Avatar
BossMan
d0864ad0528ff7e0becdd502d19e9ddc18ccadc790318fd60f9988e3ca373f75
BossMan (เจ้ามนุษย์!)
Replying to Avatar Triple Gem V.2

การอยากมีชีวิตที่ดีถือเป็นตัณหาไหม ?

คำว่า "ตัณหา" ในบริบทของพระพุทธศาสนา มักจะหมายถึงความต้องการหรือความ

อยากที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เช่น ความอยากได้สิ่งต่างๆ การยึดมั่นในสิ่งที่ชอบหรือไม่

ชอบ ความต้องการที่ไม่สิ้นสุด เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การอยากมีชีวิตที่ดี หากมีความหมายว่า การพยายามพัฒนาตนเอง ดูแล

สุขภาพ ปฏิบัติตามศีลธรรม และทำความดี โดยไม่มีความยึดติดหรือความโลภ อาจไม่

ถือว่าเป็นตัณหาในเชิงลบ เพราะเป็นการแสวงหาความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน

แต่ถ้าความอยากมีชีวิตที่ดีนั้นหมายถึงความโลภ ความยึดติดในวัตถุ หรือการพยายาม

หาความสุขจากสิ่งภายนอกที่ไม่ยั่งยืน ก็อาจถือว่าเป็นตัณหาในเชิงลบได้ เพราะสิ่ง

เหล่านี้สามารถนำไปสู่ความทุกข์และความไม่สงบในจิตใจ

ดังนั้น คำตอบว่า "การอยากมีชีวิตที่ดีถือเป็นตัณหาหรือไม่" จึงขึ้นอยู่กับความหมาย

และแนวทางการปฏิบัติของความอยากนั้นเอง ถ้าความอยากนั้นนำไปสู่ความสุขที่แท้

จริงและไม่ทำให้เกิดความทุกข์ ก็น่าจะไม่ถือว่าเป็นตัณหาในทางลบ แต่ถ้าเป็นความ

อยากที่นำไปสู่ความทุกข์ ก็ถือว่าเป็นตัณหาในเชิงลบ

#Siamstr

ตัณหา เปรียบเสมือนยางเหนียว การที่สิ่งมีชีวิตมีชีวิต เพราะมีตัณหา กรรมคือไร่นา วิญญาณคือพืช ตัณหาคือยางเหนียว คำตอบอยู่ในคำถาม การที่อยากมีชีวิตถือเป็นตัณหาไหม คนถามถามไม่ถูก เพราะการที่เรามีชีวิตนี้เพราะเรามีตัณหาอยู่ก่อนแล้วจึงเกิดชีวิต ตัณหาในบริบบทของภาษาไทย เมื่อเอาไปแปลมักจะเอาไปโยงกับเรื่องไม่ดีเพราะภาษาเป็นภาษาที่ยังดิ้นได้ ไม่ใช่ภาษาตาย แต่ตัณหาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น คือแก่เปรียบตัณหาเสมือนยางไม้ หากไม่มียางไม้นี้ก็ไม่ภพ เพราะไม่มีการเกิด เมื่อไม่มีการเกิด ก็ไม่มีการแก่ และไม่มีการตาย https://84000.org/tipitaka/pitaka_item/m_siri.php?B=20&siri=121

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

ปรัชญาอัตถิภาวนิยมมี อะไรที่แปลกอยู่อย่างหนึ่งคือพวกต้นสายอย่าง นิทเช่ คิเคียการ์ด ชอบถูกพวกหัวคิดฝ่ายซ้าย อย่าง กามู ฌองปอร์ชาร์ต หรือ ฟูโก นำไปใช้ บางครั้งถูกตีความไปในรูปแบบ โครงสร้างนิยม

จริงๆ การอ่านงานเขียนของนิทเช่ ควรมีสมาธิมากๆในการอ่าน หรือ งานของโชเปนฮาวเออร์ ผมว่าคนที่ตีความการมองภาพรวมศาสนาได้ดีและแตกฉานกว่าซ้ายจัดคือ จูเลียส อีโวล่า ซึ่งเปรียบตัวเองเป็นพวกที่เรียกว่า “ขวาจัด” แม้งานเขียนของพวก thinktank นี้มันจะอ่านยากกว่าเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนก็เถอะ รวมถึงการตีความของง่ายๆ ซึ่งก็ยากที่จะเข้าถึงของ ปีเตอร์สัน

ส่วนใครอยากอ่านงานง่ายๆ และ ตีโจทย์อัตถิภาวะนิยมได้ดีผมแนะนำ วิคเตอร์ แฟรงเกิล ครับ เป็นนักจิตบำบัด โลโก้เตราปี้

มีงานภาษาไทยชื่อว่า ชีวิตไม่ไร้ความหมาย Man’s search for meaning อ่านง่ายมาก

โดยแฟรงเกิล จะเล่าเรื่องของเค้าสมัยอยู่ภายใต้ค่ายกักกันนาซี รวมถึงการตีความ “ความทุกข์” ซึ่งหาความหมายไม่พบ

#siamstr

เราตกใจตอนแรกคือ ซาร์ต อวยแนวคิดแบบเสรีภาพ แต่เอามาร์ซ ผมว่ามันตีความงานมาร์ซก ผิดหรือว่าเพราะสมัยนั้นมันไม่มีตัวอย่างที่ล้มเหลวให้ดู ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ยุคนั้นคือคนมองนายทุนชั่ว พอๆกับยุคนี้เลย

ต้องเป็น Asset ถูกตัวด้วยจึงจะได้เสรีภาพจริงๆ

จริงที่ไม่ว่าอยู่ส่วนไหนตรงจักวาลก็จริง (คณิต)

จริงตามการปฎิบัติ+ทฤษฎีของใครคนหนึ่ง(วิทย์)

จริงที่ไม่จริงแต่นำไปสู่บางสิ่งที่คนสร้างอยากให้จริง(ศิลป์)

มีความจริงทั้งสามแบบอยู่ปนกันโดยยังไม่ได้สกัดความจริงอันใดอันหนึ่งออกมา(ศาสนา)

ต่อให้เราอ่านหนังสือทุกวัน วันละ10เล่ม

มีความจริงอยู่ข้อหนึ่งคือ.. เราก็ไม่สามารถอ่านหนังสือ หรือหาความรู้ได้จนครบทั้งหมดบนโลกอยู่ดีดังนั้นเราจึงต้องเลือกทำในสิ่งที่เราชอบ

จึงจะคุ้มค่ากว่า. โลกของเราจึงประกอบไปด้วยคนที่มีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน

อลัน ทัวริ่ง คิดมาไว้ถอดรหัส Enigma

จุดประสงค์ของศาสนาพุทธคือ มุ่งไปที่การดับทุกข์ครับ อันไหนไม่เกี่ยวกับการดับทุกข์ก็คือไม่ใช่ ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง อะตอม อันนี้คือ สายสสารนิยม ถ้าไปเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ

อันนี้ก็สุดโต้งไป ไม่ใช่พุทธมันคือ สายจิตนิยม ศาสนาพุทธเดิม คือสิ่งที่ อยู่ตรงกลางไม่สุดโต่ง แต่ก็ไม่ได้ปฎิเสธศาสตร์อื่นว่าไม่จริง แต่พระพุทธเจ้าจะไม่สอนสิ่งที่คลุมเครือ เรื่องที่ยังไม่เข้าใจ สังเกตไม่ได้ มองไม่เห็น หรือ

ไม่ปรากฎต่ออายตนะ คำสอนของพระพุทธเจ้ามักจะเป็น เหตุผลครึ่งหนึ่ง อารมณ์ครึ่งหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นความ ทุกข์ สิ่งนี้เรามองไม่เห็น

ด้วยตา แต่เราทุกคนก็รับรู้ผ่านความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเราใช่ไหม ว่ามันมีอยู่จริงๆ หรือคนอื่นก็มี อันนี้และคืออารมณ์ที่ปรากฎต่ออายตนะ ตัวอย่างต่อมา เช่น เกิดแก่ เจ็บ ตาย อันนี้คือความไม่เที่ยง ไม่จำเป็นต้องสืบเพราะมันเป็นสิ่งที่ปรากฎต่อสายตาเราทุกคน ทุกคนมองเห็นและรับรู้เช่นเดียวกัน ว่าโลกนี้มีคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย แนวคิดนี้แหละคือการสอนสมัยยุคพุทธกาล

กลับมาที่ศาสตร์ปัจจุบันอย่างวิทยาศาสตร์ที่เป็นศาสตร์สมัยใหม่(Pure Knowledge)

ถามว่าปัจจุบันมันก็มีหลายสิ่งที่ถูกค้นพบว่ามีอยู่จริงๆ หรือ เรา คนที่เกิดยุคใหม่ก็รับรู้พร้อมๆกัน ถามว่าพระพุทธเจ้าปฎิเสธไหม ก็ไม่ เพราะพระพุทธเจ้าจะไม่ฟันธงไปเรื่อยแบบ หมอ ร...ฟันธง แต่จะตั้งคำถามว่าถ้ารู้แล้วเรื่องนั้นเอาไปใช้ประโยชน์เพื่อช่วยดับทุกข์ได้ไหม ถ้ามันไม่เกี่ยว แก่ก็จะบอกว่างั้นจะรู้ไปทำไม อันนี้แหละคือหัวใจสำคัญ ว่าทำไมทางสายกลางที่พูดต่อๆกันมาเป็นนกแก้วนกขุนทอง

มันคือแบบนี้ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น สมมุติว่าพระพุทธเจ้าจะหาความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยตั้งมั่นว่า ตถาคตจะหาความรู้เรื่องนี้เพราะจะเอาความรู้นี้ไปเเลกเปลี่ยนกับผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่ง Bitcoin ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเวลาพระพุทธเจ้าจะศึกษาหรืออ่านหนังสืออะไรสักเล่ม คำถามแรกที่แก่จะถามกับตัวเอง แก่จะพูดว่า

ถ้าตถาคตอ่านหนังสือหรือศึกษาเรื่องนี้เพิ่ม ตถาคตจะได้ Bitcoin ในกระเป๋าเพิ่มไหม?

ผมมองว่าพระพุทธเจ้าแก่เป็นคนแนวนี้ครับ

ดังนั้นอันไหนไม่เกี่ยวกับทุกข์แก่จะไม่สนใจ

แก่จะมุ่งไปที่แก่นของสิ่งๆนั้นมากกว่ามานั่ง

ฟันธง ว่าอะไรจริงไม่จริง มีหรือไม่มี เพราะถ้าแก่ไปบอกว่าอะไรมีหรือไม่มี ถ้าสิ่งนั้นมันไม่ได้ปรากฎหรือสังเกตได้ด้วยอายตนะ คนที่มาถามพระพุทธเจ้าก็จะถามต่อว่า

ไหน?ไอ้สิ่งที่พระพุทธเจ้าว่ามาเนี่ย

มันมีงานวิจัยรองรับไหมผมขอดูหน่อยแบบนี้เป็นต้น #Siamstr

EP.54 นี้สุดจัด #Siamstr #SalmonPodcast #MythUniverse

https://youtu.be/fK7TMJ0Srpg?si=CD9jmmuYYUvGgB6X

น่าทึ่งมาก ๆ ที่คนในยุคนั้นหาคำตอบของสิ่งที่เล็กลงไปในระดับของอะตอม (ปรมาณู) จากการอธิบายเทียบกับสิ่งของต่าง ๆ ที่มีอยู่ในยุคสมัยนั้น

พระพุทธเจ้าอธิบายว่าในหูของเรามี “จักขุประสาท” หรือประสาทหูที่เราใช้รับรู้ถึงเสียงโดยที่ท่านบอกว่า “ตั้งอยู่ในประเทศที่มีสันฐานเป็นวงแหวน“ ซึ่งในสมัยปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เรียกมันว่า ”กระดูก้นหอย“ ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ พระพุทธเจ้ายังอธิบายต่อไปอีกว่า “ภายในมีขนแดงเส้นละเอียดอยู่ภายใน” ซึ่งในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “เซลล์ขน“ (Hair Cells) **ผมจะแปะอนิเมชั่นการทำงานของหูให้ข้างล่าง เห็นแล้วผมรู้สึกขนลุกจริง ๆ**

และถึงแม้ว่าในปัจจุบันวิทยาการของเราจะก้าวหน้าอย่างมาก กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนกำลังขยายสูงบอกกับเราว่าในร่างกายของเรามีสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่จริง ๆ และตรงตามที่มีเขียนไว้ในตำราทางศาสนา คำถามตัวโต ๆ เลยก็คือ พระพุทธเจ้าใช้วิธีไหนในการที่จะทำให้รู้ว่ามีสิ่งที่เล็ก ๆ เหล่านี้อยู่ โดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างในปัจจุบัน 🤔

ในทางของพุทธแล้วมีแหล่งของการเกิดปัญญาอยู่ 3 แบบ คือ 1.สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟังการเล่าเรียน 2.จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณา และ 3.ภาวนามยปัญญา “ปัญญาที่เกิดจากการสัมผัสทางจิตวิญญาณ” หรือ “การปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริง”

เป็นอะไรที่ Abstract มาก ๆ และมันก็คงจะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่ได้เข้าถึงมันแล้วเท่านั้น

ปล. ไม่ใช่ความต้องการในการเอาวิทยาศาสตร์มาโยงกับความเชื่อทางศาสนาเพื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือ คนที่เชื่อแม้ไม่มีข้อพิสูจน์เขาจะเชื่อ ส่วนคนที่ไม่เชื่อต่อให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์เขาก็จะไม่เชื่อ

คลิปการทำงานของระบบประสาทการรับเสียง :

https://youtu.be/eQEaiZ2j9oc?feature=shared

ส่วนศาสนาที่สอนหรือต้องข้อสงสัยสิ่งที่อยู่นอกตัว ศาสนาแรกๆคือฮินดู ศาสตร์บางอย่างจะไปสอดคล้องกับของกรีกโบราณ ยกตัวอย่างเช่นการตั้งชื่อ พระจันทร์ พระอาทิตย์ หรือไม่ก็รากศัพท์ ภาษา บาลี สันสกฤต จะใกล้กับฝั่งนูน ซึ่งนักวิชาการสันนิฐานว่าต้นเผ่ามาจากเผ่าที่เคยอยู่ด้วยกันก่อนจะแยกกันไปตั้งถิ่นฐานคนละทิศละทาง เราเรียกว่าเผ่า อารายัน หรือ ภาษาโบราณที่หายทราบสูญก็คือภาษา อินโดยูโรเปียน(อินเดีย-ยุโรป) นั่นเอง

EP.54 นี้สุดจัด #Siamstr #SalmonPodcast #MythUniverse

https://youtu.be/fK7TMJ0Srpg?si=CD9jmmuYYUvGgB6X

น่าทึ่งมาก ๆ ที่คนในยุคนั้นหาคำตอบของสิ่งที่เล็กลงไปในระดับของอะตอม (ปรมาณู) จากการอธิบายเทียบกับสิ่งของต่าง ๆ ที่มีอยู่ในยุคสมัยนั้น

พระพุทธเจ้าอธิบายว่าในหูของเรามี “จักขุประสาท” หรือประสาทหูที่เราใช้รับรู้ถึงเสียงโดยที่ท่านบอกว่า “ตั้งอยู่ในประเทศที่มีสันฐานเป็นวงแหวน“ ซึ่งในสมัยปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เรียกมันว่า ”กระดูก้นหอย“ ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ พระพุทธเจ้ายังอธิบายต่อไปอีกว่า “ภายในมีขนแดงเส้นละเอียดอยู่ภายใน” ซึ่งในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “เซลล์ขน“ (Hair Cells) **ผมจะแปะอนิเมชั่นการทำงานของหูให้ข้างล่าง เห็นแล้วผมรู้สึกขนลุกจริง ๆ**

และถึงแม้ว่าในปัจจุบันวิทยาการของเราจะก้าวหน้าอย่างมาก กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนกำลังขยายสูงบอกกับเราว่าในร่างกายของเรามีสิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้ที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่จริง ๆ และตรงตามที่มีเขียนไว้ในตำราทางศาสนา คำถามตัวโต ๆ เลยก็คือ พระพุทธเจ้าใช้วิธีไหนในการที่จะทำให้รู้ว่ามีสิ่งที่เล็ก ๆ เหล่านี้อยู่ โดยที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างในปัจจุบัน 🤔

ในทางของพุทธแล้วมีแหล่งของการเกิดปัญญาอยู่ 3 แบบ คือ 1.สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการฟังการเล่าเรียน 2.จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณา และ 3.ภาวนามยปัญญา “ปัญญาที่เกิดจากการสัมผัสทางจิตวิญญาณ” หรือ “การปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริง”

เป็นอะไรที่ Abstract มาก ๆ และมันก็คงจะเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่ได้เข้าถึงมันแล้วเท่านั้น

ปล. ไม่ใช่ความต้องการในการเอาวิทยาศาสตร์มาโยงกับความเชื่อทางศาสนาเพื่อพิสูจน์ความน่าเชื่อถือ คนที่เชื่อแม้ไม่มีข้อพิสูจน์เขาจะเชื่อ ส่วนคนที่ไม่เชื่อต่อให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์เขาก็จะไม่เชื่อ

คลิปการทำงานของระบบประสาทการรับเสียง :

https://youtu.be/eQEaiZ2j9oc?feature=shared

ถ้าเรื่องวิทยาศาสตร์ นี่ อ. สมภาร บอกว่าเป็นสิ่งที่เขียนขึ้นภายหลังนะ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนครับ แนะนำฟังช่อง อ. สมภาร ครับถ้าเกี่ยวกับพุทธคนนี้รู้ลึกรู้จริง

Replying to Avatar HereTong

สมัยนึง ตอนที่ผมยังพัวพันการสร้างคอมมูนิตี้คีโต ได้เจอเบื้องหลังอะไรหลายๆอย่างจนถอยออกมา และโดนตามป่วนทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ออกมาทำเส้นทางตัวเองใหม่จาก ศูนย์ ไม่สิ จากติดลบต่างหาก ด้วยความที่ทำงานกราฟฟิค ใช้คอมได้ประมาณนึง จึงโดนใส่ไข่จากกลุ่มที่ตอนนั้นใหญ่มาก ว่าในทุกเรื่องลบๆของคีโตเป็นฝีมือผมทำ

จนถึงวันนี้ เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์แล้ว ว่าไม่ใช่ผมทำเรื่องพวกนั้นและสิ่งที่เราทำมันดีต่อสังคม

คนรุ่นนั้นมักถามผมว่า ยืนระยะมาได้ยังไงทั้งที่โดนป่วนหนักขนาดนั้น แถมไม่อิงกลุ่มไหนเลย

ผมมักส่งคลิปนี้ให้แล้วบอกว่า โลกมันใหญ่ครับ

แค่คนป่วนมันธรรมดามาก

เราไม่ให้ค่าและเขาก็จะถูกลืมเลือนไปเอง คนเราถ้าไม่โรคจิตพอ มันตะโกนอยู่คนเดียวได้ไม่นานครับ

https://youtu.be/LxiLUEgN6vQ?si=FWCaksHnFC3AKTC5

#siamstr

สู้ๆครับเฮียโต้ง ตอนนี้มันคือช่วงเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ สิ่งที่จะพิสูจน์คือ อันไหนไม่มีประโยชน์คนจะเลิกใช้ไปเอง

ในทางปรัชญาหากเราต้องการให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับเราเชื่อเหมือนเรา เราต้องเสนอบางสิ่งบางอย่าง

สิ่งนั้นเรียกว่า "Agument"

Replying to Avatar Jakk Goodday

ทำไมหนังสือ 'The Sovereign Individual' ที่เขียนขึ้นในปี 1997 ยังมีความน่าสนใจและยังมีอิทธิพลทางความคิดในปี 2024? (รีวิวแบบไม่สปอยล์⚡) หนังสือที่ อ.ต๊ำ กำลังจะแปล! 🍻

อ่านที่ Yaki เลย! 📚🔗 https://yakihonne.com/article/jakk@rightshift.to/IGwgZAwuiaJpw6MitQHux

nostr:naddr1qq25j3mhvadyzam4d9s55urhxexkjaz3fp6hsq3qmqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43qxpqqqp65wum7685

อ่านฉบับภาษาอังกฤษ : https://yakihonne.com/article/jakk@rightshift.to/f3IsIURYrCAUjoIdICG8j

nostr:naddr1qq2kvv6fwdy425jewfp5z4t2daykgj2rguux5q3qmqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43qxpqqqp65wenw69k

คลิประดับตำนานรีวิวเนื้อหาในหนังสือ The Sovereign Individual โดย อ.พิริยะ!

https://youtu.be/2lqZI0KGMFg?si=sLq3vhxzPlsx1ovY

#Siamstr #Jakkstr #TheSovereignIndividual #Book #RightShift

มาครับรอ

ผมคั่นเวลาให้แล้วครับ เรื่องสารพิษในเนื้อสัตว์กับในพืช ผมเห็นตรงกับหมอป๊อบครับ อ. หมอเอก ลองฟังดูครับ

https://www.youtube.com/live/lQQOYfCCVCM?si=cR_lXIil-r8v7fl3&t=5157