Avatar
Thita@98⚡️
cc2783215f21a578e492ac0cf31e5038be7a9f7b8b8d696ac753c48bcd6074a5

เวลาที่เรารู้สึกวิตกกังวลใจมากๆ

ความวิตกกังวลนั้นจะกลายเป็นเหมือนกับ “พายุ”

ที่โหมกระหน่ำเข้ามาในใจและทำให้เรา “ตั้งตัวไม่ติด”

.

ในสถานการณ์แบบนี้ หลายคนจะพยายาม

ทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้ “พายุ” ความกังวลหายไป

(หรืออย่างน้อยก็ลดระดับความเข้มข้นลง)

.

ไม่ว่าจะเป็นการสั่งใจตัวเองให้ “หยุดกังวล”

การเบี่ยงเบนความสนใจไปที่อย่างอื่น (ที่ไม่ใช่ความกังวลนั้น)

ฯลฯ

.

แต่ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร

ดูเหมือนว่า “พายุ” ความกังวล

ก็ไม่มีท่าทีว่าจะหายไปได้เลย

.

วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆมานำเสนอครับ

.

มันเป็นเทคนิคที่อาจจะไม่สามารถกำจัด

ให้ “พายุ” ความกังวลหายไปจากใจเราได้ก็จริง

แต่มันเป็นเทคนิคที่สามารถช่วยลดระดับ

ความเข้มข้นของ “พายุ” ความกังวลนี้ลงได้อยู่บ้าง

.

เทคนิคนี้คือการ “ตั้งชื่อ” ให้กับ “พายุ” ความกังวล

ที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่ในใจเราครับ

.

สมมติว่าเรากำลังจะนำเสนองาน

ต่อหน้าคนเป็นจำนวนมากในวันพรุ่งนี้

และเรารู้สึกกังวลว่าเราจะนำเสนอได้ไม่ดี

ส่งผลให้คนที่นั่งฟังอยู่ตัดสินเราว่า

“เธอพูดอะไรของเธอน่ะ ไม่ได้เรื่องเอาซะเลย!”

.

เราอาจจะลองใช้เวลานั่ง “ฟัง”

เสียงของ “พายุ” ความกังวล

ที่ดังก้องอยู่ในใจเราสักระยะหนึ่ง

.

“ฟัง” จนเรารู้ว่าเสียงๆนี้มี “น้ำเสียง” อย่างไร

“ฟัง” จนเรารู้ว่าเสียงๆนี้มี “เนื้อหา” อะไร

.

จากนั้น เราก็ค่อยๆทบทวนดูว่า

หากเราจะตั้งชื่อให้กับเสียงๆนี้

อะไรคือชื่อที่น่าจะเหมาะสมกับเสียงๆนี้ที่สุด

.

บางคนอาจจะใช้ชื่อของตัวละครในการ์ตูน

บางคนอาจจะใช้ชื่อของนักการเมืองชื่อดัง

บางคนอาจจะใช้ชื่อของเพื่อนสมัยประถมฯ

.

เราจะตั้งชื่อยังไงก็ได้ครับ ขอเพียงแค่มัน

เป็นชื่อที่สะท้อน character ของ “พายุ”

ความกังวลนั้นได้ชัดเจนก็พอครับ

.

ยกตัวอย่างเช่น

ถ้าเป็นกรณีข้างบน เราก็อาจจะตั้งชื่อ

ให้กับเสียงของความกังวลในใจว่า

“กระต่ายตื่นตูม”

เป็นต้น

.

หลังจากที่เราตั้งชื่อเสร็จแล้ว

หากในอนาคต ในใจเรามีเสียงของ

“พายุ” ความกังวลดังกล่าวดังขึ้นมาอีก

สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้

คือการพูดกับตัวเองในใจว่า

.

“เอาละ ตอนนี้ กระต่ายตื่นตูม

กำลังส่งเสียงดังขึ้นมาในใจฉันอีกแล้ว”

.

และเราก็จะพบว่า “พายุ” ความกังวล

ที่เคยโหมกระหน่ำเข้ามาอย่างเข้มข้นในอดีตนั้น

ตอนนี้ มันลดระดับความเข้มข้นลง

อย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียวครับ

.

อ้างอิง

https://doi.org/10.1017/s0033291722003841

#จิตวิทยา #siamstr

หา ln บ่เจอ

กำลังกิน😋💪😋มาเด้อแซน

GM🌞☕️อุ่นๆ

Replying to Avatar maiakee

🪷ทำไมการดูผัสสะทางลิ้นอย่างเดียวก็สามารถบรรลุได้

ผัสสะ (สัมผัส) เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการทางจิตทั้งหมด เมื่อมีผัสสะ ย่อมเกิดเวทนา (ความรู้สึก) ซึ่งนำไปสู่ตัณหา (ความอยาก) และอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) ผัสสะจึงเป็นหัวใจสำคัญของวัฏฏะ โดยเฉพาะ ผัสสะทางลิ้น (รสผัสสะ) ที่มีอิทธิพลอย่างมากในการกระตุ้นกิเลส การกำหนดรู้และเห็นธรรมจากรสผัสสะเพียงอย่างเดียว สามารถนำไปสู่ความหลุดพ้นได้ หากพิจารณาด้วยปัญญา

พระพุทธองค์และพระสาวกเคยสนทนาเกี่ยวกับการพิจารณาผัสสะทางลิ้นโดยละเอียด พระสูตรหลายบทกล่าวถึงการควบคุมอินทรีย์ การพิจารณาผัสสะ และบทบาทของมโนวิญญาณในการรับรู้รส

๑. ผัสสะทางลิ้นเป็นจุดเริ่มของปฏิจจสมุปบาท

พระพุทธองค์ตรัสใน มหานิทานสูตร (ทีฆนิกาย) ว่า

“ผัสสะปจฺจยา เวทนา”

(เมื่อมีผัสสะ ย่อมเกิดเวทนา)

อธิบาย

• เมื่อลิ้นสัมผัสรสชาติ จะเกิดผัสสะ

• ผัสสะทำให้เกิดเวทนา (สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ)

• เวทนานำไปสู่ตัณหา (ความอยากหรือไม่อยาก)

ตัวอย่าง

• หากรสชาติอร่อย เกิดสุขเวทนา → เกิดตัณหาต้องการรสอร่อยอีก

• หากรสชาติขม เกิดทุกขเวทนา → เกิดตัณหาที่ไม่อยากลิ้มรสนั้น

๒. รสเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งจิตให้ติดอยู่ในวัฏสงสาร

ใน องคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต พระพุทธองค์ตรัสว่า

“รสานิ โสมนสฺสการณํ”

(รสเป็นเหตุให้เกิดความเพลิดเพลินใจ)

อธิบาย

• ความติดใจในรสอาหารเป็นหนึ่งในเครื่องผูกที่เหนียวแน่น

• แม้ภิกษุยังต้องกำหนดรู้ มิฉะนั้นจะติดอยู่ในความอยาก

ตัวอย่าง

• บางคนเดินทางไกลเพื่อลิ้มรสอาหารหายาก เพราะติดใจในรส

• แม้แต่สัตว์ก็แสวงหาอาหารรสอร่อย ทำให้ติดในสังสารวัฏ

๓. ผัสสะทางลิ้นเป็นเหตุแห่งอวิชชาและตัณหา

พระพุทธองค์ตรัสใน สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ว่า

“เวทนา ปจฺจยา ตณฺหา”

(เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงเกิดขึ้น)

อธิบาย

• เวทนาที่เกิดจากรส ทำให้เกิดตัณหาติดรส

• ตัณหานำไปสู่อุปาทาน (ยึดมั่นในรส)

• อุปาทานทำให้เกิดภพ (ภาวะของความอยาก)

ตัวอย่าง

• บุคคลที่ติดอาหารบางประเภท อาจเกิดอารมณ์หงุดหงิดเมื่อไม่ได้กิน

๔. การพิจารณาผัสสะทางลิ้นเป็นวิปัสสนากรรมฐาน

พระพุทธองค์ตรัสใน มหาสติปัฏฐานสูตร (ทีฆนิกาย) ว่า

“สัมปชญฺญํ กุโรวี”

(พึงมีสัมปชัญญะในการบริโภค)

อธิบาย

• ขณะรับประทานอาหาร หากพิจารณาว่าเป็นเพียงธาตุที่มาเลี้ยงร่างกาย จิตจะไม่เกิดตัณหา

• วิปัสสนาคือการเห็นรสเป็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

ตัวอย่าง

• พระมหากัสสปะฉันอาหารด้วยจิตที่เห็นว่าเป็นเพียงเครื่องยังชีพ

๕. มโนวิญญาณกับผัสสะทางลิ้น

พระพุทธองค์ตรัสใน สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ว่า

“รโส จ วิญญาณํ จ สมาคโต ผัสฺโส โหติ”

(เมื่อรสและวิญญาณมาพบกัน ย่อมเกิดผัสสะ)

อธิบาย

• ผัสสะทางลิ้นไม่ใช่เพียงกายสัมผัส แต่เกิดจาก มโนวิญญาณ ที่ไปรับรู้

• เมื่อมโนวิญญาณรับรู้รส ย่อมเกิดการปรุงแต่ง (สังขาร)

ตัวอย่าง

• รสเดียวกัน แต่คนละคนอาจชอบหรือไม่ชอบ เพราะเกิดสังขารจิตแตกต่างกัน

๖. การสำรวมอินทรีย์ช่วยลดตัณหาที่เกิดจากรส

ใน สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค พระพุทธองค์ตรัสว่า

“โย จ อินฺทฺริยคุตฺโต โหติ โส อปิ นิพฺพานํ อธิคจฺฉติ”

(ผู้ที่สำรวมอินทรีย์ ย่อมเข้าถึงนิพพานได้)

อธิบาย

• ผู้ที่กำหนดรู้รสโดยไม่ให้เกิดตัณหา ย่อมดับทุกข์ได้

ตัวอย่าง

• พระอานนท์เคี้ยวอาหารด้วยจิตเป็นสมาธิ ไม่ให้เกิดความพอใจในรส

๗. ผัสสะทางลิ้นเกี่ยวข้องกับกามราคะ

ใน องคุตตรนิกาย พระพุทธองค์ตรัสว่า

“กามานํ ทิสฺวา อาทีนวํ น ปุจฺฉติ รสนํ”

(ผู้เห็นโทษของกาม ย่อมไม่ใฝ่หาความสุขจากรสอาหาร)

อธิบาย

• ความอยากในรสเป็นรากฐานของกามคุณ

ตัวอย่าง

• นักบวชที่ยังติดรสอาหาร ย่อมเป็นเหตุให้กลับไปเสพกาม

๘. พระสารีบุตรพิจารณาผัสสะทางลิ้นจนบรรลุอรหัตผล

พระสารีบุตรกล่าวใน เถรคาถา ว่า

“รโส วิรฏฺโฐ สุขํ เวทยามิ”

(ผู้หลุดพ้นจากรส ย่อมพบสุขที่แท้จริง)

อธิบาย

• พระสารีบุตรพิจารณาเวทนาโดยไม่ให้เกิดตัณหา

๙. การพิจารณารสเป็นปฏิกูล

พระพุทธองค์ตรัสใน สัลลสูตร (สังยุตตนิกาย) ว่า

“ปฏิกูลํ ภิกฺขเว อาหารํ ปัสฺสถ”

(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พึงเห็นอาหารเป็นของปฏิกูล)

อธิบาย

• อาหารเป็นเพียงธาตุ ไม่ควรยึดมั่นในรส

๑๐. การพิจารณารสเป็นเครื่องนำไปสู่อรหัตผล

พระพุทธองค์ตรัสใน อัคคัญญสูตร (ทีฆนิกาย) ว่า

“รสํ อนุปัสฺสมาโน อรหํ โหติ”

(ผู้พิจารณารส ย่อมบรรลุอรหัตผล)

อธิบาย

• หากพิจารณารสอย่างถูกต้อง ย่อมละนันทิได้

บทสรุป

1. ผัสสะทางลิ้นเป็นจุดเริ่มต้นของเวทนาและตัณหา

2. การติดรสเป็นเหตุแห่งอวิชชา

3. การสำรวมอินทรีย์ทำให้บรรลุธรรม

4. มโนวิญญาณเกี่ยวข้องกับการปรุงแต่งรส

5. การพิจารณารสเป็นไตรลักษณ์ช่วยดับกิเลส

ดังนั้น แม้เพียงกำหนดรู้รสอย่างเดียว ก็สามารถบรรลุธรรมได้

#Siamstr #พุทธวจนะ #พุทธวจน #ธรรมะ #nostr

GM🙏🙏🙏😋☕️🌞😋🎶🌳

Replying to Avatar Anutta

ธรรมะเนื่องในวันมาฆบูชา

สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง การไม่ทำบาปทั้งปวง

กุสะลัสสูปะสัมปะทา การทำกุศลให้ถึงพร้อม

สะจิตตะปะริโยทะปะนัง การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ

เอตัง พุทธานะสาสะนัง ธรรม 3 อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ธรรม 3 อย่างนี้เป็นหลักธรรมที่ควรนำไปประพฤติปฏิบัติ ซึ่งในวันมาฆบูชา พระพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” เป็นหลักคำสอนสำคัญอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา กล่าวคือ

1. การไม่ทำบาปทั้งปวง คือ การลด ละ เลิก ทำบาปทั้งปวง อันได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 ซึ่งเป็นทางแห่งความชั่ว 10 ประการ ที่เป็นความชั่วทางกาย (1.ฆ่าสัตว์ 2.ลักทรัพย์ 3.ประพฤติผิดในกาม) ทางวาจา (1.พูดเท็จ 2.พูดส่อเสียด 3.พูดจาหยาบ 4.พูดเพ้อเจ้อ) และทางใจ (1.โลภอยากได้ของเขา 2.พยาบาทปองร้ายเขา 3. มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม)

2. การทำกุศลให้ถึงพร้อม คือ การทำความดีทุกอย่างตาม กุศลกรรมบถ 10 ทั้งความดีทางกาย (ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ประพฤติผิดในกาม) ความดีทางวาจา (ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ) และความดีทางใจ (ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น มีความเมตตาปรารถนาดี มีความเข้าใจถูกต้องตามทำนองคลองธรรม)

3. การทำจิตใจให้ผ่องใส คือ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หลุดจากนิวรณ์ที่คอยขัดขวางจิตใจไม่ให้เข้าถึงความสงบ ได้แก่ ความพอใจในกาม, ความพยาบาท, ความหดหู่ท้อแท้, ความฟุ้งซ่าน และความลังเลสงสัย

#siamstr #วันมาฆบูชา #เวลามีค่าศึกษาธรรมะ

ข้อมูลจากวิกิพีเดียและบทความคุณธีรพล ศรีเป๊ะบัว มสธ.

🙏🙏🙏