Avatar
BossMan
d0864ad0528ff7e0becdd502d19e9ddc18ccadc790318fd60f9988e3ca373f75
BossMan (เจ้ามนุษย์!)

อยากคุยเรื่องนี้จังแหะแต่ช่วงนี้เวลาไม่มีเลย

Print Of Yen เมื่อเงินเสื่อมค่า

ไว้โอกาสดีๆมาคุยกันครับ

คิดถึงคุณลุง 😝 ฟังคลิปเก่าวนไปก่อน

https://www.youtube.com/live/hyYZYynWfkA?si=vWZWzJ24rBVBozsy

ปักไว้มาอ่าน

nostr:naddr1qq25wcnwxfryx3z3xajnqnrsfpxrga6xvakhqq3qmqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43qxpqqqp65wmd6sm9

1. ทานยาให้ทานตามเวลา การบอกว่ากรอนหรือหลังอาหารมีผลเล็กน้อย เหตุผลอีกส่วนคือกันคนไข้ลืมทาน ยาก็คือยามันทำให้เราหายตากอาการเจ็บป่วย จึงควรทานยาให้ครบให้สม่ำเสมอ แต่หลังจากนั้น ก็ต้องมาชดใช้ร่างกายจากการที่ใช้ยาต่อนะครับ เพราะจาดีจุดนึง ไปแย่ที่จุดนึง

2.การทานของร้อนตอนป่วย(ถ้าต้องทาน) เป็นการช่วยร่างกายเพื่อให้อุณหภูมิในร่างกายสูง (มีไข้) ซึ่งเป็นกลไลธรรมชาติในการสู้โรคของร่างกาย ดังนั้นเมื่อทานของร้อนในช่วงป่วยจึงรู้สึกดีขึ้น

3.ในช่วงป่วย การทำให้ตัวเองร้อนในระดับนึงเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ก็ต้องช่วยระบายความร้อนร่วมด้วย ดังนั้น ยาลดไข้โดยธรรมชาติคือการตากแดด อากาศถ่ายเท และการสัมผัสน้ำไม่ว่าเช็ดตัวหรืออาบน้ำ

4.เรื่องไอจามแรงๆเป็นกลไกทางธรรมชาติในการขับเชื้อโรคที่ตายออกไป แต่การที่มีอาการตามมาต่างๆเช่น ปวดเกร็งท้อง ปัสสาวะเล็ด เป็นการบ่งบอกว่ากล้ามเนื้อ core body ของเราอ่อนแอในระดับนึงอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อหายควรใส่ใจกล้ามเนื้อกลุ่มนี้มาขึ้นเพราะมันสำคัญมาก

5.การนอนคือช่วงเวลาเดียวที่ร่างกาย/ด้รักษาตัวเอง ดังนั้นถ้านอนน้อยนอนไม่มีประสิทธิภาพ การรักษาตัวเองในแต่ละวันก็จะน้อยตาม เช่นคุณมี 100 ใช้ไปทั้งวันเหลือ 50 แต่คุณนอนน้อย ฟื้นได้แค่ 70 คุณก็เริ่มวันใหม่ที่70 ใช้ไปเหลือ40 นอนคืนได้เป็น60 คุณก็จะไปทำงานต่อด้วย60 เรื้อรังไปเรื่อยๆจนทรุด

และเมื่อป่วย ยาที่ดีที่สุดคือการนอนยาวๆครับ

6.เมื่อป่วยสัพกำลัเกือบงทั้งหมดจะไปอยู่ที่การรักษา ดังนั้นเมื่อ พลังงานในสมองถูกส่งไปเยียวยาร่างกาย ความต้านทานต่อความเครียดในสมองจะลดลง ส่งผลให้ฟุ้งซ่าน เพ้อ ได้ การแก้คือนอนไปครับให้สมองไม่ต้องทำงานมาก

7.การหายเร็วคือนอนทาให้เยอะครับไม่หิวไม่ทาน ถ้าทาน ทานของร้อน การลุกไปปัสสาวะคือการระบายความร้อนในร่างกาย ถ้าต้องทานให้ทานโปรตีน ไขมัน ไม่ใช่แป้งคาร์บแปรรูป เพราะมันจะยิ่งทำให้เชื้อได้อาหาร ส่วนทำไมให้นอนยาวๆไม่หิวไม่ทานเพราะ ถ้าทานในขณะที่ร่างกายกำลังสู้อยู่ ร่างกายต้องแบ่งกำลังไปย่อยอาหาร แต่ถ้าร่างกายขาดกำลังในการรักษาเมื่อไหร่ มันจะสั่งให้เราหิว แล้วค่อยทานครับ

8.strong is not same healthy and healthy is not Same strong too ยกดัมเบลเเป็น100โลเป็นเบาหวานมีเยอะแยะ ตัวผอมๆแต่ไม่เป็นโรคก็มีมาก ดังนั้นสองคำนี้คือคนล่ะเรื่อง คนละแนวทาง แต่เรามีทั้งคู่ได้

9เรื่องนี้มองได้หลายมุม แต่ส่วนนึงคือ โรคนี้เป็นการติดเชื้อไวรัส การรักษาที่ดีที่สุดคือการนอนยาวๆเพื่อให้ร่างกายได้รักษาตัวเอง การจ่ายยามักจ่ายตามอาการเพื่อให้คนไข้สบายตัว แต่มันทำให้ร่างกายหายช้า เพราะไปขัดกระบีวนการรักษาตัวเองเช่นร่สงกายมีไข้เพื่อฆ่าเชื้อแต่เรากันไปทานยาลดไข้ แล้วที่สำคัญมันคือติดไวรัส นั่นแปลว่า ถ้ามีการจ่ายยาฆ่าเชื้อที่ไม่ได้ลงท้ายด้วย ….vir แปลว่าจ่ายยามักง่ายพร่ำเพรื่อ หวังเงิน เพราะมันไม่เกี่ยวเชื้อที่ติด และไปฆ่าเชื้อดีๆในร่างกายด้วย

10. เรื่องการเงิน ………. No comments อิอิ

มาแจมแค่นี้ครับ #siamstr

รอตั๊งมาคอมเม้นท์

Replying to Avatar tukjedsadatik

>>>บทความถึงJakk Goodday<<<<

ผมเข้ามาในNostrโดยไม่รู้จักใครเลย ผมมองไปรอบตัวพบว่ารูปโปรไฟล์เกือบทุกคนเหมือนโมเดลหุ่นมีตาเลเซอร์ตามร้านของเล่นที่สะพานเหล็ก.....

งานBTCผมก็ไม่เคยไปชิบหายแล้วแล้วตรูจะคุยอะไรกับเค้ารู้เรื่องมั้ยเนี่ย มองไปรอบตัวไอ้นี่ใครวะ พี่หรือน้องวะ จะทักไปก็กลัวเป็นตำรวจกลัวเจอยัดยาตรวจเยี่ยวอีก

ผมเนียนๆเข้าไปในช่องแชทของอาร์มNotoshi ที่กำลังสอนเรื่องNipอย่างเข้มข้น ทักคนอื่นมั่วๆไปว่า สวัสดีครับ สวัสดีครับ เหมือนนกแก้วนกขุนทอง โดยที่ผมกดสันดานดิบความเป็นตัวเองแบบสุดๆ เพื่อไม่ให้เหล่าหุ่นยนต์ในจักรวาลนี้มารุมทำร้ายผม

มีอยู่วันนึงหุ่นยนต์สีแดงๆใส่หมวก(คุณJakk Gooddayนั่นแหละ) ได้โพสต์ภาพท้องฟ้า แล้วเหมือนให้คิดแคปชั่นรูปท้องฟ้าอะไรซักอย่าง ผมได้ลองปล่อยพลังAll for oneของผมออกไป10% เพื่อลองดูว่าเค้าจะรับได้มั้ย

ปรากฏว่าไม่ระคายเคืองผิวแกแม้แต่น้อย ผมเลยเดาได้ว่า คนๆนี้ น่าจะพลังต้านทานสันดานดิบผมได้พอสมควร

ใครจะไปคิดว่าหน้าในรูปโปรไฟล์ที่ดูแข็งกร้าว ข้างในจิตใจแกจะเป็นคนต๊ะติ๊งโหน่ง ผมไม่แปลกใจที่ใครๆก็รักแก

.

.

.

.

.

.

.

ผมอยากเจอแกซักครั้ง อยากยกมือไหว้แก แล้วผมเชื่อว่า แกจะต้องตอบกลับมาว่า

.

.

.

.

.

.

.

.

#มึงกองไว้ตรงนั้นแหละไอ้ตุ๊กเจษฎาติ๊ก

T.tukjedsadatik

จบบริบูรณ์

พี่ตั้มกลายเป็น ต๊ะ ติ่ง โหน่งไปซะแล้ว 55

หิวเลย... ขนาดพึ่งกินมาแล้วนะเนี่ย

Replying to Avatar Jingjo

ขออภัยทุกท่านที่มาดูไลฟ์ #ThailandZapathon วันนี้ด้วยนะครับที่ไม่น่าจะได้ความบันเทิงสุดติ่งแบบครั้งอื่น ๆ ที่ผ่านมา เพราะดันมาเจอสัมภาษณ์ดิ่ง ๆ ดีพ ๆ แบบที่ nostr:npub1mqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43q7rnz85 เองก็ไม่คิดว่าจะมาทรงนี้

คือลึก ๆ ผมเป็นคนจริงจัง (และดาร์ก ๆ) ที่พยายามปัญญาอ่อนบ้างฉาบหน้า แต่สุดท้ายมันก็ฝืนตัวเองไม่ได้หรอกเนาะ

หวังว่าจะได้สาระอะไรกันไปบ้าง ไม่มากก็ปานกลาง แบบมีเดียมแรร์

#siamstr

ไลพ์ไหนงะ มาไม่ทัน

Replying to Avatar Riina

เมื่อนานมาแล้ว ท่ามกลางความมืดที่เย็นสนิท แรงโน้มถ่วงเริ่มดึงดูดกลุ่มแก๊สและละอองต่างๆมารวมกัน แรงมหาศาลที่ดึงดูดและกระทำกับกลุ่มมวลนั้นมหาศาล มวลต่างๆถูกดึงดูดให้บีบอัดเข้าหากัน จนกระทั่งกลายเป็นกลุ่มก้อนแก๊สร้อนเรืองแสง จนในที่สุดมันก็ร้อนมากพอที่จะสร้างพลังงานได้ด้วยตัวเอง ดาวฤกษ์หนึ่งเดียวที่ให้ความร้อนและแสงสว่าง ดวงอาทิตย์ของเรา

เมื่อมองเข้าไปใต้พลาสมาที่ร้อนระอุ ลึกลงไปข้างในที่แกนกลางของดวงอาทิตย์ส่วนที่ร้อนที่สุด อะตอมที่กำลังชนกันที่อัตราความเร็วสูงและถูกหลอมรวมกัน ได้ปลดปล่อยพลังงานที่บริสุทธิ์ กระบวนการนี้เรียกว่า นิวเคลียร์ฟิวชั่น

ในแกนกลางของดวงอาทิตย์ ขณะที่อะตอมกำลังพุ่งชนและหลอมรวมกัน โฟตอนได้ถูกปลดปล่อยออกมา และพยายามที่จะไหลออกมาสู่ภายนอก พลังงานเล็กๆที่ไร้มวลบางส่วนนั้นสามารถหลุดรอดผ่านชั้นต่างๆภายในของดวงอาทิตย์ พุ่งตรงออกมาจากแกนกลางของดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วแสง มันแผ่รัศมีออกไปทุกทิศทาง บางส่วนได้เดินทางผ่านระยะทาง 150ล้านกิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 8นาทีกว่าๆ พุ่งตรงมายังโลกของเรา

ในทุกๆวินาที ใบไม้แต่ละใบจะดูดซับโฟตอนจำนวนมหาศาล กรานาได้รับแสงอุ่นๆจากดวงอาทิตย์ พื้นผิวที่ปกคลุมไปด้วยโปรตีนที่ทำหน้าที่คอยดักจับโฟตอนที่มาจากดวงอาทิตย์ ในนั้นอัดแน่นไปด้วยสารสีเขียวอย่างคลอโรฟิลล์ที่สามารถดูดซับแสงแดด

คลอโรฟิลล์ดักจับพลังงานที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์ เมื่อน้ำรวมกับคาร์บอนไดออกไซด์และแสงแดด กระบวนการนี้ถูกเรียกว่า การสังเคราะห์แสง ได้เปลี่ยนรูปของพลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งผลผลิตที่ได้นั้น คือน้ำตาลและออกซิเจน กลายที่เป็นกักเก็บพลังงานใหม่ไว้ส่งต่อให้กับสิ่งมีชีวิตบนโลก

น้ำตาล เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารประกอบอินทรีย์อื่นๆ ที่ทำให้พืชเจริญเติบโต เช่น แป้ง เซลลูโลส โปรตีนหรือไขมัน

ออกซิเจน เป็นธาตุที่สำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ต้องใช้ในการหายใจและเผาผลาญพลังงาน

พลังงานนั้น ไม่ได้ทำถูกให้เพิ่มขึ้นหรือหายไป พลังงานเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในจักรวาลของเรานี้ มันแค่หมุนเวียน เปลี่ยนรูปจากพลังงานรูปแบบหนึ่งไปสู่พลังงานอีกรูปแบบหนึ่ง

การโฆษณาชวนเชื่อว่า การอุปโภคบริโภคที่มากของมนุษย์นั้น เป็นเรื่องเลวร้าย ไม่ว่าการรณรงค์ให้ประหยัดน้ำมัน ลดการใช้พลังงาน ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ เพราะยิ่งกินเนื้อสัตว์ยิ่งทำให้โลกร้อน !!

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) แนะนำให้พลเมืองหันมาบริโภคพืชผัก เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อน ใช่ พวกเขากำลังบอกให้พวกเรา ฆ่าพืช เพื่อนำมาบริโภค พวกเขาบอกว่ามันจะช่วยลดโลกร้อน พวกเขายังอ้างอีกว่าการทำปศุสัตว์นั้น ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในดินถูกปล่อยออกมาและเกิดก๊าซเรือนกระจก 555 (ขออภัยที่อดขำไม่ได้จริงๆ)

พืชซึ่งกำลังทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ พืชที่ทำหน้าที่ส่งต่อพลังงานไปยังเหล่าสรรพสัตว์ กำลังถูกคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตัวพวกเขาเองนั้นก็ต้องใช้พลังงาน และอุปโภคบริโภคไม่ได้ต่างไปจากพวกเรา พวกเขากำลังบอกให้ผู้คนหันไปกินพืชกันมากขึ้นและลดการกินเนื้อ พืชที่เป็นแหล่งพลังงานของเหล่าสัตว์ พวกเขากำลังบอกให้พวกเรากินพืชแทนที่จะกินสัตว์

พวกเขายังแนะนำการบริโภคแบบมังสวิรัติที่ประกอบไปด้วย ผัก ผลไม้ ธัญพืช(เมล็ด) ถั่ว

กรดอะมิโนชนิดจำเป็น ที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถผลิตเองได้นั้น เราสามารถได้รับโดยตรงจากการบริโภคเนื้อสัตว์ ผู้ที่ทานแต่ผักมักจะขาดสารอาหารบางชนิด อีกทั้งอุตสาหกรรมการเกษตรมักอุดมไปด้วยยาฆ่าแมลงและสารเคมีต่างๆ นี่คือเหตุผลที่ มนุษย์ควรระมัดระวังในการบริโภค และต้องบริโภคทั้งพืชและสัตว์อย่างสมดุล

ถ้ามองในอีกแง่ ผู้เขียนมองว่า พวกเขาเองนั่นแหละที่กำลังทำให้โลกร้อน ถ้าพวกเขาจะกล่าวหาว่า คาร์บอนไดออกไซด์ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก

เพราะพวกเขากำลังบอกให้พวกเราทำลายพืช กินพืชให้มากขึ้น พวกเขากำลังบอกให้มนุษย์บริโภคพืชแทนเนื้อสัตว์ เขากำลังบอกให้เราแย่งอาหารจากบรรดาเหล่าสัตว์

เมล็ดพืชที่ปกติแล้วจะต้องทำหน้าที่ในการแพร่พันธุ์ จะแพร่พันธุ์ต่อได้อย่างไร ถ้ามนุษย์เก็บมากินไปซะหมด ต้นไม้จะเอาใบไม้ที่ไหนมาสังเคราะห์แสง หากมนุษย์กินพืชแทนเนื้อกันทุกคน

ความจริงแล้ว ผู้คนมีสิทธิ์อุปโภคบริโภคเท่าไรก็ได้ ตราบใดที่พวกเขาหาทรัพยากรนั้นมาด้วยตัวเอง

การพยายามสร้างความเชื่อลวงโลกว่า โลกของเรานี้กำลังร้อนขึ้นๆ พวกเขาพยายามโน้มน้าวว่า การลดใช้พลังงาน การลดการบริโภคเนื้อสัตว์นั้น เป็นการกระทำความดี เพราะกำลังช่วยลดโลกร้อนอยู่ สิ่งนี้เป็นเพียงแค่การหลอกให้ผู้คนเชื่อว่า สิ่งๆนั้นไม่มีคุณค่า สิ่งๆนั้นเป็นสิ่งเลวร้าย สิ่งๆนั้นเป็นการไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวม เพราะมันเป็นการง่ายที่สุดที่ผู้คนจะไม่ออกมาต่อต้าน และไม่ถามว่าทำไม ผู้คนเข้าใจว่าพวกเขากำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง พวกเขาคิดว่าพวกเขากำลังปกป้องโลกใบนี้ ซึ่งมันไม่จริง

ทุกวันนี้ผู้คน ผลิตสิ่งต่างๆที่ได้มาจากทรัพยากรมากกว่าที่พวกเขาได้ใช้ไป ผู้คนหลายล้านคนบนโลกกำลังทำงานหนัก แต่กลับได้บริโภคสิ่งต่างๆเพียงน้อยนิดและบางสิ่งไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมที่มนุษย์จะบริโภค ในขณะที่คนบางกลุ่มกลับสามารถบริโภคสิ่งต่างๆได้อย่างล้นเหลือ

ความจริงแล้ว พวกเขาแค่ต้องการให้เราทิ้งสิ่งที่มีค่าไปด้วยตัวเอง เลิกอุปโภคบริโภคโดยสมัครใจ เพื่อที่พวกเขาจะนำทรัพยากรเหล่านั้นไปใช้ได้โดยง่าย แบบไร้การขัดขืน ไร้ข้อกังขา พวกเขาต้องการลดส่วนแบ่ง เพื่อที่ตัวเองจะได้ใช้มากขึ้นต่างหาก พวกเขาแย่งชิงมันอย่างไร ผู้อ่านก็คงจะทราบกันดีในวิธีการแย่งชิงทรัพยากร

พลังงานนั้นมีอยู่แล้วและจะไม่หายไป โลกได้รับพลังงานมาจากดวงอาทิตย์ อะตอมที่ถูกหลอมรวมกันและกลายเป็นหนึ่งได้ปลดปล่อยโฟตอน โฟตอนถูกส่งมาจากดวงอาทิตย์โดยกระบวนการนิวเคลียร์ฟิวชั่น ต้นไม้ดูดซับพลังงานนั้นไว้และส่งต่อไปยังสิ่งมีชีวิต

สิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะ มนุษย์ พืชหรือสัตว์ เพียงแค่นำสิ่งที่มีอยู่แล้วนั้นมาใช้ มนุษย์เราก็เป็นแค่เพียงสิ่งหนึ่งในกระบวนการการเปลี่ยนรูปพลังงานเท่านั้น ผู้คนไม่ได้กำลังทำเรื่องเลวร้ายหรือเรื่องที่ดี สิ่งนี้มันเป็นเพียงธรรมชาติ ผู้ที่พยายามบิดเบือนความจริงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองต่างหาก ที่เลวร้ายอย่างแท้จริง แต่มันก็คงเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอีกเช่นกัน

#Climatescam #Siamstr #bitcoin

วัวตดทำให้โลกร้อน ทานวีเกน=รักโลก ตรงไหนก่อนน? ในขนาดที่บางคนออกมาให้ความชื่นชมเหล่าขบวนการรักโลก ผมนี่ขำมาก

เศรษฐกิจญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

.

เศรษฐกิจญี่ปุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นหนึ่งในหัวข้อที่ทางผู้เขียนมองว่าน่าสนใจแต่แวดวงผู้ที่สนใจญี่ปุ่นกลับมักจะมองข้าม อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่สามารถยอมรับความเป็นจริงที่ได้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นตั้งแต่การปฏิรูปเมจิจนถึงปีโชวะที่ 20 (昭和20年) ถูกทำให้ “ทันสมัย” ในด้านของการเปิดตลาดให้เสรีในแบบคู่ขนานและเปลี่ยนผ่านจากยุคการเกษตรแบบยังชีพกับสังคมเกษตรกรรมมาเป็นระบบทุนนิยมอย่างสมบูรณ์ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาจัดรวมนโยบายด้านสังคมและเศรษฐกิจของสมัยจักรวรรดิญี่ปุ่นให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับแนวคิดเรื่อง “เผด็จการ” และมองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมีคำอธิบายเชิงวิชาการใด ๆ พวกเขาจึงมองข้ามการพัฒนาทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในยุคดังกล่าว แต่ถึงอย่างนั้นทางผู้เขียนยืนหยัดที่จะเสนอว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นก่อนสงครามและช่วงสงคราม (ค.ศ. 1868 - 1945) มีความหลากหลายและแตกต่างในตัวของมันเองและเป็นพื้นฐานให้กับการเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่นโดยเฉพาะในยุคหลังสงคราม บทความนี้จึงเป็นการสร้างภาพมโนทัศน์ที่แตกต่างจากแนวคิดสายกระแสหลักที่มองว่าญี่ปุ่นเอาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จากโลกตะวันตกไปใช้ประโยชน์อย่างเดียว ในญี่ปุ่นช่วงนั้นเองก็ได้มีนักปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ยุคเอโดะ (江戸時代) ที่พัฒนาแนวคิดทางการเมืองและเศรษฐศาสตร์ดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นและผสมผสานเข้ากับแนวคิดของทางโลกตะวันตก แนวคิดของพวกเขาก็มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจโดยรวมในยุคก่อนสงครามและยุคหลังสงคราม

=

การพัฒนาทางเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลเมจิ

=

นับตั้งแต่การปฏิรูปเมจิได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1868 การพัฒนาการทางด้านแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์, การเมือง, วัฒนธรรม และความเป็นชาติในประเทศญี่ปุ่นก็ได้เกิดขึ้นอย่างล้นหลาม หนึ่งปัจจัยที่เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์เหล่านี้และการขึ้นมาของอิทธิพลแวดวงนักวิชาการญี่ปุ่นเป็นผลพวงมาจากการที่ประเทศได้รับแรงกดดันจากมหาอำนาจตะวันตก เช่น สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส และ สหรัฐอเมริกา ที่แผ่ขยายอำนาจเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก แนวคิดเพื่อ “ปฎิรูปเศรษฐกิจ” ให้ทันสมัยเพื่อให้ทัดเทียมและเป็นแรงต้านอิทธิพลจากชาติตะวันตกจึงเป็นผลทำให้มีการนำเข้าแนวคิดปรัชญาทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาจากโลกตะวันตกและผสมผสานเข้ากับแนวคิดเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีรูปแบบเพียงพอด้วยการยืนด้วยขาตัวเองและการสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นที่ส่งทอดมาจากยุคสมัยเอโดะ (江戸時代) แว่นแคว้น (藩) ต่าง ๆ ในช่วงปลายการปกครองของโชกุนต่างก็เข้าหาเทคโนโลยีและแนวคิดจากตะวันตกเพื่อนำมาผสมเข้ากับพฤติกรรมด้านเศรษฐกิจดั้งเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็จำกัดพื้นที่ของชาวต่างชาติที่นำเข้าแนวคิดและที่เข้ามาประกอบธุรกิจเพื่อไม่ให้รุกล้ำอธิปไตยของแต่ละแคว้นมากเกินไป ผลที่ตามมาคือการผูกขาดสินค้าและบริการบางอย่างแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่อิงตามแว่นแคว้น (Flath 2022) ... หนึ่งในตัวอย่างของผู้ที่สนับสนุนให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจและสถาบันสังคมอื่นโดยรวมก็คือ ฟูกูซาวะ ยูกิจิ (福澤 諭吉) จากแคว้นนาคัตสึ (中津藩) เขาเป็นผู้ที่สนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบรัฐสภา, ระบบพรรคการเมือง และ การขยายดินแดนของจักรวรรดิ เพื่อ “รักษาอธิปไตยญี่ปุ่นจากชาติตะวันตกในระยะยาว” ราวกับเป็นการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างมาตรการป้องกันโรค แต่ถึงอย่างไรก็ตาม “การปฏิรูป” ดังกล่าวนั้นไม่ใช่การเปลี่ยนประเทศให้แตกต่างอย่างสมบูรณ์แต่อย่างใด แต่เป็นการสานต่อ (continuity) ตลาดเสรีแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่มีจุดเริ่มมาจากการปฏิรูปเศรษฐกิจในสมัยของเอโดะช่วงแรกหรือที่เรียกว่านโยบาย “ราคุอิจิ/ราคุซ่า” (楽市・楽座) ที่เป็นการทดลองตลาดเสรีในขนาดย่อมในแคว้นต่าง ๆ โดยรัฐบาลโชกุน (Takeda 2004)

.

การอุตสาหกรรม (industrialization) ก่อตัวขึ้นมาจากการพยายามปรับตัวของผู้เล่นในประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นเอกชนในขณะที่รัฐบาลเป็นผู้เล่นในเกมการเมืองและกฎหมายเพื่อกระตุ้นการกระโดดของอุตสาหกรรมเสียส่วนใหญ่ ลักษณะของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจในช่วงนี้มีดังนี้ (a) นำเข้ารูปแบบสถาบันทางสังคมจากชาติตะวันตกเข้ามาผสมผสานแล้วสร้างของ “ญี่ปุ่น” ขึ้นมาเอง เช่น ระบบการศึกษาและระบบการจัดการธุรกิจ; (b) สร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟ, ถนนหนทาง และ วางระบบไฟฟ้า; (c) งานด้านเทคนิคที่เป็นปฏิกิริยาก่อตัวขึ้นมาของการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจกลายเป็นฐานหลักของเศรษฐกิจประเทศ ส่งผลทำให้การผลิตสินค้าและบริการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสนองความต้องการของตลาด; (d) การขึ้นมาของกลุ่มบริษัท “ไซบัตสึ” (財閥) ที่มีรากฐานมาจากตระกูลซามูไรที่มีอิทธิพลในสมัยเอโดะเป็นผลทำให้ระบบการจัดการและการบริหารเศรษฐกิจในภาคเอกชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการผลิต จะเห็นได้ว่าถึงแม้จะมีนำเข้าแนวคิดจากชาติตะวันตกเข้ามาเพื่อ “ปฏิรูป” และ “ทำให้ทันสมัย” แต่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากระบบโชกุนมาเป็นระบบรัฐ-สมัยใหม่การพยายามรักษาคงความเป็นชาติญี่ปุ่นก็ยังคงชัดเจน (Ohno 2017) เพราะญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นและความเป็นชาตินิยมที่สูงการเปิดตลาดให้เสรีในช่วงของจักรวรรดินั้นจึงเป็นไปในรูปแบบของนโยบายคู่ขนาน กล่าวคือในขณะที่การส่งเสริมให้มีการค้าขายเสรีภายในประเทศการค้าขายระหว่างประเทศถือว่ามีการจำกัดอย่างมากเพื่อสนับสนุนความเป็นชาติคล้ายกับรูปแบบเศรษฐกิจ “พาณิชย์นิยม” (“mercantilism”) ของสหราชอาณาจักรที่สนับสนุนการส่งออกให้มากที่สุดในขณะที่การนำเข้าจากต่างประเทศมีการกีดกั้นถึงขีดสุด นโยบายเช่นนี้จะเป็นแบบอย่างให้กับนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของญี่ปุ่นจนกระทั่งวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงยุค 90s มรกดกตกทอดจากรูปแบบเศรษฐกิจของศักดินาญี่ปุ่นมาสู่ยุคจักรวรรดิถือว่ามีความสำคัญมากต่อการเข้าใจเศรษฐกิจญี่ปุ่น แม้แต่ในปัจจุบันเราก็เห็นได้ว่าพนักงานรายเดือน (サラリーマン) มักจะถูกจ้างโดยบริษัทญี่ปุ่นใหญ่ ๆ พร้อมกันเมื่อเรียนจบ (新卒一括採用) หรือแม้แต่ระบบการจ้างตลอดชีพ (終身雇用) ที่เป็นมรดกของระบบศักดินาบริวาร-ซามูไร (Fukao 2017) (ในแวดวงวิชาการญี่ปุ่น “ศักดินาในญี่ปุ่น” ค่อนข้างต่างจาก “ศักดินายุโรป” ที่เราเข้าใจกัน, นักวิชาการบางท่านปฏิเสธว่าศักดินาเกิดขึ้นในญี่ปุ่น ทางผู้เขียนใช้คำว่า “ศักดินา” เพื่อสื่อถึงระบบการปกครองและเศรษฐกิจโดยรวมของยุคเอโดะเพื่อความสะดวก)

=

ด้านการเงินและธนาคาร

=

นอกเหนือจากการนำแนวคิดตลาดเสรีทุนนิยมมาปรับใช้ในรูปแบบนโยบายคู่ขนานแล้วแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จากประเทศยุโรปที่กำลังโตและพัฒนาเพื่อเทียบเท่ากับสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสอย่างจักรวรรดิเยอรมันที่รวมชาติได้เพียงไม่กี่ปีก็เป็นหนึ่งในแหล่งทรัพยากรทางด้านแนวคิดด้านการเงินและธนาคารที่สำคัญต่อประเทศญี่ปุ่น (Pauer 2014) ในช่วงแรกหลังจากรัฐบาลโชกุนได้ถูกล้มลงแล้วนั้นรัฐบาลเมจิก็ได้ดำเนินนโยบายทางการเงินและธนาคารเหมือนกับประเทศมหาอำนาจในตะวันตก ยกตัวอย่างเช่น มีการนำแนวคิดการเงินของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในช่วงนั้นมาปรับใช้ กล่าวก็คือไม่มีการสร้างธนาคารแห่งชาติแต่เป็นการสร้างธนาคาร “เอกชน” ที่สนับสนุนโดยรัฐให้ออกธนบัตรในแต่ละท้องถิ่นอิงตามอดีตพื้นที่ของแว่นแคว้นผ่าน “พระราชบัญญัติธนาคารแห่งชาติ ค.ศ. 1872” (国立銀行条例) ในขณะที่ใช้ทองคำเป็นมาตราฐานในการรองรับการพิมพ์ธนบัตรเพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบ แต่หลังจากนั้นได้ไม่นาน “กบฏซัตสึมะ” หรือ “สงครามเซนัน” (西南戦争) ก็ได้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1877 สภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อรัฐบาลเมจิที่มีทองคำสำรองไม่พอในการรองรับนโยบายพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อทำสงครามกับแคว้นซัตสึมะ ในขณะเดียวกันนั้นรัฐวิสาหกิจที่ถูกสร้างขึ้นมาจากนโยบายอุตสาหกรรมของรัฐบาลก็ไม่ได้สร้างกำไร มิหนำซ้ำยังสร้างภาระให้กับรัฐบาลและผู้จ่ายภาษีที่ตอนนี้จ่ายให้กับรัฐบาลแห่งชาติไม่ใช่รัฐบาลท้องถิ่นของแว่นแคว้นอีกต่อไป ด้วยภาระทางการเงินที่สูง, สภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และ ประสิทธิภาพการผลิตสินค้าและบริการที่ลดลงจากการแทรกแซงโดยรัฐและสงครามเป็นผลทำให้ มัตสึกาตะ มาซาโยชิ (松方 正義) ผู้สนับสนุนแนวคิดการควบคุมปริมาณเงินและการจำกัดงบประมาณรัฐ ขึ้นมามีตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง (大蔵大臣) เขามีแนวคิดคล้ายกับ อาราอิ ชิราอิชิ (新井 白石) นักปรัชญาขงจื๊อผู้ที่ทำนโยบายการเงินมั่นคงให้กับรัฐบาลโชกุนในศตวรรษที่ 17 ในช่วงที่วิกฤตเงินเฟ้อได้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลเมจิ มาซาโยชิ กล่าวเอาไว้ว่า:

.

“จะเห็นได้ชัดเจนว่าความซบเซาในการผลิตเกิดจากขาดการลงทุนซึ่งเกิดจากความไม่แน่นอนในนโยบายสกุลเงินของเรา [...] การลดค่าเงิน [เยน] เกิดจากความไม่เพียงพอของ [มาตรฐานทองคำสำรอง] ซึ่งก็เป็นผลกระทบจากการผลิตที่ตกต่ำ”

.

นอกเหนือจากนั้น มาซาโยชิ ยังมองว่านโยบายการสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมและการค้าขายกับต่างประเทศจำเป็นที่จะต้องดำเนินต่อไปเพื่อรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจและลดการขาดดุลทางการค้าที่เป็นปัญหามานานตั้งแต่สมัยเอโดะตอนปลาย มากไปกว่านั้นเขายังปฏิเสธแนวคิดของรัฐบุรุษ โอกูมะ ชิเงโนบุ (大隈 重信) ว่าด้วยเรื่องการกู้ยืมเงิน “50 ล้านเยน” จากสหราชอาณาจักร มาซาโยชิ มองว่าการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศและการกู้ยืมเงินโดยรวมกับการขยายปริมาณเงินในระบบโดยรวมจะเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ภายใต้นโยบายทางการเงินของ มาซาโยชิ เป็นผลทำให้เกิดสภาวะเงินฝืดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดในขณะที่วิกฤตการณ์เงินเฟ้อที่เกิดก่อนหน้านั้นในช่วงทศวรรษที่ 1870s ก็ได้หายไปอย่างรวดเร็ว นโยบายการจำกัดงบประมาณรัฐก็ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเมจิยุคแรกค่อย ๆ ที่จะหายไป ในขณะที่ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่น (日本銀行) ถูกก่อตั้งขึ้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 1882 เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินโดยรวมของประเทศผ่านการใช้ระบบ “เงินกระดาษ” (“fiat money”) ที่อิงกับระบบแลกเปลี่ยนของแว่นแคว้นในอดีต แต่ถึงอย่างไรก็ตามความเป็นอิสระของธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่นนั้นเป็นรากฐานทางการเงินที่สร้างทั้งวิกฤตและความเจริญในยุคให้หลัง ในปี ค.ศ. 1897 ธนาคารแห่งชาติประกาศกลับมาใช้มาตรฐานทองคำอีกครั้งเพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงิน (Ohno 2017) ในยุคนี้เองบริษัทเอกชนต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นมาเป็นมากมายเป็นปฏิกิริยาต่อการเป็นระบบระเบียบของเศรษฐกิจและแรงจูงใจที่เกิดจากการโอกาสมากมายในตลาด (Ramseyer 1996) ... หลังจากที่ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจจากการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของญี่ปุ่นได้แตกและทำให้เกิดหนี้มากขึ้นในสถาบันการเงินและบริษัทต่าง ๆ ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่นนอกเหนือจากที่จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดกลับเข้าไปอุ้มด้วยการให้สถาบันการเงินและบริษัทเหล่านั้นกู้อย่างรวดเร็วแทนที่จะแก้ปัญหาที่โครงสร้างทางการเงิน นอกเหนือจากนั้นในปี ค.ศ. 1923 เมื่อแผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโตเกิดขึ้นธนาคารแห่งชาติก็ปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์มากขึ้นไปอีกมากกว่าเดิม นอกเหนือจากนั้นธนาคารแห่งชาติยังไม่สามารถที่จะจ่ายอัตราผลตอบแทนต่อธนบัตรที่จ่ายออกช่วงแผ่นดินไหวไปถึง 431 ล้านเยน เพิ่มกับหนี้ของเอกชนที่ล้นเกินประเทศหลายล้านเยน ในท้ายที่สุดทุกก็ล้มเหลวเมื่อวิกฤตการณ์การเงินโชวะในปี ค.ศ. 1927 และ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของทั้งโลกเกิดขึ้น จนทุกอย่างถูกกลบด้วยเศรษฐกิจแบบสงคราม... (Miwa 2015)

=

ตลาดเสรีทุนนิยม

=

หลายคนอาจจะวาดภาพมโนทัศน์ที่ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงก่อนสงครามและช่วงสงคราม (หรือแม้แต่หลังสงครามเอง) เป็นเหมือนรูปปั้นที่แข็งทื่อไม่สามารถขยับได้หรือไม่มีความเสรีและความยืดหยุ่นเลย แต่ในความเป็นจริงนั้นสภาวะความเป็นเอกชนและสิทธิในทรัพย์สินถือว่ามั่นคงพอสมควรยกเว้นเพียงแค่ช่วงที่ญี่ปุ่นทำสงครามเต็มรูปแบบ (total war) ช่วงสู้ต่อต้านฝ่ายสัมพันธมิตรเท่านั้นที่เศรษฐกิจจะถูกคุมโดยรัฐอย่างกึ่ง ๆ การส่งออกถือว่าเป็นความสำคัญของฐานเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงยุคนี้ สินค้าที่ส่งออกที่สำคัญจากมากที่สุดตามลำดับมีดังนี้: เส้นไหมดิบ, ใบชา, ธัญพืช, อาหารทะเล, แร่ธาตุ และ ถ่านหิน ผ้าไหมค่อนข้างที่จะเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางมากในหมู่สังคมชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ที่สนับสนุนตลาดเสรีทุนนิยมและเป็นผู้ที่สนับสนุนสิทธิในทรัพย์สินอย่างมั่นคงก็คือ อุกิจิ ทากุจิ (田口 卯吉) ผู้มากประสบการในกระทรวงการคลังและตั้งกิจการสื่อเอกชนที่ทำตามโมเดลหนังสือพิมพ์ “The Economist” ของสหราชอาณาจักร เขามีตำแหน่งผู้แทนในสภาผู้แทนราษฎร (衆議院) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1894 จนถึง 1905 ตามแนวคิดที่ต้องการให้ชาติญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นแนวหน้าของโลกเท่าเทียมกับชาติมหาอำนาจตะวันตก เขาได้กล่าวว่า:

.

“ในประเด็นเรื่องการค้าเสรี ... นโยบายการค้าเสรีควรนำมาใช้เพราะว่าเช่นนั้นจะเป็นผลทำให้ผลประโยชน์ต่อประเทศชาติ”

.

ทากุจิ มีความเป็นชาตินิยมสูงแต่ในขณะเดียวกันเขาก็มองว่าการค้าเสรี/ตลาดเสรีทุนนิยมคือทางออกสำหรับประเทศญี่ปุ่นและการพัฒนาการทางเศรษฐกิจในระยะยาว ในมุมมองของเขาความเป็นชาตินิยมและยึดถือต่อประเพณีกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นไม่จำเป็นที่จะต้องมีการแทรกแซงเศรษฐกิจโดยรัฐบาล นอกเหนือจากนั้นเขายังมีแนวคิดที่เอียนเอียงไปทางสำนักแนวคิดสายเสรี เช่น สำนักสเปนซาลามังกา (Escuela de Salamanca, School of Salamanca) และ สำนักออสเตรียน (Austrian School of Economics) ที่มีฐานคิดในด้าน “ส่วนเพิ่มนิยม” (“marginalism”) (Flath 2022) มากไปกว่านั้น ทากุจิ ก็ได้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมากมายเพื่อบูรณาการความนึกคิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นของชาวญี่ปุ่นเอง โดยเฉพาะในหนังสือ “ประวัติแบบสั้นของอารยธรรมญี่ปุ่น” (日本開化小史) ที่มองว่าขุนนางยุคสมัยนาระ (奈良時代) และ สมัยเฮอัง (平安時代) ทำให้ชาวญี่ปุ่นต้องตกยากลำบากผ่านการจ่ายภาษีที่มากเพื่อไปทำรัฐสวัสดิการตามโมเดลของจักรวรรดิจีนในสมัยนั้น ในขณะที่หนังสือยังกล่าวต่อไปอีกว่าในสมัยของโชกุนคามาคุระ (鎌倉時代) การทำรัฐสวัสดิการมีน้อย, รัฐบาลเป็นชนชั้นนักรบ และ มีการบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพ แนวคิดของ ทากุจิ ค่อนข้างมีอิทธิพลต่อการค้าเสรีกับต่างประเทศแต่ก็ผสมผสานกับแนวคิดปกป้องเศรษฐกิจของชาติโดยรัฐบุรุษ อินุไค ซึโยชิ (犬養 毅) ซึ่งนโยบายผสมผสานแบบนี้บวกกับนโยบายคู่ขนานที่กล่าวไปข้างต้นจะกลายเป็นลักษณะโดยรวมของเศรษฐกิจญี่ปุ่นจนกระทั่งสงครามกับจีนในปี ค.ศ. 1937 และ สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปลายปี ค.ศ. 1941 (Flath 2022)

=

เข้าสู่เศรษฐกิจแบบสงคราม

=

รัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยของจักรวรรดินั้นค่อนข้างที่จะให้ความสำคัญกับระบบข้าราชการสูงเป็นอย่างมาก ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งในพื้นฐานที่ส่งต่อมาถึงปัจจุบัน หนึ่งในนโยบายที่สำคัญต่อการสร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เป็นรองให้กับมหาอำนาจชาติตะวันตกได้นั้นก็คือการลงทุนกับพื้นที่อาณานิคม ถึงแม้จะเป็นงานหนักที่ใช้งบประมาณมากจนกระทั่งทองคำสำรองหมดไปเท่าตัวและหนี้สาธารณะเพิ่มเป็น 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (gross domestic product, GDP) ตั้งแต่ ค.ศ. 1937 เมื่อญี่ปุ่นทำสงครามกับจีนอย่างเต็มรูปแบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นก็เริ่มที่จะถูกควบคุม (Boldorf 2015) รัฐบาลสนับสนุนที่จะรวมกลุ่มบริษัทไซบัตสึให้เป็นกลุ่มผู้ผูกขาดเพื่อครอบงำตลาด (cartelization) ให้มีเป้าหมายอย่างเดียวคือการทำเพื่อชาติและระดมทรัพยากรทุกอย่างเพื่อสงคราม ธนาคารและสถาบันเงินในรูปแบบอื่นล่มละลายไปกับช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่กล่าวไปข้างต้นก็หน้านั้นในช่วงสงครามการเงินและการธนาคารจึงถูกคุมโดยสถาบันทางการเงินใหญ่ ๆ โดยเฉพาะจากกลุ่มไซบัตสึ ในขณะเดียวกันนั้นกลุ่มไซบัตสึก็เข้าใจดีกว่าตลาดเสรีทุนนิยมจะต้องคงอยู่เพื่อความมั่นคงและเจริญก้าวหน้าของเศรษฐกิจแห่งชาติ กลุ่มไซบัตสึส่วนใหญ่จึงต่อต้านและปฏิเสธการรวมอำนาจทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่คุมโดยทหาร แต่ในท้ายที่สุดเศรษฐกิจก็ถูกคุมอย่างสมบูรณ์และกลุ่มไซบัตสึก็ถูกนำโดยคำชี้นำจากรัฐบาล ในบทความครั้งหน้าเกี่ยวกับญี่ปุ่นทางผู้เขียนจะเจาะลึกเกี่ยวกับ “กลุ่มบริษัทไซบัตสึ”

.

บรรณานุกรม

Boldorf, Marcel and Tetsuji Okazaki. Economies Under Occupation: The Hegemony of Nazi Germany and Imperial Japan in World War II. United Kingdom: Routledge. March 27, 2015.

Flath, David. The Japanese Economy. United Kingdom: Oxford University Press. October 3, 2022.

Fukao, Kyoji, et al. [岩波講座 日本経済の歴史] (“Iwanami Handbook of the Japanese Economic History”). Tokyo, Japan: Iwanami Shoten. July 12, 2017.

Miwa, Yoshiro. Japan’s Economic Planning and Mobilization in Wartime, 1930s—1940s. United Kingdom: Cambridge University Press. January 22, 2015.

Ohno, Kenichi. The History of Japanese Economic Development. United Kingdom: Routledge. September 6, 2017.

Pauer, Erich, et al. Japan’s War Economy. United Kingdom: Routledge. December 2, 2014.

Ramseyer, J. Mark. Odd Markets in Japanese History: Law and Economic Growth. United Kingdom: Cambridge University Press. September 28, 1996.

Takeda, Haruhito. [日本経済思想史] (“History of Japanese Economic Thought”). Tokyo, Japan: University of Tokyo. 2004. https://ocw.u-tokyo.ac.jp/course_11267.

ปักไว้มาอ่านครับ เอาZap ไปก่อน🙏

Replying to Avatar chontit

GM #siamstr #ทีมตรู่ 🌅

สอนทำ Flash Drive สำหรับไว้ Sign Transaction บิตคอยน์แบบ Highly Secure Device พร้อมกับแนะนำการสร้าง Single/Multi Signature Wallet แบบจับมือทำ !!! 👋

คลิปนี้เหมาะกับใคร?

- ผู้ที่ยังไม่มี Hardware Wallet แต่อยากจะสร้าง Software Wallet ไว้สำหรับเก็บและใช้งานบิตคอยน์บ่อย ๆ (ถ้าจะเก็บอย่างเดียว วิธีการตามคลิปนี้ก็ไม่จำเป็น)

- ผู้ที่มี Hardware Wallet แล้วอย่างน้อย 1 อัน แต่อยากสร้างเป็น Multisig Wallet โดยการใช้ Hardware Wallet 1 อัน + Software Wallet 2 อัน และบันทึกไฟล์ Sparrow Wallet Database ไว้สำหรับ Sign Transaction (หรือผู้ที่ใช้งานบิตคอยน์นั่นเอง)

- ผู้ที่อยากลองเล่นอะไรใหม่ ๆ หรือทำความเข้าใจระบบใหม่ ๆ

เลือกหัวข้อรับชมได้ด้วยนะ 😉

00:00 - เกริ่นนำ

01:12 - เริ่มต้นทำ Flashdrive Tails OS Bootable

05:27 - เริ่มบูตเข้า Tails OS

07:03 - แนะนำการสร้าง Encrypted Drive (LUKS version 2)

12:17 - เริ่มต้นทำ Software Bitcoin Wallet!!! (แบบ 1 คีย์ หรือSingle Signature)

34:31 - แนะนำการทำ Bitcoin Multi-signature Wallet !!!

53:40 - การนำ xpub มาสร้างเป็น Watch-only wallet บนระบบปฏิบัติการ Windows (สำหรับไว้สร้าง Bitcoin Receiver Address, สร้างธุกรรม และประกาศธุรกรรม)

59:43 - แนะนำการสร้าง Bitcoin Transaction แบบ Partially signed bitcoin transactions (PSBT) จากนั้นนำไป Sign Signature ผ่าน Sparrow บน Tails OS และนำมาประกาศธุรกรรม (Broadcast Transaction) บน Sparrow Wallet ที่เชื่อมต่อกับ Bitcoin Node

https://youtu.be/4tiTfNmeNDs

ลองทำคลิปที่คิดว่าง่าย ๆ พอได้ลองทำจริง อห. (โอ้โหนั่นแหละ) เลย ... คลิปยาว 1 ชั่วโมง อัดไฟล์ดิบ 3 ชั่วโมง และใช้เวลา Post Production อีก 2 วันเต็ม ๆ 😴

ปล.ผมยังไม่ได้ลองนั่งดูตั้งแต่ต้นจนจบอีกรอบเลยครับ มันนานเกิน 55555 หากมีจุดใดไม่เหมาะสมขออภัยมา ณ โอกาสนี้ครับ 😄

ผมปักลง Bookmark เรียบร้อยไว้คงใหม่ๆเข้ามาถามจะได้โยนลิ้งค์ของพี่ไปให้เขาศึกษาต่อนะครับ 🫰❤️💪

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

ผมกำลังจะบอกว่า หลังสงครามโลกครั้งแรดนั้น ผลกระทบมันเล็กน้อยมาก

ปัญหาใหญ่ๆ คือ ค่าปฏิกรรมสงคราม ซึ่งเยอรมันจ่ายออกไปเยอะมากในฐานะผู้แพ้

การที่อเมริกาเข้ามาแทรกแซงตลาดและอุ้มประเทศอื่นๆด้วยครับ จนทำให้เกิด The great depression แล้วพังกันแทบทั้งยุโรป

ฮิตเลอร์เป็นแค่ผลของสงครามครับ โดยใช้สงครามโลก และเชื้อชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง

จริงๆ นโยบายเศรษฐกิจแบบ สังคมนิยมฟาสซิส คือ สังคมนิยมที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด(แต่ประชาชนต้องอยู่ใต้อำนาจรัฐ)

ต่างกับเคนส์เซี่ยนราวฟ้ากับเหว เพราะช่วง 1933 ที่รูสเวลล์และฮิตเลอร์เข้ามา นโยบาย เคนส์สร้างความชิบหาย ในการลดอัตราการจ้างงานสูงมาก จนสุดท้าย รัฐต้องพิมพ์เงินออกมาจนกู้วิกฤต ปลอมๆในปี 1937

ส่วน ฮิตเลอร์ คือ ยึดทุกธุรกิจและแปรรูปให้รัฐเข้าไปจ้างงานประชาชน ประชาชนเลยมีกินมีใช้ และ รัฐบาลของ ฮิตเลอร์ที่ดางด้านสังคมดูเหมือนจะเลวร้าย แต่เค้าค่อนข้างสนับสนุนให้ทุกคนได้ทำงาน

การขยายตัวของอำนาจรัฐก็เป็นไปตามที่ Hayek เคยพูด ภาพรวมที่เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า การรวมศูนย์ มันสร้างความสั่นสะเทือน อีกครั้ง หลังการแพ้สงครามครั้งที่สอง ส่วนโซเวียดก็อย่างที่เราเห็นมันพังตั้งแต่ไอดอลของพวกคอมมี่ อย่างเลนินแล้ว ปล้นทรัพย์สินกษัตริย์เพื่อทำลายตัวเอง

“Facism is stage that reach after communism has prooved an illusion”

Perfect. thank you

Replying to Avatar Gawyn ⚡

น่าคิดว่าเหตุผลที่เยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เกลียดยิวที่เป็นชนชั้นนายทุน มีอันจะกิน รวย ขณะที่คนเยอรมันต้องเป็นลูกจ้าง ลำบาก ไม่มีจะกิน

เพราะคนยิวนิยมเก็บ Wealth เป็นทองคำ ที่ดิน ขณะที่คนเยอรมันเก็บธนบัตร สาธารณรัฐไวมาร์ หรือ War bond ต่างๆ ที่รัฐออกมาช่วงสงคราม

ผลคือเมื่อแพ้สงคราม เศรฐกิจล่มสลาย เกิด hyperinflation (เหตุการณ์ในหนังสือ When money dies) เงินกระดาษ, bond ทั้งหมดจึงไร้ค่า

ชาวยิวผู้เก็บ Wealth ใน Hard asset จึงร่ำวย และโดนเกลียด กลายเป็นสนามอารมณ์ให้คนเยอรมัน..

ปล. ถ้าวันนึงเกิดเหตุการณ์ Dollar hyperinflation พวกเรา Bitcoiner อาจจะเป็นสนามอารมณ์ของคนที่เหลือทั้งโลก , เป็นเหตุผลที่พวก Bitcoiner เมกันชอบบอกให้ฝึกยิงปืน ปกป้องตัวเองซะ 555

#Siamstr

ผมมองว่าเป็นข้ออ้างของ ฮิตเลอร์ครับ ถามว่าเขาผิดไหมก็ไม่ผิดซะทีเดียว เพราะหลังแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมันก็โดนกดดันให้จ่ายหนี้มหาศาล คนเยอรมันในช่วงนั้นเรียกได้ว่า แพ้สงครามภายในจากการที่โดนกดดันทางยุทธศาสตร์สงครามตัดเสบียงทำให้ทหารได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ(ไข่,เนื้อ) เพราะอาหารส่วนใหญ่เยอรมันนำเข้ามากกว่าผลิตเอง จึงเหลือตัวเลือกเดียวคือทำเศรษฐกิจระบบปิดและพิมพ์เงินหมุนเวียนและใช้จ่ายกันในประเทศ เพื่อหวังว่าหากชนะสงครามจะรีเซ็ตเงินเฟ้อด้วยการยึดสินค้าที่มีมูลค่ามาจากอีกฝ่าย< แต่การเมืองภายในถูกกดดันให้ยอมแพ้ ทั้งๆที่สงครามภายนอกยังสู้ได้ มันจึงเกิดสงครามรอบที่ 2 และการฟื้นฟูที่ดีที่สุดคือการจับตัวคนใน Family Rothschild ตระกูลคนรวยและอ้างความเป็นยิวของคนในตระกูลนี้ให้ส่งค่าไถ่ตัวประกันมาและชักดาบหนี้ รวมถึงการกล่าวอ้างและใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ Natural Selection (การคัดสรรโดยธรรมชาติ) ของ Charles Darwin ว่าผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอดและคนเยอรมันคือเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุด แน่นอนว่าผมไม่ได้เหตุด้วยกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นะครับเดี๋ยวมีคนเขาใจผิด แต่ทุกอย่างที่ฮิตเลอร์มันทำ มันหาเหตุผลมาตอบได้เสมอเรียกได้ว่าปีศาจเลยล่ะ ถามว่าอเมริกา อังกฤษพิมพ์เงินไหมพิมพ์เหมือนกันนะแต่มันชนะสงครามไง กรรมเลยมาตกที่ประเทศที่แพ้แต่ผมนับถือคนฟื้นฟูมากฟื้นฟูประเทศได้โคตรไว