้เท่าไหร่ จะเพียงพอใช้จ่ายเป็นค่าอะไรได้บ้าง รู้เพียงแค่ว่าเงินกระดาษที่ได้มานั้นมีค่า มีค่าเพราะมันใช้แลกอาหารและสิ่งต่างๆได้ พวกเขาได้ใช้เวลาอันมีค่าไปกับระบบที่ทุกคนต่างก็ทำเหมือนๆกัน ผู้คนต่างทำตามๆกัน จนกระทั่งสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นมาตรฐานใหม่ แม้คนบางส่วนก็อาจจะสงสัยแต่ไม่มีเวลามากพอมาตั้งคำถามและค้นหาคำตอบ พวกเขาไม่ผิดที่ไม่รู้ ปลาที่โตมาในตู้ไม่รู้ว่ามหาสมุทรนั้นกว้างแค่ไหน นกที่ไม่เคยออกจากกรงไม่รู้ว่าท้องฟ้านั้นคืออะไร นกจะรู้ได้อย่างไรว่าจริงๆแล้วตัวเองก็บินได้เช่นกัน

กลุ่มคนที่แย่งชิงเวลาของผู้คนไปได้ในช่วงแรกเริ่ม ทำให้ทรัพยากรและเวลาของพวกเขานั้น นำหน้าผู้คนส่วนใหญ่ไปมหาศาล พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้ดั่งเสือนอนกิน ไม่ต้องสร้างประโยชน์ใดๆเหมือนคนอื่นๆ ทรัพย์สินก็เพิ่มพูนขึ้นได้เรื่อยๆ เมื่ออยู่ในระบบเฟียต

กลุ่มคนร่ำรวยอำนาจและทรัพยากรเหล่านี้ กระจายอยู่ในทั่วทุกมุมโลก มีพวกเขาอยู่ในทุกประเทศ เราเรียกว่าพวกเขาว่า อีลีท(Elite)

คนบางกลุ่มอาจจะรู้สึกชิงชังกลุ่มอีลิทเหล่านี้ แต่ถ้ามองกันในแง่ความเป็นจริง มันก็คือการคัดสรรทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ผู้ที่แข็งแรงกว่า รู้มากกว่า รู้เร็วกว่า ย่อมเหนือกว่า

วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะแย่งชิงทรัพยากร คือการแย่งชิงมาโดยที่เจ้าของทรัพยากรนั้น ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกแย่งอยู่

แม้กระทั่งคนกลุ่มที่ดูเหมือนไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย พวกเขาก็ยังมีทรัพยากรที่มีค่าอยู่ นั่นก็คือเวลา

พวกเขายังต้องดำรงชีวิต สิ่งที่พวกเขาทำได้ คือนำเวลาของพวกเขาไปแลกเงินกระดาษเพื่อยังชีพ

เงินกระดาษของรัฐบาลต่างๆ ถูก(ทำให้จำเป็นต้อง)ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลาย กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ดำรงชีวิต ผู้คนต้องใช้มันเพื่อนำไปแลกปัจจัยสี่ เงินกระดาษเหล่านั้นถูกผลิตและมีที่มาโดยกลุ่มอีลีท แน่นอนว่าพวกเขาสามารถควบคุมเงิน

เงินที่กลุ่มอีลีทสามารถเสกขึ้นได้จากอากาศผ่านระบบเฟียต ถูกนำมาใช้จ่ายให้กับผู้คน เพื่อให้ผู้คนทำงาน ในขณะที่เงินกระดาษนั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยง่าย แต่เวลายังคงมีเท่าเดิม ทรัพยากรยังคงมีอยู่อย่างจำกัด การจะได้มาซึ่งทรัพยากรนั้น ต้องใช้ทั้งพลังงานและเวลา

กลุ่มอีลีทพิมพ์เงิน ในขณะที่ผู้คนนั้นทำงาน เงินกระดาษที่มีมากมายในระบบมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เงินที่ถูกพิมพ์เพิ่มขึ้น เมื่อเพิ่มแล้วเพิ่มเลยไม่ลดลง มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะกระตุ้นให้ผู้คนทำงาน ถ้าเงินหมดก็แค่พิมพ์ไปจ่าย ผู้คนก็จะลุกขึ้นมาทำงาน พวกเขาจำเป็นต้องทำงาน

- คณิตศาสตร์อย่างง่าย -

ในขณะที่ทรัพยากรและเวลานั้นมีจำกัด แต่จำนวนเงินกระดาษกลับเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่ทำให้ทรัพยากรมีมูลค่าสูงขึ้นตลอดกาลเมื่อเทียบกับเงินกระดาษ (เงินเฟ้อ)

มูลค่าทรัพยากร = จำนวนเงิน/จำนวนทรัพยากร

ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ10฿ , ของ1ชิ้น = 1฿

ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ100฿ , ของ1ชิ้น = 10฿

- เมื่อจำนวนเงินในระบบเพิ่มขึ้น ⬆️

- มูลค่าของทรัพยากรจึงสูงขึ้น ⬆️

มูลค่าของเงิน = จำนวนทรัพยากร/จำนวนเงิน

ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ10฿, เงิน1฿ = ของ1ชิ้น

ของ10ชิ้น มีเงินในระบบ100฿, เงิน1฿= ของ0.1ชิ้น

- เมื่อจำนวนเงินในระบบเพิ่มขึ้น ⬆️

- มูลค่าของเงินจึงลดลง ⬇️

จำนวนเงินกระดาษที่ถูกพิมพ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆนั้น ทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัด มีราคาที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินกระดาษ (ของแพงขึ้น) ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมูลค่าของเงินกระดาษต่างหากที่มีค่าลดลง

นี่แหละ คือการปล้นทรัพยากร ผ่านระบบเฟียต เพราะความสามารถในการเพิ่มเงินในระบบได้เรื่อยๆ ทำให้ทรัพยากรต่างๆแพงขึ้นเมื่อเทียบกับเงิน ซึ่งจริงๆแล้วมันคือการหลอกใช้ผู้คนให้ทำงานเท่าเดิม แต่กลับได้รับค่าจ้างที่ลดลงเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว หรือทำงานหนักขึ้นแต่ได้รับค่าจ้างเท่าเดิม หรืออาจจะน้อยลงด้วยซ้ำ

มันไม่ได้สำคัญที่ตัวเลขบนเงินกระดาษ แต่มันคือมูลค่าของเงินในการนำไปแลกทรัพยากร มูลค่าที่ลดลงเรื่อยๆตลอดกาล ทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมกลับสามารถแลกทรัพยากรได้น้อยลง ซึ่งสิ่งที่มีค่าจริงๆนั้นไม่ใช่เงินแต่มันคือทรัพยากร

นี่ไม่ใช่วิธีการที่แปลกใหม่ หรือพึ่งมีใครคิดค้นวิธีการปล้นอย่างแนบเนียนแบบนี้ขึ้นมา แต่มันคือเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วและกำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

การปล้นอย่างแนบเนียนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับคนไทย หรือคนกลุ่มใด แต่เกิดขึ้นกับผู้คนทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้คนที่ยังไม่เข้าใจว่า เงินคืออะไร

การแย่งชิงทรัพยากรอย่างแนบเนียน ไม่ใช่แค่การขโมยเอาทรัพย์สินต่างๆของผู้คน แต่ยังหมายถึงการขโมยทรัพยากรเวลา การที่ผู้คนต้องทำงานอย่างยาวนาน ผู้คนที่ได้สร้างประโยชน์และคุณค่าให้กับระบบ มีผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการทำงานนั้น กลุ่มอีลีทได้รับส่วนต่างที่มีมูลค่าสูงกว่าผู้ที่สร้างประโยชน์เสียอีก พวกเขาได้รับประโยชน์ผ่านเงินเฟ้อ ในขณะที่ค่าจ้างที่ผู้คนได้รับนั้นกลับเป็นเงินกระดาษที่ถูกผลิตโดยเหล่าอีลีทผ่านระบบเฟียต เงินเหล่านั้นไม่สามารถรักษามูลค่าเอาไว้ได้ เมื่อเวลาผ่านไปเงินกระดาษเหล่านั้นจะแลกทรัพยากรได้น้อยลงหากผู้คนเลือกที่จะเก็บออมเงินไว้เป็นเงิน

สิ่งนี้คือข้อเท็จจริง เหล่าอีลีทอาจดูน่าชิงชังในความสบายที่เหนือคนทั่วไป แต่นั่นเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ธรรมชาติได้คัดสรรผู้ที่จะอยู่รอด ผู้คนจะได้อยู่ในจุดที่เหมาะสมกับความสามารถของพวกเขา ลูกหลานของพวกเขาจะมีต้นทุนตามความสามารถของบรรพบุรุษที่ได้สร้างเอาไว้

ผู้เขียนเองก็ไม่ได้รู้สึกชิงชังเหล่าอีลีทกลุ่มไหน เพราะเข้าใจในระบบของธรรมชาติ แต่เมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้ว และกำลังอยู่ในยุคที่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านของระบบการเงินเช่นตอนนี้ ไม่มีอะไรที่จะสำคัญไปกว่าการเข้าใจว่า “เงินคืออะไร” อีกแล้ว

บัลซามิก เวนิการ์ ฮ้ะ

แต่แม็กกี้ยังอร่อยกว่าอยู่นะ

ดูอยู่นะ อย่าปิดเครื่องนะนาย

555555555

เพิ่งเปิดเรยยยย

เห็นผมนายแจ๊คแล้วอยากบ่น 😅😅

ไปฟังต่อละนะ

อันนีัยากนะเนี่ย เคยเล่นแล้วสีมันออกคล้ำๆหม่นๆ อันนี้สวยเลยยย ชอบๆๆ 😍😍

หิวแล้วฮ้ะ

ไข่ลวกไมโครเวฟ กว่าจะหาเวลาที่เหมาะเจอ

ไฟอ่อน 30วิ คนๆๆ ไฟกลาง 30วิ คนๆๆ ไฟอ่อน30วิ

#foodstr

จริงๆ แค่ไม่ต้องใส่ตลอด และให้เลิกใส่ในวัยที่เหมาะสม ก็พออยู่นะคะ แถมพัฒนาการเรื่องความเชื่อมั่นในตัวเองด้วยค่ะ

GM #siamstr

สภายาม่วงที่ฉันพลาดเมื่อวาน

มีย้อนหลังมั้ยนะ

🧡💜🧡💜🧡💜

Replying to Avatar Panai Lawasut

พี่โจ้ทำออฟฟิศออกแบบ

เป็นรุ่นพี่ผมเองและเป็นคน Success คนนึงในรุ่น

ลองฟังแล้วคิดตาม ก็จะเห็นว่าวิธีคิดที่ทำให้พี่เค้ามาถึงจุดนี้ได้ ล้วนเป็นเรื่องที่เราๆ bitcoiner มีความเข้าใจกันอยู่แล้วทั้งนั้น

-การสร้าง POW ของตัวเองและพนักงาน

-การเลือกใช้คนที่มี skin in the game เท่านั้น

-และที่เจ๋งคือพี่เค้าใช้ ทฤษฎีเกมส์ในการจ่ายผลตอบแทนพนักงาน (เหมือนของผมเลย)

พี่โจ้เข้าใจทั้งหมดโดยที่พี่เค้าไม่ใช่ botcoiner นะ

ผมอยากชี้ให้เห็นว่า ปรัชญาที่เราเข้าใจกันอยู่เนี่ย มันพาเราให้ประสบความสำเร็จได้จริง

ลองฟังดู คลิปสั้นๆ ครึ่งชม. สำหรับเราๆเรียกว่าสั้น แม่นบ่..!?

#siamstr

https://youtu.be/Ad72tKtcYZo?si=bjQMyPpwQwGBEU9N

คนสัมภาษณ์นั่นพี่แน๊ค แห่ง ระยะสตูดิโอ

ผู้เปิดโจทย์งานทางสถาปัตย์แบบใหม่

ผู้ตั้งมั่นจะเป็นที่หนึ่งด้านการวัดระยะ

อาจารย์พิเศษสถาปัตย์อสังหาฯ มธ. อีกแล้วคับ

แถมเป็นรุ่นพี่สมัยอนุบาล (ที่เพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้)

ใครอยากรู้ เดี๋ยวให้พี่เปรี้ยวมาเล่าต่อ (ง่วงแล้วฮ้ะ)

หลังจากที่พวกเค้าได้ชื่นชม ต.ต. ไป

#siamstr

เห็นมุมนี้แล้วนึกถึง รายการ แม่แม่เมนูนี้ทำไง

สภายาแดง ep.1 เมื่อคืน (ในความทรงจำ - ถ้าข้อมูลคลาดเคลื่อน ต้องขออภัยด้วยเมื่อคืนฟังไปด้วยกินเบียร์ไปด้วย ค่อนข้างเมา 555)

1. คุยเรื่อง woke ในรั้วมหาลัยฯ ของน้องเทนโด้

2. คุยเรื่องหนัง "What Is a Women?" ของพี่จิงโจ้

เท่าที่จำได้ (ใครจำได้ก็มาต่อเพิ่มได้นะครับ)

ช่วงแรกเปิดประเด็นด้วยเรื่องของ Woke ในรั้วมหาลัยฯโดยเทนโด้ สไลด์ที่เอามาเปิดโชว์แสดงหัวข้อการเรียนการสอนของสาย marketing ในวิชาหนึ่งที่จะต้องมีการให้ นศ. จับกลุ่มกันเพื่อทำโปรเจค โดยมีหัวข้อเกี่ยวกับการจูงใจคน 4 หัวข้อหลัก 1. (จำไม่ได้) 2. (จำไม่ได้) 3. LGBTQIA+ 4. Environment ให้ นศ. แบ่งกลุ่มกันเลือกเอาไปทำ marketing ของแต่ละหัวข้อที่เลือก

มีการพูดถึงการเรียนในสายของ marketing ที่การเรียนการสอนจะเน้นในเรื่องของการ "สร้างความต้องการของผู้ซื้อ" อย่างเช่น โน้มน้าวให้ผู้คนมีความต้องการ (ความอยาก) ที่จะซื้อสินค้าที่แม้ว่าจะไม่มีความจำเป็น หรือไม่เกี่ยวข้องกับผู้ซื้อ ทำให้พวกเขายอมเสียเงินซื้อมันให้ได้ (ถึงแม้ว่าผู้ขายจะรู้อยู่แก่ใจว่าของที่กำลังขายให้ผู้ซื้อมันจะไม่มีประโยชน์กับผู้ซื้อเลยก็ตาม)

โดยหัวข้อทั้ง 4 ที่ให้ นศ. แบ่งกลุ่มเลือกเอาไปทำอย่างเช่น ข้อ 3. LGBTQIA+ ก็เป็นการให้ไปทำ marketing สำหรับเจาะกลุ่มคนกลุ่มนี้ หรือ ข้อ 4. Environment ก็ให้ไปทำในหัวข้อ marketing ของสิ่งแวดลอม

มันควรจะเป็นหัวข้อที่เปิดกว้างให้ นศ. เลือกไปทำ marketing มา โดย นศ. ไปคิดมาเองว่าจะต้องทำอะไร ทำยังไง หรือเจาะไปในมิติใดของหัวข้อนั้น ๆ ตามไอเดียของตัว นศ. เอง.. แต่!!! หัวข้อพวกนั้นดันถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องไปทำอะไร คือล็อคมาแล้วว่า LGBTQIA+ ให้ไปหาวิธีทำยังไงให้... (ลืม ใครจำได้ช่วยด้วย) Environment ล็อคมาให้ นศ. ไปหาวิธีให้คนในมหาลัยฯ ลดการใช้รถยนต์ในรั้วมหาลัยฯที่ปล่อยคาร์บอนทำลายสิ่งแวดล้อม

ซึ่งคนในมหาลัยฯ ที่ว่าก็คือเหล่า นศ. เองนั่นแหละ กลายเป็นว่าการเรียน marketing เพื่อจูงใจผู้อื่น แต่กลับเป็น นศ. เป็นตัวผู้เรียนเองที่ถูกชักจูงให้ทำตามสิ่งที่ถูกสอนในรายวิชานั้น

อยู่ ๆ ก็ถูกปลูกฟังความเชื่อว่าต้องลดการใช้รถยนต์ภายในมหาลัยฯ เพื่อไม่ให้เกิดการปล่อยคาร์บอน แล้วผู้เรียนก็จะเชื่อว่าคาร์บอนเป็นสิ่งที่ไม่ดี การใช้รถยนต์เป็นสิ่งที่ไม่ดี เราต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และก็เอาความเชื่อเหล่านี้ไปใช้ต่อในการทำ marketing ลดโลกร้อน

จากการเรียนเพื่อโน้มน้าวคนอื่น กลับถูกมหาลัยฯโน้นน้าวและปลูกฝังความเชื่อซะเอง

พี่จิงโจ้พูดถึงการคิดแคมเปญประหยัดพลังงานในมหาลัยฯ ด้วยแคมเปญใส่เสื้อผ้าไม่ต้องรีด ที่หลังจากเสนอออกไปแล้วมีแต่คนหัวเราะกับความคิดนี้ เออ...ไม่ต้องรีดผ้ามันก็เป็นการประหยัดพลังงานรึเปล่า ทำไมหัวเราะกันอะ

หลังจากนั้นลุกไปอาบน้ำ (ทำงานมาโคตรตัวเหนียว) แล้วก็ออกไปซื้อเบียร์เพิ่ม กลับมาอีกทีก็เป็นหัวข้อของพี่จิงโจ้ ที่กำลังเปิด trailer หนัง "What Is a Women?"

ไปก่อนล่ะ.. อยู่บนรถพิมพ์ไม่ถนัด 555

#Siamstr

nostr:note19tv7r8t4lnsgrz5gf09gtttd500jfdalq88qkez48g00l84asthssat8ah

ใครเติม 1 กับ 2 ได้ รับไปเลย 100 sat

สภายาแดง ep.1 เมื่อคืน (ในความทรงจำ - ถ้าข้อมูลคลาดเคลื่อน ต้องขออภัยด้วยเมื่อคืนฟังไปด้วยกินเบียร์ไปด้วย ค่อนข้างเมา 555)

1. คุยเรื่อง woke ในรั้วมหาลัยฯ ของน้องเทนโด้

2. คุยเรื่องหนัง "What Is a Women?" ของพี่จิงโจ้

เท่าที่จำได้ (ใครจำได้ก็มาต่อเพิ่มได้นะครับ)

ช่วงแรกเปิดประเด็นด้วยเรื่องของ Woke ในรั้วมหาลัยฯโดยเทนโด้ สไลด์ที่เอามาเปิดโชว์แสดงหัวข้อการเรียนการสอนของสาย marketing ในวิชาหนึ่งที่จะต้องมีการให้ นศ. จับกลุ่มกันเพื่อทำโปรเจค โดยมีหัวข้อเกี่ยวกับการจูงใจคน 4 หัวข้อหลัก 1. (จำไม่ได้) 2. (จำไม่ได้) 3. LGBTQIA+ 4. Environment ให้ นศ. แบ่งกลุ่มกันเลือกเอาไปทำ marketing ของแต่ละหัวข้อที่เลือก

มีการพูดถึงการเรียนในสายของ marketing ที่การเรียนการสอนจะเน้นในเรื่องของการ "สร้างความต้องการของผู้ซื้อ" อย่างเช่น โน้มน้าวให้ผู้คนมีความต้องการ (ความอยาก) ที่จะซื้อสินค้าที่แม้ว่าจะไม่มีความจำเป็น หรือไม่เกี่ยวข้องกับผู้ซื้อ ทำให้พวกเขายอมเสียเงินซื้อมันให้ได้ (ถึงแม้ว่าผู้ขายจะรู้อยู่แก่ใจว่าของที่กำลังขายให้ผู้ซื้อมันจะไม่มีประโยชน์กับผู้ซื้อเลยก็ตาม)

โดยหัวข้อทั้ง 4 ที่ให้ นศ. แบ่งกลุ่มเลือกเอาไปทำอย่างเช่น ข้อ 3. LGBTQIA+ ก็เป็นการให้ไปทำ marketing สำหรับเจาะกลุ่มคนกลุ่มนี้ หรือ ข้อ 4. Environment ก็ให้ไปทำในหัวข้อ marketing ของสิ่งแวดลอม

มันควรจะเป็นหัวข้อที่เปิดกว้างให้ นศ. เลือกไปทำ marketing มา โดย นศ. ไปคิดมาเองว่าจะต้องทำอะไร ทำยังไง หรือเจาะไปในมิติใดของหัวข้อนั้น ๆ ตามไอเดียของตัว นศ. เอง.. แต่!!! หัวข้อพวกนั้นดันถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องไปทำอะไร คือล็อคมาแล้วว่า LGBTQIA+ ให้ไปหาวิธีทำยังไงให้... (ลืม ใครจำได้ช่วยด้วย) Environment ล็อคมาให้ นศ. ไปหาวิธีให้คนในมหาลัยฯ ลดการใช้รถยนต์ในรั้วมหาลัยฯที่ปล่อยคาร์บอนทำลายสิ่งแวดล้อม

ซึ่งคนในมหาลัยฯ ที่ว่าก็คือเหล่า นศ. เองนั่นแหละ กลายเป็นว่าการเรียน marketing เพื่อจูงใจผู้อื่น แต่กลับเป็น นศ. เป็นตัวผู้เรียนเองที่ถูกชักจูงให้ทำตามสิ่งที่ถูกสอนในรายวิชานั้น

อยู่ ๆ ก็ถูกปลูกฟังความเชื่อว่าต้องลดการใช้รถยนต์ภายในมหาลัยฯ เพื่อไม่ให้เกิดการปล่อยคาร์บอน แล้วผู้เรียนก็จะเชื่อว่าคาร์บอนเป็นสิ่งที่ไม่ดี การใช้รถยนต์เป็นสิ่งที่ไม่ดี เราต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และก็เอาความเชื่อเหล่านี้ไปใช้ต่อในการทำ marketing ลดโลกร้อน

จากการเรียนเพื่อโน้มน้าวคนอื่น กลับถูกมหาลัยฯโน้นน้าวและปลูกฝังความเชื่อซะเอง

พี่จิงโจ้พูดถึงการคิดแคมเปญประหยัดพลังงานในมหาลัยฯ ด้วยแคมเปญใส่เสื้อผ้าไม่ต้องรีด ที่หลังจากเสนอออกไปแล้วมีแต่คนหัวเราะกับความคิดนี้ เออ...ไม่ต้องรีดผ้ามันก็เป็นการประหยัดพลังงานรึเปล่า ทำไมหัวเราะกันอะ

หลังจากนั้นลุกไปอาบน้ำ (ทำงานมาโคตรตัวเหนียว) แล้วก็ออกไปซื้อเบียร์เพิ่ม กลับมาอีกทีก็เป็นหัวข้อของพี่จิงโจ้ ที่กำลังเปิด trailer หนัง "What Is a Women?"

ไปก่อนล่ะ.. อยู่บนรถพิมพ์ไม่ถนัด 555

#Siamstr

nostr:note19tv7r8t4lnsgrz5gf09gtttd500jfdalq88qkez48g00l84asthssat8ah