Avatar
Lina Engword ⚡
d360efec41c120fe993b3d984863fd05ff41314fe6783191019cf7eb14907b5f
ทำอะไรจริงจังจริงใจ ให้มากกว่าขอ คิดเยอะแต่ไม่คิดมาก ไม่พูดมากแต่พูดเก่ง เมตตาแต่ไม่ปราณี Creative Commons license Show the source - not for commercial use - not modified. (cc-by-nc-nd) Height : 158 cm Weight : 55 kg Bloodtype : O Eyesight : less than -4.8 Shoe size : 23.5 cm Size 38 Clothing size : S-M Occupation : Luthier and Musician Source of inspiration : Enlightened person Hobbies : Cook Likes : Eat Hates : roach and harm Pets : a Cat Favourite Bands : Metallica, X-JAPAN, Within Temptation, Xandria, after school, In Flames, Drying Fetus, L Arc N Ciel, Luna Sea, Apocalyptica, Versailles, Evanescence, Nile, Alexi laiho Cigarettes : Nonsmoker Brands : n/a Manga : DEATH NOTE, Bleach Movie : Underworld Idol : Milla Jovovich and Kate Beckinsale Drinks : Arabica Coffee Latte and Amecano, Juice, Soybean milk, Milk

**สรุปผลการวิเคราะห์ Bull Market Peak Indicators (18 กุมภาพันธ์ 2025):**

จากการวิเคราะห์ตาราง "Bull Market Peak Indicators" ของ CoinGlass ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 พบว่า

**โดยรวมแล้วยังไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าตลาดกระทิงของ Bitcoin และ Altcoins ใกล้ถึงจุดสูงสุด**

ตัวชี้วัดส่วนใหญ่ยังคงห่างไกลจากเกณฑ์ที่บ่งชี้ถึงภาวะตลาดร้อนแรงเกินไป สถานะโดยรวมยังคงเป็น **"Hold"** ซึ่งแนะนำให้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลต่อไปได้

**สัญญาณที่ควรติดตาม:**

* **Bitcoin Rainbow Chart S:** ถึงเกณฑ์ "Hype" แล้ว ควรเฝ้าระวัง

* **FTF-to-BTC Ratio:** เกินเกณฑ์เล็กน้อย บ่งชี้ตลาด Futures ร้อนแรงขึ้น

**คำแนะนำ:**

* **ติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด** เนื่องจากตลาดคริปโตยังคงผันผวน

* **บริหารความเสี่ยง** แม้สัญญาณเตือนยังไม่ชัดเจน

* **ใช้ข้อมูลนี้ประกอบการตัดสินใจ** ร่วมกับปัจจัยอื่น ๆ ในการลงทุน

**ข้อควรระวัง:**

* ตัวชี้วัดเหล่านี้เป็นเพียงสถิติในอดีต ไม่สามารถทำนายอนาคตได้ 100%

* ตลาดคริปโตซับซ้อน มีปัจจัยอื่น ๆ ที่ต้องพิจารณา

https://www.coinglass.com/bull-market-peak-signals

"Bull Market Peak Indicators" ของ CoinGlass ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 เวลา 20:25 น. (เวลาประเทศไทย) ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด ณ เวลานั้น

เราสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดกระทิงของ Bitcoin และ Altcoins ได้ดังนี้ค่ะ

**ภาพรวม:**

ตารางนี้แสดงสัญญาณเตือนภาวะตลาดกระทิงใกล้จุดสูงสุด (Bull Market Peak) โดยพิจารณาจากตัวชี้วัด (Indicators) ต่างๆ ทางเทคนิคและ On-chain ของ Bitcoin และตลาดคริปโตโดยรวม **ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 สัญญาณเตือนภาวะตลาดกระทิงใกล้จุดสูงสุดยังไม่ปรากฏชัดเจนนัก** เนื่องจาก **ไม่มีตัวชี้วัดใดที่ "Hit"** ตามเกณฑ์ที่ CoinGlass กำหนดไว้ โดยสถานะโดยรวมยังคงเป็น **"Hold: 100% Sell: 0%"** ซึ่งบ่งชี้ว่าตามสัญญาณเหล่านี้ ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะเทขายสินทรัพย์ดิจิทัลในขณะนี้

**การวิเคราะห์รายตัวชี้วัดที่น่าสนใจ:**

* **Bitcoin AR999 Index:** มี 2 ตัวชี้วัดคือ "Bitcoin AR999 Index" และ "Bitcoin AR999 Index" (อีกอันสะกดผิดเล็กน้อย)

* ตัวแรกมีค่า **1.16+** (Reference >= 4) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** ที่จะบ่งชี้ว่าตลาดร้อนแรงเกินไป

* ตัวที่สองมีค่า **2.60+** (Reference <= 0.6) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** ที่จะบ่งชี้ว่าตลาดเย็นตัวลง

* **โดยรวม:** ดัชนี AR999 ยังไม่ส่งสัญญาณที่ชัดเจน

* **Pi Cycle Top Indicator:** ค่า **95776.0** (Reference 147640) **ยังห่างจากเกณฑ์** ซึ่งเป็นระดับราคาที่ Pi Cycle Top Indicator เคยทำนายจุดสูงสุดในอดีต **ยังไม่ถึงจุดที่ต้องระวัง**

* **Puell Multiple:** ค่า **1.07** (Reference >= 2.2) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** บ่งชี้ว่านักขุด Bitcoin ยังไม่เร่งขายเหรียญมากเกินไป **ยังไม่มีสัญญาณขายจากฝั่งนักขุด**

* **Bitcoin Rainbow Chart S:** ค่า **5** (Reference >= 5) **ถึงเกณฑ์พอดี** Rainbow Chart เป็นเครื่องมือที่มองตลาด Bitcoin ในระยะยาว ค่า 5 อาจบ่งชี้ว่าราคาอยู่ในช่วง "Hype" หรือ "Bubble" **ต้องเฝ้าระวัง** แต่ยังไม่ถึงขั้น "Euphoria" หรือ "Mania"

* **FTF-to-BTC Ratio:** ค่า **4.8%** (Reference < 3.5%) **เกินเกณฑ์** เล็กน้อย อัตราส่วนนี้วัดความสนใจของนักลงทุนใน Futures ของ Bitcoin เทียบกับ Bitcoin จริง ค่าที่สูงกว่า 3.5% อาจบ่งชี้ว่าตลาด Futures ร้อนแรงเกินไป **เป็นสัญญาณเตือนเล็กน้อย**

* **2-Year MA Multiplier:** ค่า **96776** (Reference 262435) **ยังห่างจากเกณฑ์** เป็นการเปรียบเทียบราคากับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 2 ปี **ยังไม่ถึงจุดที่บ่งชี้ว่าราคาแพงเกินไป**

* **MVRV Z-Score:** ค่า **2.41** (Reference >= 5) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** วัดว่าราคา Bitcoin สูงเกินมูลค่าที่แท้จริงหรือไม่ **ยังไม่ส่งสัญญาณฟองสบู่**

* **Bitcoin Bubble Index:** ค่า **13.48** (Reference > 90) **ยังห่างจากเกณฑ์มาก** ดัชนีนี้พยายามวัดภาวะฟองสบู่ของ Bitcoin โดยตรง **ยังไม่มีสัญญาณฟองสบู่**

* **USDT Flexible Savings:** ค่า **6.65%+** (Reference >= 20%) **ยังห่างจากเกณฑ์มาก** อัตราดอกเบี้ยของ USDT ใน Flexible Savings อาจบ่งบอกสภาพคล่องในตลาด **ยังไม่สูงจนน่ากังวล**

* **RSI-22 Day:** ค่า **45.414** (Reference > 80) **ยังห่างจากเกณฑ์มาก** RSI เป็นเครื่องมือวัดโมเมนตัมของราคา **ยังไม่เข้าเขต Overbought**

* **Altcoin Season Index:** ค่า **45.00** (Reference >= 73) **ยังห่างจากเกณฑ์มาก** ดัชนีนี้วัดว่า Altcoins กำลัง Outperform Bitcoin หรือไม่ **ยังไม่ถึง Altcoin Season อย่างเต็มตัว**

* **Bitcoin Dominance:** ค่า **60.49%** (Reference >= 65%) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** สัดส่วน Market Cap ของ Bitcoin เทียบกับตลาดรวม **ยังไม่สูงจนบ่งชี้ว่าเงินทุนไหลออกจาก Altcoins มากเกินไป**

* **Bitcoin Long Term Holder Supply:** ค่า **14.39M** (Reference <= 13.5M) **เกินเกณฑ์** เล็กน้อย ปริมาณ Bitcoin ที่ถือโดยนักลงทุนระยะยาว ค่าที่สูงกว่าเกณฑ์อาจบ่งชี้ว่านักลงทุนระยะยาวเริ่มขายทำกำไร **เป็นสัญญาณเตือนเล็กน้อย**

* **Bitcoin Short Term Holder Supply (%):** ค่า **27.4156%** (Reference >= 30%) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** สัดส่วน Bitcoin ที่ถือโดยนักลงทุนระยะสั้น **ยังไม่สูงจนน่ากังวล**

* **Bitcoin Reserve Risk:** ค่า **0.0026** (Reference >= 0.006) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนเทียบกับความเสี่ยง **ยังไม่ต่ำจนน่ากังวล**

* **Bitcoin Net Unrealized P&L (NUPL):** ค่า **54.77%+** (Reference >= 70%) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** วัดสัดส่วนกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงของ Bitcoin **ยังไม่สูงจนบ่งชี้ว่านักลงทุนกำไรมากเกินไป**

* **Bitcoin RHODL Ratio:** ค่า **3485+** (Reference >= 10000) **ยังห่างจากเกณฑ์มาก** วัดโมเมนตัมของราคาในระยะสั้นเทียบกับระยะยาว **ยังไม่สูงจนน่ากังวล**

* **Bitcoin Macro Oscillator IRMO:** ค่า **0.79** (Reference >= 1.4) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** เป็น Oscillator ที่พยายามจับจังหวะตลาด **ยังไม่ส่งสัญญาณ Overheat**

* **Bitcoin MVRV Ratio:** ค่า **2.22** (Reference >= 3.5) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** คล้ายกับ MVRV Z-Score แต่ใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แทน **ยังไม่ส่งสัญญาณฟองสบู่**

* **Bitcoin 4-Year Moving Average:** ค่า **2.17** (Reference >= 3.5) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** เปรียบเทียบราคากับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 4 ปี **ยังไม่ถึงจุดที่บ่งชี้ว่าราคาแพงเกินไปในระยะยาว**

* **Crypto Bitcoin Bull Run Index (CBBI):** ค่า **77** (Reference >= 90) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** ดัชนีที่พยายามวัดความร้อนแรงของตลาดกระทิง **ยังไม่ถึงจุด Peak Bull Run**

* **Mayer Multiple:** ค่า **1.20** (Reference >= 2.2) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** เปรียบเทียบราคากับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน **ยังไม่ถึงจุดที่บ่งชี้ว่าราคาแพงเกินไปในระยะกลาง**

* **MicroStrategy's Avg Bitcoin Cost:** ค่า **62111+** (Reference >= 155655) **ยังห่างจากเกณฑ์มาก** เปรียบเทียบราคาปัจจุบันกับต้นทุนเฉลี่ยของ MicroStrategy (บริษัทที่ถือ Bitcoin จำนวนมาก) **ยังไม่ถึงจุดที่บ่งชี้ว่าราคาแพงเกินไปเมื่อเทียบกับนักลงทุนสถาบัน**

* **Bitcoin Trend Indicator 6,14:** ค่า **6.14** (Reference > 7) **ยังไม่ถึงเกณฑ์** วัดแนวโน้มราคาในระยะสั้น **ยังไม่ส่งสัญญาณ Overheat**

* **3-Month Annualized Ratio:** ค่า **9.95%** (Reference >= 30%) **ยังห่างจากเกณฑ์มาก** วัดผลตอบแทนรายปีในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา **ยังไม่สูงจนน่ากังวล**

* **Bitcoin Terminal Price:** ค่า **95468.7** (Reference 197702) **ยังห่างจากเกณฑ์มาก** ราคาเป้าหมายตามโมเดล Terminal Price **ยังไม่ถึงเป้าหมาย**

* **The Golden Ratio Multiplier:** ค่า **95468.7** (Reference 135522) **ยังห่างจากเกณฑ์มาก** ใช้ Golden Ratio ในการคาดการณ์จุดสูงสุดของรอบ Bull Run **ยังไม่ถึงเป้าหมาย**

* **Smidern's Bitcoin Price Forecast:** ค่า **95468.7** (Reference 175k-230k) **ยังห่างจากเกณฑ์มาก** การคาดการณ์ราคา Bitcoin ของ Smidern **ยังไม่ถึงเป้าหมาย**

**สรุป:**

จากข้อมูล ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 **โดยรวมแล้วสัญญาณเตือนภาวะตลาดกระทิงใกล้จุดสูงสุดยังไม่ชัดเจนนัก** แม้ว่าจะมีบางตัวชี้วัดที่เริ่มขยับเข้าใกล้เกณฑ์เตือน (เช่น Bitcoin Rainbow Chart S และ FTF-to-BTC Ratio) แต่ส่วนใหญ่ยังคงห่างไกลจากระดับที่น่ากังวล **สถานะโดยรวมยังคงเป็น "Hold"**

**คำแนะนำ:**

* **ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด:** ตลาดคริปโตมีความผันผวนสูง ควรติดตามข้อมูลและตัวชี้วัดเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

* **อย่าประมาท:** แม้สัญญาณเตือนยังไม่ชัดเจน แต่ตลาดอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ควรบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

* **ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ:** ตารางนี้เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการวิเคราะห์ ควรใช้ร่วมกับข้อมูลและปัจจัยอื่นๆ เช่น ข่าวสารพื้นฐาน, การวิเคราะห์ทางเทคนิค, และแผนการลงทุนส่วนบุคคล

**ข้อควรระวัง:**

* **ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ใช่เครื่องมือที่แม่นยำ 100%:** เป็นเพียงสถิติและความสัมพันธ์ในอดีต ไม่สามารถรับประกันอนาคตได้

* **ตลาดคริปโตมีความซับซ้อน:** มีปัจจัยมากมายที่ส่งผลกระทบต่อราคา การพิจารณาเพียงตัวชี้วัดทางเทคนิคอาจไม่เพียงพอ

* **ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง:** ข้อมูลในตารางนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 อาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

**แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:**

* **CoinGlass:** [https://www.coinglass.com/bull-market-peak-signals](https://www.coinglass.com/bull-market-peak-signals) (แหล่งข้อมูลโดยตรงที่คุณให้มา)

* **บทความวิเคราะห์ Bull Market Peak Indicators:** ลองค้นหาบทความวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Bull Market Peak Indicators ในเว็บไซต์ข่าวสารคริปโตต่างๆ เช่น Siamblockchain, Cryptomind Group, CoinGecko Learn เพื่อทำความเข้าใจตัวชี้วัดแต่ละตัวให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

จะกินละนะคะ

จะกินละนะคะ แกงหมาล่าหมู

ดัชนี Whale Exchange Ratio บอกว่าตลาดใกล้สิ้นสุดการปรับฐาน

CryptoQuant ออกบทวิเคราะห์ว่าถ้าหาก Whale Exchange Ratio ซึ่งเป็นสัดส่วนของ ปริมาณการโอนของวาฬ 10 อันดับแรกไปยัง Exchange กับปริมาณการโอนทั้งหมดเริ่มชะลอตัวลงจะเป็นสัญญาณการจบรอบปรับฐานของตลาด

ตัวชี้วัดนี้อยู่ที่ 0.46 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ซึ่งใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในรอบหลายปี และเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดที่ 0.36 ในช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ ราคา BTC/USD ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดตลอดกาล

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาโมเมนตัมเริ่มชะลอตัวลงโดยไม่มีการกลับตัวที่ชัดเจนซึ่งสถิติในอดีตบอกว่าหากวาฬมีโอการโอน Bitcoin ไป Exchange ลดลง มักเป็นสัญญาณของการพุ่งขึ้นในช่วงถัดไป

#Bitcoin #BTC

ดัชนี Fear & Greed ของ Bitcoin ใกล้แตะระดับต่ำสุดตลอดกาล

จะกืนละนะคะ ทำเองนะคะ

Replying to Avatar Lina Engword ⚡

## ราคา Bitcoin ผันผวนหลัง CPI สหรัฐฯ พุ่งเกินคาด แต่บริษัทวิจัยชี้ “ซื้อข่าว”

13 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 19:30 น. GMT+7

BTCUSD

−1.71%

ราคา Bitcoin และตลาดคริปโตเคอร์เรนซีโดยรวมปรับตัวลงเล็กน้อยเมื่อวันที่ 12 มกราคม หลังจากการประกาศข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ความผันผวนนี้ทำให้ราคา Bitcoin ร่วงลงชั่วครู่ก่อนที่จะดีดกลับขึ้นมา ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่หลากหลายในหมู่เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์

สำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐฯ รายงานตัวเลข CPI เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ทำให้อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 3.0% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 2.9% ขณะเดียวกัน ดัชนี CPI หลัก (ที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวน) เพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ทำให้อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 3.3% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของตลาดเช่นกัน

ก่อนการประกาศข้อมูล CPI เล็กน้อย ราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างรวดเร็ว -2.1% มาอยู่ที่ 94,250 ดอลลาร์ ซึ่งนักสังเกตการณ์ตลาดบางรายคาดการณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับเทรดเดอร์หรือวงในที่ได้รับสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงเกินคาด อย่างไรก็ตาม การลดลงนั้นเป็นเพียงชั่วคราว ราคาดีดกลับขึ้นไปสูงสุดที่ 98,100 ดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยเฝ้าดูปฏิกิริยาของตลาดด้วยความกังวล

**เหตุการณ์ "ซื้อข่าว" สำหรับ Bitcoin หรือไม่?**

Santiment ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบนเชน ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความผันผวนนี้ในบล็อกโพสต์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ Brian Quinlivan ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ Santiment กล่าวในบทความอัปเดตชื่อ “CPI Catching the Crowd’s Eye…” ว่าผู้เข้าร่วมตลาดมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อข่าวสารเกี่ยวกับเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความวุ่นวายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

Santiment ชี้ให้เห็นถึงความวิตกกังวลของเทรดเดอร์ โดยอ้างถึงการพูดคุยเกี่ยวกับ CPI ที่สูงที่สุดในรอบ 15 เดือนในช่องทางโซเชียลต่างๆ เช่น X, Reddit, Telegram, 4Chan, Bitcointalk และ Farcaster: “ในช่วงแรก ก่อนการประกาศรายงาน CPI เล็กน้อย Bitcoin ร่วงลง -2.1% มาอยู่ที่ 94,250 ดอลลาร์ ก่อนที่จะฟื้นตัวเล็กน้อย นี่อาจเป็นไปได้มากว่าวงในรายใหญ่บางรายได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ราคาฟื้นตัวขึ้นไปสูงถึง 98,100 ดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยแสดงความกังวล”

โพสต์ดังกล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า ความตกใจจากการประกาศ CPI ครั้งนี้ได้จุดประกายความกลัวที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังจากลดอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2566 และ 2567 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้หยุดการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอย่างกะทันหันในเดือนพฤศจิกายน 2567

Santiment เตือนว่านี่อาจเป็นสัญญาณถึงช่วงเวลาที่ยาวนานโดยไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม: “ตอนนี้ตัวเลขเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่น่ากังวลในสหรัฐฯ หลายคนคาดการณ์ว่าต้องใช้เวลานานกว่าที่เราจะได้เห็นการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นประโยชน์ต่อตลาด การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2565 ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการปรับฐานคริปโตครั้งใหญ่ ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คน”

แม้จะมีแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงินที่ยาวนานขึ้น Santiment สังเกตเห็นสัญญาณที่ขัดแย้งกันที่เกี่ยวข้องกับจำนวนผู้ถือ Bitcoin: “เราได้เห็นการลดลงของผู้ถือทั้งหมดในเครือข่าย Bitcoin แล้ว และนี่โดยทั่วไปเป็นสัญญาณที่ดี สถานการณ์ในอุดมคติคือการที่นักลงทุนรายย่อยมีปฏิกิริยามากเกินไปกับข่าวนี้ ทำให้ปลาวาฬและปลาฉลามสามารถกว้านซื้อเหรียญได้มากขึ้นและส่งราคาพุ่งสูงขึ้น จากแรงดีดกลับของราคาในช่วงต้นหลังข่าว นี่อาจกำลังก่อตัวเป็นสถานการณ์ 'ขายข่าวลือ ซื้อข่าวจริง'”

ผู้สังเกตการณ์ตลาดนอกเหนือจาก Santiment ก็ได้แสดงความคิดเห็นเช่นกัน Tom Dunleavy หุ้นส่วนของ MV Global ยังได้เสนอแนวทางที่มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับบทบาทของค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย: “ปัจจัยสำคัญของ CPI ที่สูงนี้คือที่อยู่อาศัย (1/3 ของ headline และ 40% ของ core inflation) การอ่านค่านี้ล่าช้าไปเกือบหนึ่งปี ไม่มีอะไรต้องกังวล เนื่องจากข้อมูลแบบเรียลไทม์เพิ่มเติมแสดงให้เห็นว่าที่อยู่อาศัยทรงตัวถึงลดลงในตลาดสำคัญๆ” เขากล่าวผ่าน X

สำหรับเทรดเดอร์หลายราย คำถามสำคัญยังคงอยู่: การอ่านค่า CPI ที่ "ร้อน" นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มเงินเฟ้อใหม่หรือไม่ หรือเป็นเพียงความผิดปกติของข้อมูลที่ล่าช้า? ข้อเสนอแนะของ Santiment เกี่ยวกับปรากฏการณ์ "ขายข่าวลือ ซื้อข่าวจริง" ที่เป็นไปได้สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในตลาดคริปโตที่มักขับเคลื่อนด้วยโมเมนตัมและฉันทามติทางสังคม ในขณะเดียวกัน การวิเคราะห์ของ Dunleavy ที่มุ่งเน้นไปที่ที่อยู่อาศัยเน้นย้ำว่าตัวเลขเงินเฟ้อโดยรวมอาจทำให้เข้าใจผิดได้หากไม่มีการวิเคราะห์ส่วนประกอบที่อยู่เบื้องหลัง

ณ เวลาที่รายงานข่าว BTC ซื้อขายที่ 96,028 ดอลลาร์

แก้ไขค่ะ ซื้อข่าว คือ ซื้อตามข่าว นะคะ

## ราคา Bitcoin ผันผวนหลัง CPI สหรัฐฯ พุ่งเกินคาด แต่บริษัทวิจัยชี้ “ซื้อข่าว”

13 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 19:30 น. GMT+7

BTCUSD

−1.71%

ราคา Bitcoin และตลาดคริปโตเคอร์เรนซีโดยรวมปรับตัวลงเล็กน้อยเมื่อวันที่ 12 มกราคม หลังจากการประกาศข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ความผันผวนนี้ทำให้ราคา Bitcoin ร่วงลงชั่วครู่ก่อนที่จะดีดกลับขึ้นมา ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่หลากหลายในหมู่เทรดเดอร์และนักวิเคราะห์

สำนักงานสถิติแรงงานของสหรัฐฯ รายงานตัวเลข CPI เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ทำให้อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 3.0% ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 2.9% ขณะเดียวกัน ดัชนี CPI หลัก (ที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวน) เพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ทำให้อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 3.3% ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของตลาดเช่นกัน

ก่อนการประกาศข้อมูล CPI เล็กน้อย ราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างรวดเร็ว -2.1% มาอยู่ที่ 94,250 ดอลลาร์ ซึ่งนักสังเกตการณ์ตลาดบางรายคาดการณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับเทรดเดอร์หรือวงในที่ได้รับสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงเกินคาด อย่างไรก็ตาม การลดลงนั้นเป็นเพียงชั่วคราว ราคาดีดกลับขึ้นไปสูงสุดที่ 98,100 ดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยเฝ้าดูปฏิกิริยาของตลาดด้วยความกังวล

**เหตุการณ์ "ซื้อข่าว" สำหรับ Bitcoin หรือไม่?**

Santiment ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบนเชน ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความผันผวนนี้ในบล็อกโพสต์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ Brian Quinlivan ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ Santiment กล่าวในบทความอัปเดตชื่อ “CPI Catching the Crowd’s Eye…” ว่าผู้เข้าร่วมตลาดมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อข่าวสารเกี่ยวกับเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงความวุ่นวายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

Santiment ชี้ให้เห็นถึงความวิตกกังวลของเทรดเดอร์ โดยอ้างถึงการพูดคุยเกี่ยวกับ CPI ที่สูงที่สุดในรอบ 15 เดือนในช่องทางโซเชียลต่างๆ เช่น X, Reddit, Telegram, 4Chan, Bitcointalk และ Farcaster: “ในช่วงแรก ก่อนการประกาศรายงาน CPI เล็กน้อย Bitcoin ร่วงลง -2.1% มาอยู่ที่ 94,250 ดอลลาร์ ก่อนที่จะฟื้นตัวเล็กน้อย นี่อาจเป็นไปได้มากว่าวงในรายใหญ่บางรายได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ราคาฟื้นตัวขึ้นไปสูงถึง 98,100 ดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยแสดงความกังวล”

โพสต์ดังกล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า ความตกใจจากการประกาศ CPI ครั้งนี้ได้จุดประกายความกลัวที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ อีกครั้ง หลังจากลดอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2566 และ 2567 ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้หยุดการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอย่างกะทันหันในเดือนพฤศจิกายน 2567

Santiment เตือนว่านี่อาจเป็นสัญญาณถึงช่วงเวลาที่ยาวนานโดยไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม: “ตอนนี้ตัวเลขเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่น่ากังวลในสหรัฐฯ หลายคนคาดการณ์ว่าต้องใช้เวลานานกว่าที่เราจะได้เห็นการลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นประโยชน์ต่อตลาด การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2565 ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการปรับฐานคริปโตครั้งใหญ่ ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คน”

แม้จะมีแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงินที่ยาวนานขึ้น Santiment สังเกตเห็นสัญญาณที่ขัดแย้งกันที่เกี่ยวข้องกับจำนวนผู้ถือ Bitcoin: “เราได้เห็นการลดลงของผู้ถือทั้งหมดในเครือข่าย Bitcoin แล้ว และนี่โดยทั่วไปเป็นสัญญาณที่ดี สถานการณ์ในอุดมคติคือการที่นักลงทุนรายย่อยมีปฏิกิริยามากเกินไปกับข่าวนี้ ทำให้ปลาวาฬและปลาฉลามสามารถกว้านซื้อเหรียญได้มากขึ้นและส่งราคาพุ่งสูงขึ้น จากแรงดีดกลับของราคาในช่วงต้นหลังข่าว นี่อาจกำลังก่อตัวเป็นสถานการณ์ 'ขายข่าวลือ ซื้อข่าวจริง'”

ผู้สังเกตการณ์ตลาดนอกเหนือจาก Santiment ก็ได้แสดงความคิดเห็นเช่นกัน Tom Dunleavy หุ้นส่วนของ MV Global ยังได้เสนอแนวทางที่มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับบทบาทของค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย: “ปัจจัยสำคัญของ CPI ที่สูงนี้คือที่อยู่อาศัย (1/3 ของ headline และ 40% ของ core inflation) การอ่านค่านี้ล่าช้าไปเกือบหนึ่งปี ไม่มีอะไรต้องกังวล เนื่องจากข้อมูลแบบเรียลไทม์เพิ่มเติมแสดงให้เห็นว่าที่อยู่อาศัยทรงตัวถึงลดลงในตลาดสำคัญๆ” เขากล่าวผ่าน X

สำหรับเทรดเดอร์หลายราย คำถามสำคัญยังคงอยู่: การอ่านค่า CPI ที่ "ร้อน" นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มเงินเฟ้อใหม่หรือไม่ หรือเป็นเพียงความผิดปกติของข้อมูลที่ล่าช้า? ข้อเสนอแนะของ Santiment เกี่ยวกับปรากฏการณ์ "ขายข่าวลือ ซื้อข่าวจริง" ที่เป็นไปได้สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในตลาดคริปโตที่มักขับเคลื่อนด้วยโมเมนตัมและฉันทามติทางสังคม ในขณะเดียวกัน การวิเคราะห์ของ Dunleavy ที่มุ่งเน้นไปที่ที่อยู่อาศัยเน้นย้ำว่าตัวเลขเงินเฟ้อโดยรวมอาจทำให้เข้าใจผิดได้หากไม่มีการวิเคราะห์ส่วนประกอบที่อยู่เบื้องหลัง

ณ เวลาที่รายงานข่าว BTC ซื้อขายที่ 96,028 ดอลลาร์

แล้วถูกวางยาช้าๆจากการกินน้ำตาล

การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงต่างๆ ได้

ผลเสียของการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป

• โรคต่างๆ การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน. นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด ความดันโลหิตสูง และความเครียด

• ผลกระทบต่อสมอง แม้ว่ากลูโคสที่ได้จากน้ำตาลจะเป็นแหล่งพลังงานที่จำเป็นสำหรับสมอง แต่การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจส่งผลเสียได้ ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไปอาจส่งผลต่อหลอดเลือดและเนื้อเยื่อสมอง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมและผลกระทบด้านสติปัญญา.

• ปัญหาสุขภาพอื่นๆ การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น ฟันผุ ไขมันในเลือดสูง และความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มขึ้น. นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดการอักเสบและไกลเคชั่น ซึ่งเร่งกระบวนการชราของผิวหนัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับและไต.

• ความเมื่อยล้า การบริโภคน้ำตาลซูโครสมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายเฉื่อยชา เนื่องจากจะเร่งกรดอะมิโนที่เรียกว่าทริปโตเฟนเข้าสู่สมองมากเกินไป ทำให้เสียสมดุลของฮอร์โมนในสมอง.

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าน้ำตาลส่งผลต่อการทำงานของสมองในด้านความจำ การโฟกัส และความคล่องแคล่วในการพูดและการตัดสินใจ.

อย่างไรก็ตาม การบริโภคน้ำตาลมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสมองเช่นกัน. ดร.เวรา โนวัคกล่าวว่า แม้ว่าสมองต้องการน้ำตาลเป็นพลังงาน แต่ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาในระยะยาวได้.

ดังนั้น แม้ว่าน้ำตาลอาจให้พลังงานและส่งผลดีต่ออารมณ์ แต่การบริโภคในปริมาณที่มากเกินไปอาจนำไปสู่ผลเสียต่อสุขภาพได้. การบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะและการรักษาสมดุลเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพที่ดี.

🚨 สิ่งที่เฟดกังวล กำลังจะเกิดขึ้นจริง? ตัวเลข Core CPI สหรัฐฯ เดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 3.3% สูงกว่าคาด กดดัน Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลด!

Mr.Messenger รายงาน

ต้มไข่ยังไงให้อร่อย และมีประโยชน์สูงสุด

ทีมผู้วิจัยเฉลยว่า สาเหตุที่เทคนิคการต้มไข่แบบใหม่ได้ผลดี อาจเป็นเพราะไข่แช่อยู่ในอุณหภูมิระหว่าง 35-100 องศาเซลเซียสตลอดเวลา ซึ่งส่งผลให้ไข่แดงได้อยู่ในระดับอุณหภูมิคงที่ 67 องศาเซลเซียส ตลอดกระบวนการทำให้สุก

ผลการวิเคราะห์ทางเคมียังเผยว่า ไข่แดงที่เหลวและข้นเยิ้มซึ่งได้จากการต้มด้วยเทคนิคใหม่ มีสารกลุ่ม "โพลีฟีนอล" (polyphenols) ซึ่งเป็นสารอาหารโมเลกุลขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่พบในพืชชนิดต่าง ๆ และเชื่อกันว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ในปริมาณสูงยิ่งกว่าไข่ที่ถูกทำให้สุกด้วยวิธีอื่น

โพลีฟีนอลนั้นมีชื่อเสียงในฐานะสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) และมีคุณสมบัติต้านการอักเสบในร่างกาย ทำให้สามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น โดยพืชใช้โพลีฟีนอลเป็นเกราะป้องกันสภาพแวดล้อมที่ก่อความเครียดในระดับเซลล์ อย่างเช่นรังสียูวี, ความแห้งแล้ง, หรือการถูกแมลงศัตรูพืชกัดกิน

ปัจจุบันมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ช่วยยืนยันว่า สารกลุ่มโพลีฟีนอลมีประโยชน์ต่อมนุษย์ด้วยเช่นกัน เช่นงานวิจัยทางระบาดวิทยาชิ้นหนึ่งระบุว่า การกินอาหารที่มีสารกลุ่มโพลีฟีนอลในปริมาณสูง มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการลดระดับความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งบางชนิด รวมทั้งโรคจากความเสื่อมถอยของสมองและระบบประสาท

ดอลลาร์อ่อนค่า ตลาดจับตา CPI หาสัญญาณดอกเบี้ยเฟด

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 68)

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (11 ก.พ.) ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน ก่อนที่สหรัฐฯ จะเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) โดยนักลงทุนจับตาข้อมูลดังกล่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.33% แตะที่ระดับ 107.963

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4294 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4308 ดอลลาร์แคนาดาในวันจันทร์ (10 ก.พ.) แต่แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9132 ฟรังก์ จากระดับ 0.9114 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 152.49 เยน จากระดับ 151.98 เยน

ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.0358 ดอลลาร์ จากระดับ 1.0307 ดอลลาร์ ส่วนเงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.2438 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2367 ดอลลาร์

นักลงทุนยังคงจับตามาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ หลังจากที่เขาประกาศขึ้นอัตราภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ เป็น 25% จากอัตราเดิมที่ระดับ 10% และกล่าวว่าจะมีการประกาศมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับทุกประเทศที่เก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในอีก 2 วันข้างหน้านี้

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนม.ค.ของสหรัฐฯ ในวันนี้ เวลา 20.30 น.ตามเวลาไทย เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด ขณะที่เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 93.5% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมเดือนมี.ค.

เจอโรม พาวเวล ประธานเฟดได้แถลงนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจรอบครึ่งปีต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาของสหรัฐฯ ในวันอังคาร โดยกล่าวว่าเฟดไม่จำเป็นต้องรีบปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง ขณะที่อัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำ และอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2%

ทั้งนี้ พาวเวลมีกำหนดแถลงนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจรอบครึ่งปีต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ (12 ก.พ.) เวลา 10.00 น.ตามเวลาสหรัฐฯ หรือ 22.00 น.ตามเวลาไทย

โดย รัตนา พงศ์ทวิช

บทเพลงแห่งการผจญภัยในดันเจี้ยนแห่งการเก็งกำไร

ณ ดินแดนอันไกลโพ้น ปรากฏดันเจี้ยนลึกลับไร้ก้นบึ้ง นามว่า

"ตลาดการเก็งกำไร" ประตูทางเข้าเปล่งประกายล่อตาล่อใจ แต่มักถูกปกคลุมด้วยหมอกแห่งความไม่แน่นอน

คำจารึกโบราณ แกะสลักเหนือประตูทางเข้า เตือนสติผู้มาเยือน: "ผู้ใดเข้าล้วนมิอาจหวนคืน..." เฉกเช่นสำนวนโบราณที่กล่าวขาน "คนในมิอาจออก คนนอกมิต้องการย่างกราย"

ภาพที่ปรากฎตรงหน้า คือชายหนุ่มผู้หาญกล้า กำลังจะก้าวเข้าสู่ประตูดันเจี้ยน เหนือประตูมีป้ายขนาดมหึมาสลักคำว่า "Trading" สัญลักษณ์แห่งโลกการลงทุน การเก็งกำไร ไม่ว่าจะเป็น หุ้น, ฟอเร็กซ์, คริปโต ล้วนเป็นมอนสเตอร์ที่สถิตอยู่ในนี้

การจะพิชิตดันเจี้ยนนี้ได้นั้น หาใช่เรื่องง่าย ภารกิจแรกคือการกำจัดปีศาจ**"นักพนัน"** ที่สิงอยู่ในจิตใจของผู้กล้าทุกคน ปีศาจตนนี้ร้ายกาจยิ่งนัก แต่มิใช่ว่าไร้ทางปราบ หากท่านผู้กล้าปรารถนาจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์นี้ จงใช้วิธีเหล่านี้เถิด

1. เข้าใจว่าการพนันคือกับดัก

ปีศาจพนันมักล่อลวงด้วยภาพลวงตาแห่งชัยชนะเพียงชั่วครู่ แต่แท้จริงแล้ว มันถูกออกแบบมาเพื่อสูบเลือดสูบเนื้อจากเหล่าผู้กล้าในระยะยาว จงจำไว้ว่าการพนันมิใช่หนทางสู่ความร่ำรวย แต่เป็นเส้นทางสู่หุบเหวแห่งความสิ้นเนื้อประดาตัว

2. เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเหรียญทอง

จงมองเหรียญทองที่ท่านมีมิใช่แค่ตัวเลข แต่เป็น “เวลาและหยาดเหงื่อ” ที่ท่านได้แลกมา หากท่านสูญเสียมันไปเพราะการพนัน มันคือเวลาชีวิตที่หายไปตลอดกาล

3. ตัดขาดสิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เล่น

• ลบแอปพนัน / ปิดกั้นเว็บไซต์มืด

• เลิกติดตามเพจหรือกลุ่มที่เกี่ยวข้อง

• เปลี่ยนสหายร่วมทางที่ชักชวนไปสู่ทางเสื่อม

4. ใช้กฎ 5 นาที

เมื่อใดที่ความกระหายอยากเล่นครอบงำ จงหยุดยั้งตัวเองไว้ 5 นาที แล้วตรองดูว่า

• คราก่อนท่านสูญเสียไปเท่าใด?

• หากเล่นแล้วเสียอีก จะรู้สึกเช่นไร?

• มีสิ่งใดที่ควรทำมากกว่านี้หรือไม่?

5. แสวงหาเส้นทางแห่งการลงทุนที่แท้จริง

แทนที่จะใช้เหรียญทองไปกับการพนัน จงเปลี่ยนเป็นการลงทุนที่มีโอกาสเติบโต เช่น เป็นนักรบแห่งคุณค่า (VI) , เข้าซื้อหุ้นแล้วเก็บมันไว้ในหีบสมบัติ 1 ปี , DCA BTC ดั่งสะสมขุมทรัพย์ทีละน้อย

6. ถามตัวเองว่า “อยากเป็นผู้ชนะ หรือเป็นเหยื่อ?”

ผู้ที่ร่ำรวยจากการพนันคือนักลงทุนผู้เปิดบ่อน มิใช่ผู้เล่น หากท่านปรารถนาจะเป็นผู้ชนะ จงเลือกเส้นทางที่ชาญฉลาดกว่า

7. ตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า

จงตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น สะสมเหรียญทองเพื่อซื้อปราสาท 5 ล้าน หรือหาเงิน 100 ล้าน แล้วจงมุ่งมั่นไปที่มัน การพนันจะทำให้เป้าหมายของท่านล่าช้าลง

📉 เหตุใดดันเจี้ยนแห่งการเทรดจึงเปรียบเสมือนเขาวงกต?

1️⃣ ก้าวเข้ามาง่าย ออกไปยาก

• การเข้าสู่ตลาดการเงินเป็นเรื่องง่ายดาย ใช้เพียงบัญชีเทรดและเงินทุนเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเข้ามาแล้ว จิตวิทยาแห่งการลงทุน และ ความผันผวนของตลาด จะทำให้ยากที่จะออกไป

2️⃣ เส้นทางที่ซับซ้อน

• นักรบมือใหม่มักคิดว่าการทำกำไรเป็นเรื่องง่าย แต่เมื่อเริ่มต้นจริงจะพบว่ามีปัจจัยมากมายที่ต้องเรียนรู้ ทั้งเทคนิค เวทมนตร์พื้นฐาน อารมณ์ตลาด และจิตวิทยาของตน

3️⃣ ความโลภและความหวังทำให้ติดอยู่ในตลาด

• หลายคนเริ่มต้นเทรดด้วยเป้าหมายหาเหรียญทอง แต่เมื่อขาดทุน กลับพยายามเอาคืน

• เมื่อกำไร ก็อยากได้มากขึ้น จนบางครั้งไม่รู้จักพอ

4️⃣ ไม่มีเส้นทางที่แน่นอน

• ในเขาวงกตนี้ ไม่มีทางเดินตรงไปสู่ความสำเร็จ ต้องลองผิดลองถูกหลายครา

• บางคนหลงทาง บางคนเจอทางตัน บางคนออกจากตลาดไปก่อนจะถึงทางออกที่แท้จริง

🎯 แล้วจะเอาตัวรอดจากวงกตนี้ได้อย่างไร?

✅ เข้าใจว่าเทรดไม่ใช่การพนัน

• การเทรดที่ดีต้องมีระบบ ไม่ใช่แค่เสี่ยงดวง

✅ ฝึกวินัยและจัดการอารมณ์

• สิ่งที่สังหารนักรบมิใช่ปีศาจในตลาด แต่เป็น “อารมณ์ของตนเอง”

✅ วางแผนก่อนเข้าเทรด และมีจุดตัดขาดทุนเสมอ

• อย่าเข้าเทรดโดยไร้แผน เพราะจะทำให้ท่านติดอยู่ในเขาวงกตตลอดกาล

✅ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด

• บางครั้ง “การไม่เทรด” คือการตัดสินใจที่ดีที่สุด

🔮 บทสรุป

ดันเจี้ยนแห่งการเทรดเปรียบเสมือนสถานที่ลี้ลับที่ยังไม่มีผู้ใดสำรวจมาก่อน ผู้ใดที่ย่างกรายเข้ามาล้วนออกไปยาก เพราะมันเต็มไปด้วยความท้าทาย อารมณ์ และความโลภ แต่หากท่านเข้าใจเกมนี้ดีพอ ท่านจะสามารถหาทางออก และเปลี่ยนมันให้เป็นโอกาสแห่งความมั่งคั่งได้ จงจำไว้ว่า การจะออกจากดันเจี้ยนนี้ได้ ท่านต้องพิชิตบอสใหญ่ "การรู้เท่าทันอารมณ์ และมายเซ็ทที่เหมาะสมกับเทรนด์เดอร์" ให้จงได้!

หวังว่าพวกท่านจะไม่หลายเป็นซากศพเน่าๆ ในดันเจี้ยนแห่งนี้

ของให้โชคดีมีชัยในโลกเทรนด์เดอร์ YONOSUBA

บทเพลงแห่งการผจญภัยในดันเจี้ยนแห่งการเก็งกำไร

ณ ดินแดนอันไกลโพ้น ปรากฏดันเจี้ยนลึกลับไร้ก้นบึ้ง นามว่า

"ตลาดการเก็งกำไร" ประตูทางเข้าเปล่งประกายล่อตาล่อใจ แต่มักถูกปกคลุมด้วยหมอกแห่งความไม่แน่นอน

คำจารึกโบราณ แกะสลักเหนือประตูทางเข้า เตือนสติผู้มาเยือน: "ผู้ใดเข้าล้วนมิอาจหวนคืน..." เฉกเช่นสำนวนโบราณที่กล่าวขาน "คนในมิอาจออก คนนอกมิต้องการย่างกราย"

ภาพที่ปรากฎตรงหน้า คือชายหนุ่มผู้หาญกล้า กำลังจะก้าวเข้าสู่ประตูดันเจี้ยน เหนือประตูมีป้ายขนาดมหึมาสลักคำว่า "Trading" สัญลักษณ์แห่งโลกการลงทุน การเก็งกำไร ไม่ว่าจะเป็น หุ้น, ฟอเร็กซ์, คริปโต ล้วนเป็นมอนสเตอร์ที่สถิตอยู่ในนี้

การจะพิชิตดันเจี้ยนนี้ได้นั้น หาใช่เรื่องง่าย ภารกิจแรกคือการกำจัดปีศาจ**"นักพนัน"** ที่สิงอยู่ในจิตใจของผู้กล้าทุกคน ปีศาจตนนี้ร้ายกาจยิ่งนัก แต่มิใช่ว่าไร้ทางปราบ หากท่านผู้กล้าปรารถนาจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์นี้ จงใช้วิธีเหล่านี้เถิด

1. เข้าใจว่าการพนันคือกับดัก

ปีศาจพนันมักล่อลวงด้วยภาพลวงตาแห่งชัยชนะเพียงชั่วครู่ แต่แท้จริงแล้ว มันถูกออกแบบมาเพื่อสูบเลือดสูบเนื้อจากเหล่าผู้กล้าในระยะยาว จงจำไว้ว่าการพนันมิใช่หนทางสู่ความร่ำรวย แต่เป็นเส้นทางสู่หุบเหวแห่งความสิ้นเนื้อประดาตัว

2. เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเหรียญทอง

จงมองเหรียญทองที่ท่านมีมิใช่แค่ตัวเลข แต่เป็น “เวลาและหยาดเหงื่อ” ที่ท่านได้แลกมา หากท่านสูญเสียมันไปเพราะการพนัน มันคือเวลาชีวิตที่หายไปตลอดกาล

3. ตัดขาดสิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เล่น

• ลบแอปพนัน / ปิดกั้นเว็บไซต์มืด

• เลิกติดตามเพจหรือกลุ่มที่เกี่ยวข้อง

• เปลี่ยนสหายร่วมทางที่ชักชวนไปสู่ทางเสื่อม

4. ใช้กฎ 5 นาที

เมื่อใดที่ความกระหายอยากเล่นครอบงำ จงหยุดยั้งตัวเองไว้ 5 นาที แล้วตรองดูว่า

• คราก่อนท่านสูญเสียไปเท่าใด?

• หากเล่นแล้วเสียอีก จะรู้สึกเช่นไร?

• มีสิ่งใดที่ควรทำมากกว่านี้หรือไม่?

5. แสวงหาเส้นทางแห่งการลงทุนที่แท้จริง

แทนที่จะใช้เหรียญทองไปกับการพนัน จงเปลี่ยนเป็นการลงทุนที่มีโอกาสเติบโต เช่น เป็นนักรบแห่งคุณค่า (VI) , เข้าซื้อหุ้นแล้วเก็บมันไว้ในหีบสมบัติ 1 ปี , DCA BTC ดั่งสะสมขุมทรัพย์ทีละน้อย

6. ถามตัวเองว่า “อยากเป็นผู้ชนะ หรือเป็นเหยื่อ?”

ผู้ที่ร่ำรวยจากการพนันคือนักลงทุนผู้เปิดบ่อน มิใช่ผู้เล่น หากท่านปรารถนาจะเป็นผู้ชนะ จงเลือกเส้นทางที่ชาญฉลาดกว่า

7. ตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า

จงตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น สะสมเหรียญทองเพื่อซื้อปราสาท 5 ล้าน หรือหาเงิน 100 ล้าน แล้วจงมุ่งมั่นไปที่มัน การพนันจะทำให้เป้าหมายของท่านล่าช้าลง

📉 เหตุใดดันเจี้ยนแห่งการเทรดจึงเปรียบเสมือนเขาวงกต?

1️⃣ ก้าวเข้ามาง่าย ออกไปยาก

• การเข้าสู่ตลาดการเงินเป็นเรื่องง่ายดาย ใช้เพียงบัญชีเทรดและเงินทุนเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเข้ามาแล้ว จิตวิทยาแห่งการลงทุน และ ความผันผวนของตลาด จะทำให้ยากที่จะออกไป

2️⃣ เส้นทางที่ซับซ้อน

• นักรบมือใหม่มักคิดว่าการทำกำไรเป็นเรื่องง่าย แต่เมื่อเริ่มต้นจริงจะพบว่ามีปัจจัยมากมายที่ต้องเรียนรู้ ทั้งเทคนิค เวทมนตร์พื้นฐาน อารมณ์ตลาด และจิตวิทยาของตน

3️⃣ ความโลภและความหวังทำให้ติดอยู่ในตลาด

• หลายคนเริ่มต้นเทรดด้วยเป้าหมายหาเหรียญทอง แต่เมื่อขาดทุน กลับพยายามเอาคืน

• เมื่อกำไร ก็อยากได้มากขึ้น จนบางครั้งไม่รู้จักพอ

4️⃣ ไม่มีเส้นทางที่แน่นอน

• ในเขาวงกตนี้ ไม่มีทางเดินตรงไปสู่ความสำเร็จ ต้องลองผิดลองถูกหลายครา

• บางคนหลงทาง บางคนเจอทางตัน บางคนออกจากตลาดไปก่อนจะถึงทางออกที่แท้จริง

🎯 แล้วจะเอาตัวรอดจากวงกตนี้ได้อย่างไร?

✅ เข้าใจว่าเทรดไม่ใช่การพนัน

• การเทรดที่ดีต้องมีระบบ ไม่ใช่แค่เสี่ยงดวง

✅ ฝึกวินัยและจัดการอารมณ์

• สิ่งที่สังหารนักรบมิใช่ปีศาจในตลาด แต่เป็น “อารมณ์ของตนเอง”

✅ วางแผนก่อนเข้าเทรด และมีจุดตัดขาดทุนเสมอ

• อย่าเข้าเทรดโดยไร้แผน เพราะจะทำให้ท่านติดอยู่ในเขาวงกตตลอดกาล

✅ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด

• บางครั้ง “การไม่เทรด” คือการตัดสินใจที่ดีที่สุด

🔮 บทสรุป

ดันเจี้ยนแห่งการเทรดเปรียบเสมือนสถานที่ลี้ลับที่ยังไม่มีผู้ใดสำรวจมาก่อน ผู้ใดที่ย่างกรายเข้ามาล้วนออกไปยาก เพราะมันเต็มไปด้วยความท้าทาย อารมณ์ และความโลภ แต่หากท่านเข้าใจเกมนี้ดีพอ ท่านจะสามารถหาทางออก และเปลี่ยนมันให้เป็นโอกาสแห่งความมั่งคั่งได้ จงจำไว้ว่า การจะออกจากดันเจี้ยนนี้ได้ ท่านต้องพิชิตบอสใหญ่ "การรู้เท่าทันอารมณ์ และมายเซ็ทที่เหมาะสมกับเทรนด์เดอร์" ให้จงได้!

หวังว่าพวกท่านจะไม่หลายเป็นซากศพเน่าๆ ในดันเจี้ยนแห่งนี้

ของให้โชคดีมีชัยในโลกเทรนด์เดอร์ YONOSUBA

Risk-Reward Asymmetry คือ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการ ปั่นพอร์ตโตก้าวกระโดด

1. Risk-Reward Asymmetry คืออะไร?

ความไม่สมดุลระหว่างความเสียงและผลตอบแทน หมายถึง การเทรดที่คุณจะต้องเสียเงินน้อยเมื่อขาดทุน แต่ สามารถท่ากำไรได้มากเมื่อชนะ

ตัวอย่างเช่น หากคุณเสียงขาดทุน $1 ต่อการเทรด แต่มีโอกาสได้กำไร $3 ต่อการเทรด แสดงว่าคุณมี Risk- Reward Ratio เท่ากับ 1:3 ซึ่งถือเป็นอัตราส่วนที่ดี

2. ทําไมการเข้าใจคณิตศาสตร์จึงสําคัญ?

การเข้าใจตัวเลขสำคัญกว่ารูปแบบกราฟ

รูปแบบการเทรดอาจช่วยให้คุณรู้ว่าจะเข้าเทรดเมื่อไร แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการเข้าใจว่าการเทรดนั้นคุ้มค่าหรือไม่

เช่น หากโอกาสสำเร็จของการเทรดคือ 50% แต่คุณตั้งเป้า Risk-Reward ไว้ที่ 1:3 คุณจะมีกำไรสุทธิในระยะยาว แม้จะแพ้ครึ่งหนึ่งของการเทรดทั้งหมด

3. การวิเคราะห์สถิติของตัวเอง (Stats Analysis):

ท่าไมถึงสําคัญ?

การเทรดแต่ละครั้งคือข้อมูลที่คุณสามารถใช้พัฒนาตัวเองได้ เช่น

- คุณชนะการเทรดก็ครั้ง?

- Risk-Reward Ratio ของคุณโดยเฉลี่ยเป็นเท่าไร?

- มีการเทรดแบบไหนที่คุณมักขาดทุน?

วิธีท่า:

บันทึกทุกการเทรดในรูปแบบง่าย ๆ เช่น

- วันที่เข้า/ออก

- จุดเข้าและออก

-ขาดทุนหรือกำไรเท่าไหร่

จากนั้นทบทวนข้อมูลเพื่อหาว่าคุณมีจุดอ่อนหรือจุดแข็งที่ไหน

4. พัฒนาข้อได้เปรียบ (Develop an Edge):

ข้อได้เปรียบในการเทรด (Edge) คืออะไร?

ข้อได้เปรียบคือสิ่งที่ทำให้คุณมีโอกาสชนะมากกว่าคนอื่น หรือช่วยให้คุณมีความมั่นใจในการเทรด เช่น การเลือก ตลาดที่คุณเข้าใจ การใช้เทคนิคเฉพาะ หรือการจัดการความเสี่ยงที่ดีกว่า

คุณสามารถสร้าง Edge ได้จาก:

- การทดสอบกลยุทธ์การเทรด (Backtesting)

- การเรียนรู้จากการเทรดในอดีด

5. การเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว:

การเทรดที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องของการทำกำไรก้อนใหญ่ในเวลาอันสั้น แต่เป็นการสร้างผลกำไรที่ค่อ เนื่องในระยะยาว

การวิเคราะห์ตัวเลขเบื้องหลังแต่ละการเทรด ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลและลดความผิดพลาดจาก อารมณ์

สรุปคำแนะนำสำหรับนักเทรดมือใหม่

- ให้ความสำคัญกับ Risk-Reward Asymmetry: ตั้งอัตราส่วนที่ทำให้คุณขาดทุนให้น้อยแต่ได้กำไรมาก

- วิเคราะห์สถิติของคุณเอง: บันทึกข้อมูลการเทรดเพื่อตรวจสอบข้อผิดพลาดและจุดแข็ง

- เข้าใจแนวคิดทางคณิตศาสตร์: เรียนรู้ว่าความน่าจะเป็นและตัวเลขส่งผลต่อกำไรของคุณอย่างไร

- พัฒนา Edge ที่เหมาะกับตัวเอง: สร้างกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับสไตล์และความถนัดของคุณ

การเข้าใจเบื้องหลังตัวเลขและความเสี่ยงในแต่ละการเทรดจะช่วยให้คุณก้าวสู่ความสำเร็จในระยะยาวอย่าง มันคง!

95% ของนักเทรดไม่ได้ล้มเหลวเพราะพวกเขาขี้เกียจหรือโง่ แต่ เพราะ Position Size ผิด

"95% ของนักเทรดไม่ได้ล้มเหลวเพราะพวกเขาขี้เกียจหรือโง แต่พวกเขาล้มเหลวเพราะพวกเขาเพิ่มขนาดพอร์ต การลงทุนเร็วเกินไปเมื่อเทียบกับความรู้และรายได้ที่สามารถใช้ได้ ส่งผลให้พอร์ดพังกับก่อนที่จะมีโอกาสเรียนรู้ จากความผิดพลาดที่จําเป็นเพื่อก้าวเป็นนักเทรดที่มีกำไร"

1. ความผ่นเหลวไม่ได้มาจากความขี้เกียจหรือความโง

หลายคนคิดว่าการอัมเหลวในการเทรดเป็นเพราะพวกเขาไม่เก่งหรือไม่ฉลาดพอ แต่แท้จริงแล้ว ความล้มเหลว ส่วนใหญ่มาจากการจัดการพลร์ตที่ไม่เหมาะสม

- การเป็นนักเทรลที่ดีไม่จำเป็นต้องฉลาดล้ำหรือมีการศึกษาสูง แต่ต้องมีความอดทน วินัย และกานเรียนรู้จาก ความผิดพลาด

2. ปัญหาคือการเพิ่มขนาดพอร์ตเร็วเกินไป

- นักเทรดมือโหมนักเพิ่มขนาดการเทรด (position size) อย่างรวดเร็ว เพราะพวกเขาต้องการผลตอบแทนที่สูง โดกเร็ว

- การเพิ่มขนาดพอร์ตที่ไม่สมดุลกับความรู้และประสบการณ์ทำให้ความเสี่ยงสูงเกินไป ถ้าตลาดผันผวนเมือง เล็กน้อย ก็อาจสุญเสียเงินทั้งหมดในพอร์ตได้

3. การพอร์ตแลกก่อนที่จะมีโอกาสเรียนรู้

- การจะเป็นนักเทรดที่มีกำไร คุณต้องผ่านความผิดพลาดหลายครั้งเพื่อเรียนรู้สิ่งสำคัญ เช่น การบริหารความ เลี้ยง อารมณ์ในการเทรด และกลยุทธ์ที่เหมาะสม

- แต่ถ้าคุณเสียเงินจนหมดตั้งแต่เริ่มต้น คุณจะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้นเลย

คำแนะนำสำหรับนักเทรดมือใหม

1. เริ่มจากการเทรดด้วยขนาดพอร์ตเล็ก

- ใช้เงินที่คุณสามารถเสียได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน (disposable income)

-อย่าพยายามสร้างกำไรใหญ่ตั้งแต่วันแรก เพราะการเรียนรู้การเทรดต้องใช้เวลา

2. ให้กัสที่การเรียนรู้มากกว่าการทำกำไร

- ช่วงแรกของการเทรดควรมองว่าเป็น "คาเรียน" ไม่ใช่การหาเงิน

- เรียนรู้จากทุกการเทรก ไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุน เช่น วิเคราะห์สิ่งที่คุณทำได้ดีและจุดที่คุณพลาด

3. บริหารความเสี่ยงให้รัดกุม

-อย่าเสี่ยงเกิน 1-2% ของพอร์ตในแต่ละการเทรด ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีเงิน 10,000 บาท คุณควรเสี่ยงไม่เกิน 100-200 บาทต่อการเทรด

-การบริหารความเสียงช่วยให้คุณอยู่ในตลาดได้นานพอที่จะเรียนรู้และพัฒนา

4. อย่าเร่งผลลัพธ์

- การเทรดที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญ ซึ่งต้องใช้เวลา

- การพยายาม "รวกเร็ว" มักนำไปสู่การเสียเงินเร็ว

5. ฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

- เริ่มจากการเทรดในบัญชีทดลอง (demo account) หรือใช้เงินจริงในจำนวนเล็กน้อยก่อน

- ทดสอบกลยุทธ์และสร้างความมั่นใจในตัวเองก่อนที่จะเพิ่มขนาดพอร์ต

การลืมเหลวของนักเทรดสวนใหญ่มักเกิดจากความเร่งขึ้น ไม่ไข่เพราะพวกเขาไม่มีศักยภาพ คุณไม่จำเป็นต้องเก่ง เหนือคนอื่น แต่ต้องใช้เวลาและคอย ๆ เรียนรู้จากความผิดพลาด เนื้อคุณจัดการความเสี่ยงและมุ่งเน้นการพัฒนา อย่างมันลง คุณจะเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในกะสะยาวได้

By ZYO

Huo Yuanjia (18 มกราคม 1868 – 14 กันยายน 1910) เป็นนักศิลปะการต่อสู้ชาวจีนที่มีชื่อเสียงและเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมกีฬา จิงอู่ ในเซี่ยงไฮ้ เขาเกิดที่หมู่บ้าน เสี่ยวหนานเหอ อำเภอ จินไห่ เมืองเทียนจิน เป็นลูกคนที่สี่ในสิบคนในครอบครัวที่มีเชื้อสายศิลปะการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง แม้ว่าจะมีร่างกายที่อ่อนแอและต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคหอบหืดและโรคดีซ่านในวัยเด็ก แต่ Huo ก็มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ศิลปะการต่อสู้ เขาฝึกฝน Mizongyi ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้แบบครอบครัวอย่างลับๆ และในที่สุดก็ได้รับการอนุมัติจากพ่อของเขาหลังจากแสดงทักษะของเขาด้วยการเอาชนะศิลปินศิลปะการต่อสู้ที่มาเยี่ยมเยียน

ในปี 1890 ชื่อเสียงของ Huo เติบโตขึ้นเมื่อเขาได้ท้าทายและเอาชนะศิลปินศิลปะการต่อสู้จากพื้นที่ใกล้เคียง ต่อมาเขาทำงานเป็นยามคาราวานเคียงข้างพ่อของเขา แสดงให้เห็นถึงทักษะการต่อสู้ของเขาด้วยการปกป้องพระจากโจรในระหว่างการเดินทางครั้งหนึ่ง ในปี 1896 Huo ได้ย้ายไปที่เทียนจิน ซึ่งเขาทำงานเป็นคนขนของและคนขายฟืน

Huo กลายเป็นวีรบุรุษของชาติจากการยอมรับและชนะการแข่งขันท้าทายกับนักสู้ต่างชาติในช่วงเวลาที่จีนเผชิญกับแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ ชัยชนะของเขาถูกมองว่าเป็นแหล่งที่มาของความภาคภูมิใจของชาติและการต่อต้านการครอบงำจากต่างชาติ ในปี 1910 เขาร่วมก่อตั้งสมาคมกีฬา Chin Woo โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมศิลปะการต่อสู้และการพลศึกษาของจีน

น่าเศร้าที่ Huo Yuanjia ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 14 กันยายน 1910 ในขณะที่บางบัญชีระบุว่าเขาเสียชีวิตจากสาเหตุตามธรรมชาติ แต่บางคนคาดการณ์ว่าเขาถูกวางยาพิษโดยศัตรูต่างชาติ มรดกของเขายังคงเป็นสัญลักษณ์ของความภาคภูมิใจของชาติจีนและความกล้าหาญด้านศิลปะการต่อสู้

คณาจารย์ฝ่ายมหายานและตันตระยานมีทัศนะคล้ายๆ กันเรื่อง "กรรมกับการเป็นรักร่วมเพศ" ในขณะที่คนที่นับถือพุทธศาสนาบางคนเชื่อว่า "การรักร่วมเพศเป็นเรื่องไม่ดี" คณาจารย์เหล่านี้มองว่า "สรรพสัตว์ล้วนทำกรรมไม่ผิดแผกกัน" ไม่มีใครที่ดีไปกว่าใคร ตราบใดที่ยัง "เสพกาม" เหมือนกันไม่ว่าจะรูปแบบไหน

ฉันจะยกทัศนะของอาจารย์บางท่านมาให้พิจารณากัน

พระธรรมาจารย์เจาฮุ่ย (昭慧法师) ภิกษุณีชาวไต้หวัน เป็นษิย์ของพระเถระอิ้นซุ่น (印順法師) ปราชญ์มหายานแห่งศตวรรษที่ 20 แสดงทัศนะเรื่อง "กรรมที่ทำให้เป็นรักร่วมเพศ" ในทัศนะของพุทธศาสนาแนวมุนษย์นิยม (人間佛教) เอาไว้ว่า "การรักร่วมเพศและการรักต่างเพศไม่ได้ถูกแบ่งแยกว่าเป็นเรื่องประเสริฐหรือความบาป และไม่ได้ถูกอวยพรหรือถูกสาปแช่ง ตัณหาของ (การร่วมเพศ) ทั้งสองประเภทเป็นพลังอันแข็งแกร่งที่ผูกมัดร่างกายและใจ"

หมายความว่ารสนิยมทางเพศไม่ว่าจะแบบใด หากมองในมุมปรมัตถ์ล้วนแต่เป็นสิ่งขัดขวางการหลุดพ้นเพราะนำไปสู่การเวียนว่ายตายเกิด แต่ในระดับสมมติ มนุษย์ทุกรูปนามยังต้องเสพกาม กามตัวนี้เป็นพฤติกรรมที่เท่าเทียมกันเพราะส่งผลเหมือนกัน สิ่งที่ต่างกันคือผลกรรมที่ทำให้คนๆ หนึ่งเป็นคนรักร่วมเพศและอีกคนรักต่างเพศ แต่ทว่านั้นเป็นเรื่องของกรรมจากอดีต ในชาติปัจจุบัน มนุษย์มีโอกาสสร้างกรรมใหม่เท่ากัน

ดังนั้นในชาตินี้ คนรักร่วมเพศก็อาจบรรลุธรรมดาได้ก่อนถ้าเขาตระหนักในทุกข์แห่งสังสารวัฏได้ก่อน ส่วนรักต่างเพศอาจจะประมาทใน "ความปกติ" ของชีวิตจนกระทั่งเมินเฉยต่อการพิจารณาความไม่เที่ยง

สรรพสัตว์มีสถานะเท่ากัน (眾生皆平等) ตามหลักมหายาน คือมีกรรมที่ต้องรับและสร้างใหม่เหมือนกัน และมีโอกาสที่จะหลุดพ้นเท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าจะลงมือทำหรือไม่

พระธรรมาจารย์เจาฮุ่ยยังโต้คติที่ว่า "รักร่วมเพศมีกรรมหรือบาปมากกว่า" โดยกล่าวว่า "แม้สมมติว่าการรักร่วมเพศจะเกิดจากกรรมชั่วก็ตาม ใครเล่าจะรับประกันได้ว่าไม่เคยทำกรรมชั่วมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการเวียนว่ายตายเกิด? กรรมชั่วแต่ละประเภทก็ให้ผลที่ขมขื่นต่างกันไป เมื่อเผชิญกับผลขมขื่นของสรรพสัตว์ สาวกชาวพุทธควรเรียนรู้จากจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าในการ “ปกป้องชีวิต” (护生) มีความเมตตากรุณา ช่วยเหลือและเกื้อกูลให้พ้นทุกข์และมีความสุข และอย่าเพิกเฉยต่อความทุกข์ที่ “เกิดจากกรรมชั่ว” และข่มเหงหรือสาปแช่งพวกเขา"

ท่านยังโต้ว่า "กรรมชั่วมีหลายประเภท การเลือกปฏิบัติ การกดขี่ และการทำร้ายสัตว์เป็นกรรมอย่างหนึ่ง เมื่อเป็นไปตามนี้ คนรักร่วมเพศอาจไม่จำเป็นต้องสร้างกรรมชั่วที่ทำร้ายสัตว์ แต่การเลือกปฏิบัติ การกดขี่ และการทำร้ายสรรพชีวิตที่รักร่วมเพศเป็นกรรมชั่วอย่างแน่นอน หากมีอคติร่วมกันเช่นนี้ในสังคม ก็เป็น "กรรมชั่ว" ตามกฎหมาย ดังนั้นคนรักต่างเพศที่เลือกปฏิบัติต่อคนรักร่วมเพศควรหยุดทำกรรมชั่วดังกล่าวและเปลี่ยนกฎหมายกรรมชั่วของการเลือกปฏิบัติต่อคนรักร่วมเพศด้วยความปรารถนาอันบริสุทธิ์ว่า "ปฏิบัติต่อสรรพชีวิตทุกตนเท่าเทียมกัน" (平等對待一切眾生)

คำว่า "ปฏิบัติต่อสรรพชีวิตทุกตนเท่าเทียมกัน" และ "สรรพสัตว์มีสถานะเท่ากัน" เป็นหลักสำคัญของพุทธศาสนามหายาน ซึ่งเน้นมหากรุณาที่ช่วยเหลือสรรพชีวิตโดยไม่แบ่งแยก เมื่อไม่แบ่งแยกแม้แต่น้อยจะเอาที่ไหนมาแบ่งว่าเราเป็นรักร่วมเพศกับรักเพศใดก็ตามเล่า?

บรรพชิตในพุทธศาสนานั้นไม่เกี่ยวข้องกับการร่วมเพศรูปแบบใดๆ แต่ที่กล่าวถึงรักร่วมเพศและต่างเพศก็เพื่อแสดงกรุณาต่อสรรพสัตว์ที่ยังอยู่ในโลกสมมติ (สมมติว่าเป็นชาย เป็นหญิง เป็นเพศโน้น เพศนี้ ฯลฯ)

เป้าหมายของบรรพชิตคือการหลุดพ้นจากกามทุกอย่างที่เหนี่ยวรั้งเราไว้ในสังสารวัฏ

พระธรรมาจารย์เจาฮุ่ยจึงเชื่อว่าการประพฤติผิดทางเพศคือการใช้กายและใจที่ไม่เหมาะสมซึ่งส่งผลต่อผู้อื่นที่บริสุทธิ์ หากความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนนั้นอยู่แค่คนสองคนและไม่ส่งผลกระทบต่อบุคคลที่สามก็ไม่ถือเป็นการประพฤติผิดทางเพศ จากมุมมองของพุทธศาสนาไม่มีเหตุผลที่จะสนับสนุนการรักต่างเพศและปราบปรามการรักร่วมเพศเท่าๆ กัน แต่มีหน้าที่ทำให้คนทุกฝ่ายที่ต้องการหลุดพ้นจากกามและรักใคร่ได้พ้นทุกข์เท่าๆ กัน

ฝ่ายตันตระยานของทิเบต เช่น ท่านเคนโป โซดาร์-กเย (索达吉堪布) แห่งนิกายญิงมา กล่าวว่า "พระพุทธเจ้าตรัสไว้นานแล้วว่า เพราะกรรมของสัตว์ทั้งหลายต่างกัน บางคนมีตัณหาในเพศตรงข้าม บางคนมีตัณหาไม่ใช่เพศตรงข้าม ตัณหาในเพศใดๆ เป็นเรื่องของความยึดติด “พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนาว่า บางคนมีตัณหาเพศตรงข้าม บางคนมีตัณหาเพศเดียวกัน หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ก็จะก่อให้เกิดความทุกข์ สัตว์ทั้งหลายมีความกังวลต่างกัน การรักร่วมเพศเป็นเรื่องปกติ แต่ละประเทศและแต่ละประเพณีก็มีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน”"

ท่านจัมยัง คเยนเซน รินโปเช ซงการ์ (宗薩蔣揚欽哲仁波切) แห่งนิกายซาจา กล่าวว่า “การรักร่วมเพศเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการยึดมั่นถือมั่น และไม่ควรมองว่าเลวร้ายไปกว่าคนบางกลุ่ม เช่น บางคนชอบกินพิซซ่า บางคนชอบกินข้าวหมก ผู้คนต่างกันก็มีความชอบต่างกัน นิสัยของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด และเราไม่สามารถตัดสินคนๆ หนึ่งจากนิสัยของเขาได้" และว่า “คัมภีร์และศาสตร์ของพุทธศาสนาไม่ได้บอกว่า ‘การรักต่างเพศไม่บาปเท่ารักร่วมเพศ’" อย่างไรก็ตาม ท่านชี้ว่าพุทธศาสนาได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมในท้องถิ่นด้วย ซึ่งเรื่องนี้อาตมาอยากให้มองกรณีของเมียนมา ซึ่งเป็นพุทธเหมือนไทยแต่ความหลากหลายทางเพศไม่เท่าไทย ส่วนอาจเป็นเพราะเมียนมายังใช้กฎหมายเอาผิดคนรักร่วมเพศที่ใช้มาตั้งแต่ยุคตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ

ท่าน ดริกุง กาจือ (直貢噶舉) แห่งนิกายกาจือ กล่าวว่า “คัมภีร์พระพุทธศาสนาไม่ได้ระบุโดยเฉพาะว่าการรักร่วมเพศเป็นหนึ่งในอนันตริยกรรมทั้งห้าประการ แท้จริงแล้วปรากฏการณ์ทั้งหมดในโลกล้วนเกิดจากเหตุและผล ทั้งรักร่วมเพศและรักต่างเพศต่างก็เป็นความผูกพันทางอารมณ์ของมนุษย์ ทั้งสองอย่างนี้ล้วนเกิดจากเหตุและผล และไม่มีลักษณะพิเศษเฉพาะ”

“อาตมาขอยกพระคาถาสี่บทที่พระนางตาราขาวตรัสไว้ก่อนที่พระองค์จะบรรลุธรรม ครั้งหนึ่งพระองค์เคยเป็นธิดาของกษัตริย์และบำเพ็ญเพียรมาจนบรรลุธรรมขั้นสูง พระภิกษุรูปหนึ่งได้สรรเสริญพระองค์และทำนายว่าพระองค์จะกลับชาติมาเกิดเป็นพระภิกษุและบำเพ็ญเพียรต่อไปจนบรรลุพุทธภาวะในที่สุด เพื่อตอบสนองต่อทัศนะนี้และตัวอย่างสตรีที่บรรลุพุทธภาวะที่มีน้อย พระนางจึงปฏิญาณที่จะบรรลุธรรมในฐานะสตรี แล้วจึงกล่าวพระคาถาต่อไปนี้:

ที่นี่ไม่มีทั้งชายและหญิง

ไม่มีตัวตน ไม่มีสัตว์ที่มีจิต และไม่มีมโนวิญญาณ

สิ่งที่เรียกว่าผู้ชายและผู้หญิงอยู่ในความว่างเปล่า

นี่คือภาพลวงตาของสัตว์ทั้งหลายในโลก

ไม่มีผู้ชาย ไม่มีผู้หญิง

ไม่มีตัวตน ไม่มีบุคคล

ไม่มีจิตสำนึก

คำว่า “ชาย” และ “หญิง” ไม่มีความหมาย

“เราควรสังเกต ‘ความยึดติด’ ในเรื่องนี้ ‘ความยึดติด’ เป็นลักษณะของสัตว์ในกามภูมิ ซึ่งบางครั้งเรียกว่า ‘ความหลงใหล’ มักแสดงออกมาเป็นความยึดติดที่คนเรายึดติดใน ‘ตัวตน’ ขยายออกไปสู่ผู้อื่น เราพูดบ่อยๆ ว่า ‘ความยึดติดในตัวตน’ เกิดจากความไม่รู้ที่ไร้จุดเริ่มต้น เช่น ความยึดติดในร่างกายของตนเอง ทรัพย์สินของตนเอง ฯลฯ นอกจากนี้ เรายังพบว่าบางคนมองว่าคู่ครองของตนเป็นทรัพย์สินของตนเอง ขัดขวางการเติบโตของตนเอง สร้างความตึงเครียดและความแตกแยกในความสัมพันธ์ ฯลฯ

“ดังนั้นการยึดติดกับ ‘เพศเดียวกัน’ หรือ ‘เพศตรงข้าม’ จึงไม่มีประโยชน์ จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติของเราคือเพื่อปลดปล่อยตนเองจากปัญหา ‘ความยึดติด’ ทั้งหมด”

นี่เป็นทัศนะของคณาจารย์บางท่านเท่านั้น ล้วนแต่อธิบายโดยยึดทฤษฎี "กรรม" และ "สมมติกับปรมัตถ์" เป็นหลัก หากใช้หลักนี้สรรพสัตว์ล้วนไม่แตกต่างกัน รับกรรมแม้ต่างกันแต่ต้องรับเสมอเหมือนกัน ล้วนทุกข์ยากเหมือนกัน และมีศักยภาพในการรู้แจ้งเหมือนกัน ดังนั้น ควรเห็นอกเห็นใจกัน

แม้ชาวพุทธจะมีทัศนะเรื่องรักร่วมเพศต่างกันไปตามวัฒนธรรมในท้องถิ่น แต่วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงได้ เมืองไทยเองแต่ก่อนก็ไม่ได้ยอมรับความหลากหลายทางเพศเท่านี้ แม้จะไม่ถึงขั้นเอาเข้าคุกแบบเพื่อนบ้านก็ตาม แต่ไทยก็มีวิวัฒนาการเรื่องการยอมรับ LGBT มาโดยตลอด

โดยพื้นฐานแล้ว ผมคิดว่าศาสนาพุทธเห็นอกเห็นใจและมองทุกเพศเท่ากันมากกว่าศาสนาอื่น บางคนอาจจะคิดต่างไปตามเบื้องหลังทางสังคม แต่ก็อย่างท่านเคนโปว่า "การรักร่วมเพศเป็นเรื่องปกติ แต่ละประเทศและแต่ละประเพณีก็มีการปฏิบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเช่นกัน”"

ป.ล. ดินแดนที่อนุญาตให้มีการสมรสเท่าเทียมในเอเชียในตอนนี้เป็นดินแดนสำคัญของพุทธศาสนาทั้งสิ้น ไต้หวันเป็นศูนย์กลางหนึ่งของพุทธศาสนามหายาน เนปาลเป็นดินแดนกำเนิดของพระพุทธเจ้า และไทยเป็นศูนย์กลางหนึ่งของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท

แปลกแต่จริง

Kornkit Disthan