Avatar
BossMan
d0864ad0528ff7e0becdd502d19e9ddc18ccadc790318fd60f9988e3ca373f75
BossMan (เจ้ามนุษย์!)

ความจริงเปรียบดั่งทองคำ

มันไม่ได้เปร่งประกายมาจากตัวมัน

แต่มันเปร่งประกาย เพราะสิ่งอื่นที่ไม่ใช่มันถูกชะล้าง

"ตอลสตอย" Leo Tolstoy

Replying to Avatar Triple Gem V.2

ทานเนื้อสัตว์เป็นบาปไหม ? ขึ้นอยู่กับศาสนา

เรื่องทานเนื้อสัตว์เป็นบาปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละศาสนาและวัฒนธรรม

มาดูกันว่าแต่ละศาสนามีความเห็นอย่างไร

พุทธศาสนา

ไม่ถือว่าทานเนื้อสัตว์เป็นบาป แต่มีข้อจำกัดเรื่อง "เนื้อที่ไม่บริสุทธิ์" คือ เนื้อที่ถูกฆ่าเพื่อ

เลี้ยงพระสงฆ์โดยเฉพาะ หรือเกิดจากการที่เราเจตนาฆ่า

ศาสนาคริสต์

ไม่ถือว่าทานเนื้อสัตว์เป็นบาป เพราะพระเจ้าทรงสร้างสิ่งมีชีวิตให้มนุษย์ใช้เป็นอาหารได้

แต่บางกลุ่มอาจเลือกไม่ทานเพราะเรื่องศีลธรรม สุขภาพ หรือสิ่งแวดล้อม

ศาสนาอิสลาม

ทานเนื้อสัตว์ที่ "ฮาลาล" (ถูกต้องตามหลักศาสนา) ไม่เป็นบาป แต่เนื้อสัตว์ "ฮาราม"

(ต้องห้าม) อย่างเช่นเนื้อหมู ถือเป็นบาป

ศาสนาฮินดู

ทานเนื้อวัวถือว่าเป็นบาป เพราะวัวเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ทานเนื้อสัตว์อื่นอาจไม่เป็นบาป

บางคนเลือกทานแบบวีแกนหรือมังสวิรัติ

ศาสนาเชน

ทานเนื้อสัตว์ถือว่าเป็นบาปอย่างแน่นอน เพราะเน้นการไม่ทำร้ายสัตว์และใช้ชีวิตแบบ

อหิงสา (ไม่ทำร้ายสิ่งมีชีวิตใดๆ)

#siamstr

ศาสนาเชนนี่อยู่ยากสุด เพราะในทัศนคติของเชนคือทุกสิ่งในธรรมชาติคือสิ่งมีชีวิต เช่น พืช เห็ด หรือ แม้แต่ดินที่เราเหยียบ

เรียนปรัชญากับ นักศึกษา ป.เอก กันครับ

GM kub #Siamstr

https://youtu.be/5DTjzaVbwiE?si=_n2dEUmE1ifZ-XjL

ความเข้าใจผิด หรือไม่ได้อ่านหรืออ่านสารไม่แตก

บังเอิญไปอ่านเจอคนวิจารณ์ Pual Feyerabend

ว่าเขาวิจารณ์วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แต่ตอนตัวเองเป็นมะเร็งก็รับการรักษาจากแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งมันย้อนแย้งกับสิ่งที่เจ้าตัวเขียนวิจารณ์ ว่าวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้ต่างจากไสยศาสตร์หรอก ซึ่งเอาจริงๆผมอยากจะบอกว่ามันไม่ได้ขัดแย้งกับทัศนคติกับที่เจ้าตัวเขาตั้งคำถามเรื่อง วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ครับเพราะสิ่งที่ Pual โจมตีนั้นไม่ใช่ตัววิทยาศาสตร์แต่คือรัฐบาลที่พยายามเข้ามาแทรกแซงความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ต่างหาก ดังนั้นไอ้คำที่ Pual มันด่า ว่าวิทยาศาสตร์ไม่ต่างอะไรกับไสยศาสตร์หรอก มันพูดประชดรัฐบาลครับ ตีความไม่แตกแล้วเลอะเทอะเลย

ดังนั้นข้อความจริงๆที่ Pual อยากจะบอกคือรัฐมันถ่วงความเจริญไงครับแม้แต่วิทยาเองก็ถูกรัฐกลืนกิน ดังนั้นเวลาอ่านข้อความพวกนี้ต้องทำความเข้าใจคนแต่งหนังสือไปด้วยว่าเขายืนมุมไหนและกำลังจะบอกอะไร

แต่เขาไม่เคยทำ 🤣 นี่แหละปัญหา เราเลยไม่เล่นคำพวกนี้ งั้นเราจะแย้งพวกอวยรัฐสวัสดิการไม่ได้ว่ารัฐมันเหี้ยยังไง 555

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

Bitcoin จะเปลี่ยนขั้วอำนาจได้ไหม ?

: ไม่ได้

ในรูปแบบของการศึกษาเรื่องชนชั้น หรือ ลำดับชั้นของสังคม มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้นเราเรียกมันว่ากฏแห่งธรรมชาติ เป็นการโต้เถียงกันของพวก Ideologist และ Realistic ซึ่งผมมองในเชิง Realistic คือมันทำไม่ได้

เพราะเอาจริงๆ ขั้วอำนาจนั้นไม่มีอยู่จริง และ บริบทของขั้วอำนาจไม่มีอยู่จริง เพราะพวกเค้าคือพวกเดียวกัน ”ชนชั้นสูง“

ในบริบทนี้คุณก็จะพบว่าไม่มีใครเปลี่ยนขั้วอำนาจได้เพราะวัตถุนิยม รูปแบบและบริบทนี้สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เรียกว่า “เจตจำนงแห่งอำนาจ”

เรามาทำความเข้าใจคำว่าอำนาจ อำนาจที่แท้จริง หรือ รูปแบบในการอยู่เหนือกว่าผู้อื่นนั้นคือกฏเกณฑ์ของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ ทำไมมนุษย์จึงสามารถเอาชนะสัตว์ที่ดุร้าย และ สัตว์ที่ใกล้เคียงตน

หรือทำไมเหตุผลที่ชาวบิตคอยน์เนอร์ชอบใช้กันคือ ไม่มีอะไรเท่าเทียม แต่เมื่อพูดถึงบิตคอยน์พวกเค้าดันปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าทุกคนสามารถหรือมีสิทธิ์เข้าถึงมันได้อย่างเท่าเทียม

สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนการหลอกลวงขั้นสุดยอด ที่ลึกลงไปในห้วงหลุมแห่งความเท่าเทียม เพราะลึกๆพวกเค้าก็ยังสั่นคลอนและเชื่อเรื่องพวกนี้

“โอ้ เสรีภาพจงเจริญ”

ปัญหาเหล่านี้เริ่มซับซ้อนเมื่อมีสิ่งที่เรียกว่า “ตัวกลาง“ ที่เข้ามาทำหน้าที่ทั้งควบคุมกฏต่างๆ และ ความปลอดภัยต่างๆ หรือ รูปแบบของรัฐ

รูปแบบของรัฐนี่เองคือความหายนะ เพราะพวกเค้านั้นไม่ได้มีสิ่งที่ควรมีหรือคำตอบง่ายๆคือ รูปแบบของการถือครองทรัพย์สิน สิ่งเหล่านี้หรือรูปแบบของรัฐจึงเต็มไปด้วยการหบอกลวงและการปล้นชิงทรัพยากรณ์จากเหล่าผู้คนด้านบน

เหล่าขยะเดินได้มีอำนาจในการควบคุมประชาชน และคิดว่าพวกเค้าจะดำรงค์อยู่ไม่ว่ารูปแบบทางเศรษฐกิจหรือสังคมจะเป็นเช่นไรก็ตาม ไม่ประชาธิปไตย ก็ความเท่าเทียม

พวกเค้านี่แหละ คืออำนาจที่ไม่ได้สะท้อนความไม่เท่าเทียม แต่คือ ความเท่าเทียม

”มันผู้ใดซึ่งยังคงเชื่อให้กลุ่มโจรที่ขึ้นชื่อว่ารัฐ มันผู้นั้นก็คือสัตว์ชั้นต่ำซึ่งหลงลืมตัวเองอยู่ภายใต้สัตว์เดรัจฉานที่ปราศจากซึ่งอิสระ“

สิ่งที่สะท้อนอำนาจที่แท้จริงคือเหล่าอภิมนุษย์ พวกเค้านั้นคืบคลานและสามารถควบคุมผู้คนอย่างเยือกเย็น พวกเค้าถือครองทรัพย์สิน พวกเค้าไม่ได้ต้องการข้อโต้แย้ง พวกเค้าคือขั้วอำนาจและขั้วอำนาจแห่งการโต้เถียง ดำรงค์ต่อไป

พวกเค้าคือเจ้าของตลาดและจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ผู้ที่ควบคุมสงครามได้ และ เล่นภายใต้กฏที่เหนือกว่ากฏได้จริง คือ การสะท้อนอำนานของพวกเค้า เพราะวัตถุไม่สามารถเปลี่ยนพวกเค้าได้ แม้กระทั้งเวลา

เพราะสิ่งที่Bitcoinทำคือหยุดอำนาจการพิมพ์เงิน

ส่วนเรื่องอื่นเป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนต้องตัดสินใจกันเอง.

nostr:nevent1qqstntxwahn03knafsgfe22gh7pp0zmyvls40udm3gjrr7ga4axma9gpr3mhxue69uhkummnw3ez6vp39eukz6mfdphkumn99e3k7mgzyrylxypngnflkewt4yryhehawchgdxfmn9jvnna7em8dmpqlvtt3uqcyqqqqqqg7czyjs

## เรื่อยเปื่อยเดอะซีรีย์

>แค่เรื่องไร้สาระในหัวที่เอามาเขียนอะไรเรื่อยเปื่อย

#Siamstr #Language #Religion

**การใช้ภาษาเพื่อการแบ่งแยกความแตกต่างอาจสะท้อนความขัดแย้งของชนกลุ่มหนึ่งที่มีมุมมองทางความเชื่อที่แตกต่างกัน**

พระเจ้า (God / gods)

ภาษาอเวสตะ = อาหุระ (Ahura) [โซโลอัสเตอร์]

ภาษาพระเวท = เทวา (Deva) [พราหมณ์/ฮินดู]

อสูร (Demons)

ภาษาอเวสตะ = เดวะ (Daeva) [โซโลอัสเตอร์]

ภาษาพระเวท = อสุรา (Asura) [พราหมณ์/ฮินดู]

ตัวอย่างนี้เป็นเรื่องราวระหว่างเปอร์เซียโบราณกับอินเดียโบราณ ที่คำใช้เรียกพระเจ้าในศาสนาหนึ่งกลายเป็นอสูรหรือปีศาจในอีกศาสนาหนึ่งและในทางกลับกัน อาจเป็นไปเพื่อใช้ในการแบ่งแยกกลุ่มคนที่ต่างทางความเชื่อให้มีความชัดเจน ไม่ก็อาจจะเป็นไปเพื่อการเมืองการปกครอง

คำถามคือชนรุ่นหลังที่ได้รับเอาความคิดความเชื่อที่เคยถูกใช้ในอดีตเมื่อนานมาแล้วเมื่อนำมาตีความเพื่อใช้กันในปัจจุบัน โดยที่ไม่เคยรับรู้ถึงบทบาทของคำเรียกเหล่านั้นจากในอดีต พวกเราจะสามารถรู้ได้อย่างไรกันว่าสิ่งที่เรากำลังเรียก ที่เชื่อว่าดีหรือเลว เป็นความจริงของใคร?

เทพเจ้า (gods)

คานาอัน = พระบาอัล, บาอัล-เพ ออ (Baal-Peor)

อัสซีเรีย = แมมมอน (Mammon)

ปีศาจในบาปทั้ง 7 (demons)

บาอัล-เพ ออ, เบลเฟกอล (Belphegor)

แมมมอน (Mammon)

ตัวอย่างทางคติความเชื่อของศาสนาที่รังเกลียดการกราบไหว้บูชารูปเคารพที่มองพระหรือเทพเจ้าที่ชนกลุ่มอื่นนำมากราบไหว้บูชาว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องราวทางความเชื่อที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน พวกเราชนรุ่นหลังเป็นเพียงแค่ผู้รับสาสน์ที่ถูกเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิมผ่านกาลเวลาที่เหตุการณ์จากในอดีตถูกเปลี่ยนแปลงไปตามความนิยมของชนหมู่มาก (mass) ที่ได้กลืนกินสิ่งต่าง ๆ ตลอดทางที่มันเดินทางมาก่อนที่มันจะมาจนถึงเรา

”ความจริงนั้นมันเป็นของเราจริง ๆ หรือว่ามันเป็นความเป็นจริงของคนอื่นที่เราหยิบยืมเอามาเป็นความเป็นจริงสำหรับเรา?“

คุณว่า “นิพพาน” นั้นเป็นความจริงของชาวพุทธผู้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ หรือนั่นเป็นเพียงความจริงของพระพุทธเจ้าแต่เพียงผู้เดียวผู้ซึ่งตรัสรู้ชอบด้วยองค์เอง ที่ผู้เฝ้าติดตามได้หยิบยกเอานิพพานนั้น ความเป็นจริงที่เป็นของพระพุทธเจ้านำเอามันมาเป็นความเป็นจริงสำหรับพวกเขา?

“ไม่เคยมีใครที่ถึงซึ่งพระนิพพานจะมีโอกาสได้กลับมาเล่าถึงความเป็นจริงของนิพพาน ถึงต่อให้มี คนที่ไม่เชื่อก็จะไม่เชื่อเพราะว่านิพพานนั้นไม่เคยได้ปรากฏขึ้นแก่เขา”

คุณว่า “พระเจ้า” ของแต่ละความเชื่อ เป็นความจริงของตัวผู้เชื่อ หรือเป็นเพียงความเป็นจริงแค่ของศาสดาผู้ที่เป็นผู้ริเริ่มความเชื่อ?

“เพราะผู้ที่ได้ตายจากไป ไม่เคยมีใครได้กลับมาเล่าถึงโลกภายหลังความตาย หรือต่อให้มี คนที่ไม่เชื่อก็จะไม่มีวันที่จะเชื่อ เนื่องจากพวกเขายังไม่เคยผ่านประสบการณ์ของความตายอย่างผู้ที่ได้กลับมาเล่า”

คำถามของผมอาจดูไร้สาระ คุณไม่จำเป็นต้องตอบคำถามของผมหรอก ไม่ว่าอะไรจะเป็นความจริงสำหรับคุณ มันก็จะเป็นความเป็นจริงของคุณแค่เพียงผู้เดียว และขอเพียงแค่มันมีผลกับคุณในทางที่ดี กับชีวิต กับผู้คนที่อยู่รายล้อมรอบ ๆ ตัวคุณ แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่คุณจะนำมันมาเป็นความเป็นจริงสำหรับคุณ

เว้นก็แต่ว่า คุณยังคงแสวงหาความเป็นจริงที่มันจะเป็นความเป็นจริงของคุณอยู่ล่ะนะ ผมก็หวังและขอให้คุณจะได้เจอกับมันในวันหนึ่ง ภายใต้ชีวิตในครั้งนี้

ความจริง คือสิ่งที่เอามาใช้ปนะโยชน์กับชีวิตได้นั่นคือความจริง

Replying to Avatar Siamstr Update

🌳 ไม่เคยมี "ความเท่าเทียม" ในธรรมชาติ

.

🌛 หลายคนใฝ่ฝันถึงสังคมที่ทุกคนเท่าเทียมกัน มีโอกาสเท่าเทียมกัน

ทุกคนมีความสุขและพึ่งพาตัวเองได้

แต่ความจริงแล้ว ความเท่าเทียมไม่มีอยู่ในธรรมชาติเลย

.

🌴ธรรมชาติไม่เคยมอบความเท่าเทียมให้ใคร

ต้นไม้บางต้นสูงใหญ่ บางต้นเตี้ย

บางต้นให้ดอกสวย บางต้นให้ผลเยอะ บางต้นให้ร่มเงา

ธรรมชาติให้เรามีความแตกต่าง เพื่อความสมดุล

.

✨ความเท่าเทียมเป็นเพียงความปรารถนาดีของมนุษย์

ที่พยายามจะสร้างสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้น

.

🏭 ลองนึกภาพโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ที่ผลิตอาหารรสชาติเดียวกันออกมาเป็นล้านๆ หน่วย

คุณจะยอมกินอาหารรสชาติเดียวกันทุกวันไปตลอดชีวิตไหม? ก็คงไม่!

.

🌏 ธรรมชาติสร้างความหลากหลาย สร้างความแตกต่าง

ให้แต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกัน

สิ่งนี้คือเสน่ห์ของชีวิต เป็นเหมือนเครื่องปรุงรสที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย

.

🥫 ความเท่าเทียม เป็นเหมือนสารเคมีที่ปรุงแต่งอาหาร

ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนกัน แต่แท้จริงแล้วมันกำลังพรากรสชาติ ความเป็นตัวตนของเราไป เหมือนอาหารรสชาติเดียวกันที่กินนานๆ ไปก็เบื่อ

สังคมก็จะขาดความสร้างสรรค์ ขาดแรงบันดาลใจ และขาดความก้าวหน้า

.

🏛 ความพยายามสร้างความเท่าเทียม มักจะนำไปสู่การใช้อำนาจแทรกแซงของรัฐ และมักจะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม และความอยุติธรรม มากกว่านำมาซึ่งความเท่าเทียม

รัฐบาลมักจะใช้กลไกต่างๆ เพื่อสร้างความเท่าเทียมแบบฝืนธรรมชาติ

เช่น การเก็บภาษี สวัสดิการ และการควบคุมเศรษฐกิจ

.

💸 มันคือการ "ขโมย" ทรัพยากร และโอกาส จากคนหนึ่ง เพื่อไปให้กับอีกคนหนึ่ง เหมือนกับการยึดเอาอาหารที่คนหนึ่งทำ(ภาษี) เพื่อไปแจกจ่ายให้กับคนอีกคนหนึ่ง(สวัสดิการ)

ผลลัพธ์ที่ได้คือการทำลาย ความคิดสร้างสรรค์ การลงทุน และการพัฒนาของสังคม

.

🤾 สิ่งที่รัฐทำได้และควรทำ คือ กระจายทรัพยากร การแข่งขัน และการสร้างนวัตกรรม ไม่สร้างกฎเกณฑ์ที่เป็นกำแพงการแข่งขัน

ปล่อยให้ทุกคนลงได้มีสิทธิลงเล่นสนาม ด้วยกฎกติกาเดียวกัน

พวกเขาจะเห็นว่าตัวเองก็สามารถเป็นผู้ชนะได้

.

⛹️ เมื่อเราให้โอกาสคนที่มีความสามารถต่างกัน ก็จะเกิดการพัฒนา เกิดการสร้างสรรค์ เกิดความก้าวหน้า

แข่งขันได้มากบ้าง น้อยบ้าง ตามความสามารถของแต่ละคน

มันยังดีกว่าถูกกั้นให้นั่งอยู่ในคอก รับบทผู้ชม

ทำหน้าที่นั่งดู ส่งเสียง หยิบป๊อปคอร์นใส่ปาก แล้วตายไป

.

#siamstrupdate #บิตคอยน์ #ปรัชญา #การเงิน #เศรษฐกิจ #การเมือง #siamstr

การพยายามทำให้ทุกอย่างเท่าเทียม ไม่ต่างอะไรจากการพยายามทำให้ปลาปีนต้นไม้ แข่งกับลิง ทุกอย่างเกิดมามีความสามารถและหน้าที่ของตนเอง