Avatar
BossMan
d0864ad0528ff7e0becdd502d19e9ddc18ccadc790318fd60f9988e3ca373f75
BossMan (เจ้ามนุษย์!)

พระศิวะเป็นคนใจดี

ใครมาขอพรก็ประทานพรให้หมดครั้งหนึ่งพระศิวะประทานพรให้แก่พฤกาสูรอันเป็นลูกของพระกัศยปะ โดยให้พฤกาสูรมีมือหนึ่งที่มีฤทธิ์เดชดุจเพลิงกรด เมื่อแตะบนหัวใครผู้นั้นจะไหม้เป็นจุล พฤกาสูรสงสัยว่าพรนั้นจะศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ อยากลองของดู แต่พิเรนจำเพาะจะลองของกับผู้ให้พร พระศิวะก็เลยต้องเผ่น พฤกาสูรก็วิ่งไล่ตาม ร้อนถึงพระนารายณ์ต้องแปลงเป็นมาณพแล้วก็บอกว่า พฤกาสูรนี่โง่จริงๆ พรนั้นจะเป็นจริงได้อย่างไร อยากลองก็ลองกับตนเองได้นี่นา พฤกาสูรก็งี่เง่าจริงๆ เหมือนกัน ก็ทดลองกับตนเองเอามือแตะบนหัวของตน ปรากฎว่าได้ผล คือตายสนิท.

เฟสล่มหลัง Bitcoin All Time High กระจอกแท้มาร์ค

อย่างที่ อ. ต๊ำเคยบอกว่าถ้าขายบางส่วนแล้ว

เอาไปใช้หนี้ถ้าหนี้นั้นหมดแล้วมันทำให้คุณมีอิสระภาพละมันคุ้ม ก็ขายไปเถอะครับ

Bitcoin มันมีหลายแง่มุมถ้าไม่ใช้ให้มันเกิดประโยชน์มันก็ไม่มีประโยชน์

nostr:nevent1qqsdma2du64m93gdkz0hgexkrsglkx02sp5tnfulmd52hgj98vu2k3cpr3mhxue69uhkummnw3ez6vp39eukz6mfdphkumn99e3k7mgzyrylxypngnflkewt4yryhehawchgdxfmn9jvnna7em8dmpqlvtt3uqcyqqqqqqgew5hsr

Replying to Avatar Somnuke

เงินคือตัวสะท้อนมูลค่าเศรษฐกิจและทรัพยากร ไม่ว่าคุณจะแบ่งมันออกเป็นกี่ส่วน มูลค่ามันก็เท่าเดิมอยู่ดี

ปริมาณเงินจะสะท้อนมูลค่าของประเทศนั้นๆ ไม่ว่าคุณจะแบ่งมันเป็น สิบส่วน พันส่วน แสนส่วน หรือล้านส่วน มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร

เพราะมูลค่าโดยรวมมันก็จะเท่าเดิมอยู่ดี แค่มูลค่าเงินต่อหน่วยลดลง..แบงก์ 1000 อันเดิม ซื้อของได้น้อยลงกว่าเดิม

.

การพิมพ์เงินและอัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจก็เช่นกัน และทางเดียวเท่านั้นที่เงินก้อนใหม่นี้จะไม่ด้อยค่าเงินทั้งระบบ คือการสร้าง productivity เพิ่ม สร้างรายได้สร้างการค้าขายเพื่อให้ได้เงินเข้ามา ทำให้ความมั่งคั่งของประเทศเพิ่ม

.

แต่มันไม่ง่าย เพราะเราไม่สามารถเสกความมั่งคั่งจริงๆ ขึ้นมาได้ มันคือเกมแห่ง Proof of work เราต้องลงทุน ลงแรง สละเวลาและทุ่มเทเพื่อให้ได้มันมา อีกทั้งเรายังต้องแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกค้าให้มาซืัอสินค้าเราแทนที่จะเป็นสินค้าของชาติอื่น ถ้าของเราไม่มีคุณภาพแถมราคาสูง ใครมันจะไปซื้อ และทุกอย่างมันต้องใช้เวลา

.

เปรียบประเทศเป็นคน ๆ นึงที่มีทรัพสินย์ 10,000 บาท ไม่ว่าเราจะแบ่งมันเป็นร้อยก้อนหรือพันก้อน มูลค่ารวมมันก็เท่าเดิมอยู่ดี ยิ่งแบ่งมากมูลค่าเงินต่อหน่วยก็จะน้อยลง แม้มันจะเป็นเงิน แต่มันก็หนีไม่พ้นจากกลไกตลาด ไม่ต่างจากสินค้า Commodity อย่างพวกสินค้าการเกษตรหรือสินแร่

.

เมื่อรัฐบาลทำการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ ไม่ว่าจากการกู้หรือการพิมพ์เงินเพิ่มของรัฐก็ดี แม้แต่การปล่อยกู้แก่ประชาชนของสถาบันการเงินก็ดี ล้วนแล้วแต่ทำให้มูลค่าของเงินในกระเป๋าเราผู้เป็นประชาชน ด้อยค่า ลงทั้งสิ้น

.

เราจะเรียกอย่างเป็นทางการว่า เงินเฟ้อ..

.

และปัจจุบันนี้ ในสภาวะปกติของเศรษฐกิจ เงินในกระเป๋าเราจะด้อยค่าลงรางๆ 50% หรือซื้อของได้น้อยลงครึ่งนึง ทุกๆ 10 ปี หมายความว่า ถ้ารายได้เราไม่ได้เพิ่มขึ้นขั้นต่ำ 5% ต่อปี เรากำลัง "จนลง" แบบไม่รู้ตัว

.

เมื่อปริมาณเงินมันเพิ่มเข้ามา ทั้งที่มูลค่าและเศรษฐกิจของประเทศมันเท่าๆ เดิม เงินที่มีอยู่ก่อนจะค่อยๆ เสื่อมค่าลง จากที่เคยถือเงิน 1 ในล้าน ก็กลายเป็นถือ 1 ใน 2 ล้าน ประชาชนทุกคนที่ถือเงินอยู่ก่อนหน้าจะจนลงในเวลาไม่นาน ตราบใดที่เรายังถือเป็นเงินสดหรือเงินฝาก เราไม่มีวันหนีพ้น เพราะกลไกระบบการเงินที่เราใช้อยู่มันทำงานแบบนี้

.

แล้วมูลค่าเงินของเรามันหายไปไหน?

ตามหลักการ แคนทิลอน เอฟเฟ็กต์ (Cantilon Effect) ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการผลิตเงินเพิ่มในระบบคือผู้ที่อยู่ใกล้แหล่งผลิตเงิน อย่างเช่น รัฐบาล นักการเมือง สถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล

.

และคนรับเคราะห์คือประชาชน ที่ถูกสูบความมั่งคั่งออกไปถ้วนหน้า

.

อ้อ ทุกนโยบายประชานิยมบองรัฐบาลที่มาจากการกู้ ก็เข้าข่ายนี้ด้วยนะครับ

.

ไม่ว่ารัฐจะอ้างความชอบธรรมใด ๆ ก็ตาม ผลจะลงเอยไม่แตกต่างกัน การแจกเงินในระยะแรกทำให้ประชาชนสดชื่น แลกกับกล้ำกลืนไปแสนนาน เงินที่ใส่เข้ามาในระบบส่งผลให้เงินที่มีอยู่ด้อยค่าลงถาวร สบายวันสองวันนี้ แลกกับลำบากระยะยาว คุ้มกันดีเนอะ

.

เราผู้ซึ่งเป็นประชาชน ก็ดันยินดีกับการได้เงินมาจับจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยไม่รู้ตัวว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่มีใครเขาบอกความจริง

.

การด้อยค่าสกุลเงินตัวเองไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นตลอดเวลา เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัยในทุกรัฐบาล

.

ประชาชนต้องรับผลกรรมอย่างแสนสาหัส ใครถือเงินเยอะถือเงินนานก็ยิ่งโดนปล้นเยอะ ทำร้ายคนอดออมเพื่ออนาคต ทำให้เราก้าวมาสู่ยุคที่ทำงานประจำแล้วไม่พอแดก ลำพังดูแลตัวเองยังไม่รอด การสร้างครอบครัวไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่มีปัญญา มันทำให้เรากินอาหารโภชนาการเลวลงเรื่อย ๆ เพราะสินค้าที่เคยกินเคยใช้ราคาพุ่งไปไกลจนจ่ายไม่ไหว มันบีบให้เราสร้างหนี้จนมากเกินที่เราจะจ่ายได้ ไม่กู้กินกู้ใช้เพื่อความอยู่รอด ก็เพื่ออวดรวยโง่ๆ

.

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล แต่ต้นตอเป็นที่ "ระบบ" ผู้มีอำนาจแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองและความร่ำรวยของตนและพวกพ้อง จนทุกอย่างมันผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวไปหมดเกินจะเยียวยา และประชาชนตาดำ ๆ ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ รวมถึงเด็กๆในเจเนอเรชันถัดไปคือผู้ต้องรับผิดชอบ

.

มันไม่มีวันแก้ไขได้ เลิกคาดหวังคำตอแหลของนักการเมือง ต่อให้พระถั๋งซัมจั๋งมาเป็นนายกก็ไม่ช่วยอะไร

.

ทางออกเดียวคือเราต้องมี "เงิน" ที่มนุษย์ขี้เหม็นไม่ต้องเสือก

#Siamstr

Replying to Avatar Mr.Note

GM #siamstr ผมพึ่งอ่านเล่มนี้จบ The Invisible Leader ผู้นำล่องหน ของเคน นครินทร์ ถ่ายทอดแนวคิด วิธีการของการเป็นผู้นำในยุคสมัยใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี “ไม่เห็นไม่ได้แปลว่าไม่มี แต่คือผู้นำที่ผลักดันอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีมงาน” ผมเห็นว่ามีประโยชน์เลยอยากมาแชร์ครับ สรุปเนื้อหา ดังนี้

Part 1 Realize(สิ่งที่ผู้นำต้องตระหนัก)

- The 4Vs why(ตื่น(ไม่)รู้ ผู้นำจำเป็นตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคสมัย คือ Volatility (โลกมีความผันผวน), Velocity(โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างมีอัตรเร่ง), Value Shifts(โลกเปลี่ยนแปลงกระทบถึงคุณค่าทางสังคมสะท้อนจาก 5 ปรากฎการณ์ คือ Web3 ,Wealth ,Warming World, World Citizen และ Wellness,) Versus (การเปลี่ยนแปลงที่หาสมดุลใหม่ที่โลกเก่ากำลังล่มสลาย ระเบียบใหม่กำลังถูกก่อร่าง)

- The Invisible Leader(ผู้นำล่องหนที่ทุกคนเพรียกหา) ผู้นำที่คนจะยอมรับก็คือผู้นำที่เขาตระหนักว่า เขาทำเพื่อ We ไม่ใช่เพื่อ me และ เขาทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตน ผู้นำคือผู้ผลักดันเบื้องหลังความสำเร็จ ผู้นำล่องหนอาจจะมองไม่เห็นแต่ไม่ใช่ไม่มีอยู่

- Technical Challenge VS Adaptive Challenge(ความท้าทายเปลี่ยนไป ผู้นำเปลี่ยนแปลง) ปัญหาท้าทายในปัจจุบันไม่สามารถแก้ได้โดยผู้เชี่ยวชาญเพียงคนเดียว ต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย ผู้นำที่มีความอ่อนโยนและมีความเข้าใจจะสร้างอิทธิพลที่แข็งแกร่งได้ ต้องไม่คิดถึงแต่ตัวเอง แต่ต้องคิดเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

Part 2 Reset(สิ่งที่ผู้นำต้องทำกับตัวเอง)

- Embrace Change(โอบกอดความเปลี่ยนแปลง) ผู้นำต้องปลดล็อคการยึดติดในอดีตโดยใช้เทคนิค ดังนี้ เรียนรู้-ร่วมลอง-ลงมือ เพื่อให้เข้าถึงและเข้าใจมัน เห็นศักยภาพว่าเราควรไปต่อหรือพอแค่นี้ ไม่ใช่ก็เลิกได้ไม่ยึดติด, ยอมฉีกขาดเพื่อยืดขยาย เผชิญความผิดพลาดอย่างกล้าหาญ จำไว้ว่าเหนือกว่า Resillience คือ Antifragility ยอมฉีกขาดแตกสลาย แต่กลับมาอีกครั้งจะแข็งแกร่งกว่าเดิม

- Educate Continuously(เรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง) ให้เรียนรู้โดย ออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้ให้กับตัวเอง ปรับเปลี่ยนความรู้ให้เท่าทันสถานการณ์โลกปัจจุบัน, ค้นหา วิธีการเรียนรู้ ที่เหมาะกับตนเอง ดูจาก สถานการณ์ จุดอ่อน จุดแข็งและความท้าทาย(SWOT) ที่คุณต้องเผชิญ และเลือกช่องทางเรียนรู้ที่ถูกจริตกับคุณ เช่น อ่านหนังสือ เข้าคอร์สอบรม, อย่ามองข้ามการเรียนรู้จากมวลชน ต้องพบปะผู้คน ฟังความคิดเห็นของตลาด มีภูมิปัญญาที่ล้ำค่าอยู่ในนั้นเสมอ

- Envision (ฟังตัวเอง อ่านโลก เขียนอนาคต) นิยามของ Vision คือ เข็มทิศไม่ใช่แผนที่ บอกทิศทางแต่ไม่ได้บอกวิธีการที่จะไปถึง, Vision ไม่ใช่ภารกิจ แต่คือเจตนารมณ์ที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน, Vision คือ ความหมกมุ่นของผู้นำ มันจะเป็นพลังที่ทำให้ผู้ตามเชื่อมั่นและพร้อมก้าวไปด้วยกัน, นำด้วย Vision ไม่ใช่อำนาจจากตำแหน่ง ต้องสร้างให้ทีมงานมีความศรัทธาใน Vision เพราะมันคือเป้าหมายของทีมงานเช่นกัน

- Enchance Strategy (ศาสตร์และศิลป์สู่ความสำเร็จ) กลยุทธ์ไม่ใช่วิสัยทัศน์, กลยุทธ์ไม่ใช่แผนงาน(เสียทีเดียว) กลยุทธ์ไม่ใช้การปรับตัวตามสภาพแวดล้อม, กลยุทธ์ไม่ใช่สูตรสำเร็จ เวลาที่คิดกลยุทธ์ ให้ระลึกไว้ว่า ที่คุณต้องเลือกเพราะทรัพยากรมีจำกัดต้องคิดให้รอบคอบว่าอะไรคือโซนเสี่ยง โซนแพ้ โซนกับดักและโซนชนะของคุณ, คุณต้องคิดเองสร้างเอง, ทำสิ่งที่สอดคล้องกับเทรนอนาคต..เมื่อมีกลยุทธ์ที่ดีแล้วก็ คิด(Think) วางแผน(Plan) และลงมือทำ(Act) ทันที!!

Part 3 Revive(สิ่งที่ผู้นำต้องทำกับทีม)

- Engage(สื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม) คนเราจะเชื่อใจใครได้ก็ต่อเมื่อ รู้ว่าเขาเป็นคนจริงใจ มีเหตุผลและปรารถนาดีต่อเรา เมื่อเขาเชื่อใจคุณแล้วให้ใช้เทคนิคดังนี้ ชี้แนะไม่ชี้นำ, เรียบง่ายไม่ซับซ้อน, รอบด้านไม่ใช่รอบตัว, ความรู้สึกไม่ใช่ความรู้ และเข้าใจไม่ใช่แค่เข้าถึง

- Empathize(เพราะเข้าถึงจึงเข้าใจ) เริ่มต้นสร้าง Empathy โดยเริ่มจากการฟัง แบ่งเป็น 5 ระดับคือ Ignoring(ไม่ฟัง), Pretend listening(แสร้งว่าฟัง), Selective Listening(เลือกฟังเฉพาะสิ่งที่สนใจ), Altentive listening(ฟังอย่างตั้งใจเพื่อหาข้อเท็จจริง), Empathtic listening (ฟังแล้วจับความรู้สึก อารมณ์ของผู้พูด เป็น Active listening) โดยเทคนิคฝึก Active Listening คือ ทำการบ้านไปก่อน, ฟังเพื่อเข้าใจไม่ใช่เพื่อตอบโต้, ทวนคำพูดสำคัญของเขาเป็นระยะๆ, ฝึกฝนอวัจนภาษา และอย่าตัดสิน(ฟังแล้วตัดสินคนพูด บทสนทนาจะจบลงทันที)

- Empower(หัวใจคือการให้อำนาจ) มีหลายรูปแบบ เช่น ผู้นำเป็นนักเต้นรำ(ก้าวนำ ก้าวตาม ก้าวข้าง ก้าวหน้า ก้าวหลัง), เจฟฟ์ เบโซส ใช้กฎพิซซ่า 2 ถาด(งานจะมีประสิทธิภาพที่สุดถ้าซอยทีมย่อย ประมาณ 6-8 คน ที่อิ่มด้วยพิซซ่า 2 ถาด), ผู้นำต้องคิดแบบสตาร์ทอัพ ทำแบบเอสเอ็มอี และมีระบบแบบมหาชน..มี 4 ขั้นตอนในการ Empower คือ กล้ามอบอำนาจ, กล้ายอมปล่อยให้ผิดพลาด, กล้าลงทุนในทรัพยากรที่เขาควรได้และกล้ายอมรับผิดมากกว่ารับชอบ

- Energize(พลังของผู้นำคือพลวัตของทีม)มี 3 เสาหลัก คือ ร่างกาย(จิตใจที่แข็งแกร่งย่อมอยู่ในสุขภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง ดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ), จิตใจ(ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ มีสำเร็จก็มีล้มเหลว ล้มแล้วลุกพาทีมงานเดินต่อ), ความสัมพันธ์(สัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบข้างจะทำให้เรามีความสุข อย่ามุ่งไล่ล่าแต่เป้าหมายเพราะความสำเร็จนั้นจะไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนที่มีความหมายในชีวิตคุณได้เลย)

Part 4 Reform(ผู้นำต้องทำให้โลกดีขึ้น)

- Beyond Profit(คิดให้ไกลกว่าผลกำไร) ปลูกฝังสำนึกในเรื่อง โลกทั้งใบคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่เน้นProfit(ผลกำไร)สูงสุดแต่ต้องสร้างประโยชน์สูงสุดกับ People และ Planet, สำนึกในความรุนแรงของปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม(ความเหลื่อมล้ำลดได้โดย เก็บภาษีทั่วถึง, ช่วยให้ทุกคนสู้กันได้,ทรัพยากรใดมีจำกัดก็ต้องจำกัดมัน, คนทำผิดเหมือนกันต้องรับโทษเหมือนกัน)

- Sustainable Mind (จุดยืน-หยัดยืน-ยั่งยืน) สร้างความยั่งยืนของส่วนรวมเป็นหนึ่งในโจทย์ของธุรกิจตน ไม่ใช่แค่ทำ CSR เท่านั้น, เปลี่ยนแปลงในส่วนที่ทำได้เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนส่วนรวม, ล้มและเลิกสิ่งที่สานต่อวงจรความเหลื่อมล้ำหรือการทำลายสังคมและโลกทั้งทางตรงและทางอ้อม

ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ยาวหน่อยนะครับ😅….คงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับใครที่ต้องบริหารทีมงานในยุคนี้นะครับ🙏❤️

nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk 🤣 ผมนึกถึงโพสในเฟสของพี่เลย

หลังอ่านจบ

Replying to Avatar ped66

สวัสดีครับ เนื้องจาก nostr:npub1mqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43q7rnz85 ให้สร้างห้องใหม่

เพราะเรื่องของการพัฒนายังไม่เสร็จดี การยกสิทธิ์จึงติดขัดนิดหน่อย

เพื่อนๆน้องๆ เข้ามากองหันได้ที่ห้องนี้นะครับ

https://nests.pages.dev/naddr1qqjxzvpsxqek2dnz943nwwrz956rwdph95ukgcej943xyvm9x4snyden8q6xyq3qysvk3na2kzmfy3yw9mj2947srkqpm7w3m4nmhey2sdet9xg9480qxpqqqpmxsl8d9py

มันคือห้องอะไรพี่

ได้ละครับ

Replying to Avatar BossMan

#GM ครับ

#Siamstr

เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเงินที่เขียนโค้ดได้นิดหน่อย

เกือบถูกละ แต่ผมมองว่าปัญหาเงินเฟ้อไม่จำเป็นต้องเป็นคนวงในที่ได้ผลประโยชน์จากธนาคารก็อาจเป็น Satoshi Nakamoto ก็ได้นะแค่มองออกถึงความเลวร้ายจากประวัติศาตร์ที่ผ่านมาก็มีให้เห็น ส่วนหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเชื่อว่า Hal Finney หรือ Adam Beck คือ Satoshi Nakamoto เพราะแต่ละคน Dev. จ๋าา เกินนี่แหละต่อให้ Satoshi Nakamoto จะมีมากกว่า 1คนแต่คนที่เป็นคนคิด Concept และรวมเทคโนโลยีของหลายๆคนเข้าด้วยกันผมว่าต้องมีคนต้นคิดแค่คนเดียวและคนนั้นต้องมีความรู้เรื่องการเงินที่พอเขียนโปรแกรมได้แต่ไม่ใช่ Dev. จ๋าแน่นอน สุดท้ายถ้า Satoshi Nakamoto เป็นคนวงในธนาคารจริงทำไมเขาต้องทำลายตัวเองทั้งๆที่เขาได้ประโยชน์จากระบบนี้ เพราะอยากรวยเองคงไม่ใช่เพราะดูจากแผนที่เขาวางไว้กว่าคนส่วนใหญ่จะใช้จ่าย Bitcoin เป็นเงินนี่ หนทางยาวไกลระยะยาวมาก ถ้าอยากรวยเร็วคง Premine เหรียญให้ตัวเองแบบ Vitalik แล้ว

แถมไม่พอยังตอกย้ำด้วยการฝังโค้ดด่าธนาคารอีกว่าดูสิมันพิมพ์เงินอีกแล้ว. จะบอกว่าโกรธเจ้านายเลยคิดอะไรแผงๆ อย่าง Bitcoin มาเพื่อกลืนธนาคารพวกนี้เข้าไปอันนี้พอฟังขึ้นอยู่ แต่ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ Bitcoin คือของจริงที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นเสียงกระซิบของปีศาจเพื่อชี้ให้เห็นว่าหยุดพิมพ์เงินได้แล้ว ไม่งั้นเราจะเป็นทางเลือกใหม่ให้คุณเอง

ในเฟสเขาเขียนย่อมาแบบนี้*

บทความนี้ TODAY Bizview จะพาไปรู้จักกับ M2 หรือปริมาณเงินที่ไหลเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่ง (อาจ) เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเพิ่มขึ้นของราคา 'บิตคอยน์' (Bitcoin) นอกเหนือจากปรากฏการณ์ลดปริมาณเหรียญ (Bitcoin Halving)

.

ปริมาณเงินในระบบ (Money Supply) แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ M1 M2 และ M3

.

- M1 คือ เงินในระบบที่อยู่ในรูปแบบของธนบัตร เหรียญกษาปณ์ และเงินฝากกระแสรายวัน

- M2 คือ เงินในระบบที่ครอบคลุม M1 เงินฝากออมทรัพย์ และเงินฝากประจำ

- M3 คือ เงินในระบบที่ครอบคลุม M2 เงินฝากในสถาบันการเงินทุกประเภท เงินฝากที่เป็นเงินตราต่างประเทศ และตั๋วสัญญาใช้เงินของบริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์

.

'ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน' ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษา FWX (อดีต Forward) แพลตฟอร์ม DeFi และอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ในบัญชี X (Twitter) ส่วนตัว โดยชี้ให้เห็นว่า

.

จากสถิติในอดีต ปริมาณเงินในระบบประเภท M2 มีรอบวัฎจักรทุก 4 ปี ซึ่งเป็นวัฏจักรที่ตรงกับ Bitcoin Halving พอดี ทำให้ M2 เป็นหนึ่งในดัชนีที่น่าจับตามองสำหรับราคาบิตคอยน์

.

อาจารย์มองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นความตั้งใจของ 'ซาโตชิ นากาโมโตะ' (Satoshi Nakamoto) ผู้ก่อตั้งบิตคอยน์ ที่ต้องการให้รอบการ Halving ล้อไปกับสภาพคล่องในระบบ

.

นอกจากนี้ บิตคอยน์ยังถูกออกแบบโดยคำนึงถึงปัญหา 'ความเฟ้อ' ด้วยการจำกัดปริมาณอุปทานไว้ สะท้อนว่า บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่แทนตัวเองว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ มีความเข้าใจระบบเศรษฐกิจและการเงินเป็นอย่างดี

.

ทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) ว่า หรือแท้แล้ว ซาโตชิ นากาโมโตะ จะเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในสถาบันการเงิน หรือธนาคารกลาง ที่มองว่าระบบการเงินปัจจุบันจะไม่ตอบโจทย์การเงินในยุคต่อไป จึงสร้างระบบการเงินใหม่อย่างบิตคอยน์ขึ้นมา

.

#TODAYBizview

#MakeTomorrowTODAY

#GM ครับ

#Siamstr

เป็นนักเศรษฐศาสตร์การเงินที่เขียนโค้ดได้นิดหน่อย

เกือบถูกละ แต่ผมมองว่าปัญหาเงินเฟ้อไม่จำเป็นต้องเป็นคนวงในที่ได้ผลประโยชน์จากธนาคารก็อาจเป็น Satoshi Nakamoto ก็ได้นะแค่มองออกถึงความเลวร้ายจากประวัติศาตร์ที่ผ่านมาก็มีให้เห็น ส่วนหนึ่งที่ผมไม่ค่อยเชื่อว่า Hal Finney หรือ Adam Beck คือ Satoshi Nakamoto เพราะแต่ละคน Dev. จ๋าา เกินนี่แหละต่อให้ Satoshi Nakamoto จะมีมากกว่า 1คนแต่คนที่เป็นคนคิด Concept และรวมเทคโนโลยีของหลายๆคนเข้าด้วยกันผมว่าต้องมีคนต้นคิดแค่คนเดียวและคนนั้นต้องมีความรู้เรื่องการเงินที่พอเขียนโปรแกรมได้แต่ไม่ใช่ Dev. จ๋าแน่นอน สุดท้ายถ้า Satoshi Nakamoto เป็นคนวงในธนาคารจริงทำไมเขาต้องทำลายตัวเองทั้งๆที่เขาได้ประโยชน์จากระบบนี้ เพราะอยากรวยเองคงไม่ใช่เพราะดูจากแผนที่เขาวางไว้กว่าคนส่วนใหญ่จะใช้จ่าย Bitcoin เป็นเงินนี่ หนทางยาวไกลระยะยาวมาก ถ้าอยากรวยเร็วคง Premine เหรียญให้ตัวเองแบบ Vitalik แล้ว

แถมไม่พอยังตอกย้ำด้วยการฝังโค้ดด่าธนาคารอีกว่าดูสิมันพิมพ์เงินอีกแล้ว. จะบอกว่าโกรธเจ้านายเลยคิดอะไรแผงๆ อย่าง Bitcoin มาเพื่อกลืนธนาคารพวกนี้เข้าไปอันนี้พอฟังขึ้นอยู่ แต่ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ Bitcoin คือของจริงที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นเสียงกระซิบของปีศาจเพื่อชี้ให้เห็นว่าหยุดพิมพ์เงินได้แล้ว ไม่งั้นเราจะเป็นทางเลือกใหม่ให้คุณเอง