Avatar
Jakk Goodday
d830ee7b7c30a364b1244b779afbb4f156733ffb8c87235086e26b0b4e61cd62
#Siamstr

พูดให้โล่ง เพื่อความเข้าใจที่แท้จริง..

"บางคำพูดไม่เคยถูกเปล่งออกมา แต่หนักอยู่ในใจเราเสมอ"

เราเคยมีเรื่องที่อยากพูด แต่ไม่กล้าพูดออกมาบ้างไหม?

ลองนึกถึงสถานการณ์เหล่านี้…

เราเคยรู้สึกไม่พอใจใครบางคน แต่เลือกเงียบแทนที่จะพูดไหม?

เราเคยรู้สึกว่าความสัมพันธ์มันอึดอัด เพราะมีบางอย่างที่ไม่มีใครพูดออกมาไหม?

เราเคยรู้สึกไหมว่า ถ้าคุณได้พูดในสิ่งที่อยู่ในใจ ทุกอย่างอาจจะง่ายขึ้นกว่านี้?

แต่เราไม่ได้พูด…

เพราะกลัวว่า "ถ้าพูดไป มันอาจจะยิ่งแย่ลง?"

ความจริงคือ… การไม่พูดอาจไม่ได้ช่วยอะไรเลย

"การกลั้นคำพูดบางคำไว้นาน ๆ อาจไม่ต่างจากการแบกกระสอบทรายไว้บนบ่า เราคิดว่าถือไหว.. แต่ยิ่งเวลาผ่านไป มันยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆ"

ทำไมเราถึงไม่กล้าพูดออกไป?

😞 กลัวว่าคนอื่นจะไม่เข้าใจเรา

- เราคิดว่า "พูดไปก็เปล่าประโยชน์"

- เรากลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่รับฟัง หรืออาจตีความผิดไป

😞 กลัวว่าจะทำให้สถานการณ์แย่ลง

- เราคิดว่า "เงียบไว้ดีกว่า เดี๋ยวทุกอย่างก็หายไปเอง"

- แต่ปัญหาคือ… มันไม่ได้หายไป มันแค่ถูกซ่อนเอาไว้ใต้พรม

😞 เชื่อว่าการเงียบ คือวิธีที่ดีที่สุด

- เราถูกสอนให้ "อย่าเป็นคนเริ่มเรื่อง"

- เราคิดว่า "พูดมากไปเดี๋ยวกลายเป็นเรื่องใหญ่"

แต่การเก็บทุกอย่างไว้ในใจ ไม่ได้ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นเลยน่ะสิ

"บางครั้ง การพูดออกไป ไม่ได้เป็นปัญหา แต่การไม่พูดเลยต่างหากที่เป็นปัญหา"

วิธีเปล่งเสียงในใจ จะพูดอย่างไรให้โล่ง และนำไปสู่ความเข้าใจ?

1. พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ความคิดของเราเกี่ยวกับมัน

❌ "คุณไม่สนใจฉันเลย" >> (อาจเป็นแค่ความรู้สึกของเรา)

✅ "ฉันสังเกตว่าเราคุยกันน้อยลง และฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป"

2. แสดงความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่กล่าวโทษ

❌ "คุณไม่ให้โอกาสฉันแสดงความสามารถเลย"

✅ "ฉันอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น คุณพอจะช่วยแนะนำวิธีที่ฉันสามารถมีบทบาทมากขึ้นได้ไหม?"

3. ให้พื้นที่อีกฝ่ายได้พูด ไม่ใช่แค่พูดฝ่ายเดียว

❌ "คุณทำให้ฉันเสียใจ ทำไมไม่ขอโทษ?"

✅ "ฉันยังติดอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้น และอยากคุยเพื่อให้เข้าใจคุณมากขึ้น"

4. จบด้วยความเป็นไปได้ใหม่

❌ "เราคงคุยกันไม่ได้อีกแล้ว"

✅ "ฉันอยากให้เรากลับมาเข้าใจกัน เราพอจะเริ่มต้นใหม่ได้ตรงไหน?"

"เมื่อเรากล้าพูดในสิ่งที่อยู่ในใจ เราไม่ได้แค่ปลดปล่อยตัวเอง แต่ยังให้โอกาสอีกฝ่ายเข้าใจเราจริง ๆ"

4. ตัวอย่างการเปล่งเสียงแห่งใจในชีวิตจริง

1️⃣ ปัญหาความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน

❌ "คุณเปลี่ยนไป คุณไม่สนใจฉันแล้ว"

✅ "ฉันรู้สึกว่าเรามีระยะห่างกันมากขึ้น ฉันอยากรู้ว่าคุณคิดยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้?"

2️⃣ ปัญหากับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน

❌ "คุณไม่ให้โอกาสฉันเลย"

✅ "ฉันอยากมีส่วนร่วมมากขึ้น คุณพอจะแนะนำวิธีที่ฉันสามารถช่วยทีมได้ไหม?"

3️⃣ ปัญหากับเพื่อนที่ผิดใจกัน

❌ "นายทำให้เราเสียใจมาก ทำไมนายไม่ขอโทษ?"

✅ "เรายังติดอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้น และอยากเคลียร์ให้เข้าใจ เรามาคุยกันได้ไหม?"

5. คำพูดที่เรากล้าพูด อาจเป็นกุญแจปลดปล่อยเราเอง

- การเก็บความรู้สึกไว้ อาจไม่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นเลย

- การพูดออกไปอย่างถูกต้อง อาจช่วยให้เรารู้สึกเบา และเข้าใจกันมากขึ้น

- เราไม่จำเป็นต้องรอให้ "พร้อม" เพราะบางเรื่อง ถ้าเรารอ เราอาจไม่ได้พูดมันออกไปตลอดชีวิต

"อย่าปล่อยให้คำพูดที่ค้างอยู่ในใจ กลายเป็นสิ่งที่เรารู้สึกเสียใจที่ไม่ได้พูดออกไป"

และ..

การพูดออกไป มันต้องใช้ "ความกล้าหาญ"

เพราะการเปล่งเสียงจากภายในใจ ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องการมากกว่าคำพูด

- มันต้องใช้ความกล้า กล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริง โดยไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

- มันต้องละทิ้งตัวตนบางอย่าง ตัวตนที่กลัวจะดูอ่อนแอ ตัวตนที่กลัวจะเสียหน้า หรือแม้แต่ตัวตนที่เคยบอกตัวเองว่า “เงียบไว้ดีกว่า”

- แต่มันก็เป็นการกระทำที่จริงใจและน่ายกย่อง ไม่ใช่เพราะมันทำให้เราดูดี แต่เพราะมันเป็นการเลือกความเข้าใจเหนือความกลัว

การพูดออกไป ไม่ใช่เพื่อให้เราชนะ หรือให้ใครต้องแพ้

แต่เพื่อให้ "หัวใจของเราถูกปลดปล่อย"

ใช่ครับ.. มันทำได้ยาก ตัวผมเองก็ใช่ว่าจะทำได้ทุกครั้ง แต่ผมก็อยากให้พวกเราลองคิดดูว่า..

"บางครั้ง.. ความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการพูดในสิ่งที่หัวใจต้องการให้พูด แม้มือจะสั่น แม้เสียงจะสั่น แม้ใจจะกลัวก็ตาม"

ถ้าเราสามารถพูดทุกอย่างที่อยู่ในใจตอนนี้ได้ เราจะพูดอะไร?

ตอนนี้.. มีอะไรบ้างที่หนักอยู่ในใจเรา ที่เรารู้ว่าถ้าพูดออกไปแล้ว คุณจะรู้สึกโล่งขึ้น?

"บางคำพูด ไม่ได้เปลี่ยนโลก แต่เปลี่ยนใจเราได้"

#พูดให้โล่ง #เปล่งเสียงจากใจ #สื่อสารเพื่อความเข้าใจ

#LifeShift #Siamstr

#กรอบที่มองไม่เห็น

"เราไม่ได้เห็นโลกตามที่มันเป็น แต่เห็นตามที่ใจเราจับต้องได้"

เรามองโลกผ่านกระจกคนละบาน

เราเคยสงสัยกันไหมครับว่า...

ทำไมบางครั้งเราถกเถียงกับใครสักคนแล้วรู้สึกเหมือนพูดกันคนละภาษา

ทั้งที่เรากำลังพูดถึงเรื่องเดียวกัน?

หรือทำไมคนสองคนที่โตมาในสิ่งแวดล้อมต่างกัน

กลับมีมุมมองต่อโลกที่แทบจะสวนทางกันโดยสิ้นเชิง?

คำตอบคือ…

เราแต่ละคนมองโลกผ่าน "กรอบคิด" ที่แตกต่างกัน

เหมือนการมองภาพเดียวกันผ่านกระจกคนละบาน

แต่ที่น่าสนใจคือ “เรามองไม่เห็นกระจกของตัวเอง”

และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังมองผ่านมันอยู่

"สิ่งที่เราคิดว่าเป็นความจริง อาจเป็นแค่เรื่องที่เราถูกสอนให้เชื่อ"

กรอบที่มองไม่เห็น คือกรอบที่กำหนดเรา

ตั้งแต่วันที่เราเกิด เราเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ผ่าน "กรอบคิด" ที่ถูกหล่อหลอมจาก...

- ครอบครัวที่เลี้ยงดูเรา

- วัฒนธรรมที่เราเติบโตมา

- ประสบการณ์ที่เราสะสม

- เรื่องเล่าที่เรายึดถือ

กรอบเหล่านี้เป็นเหมือน “แว่นตาที่มองไม่เห็น”

มันทำให้เราเชื่อว่า…

สิ่งที่เรารับรู้ = ความจริง

แต่ในความเป็นจริง…

มันอาจเป็นเพียงมุมหนึ่งของโลก ที่เราถูกสอนให้เห็นเท่านั้น

"ถ้าเราถูกสอนว่าปลาไม่มีปีกตั้งแต่เด็ก เราอาจจะไม่เคยสงสัยเลยว่า.. ปลาบางตัวอาจจะบินได้"

แล้วปัญหาของกรอบความคิดที่มองไม่เห็นคืออะไร?

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "กรอบความคิด" แต่คือ… เราไม่รู้ตัวว่าเราติดอยู่ในกรอบดังกล่าว

เคยไหมที่เราต้องถามตัวเองว่า..

- ทำไมบางคนดูเหมือนจะก้าวหน้าอยู่เสมอ ในขณะที่เราย่ำอยู่กับที่?

- ทำไมเรารู้สึกว่าบางอย่าง "เป็นไปไม่ได้" ทั้งที่มันเป็นไปได้สำหรับคนอื่น?

- ทำไมเรารู้สึกว่าชีวิตเรา "ติดอยู่ในลูปเดิม" ทั้งที่พยายามเปลี่ยนแปลงแล้ว?

นั่นเป็นเพราะเรากำลังติดอยู่ในกรอบบางอย่างที่เรามองไม่เห็น

มีวิธีออกจากกรอบที่มองไม่เห็นบ้างไหม?

✅ 1. ตั้งคำถามกับ "สิ่งที่เราคิดว่าเป็นจริง"

- สิ่งที่เราถูกสอนมา มันจริงเสมอไปหรือเปล่า?

- มีใครบ้างที่ทำสิ่งที่เราคิดว่า "เป็นไปไม่ได้"?

- ถ้าเราเกิดมาในสังคมที่แตกต่างออกไป เราจะยังเชื่อแบบนี้อยู่ไหม?

✅ 2. มองจากมุมที่ต่างออกไป

- ถ้าเราเป็น "คนนอก" ที่มองชีวิตเรา เราจะให้คำแนะนำอะไรกับตัวเอง?

- ถ้าเราเป็นคนที่เราเคยอิจฉา เราจะมองปัญหาของเราว่าอย่างไร?

✅ 3. ลองทำสิ่งที่ขัดกับกรอบของตัวเอง

- ถ้าเราคิดว่าตัวเอง "ไม่ใช่คนเก่งออม" ลองศึกษาบิตคอยน์ดูไหม?

- ถ้าเราคิดว่าตัวเอง "พูดไม่เก่ง" ลองบรรยายหน้าห้องดูสักครั้งไหม?

- ถ้าเราคิดว่า "เราไม่มีทางเปลี่ยนชีวิตได้" ลองถามตัวเองว่า… คนที่เคยเปลี่ยนได้ เขาทำได้ยังไง?

"บางครั้ง กุญแจสู่ชีวิตใหม่ อาจไม่ได้อยู่ที่ 'การเรียนรู้สิ่งใหม่' แต่คือ 'การกล้าสงสัยสิ่งเก่า'"

ปัจจุบัน.. เรากำลังมองโลกผ่านกรอบไหน?

- ทุกคนมีกรอบความคิดของตัวเอง

- ปัญหาคือ เรามักไม่รู้ตัวว่าเรากำลังใช้กรอบไหนมองโลก

- ถ้าเราอยากก้าวไปอีกระดับ เราต้องกล้าสงสัยและท้าทายกรอบที่เราเคยเชื่อ

"ถ้าเราไม่เคยตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเชื่อ เราอาจไม่ได้ใช้ชีวิตของตัวเอง แต่ใช้ชีวิตตามที่คนอื่นกำหนดไว้ให้"

- ถ้าชีวิตของเราเป็นเพียง "ผลลัพธ์ของกรอบความคิด" ที่เราถูกสอนมา… เราอยากเปลี่ยนมันไหม

- ถ้าเราสามารถสร้างกรอบความคิดใหม่ให้ตัวเองได้ เราจะเลือกมองโลกแบบไหน?

วันนี้เรากล้าสงสัยในสิ่งที่เราเคยเชื่อมาตลอดหรือยัง?

#ก้าวข้ามกรอบ #สร้างกรอบใหม่ #คิดให้ไกลกว่าที่เคยคิด

#LifeShift #Siamstr

Replying to Avatar SOUP

ยังไงวะ ...กริบ

"ปริศนาธรรมไฟแช็ค"

เปลวไฟที่สร้างโลก หรือจะเผามันให้มอดไหม้?

"ไฟแช็คอันเดียว จุดประกายแสงสว่างได้ทั้งโลก หรือจะเผาทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าก็ย่อมได้"

ในมือของแต่ละคน..

ไฟแช็คสามารถเป็นได้ทั้ง แสงสว่างนำทาง และ ไฟที่เผาผลาญทุกสิ่ง

มันไม่ใช่แค่เครื่องมือให้กำเนิดเปลวไฟ แต่มันสะท้อนแนวคิด วิธีคิด และเส้นทางชีวิตของเราเอง

1. "มิติของไฟ" ปัญญาเป็นได้ทั้งแสงสว่างและเปลวเพลิง

- จุดไฟในความมืด >> เราส่องทางให้ตนเองและผู้อื่น

- จุดไฟเผาทำลาย >> เราเผาสะพานที่ควรจะข้าม

"ปัญญา" ก็เช่นกัน..

มันมีพลังที่จะสร้างและทำลายได้พอ ๆ กัน

ยังไงน่ะหรอ?

- ผู้นำที่สร้างสรรค์ >> ใช้ปัญญาคิดค้นสิ่งใหม่ สร้างนวัตกรรม เปลี่ยนโลก

- ผู้นำที่ทำลายล้าง >> ใช้ปัญญาเพื่อล้มล้าง ทำลายโอกาส และบ่อนทำลายคนรอบข้าง

"ปัญญาไม่เคยเป็นกลาง มันขึ้นอยู่กับว่าเราใช้มันยังไง"

2. "ปัญหากับไฟแช็ค" เรื่องใหญ่หรือเล็ก อยู่ที่ว่าเรามองจากตรงไหน

- ไฟแช็คอันเล็ก ๆ เมื่อวางข้างมือถือ ดูเล็กนิดเดียว

- ไฟแช็คอันเดิม เทียบกับมหาสมุทร มันยิ่งเล็กจนไร้ค่า

"ปัญหา" ก็เช่นกัน..

ลองถามตัวเองแบบนี้..

เรากำลังมองปัญหานี้ด้วย "เลนส์ขยาย" หรือ "เลนส์มุมกว้าง"?

- ถ้าเทียบกับเป้าหมาย 10 ปีข้างหน้า ปัญหานี้ยังสำคัญอยู่ไหม?

- เรากำลังจ้องมันใกล้เกินไป จนมองไม่เห็นสิ่งที่สำคัญกว่าหรือเปล่า?

"อย่าให้ไฟแช็คอันเล็ก ๆ บดบังทัศนียภาพของมหาสมุทรของคุณ"

3. "Zoom In - Zoom Out" ความจริงที่คุณอาจมองไม่เห็น

ลองนึกภาพไฟแช็ควางอยู่บนโต๊ะ...

ถ้าคุณจ้องมันใกล้ ๆ จนละสายตาจากทุกอย่างรอบตัว.. คุณจะไม่เห็นว่า บนโต๊ะนั้นมีแก้วน้ำ ขวดเบียร์ หรือกระเป๋าสตางค์

ชีวิตก็เหมือนกัน..

ถ้าเราจมอยู่กับ "ปัญหาหนึ่ง" เราอาจมองไม่เห็นโอกาสที่อยู่รอบข้าง

ตัวอย่างเช่นแบบนี้..

- คุณถูกปฏิเสธจากงานหนึ่ง >> แต่งานที่ใช่อาจอยู่ตรงหน้าแล้ว

- คุณพลาดโอกาสหนึ่ง >> แต่โอกาสใหม่อาจรอคุณอยู่ข้าง ๆ

"อย่าหมกมุ่นกับปัญหา จนพลาดโอกาสที่ใหญ่กว่า"

4. "ผู้สร้าง" จุดไฟให้ทั้งโลก ด้วยไฟแช็คเพียงอันเดียว

- คนที่ "คิดเล็ก" มองว่าไฟแช็คเป็นแค่เครื่องมือจุดบุหรี่

- คนที่ "คิดใหญ่" มองว่าไฟแช็คเป็นจุดเริ่มต้นของเปลวไฟที่เปลี่ยนโลก

"ผู้สร้าง" ไม่ได้สนใจว่าตัวเองมีทรัพยากรมากแค่ไหน แต่เขาจะคิดว่า "ฉันจะใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากมันได้ยังไง?"

ตัวอย่างนะ..

- มีเงินน้อย >> ลงทุนในสิ่งที่ให้ผลลัพธ์มากที่สุด

- มีคนน้อย >> ใช้ระบบอัตโนมัติให้ทำงานแทน ไม่ก็สร้างคนที่ใช่ขึ้นมาเอง

- มีแต่ไอเดีย >> ใช้พลังแห่งเครือข่ายช่วยสร้างกระแส ก่อนลงทุนจริง

"ไม่ว่าคุณมีไฟแช็คอันเดียว หรือกองไฟขนาดใหญ่ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้มันอย่างไรเสียมากกว่า"

5. "เล่นกับไฟ" การเรียนรู้จากความผิดพลาด

- ถ้าห้ามเด็กเล่นไฟแช็คตลอดไป เขาจะไม่รู้ว่ามันร้อน

- ถ้าปล่อยให้เด็กเล่นไฟแช็คโดยไม่มีการควบคุม เขาอาจเผาบ้านคุณจนวอด

แทนที่จะห้าม ควรสอนให้เข้าใจ..

- เด็กที่เคยโดนไฟร้อน ๆ >> จะเข้าใจความร้อนโดยไม่ต้องมีใครบอก

- นักธุรกิจที่เคยล้มเหลว >> จะรู้วิธีรับมือกับความเสี่ยง

- คนที่เคยถูกทรยศ >> จะเลือกคบคนอย่างระมัดระวังขึ้น

"บางครั้ง เราต้องให้คนเจ็บตัวบ้างสักเล็กน้อย เพื่อให้เขารอดได้จากการเจ็บตัวที่ใหญ่กว่าในอนาคต"

ปริศนาธรรมไฟแช็ค สะท้อนอะไรกับชีวิตเรา?

- ปัญญาเป็นได้ทั้งแสงสว่างและเปลวเพลิง >> ใช้มันอย่างชาญฉลาด

- ปัญหาจะใหญ่หรือเล็ก อยู่ที่ว่าเรามองมันจากไหน >> เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ใหญ่กว่า

- อย่าหมกมุ่นกับจุดเล็ก ๆ จนพลาดโอกาสรอบตัว >> Zoom Out และมองโลกให้กว้างขึ้น

- อย่าหมดหวังเพียงเพราะมีทรัพยากรน้อย >> ใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด, ออกไปหามาเพิ่ม

>> ความผิดพลาดเป็นครูที่ดีที่สุด >> อย่ากลัวที่จะเรียนรู้จากมัน

"อย่าให้ไฟแช็คเป็นแค่ไฟแช็ค... แต่จงใช้มันเป็นเครื่องมือจุดประกายการเปลี่ยนแปลง"

คำถามให้ลองคิด?

1️⃣ ตอนนี้คุณมี "ไฟแช็ค" อะไรในมือที่คุณยังไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์?

2️⃣ ปัญหาที่คุณกำลังเจอ... มันใหญ่จริง ๆ หรือคุณแค่โฟกัสกับมันมากเกินไป?

3️⃣ คุณกำลังใช้ปัญญาเพื่อสร้างสรรค์ หรือเพื่อทำลายตัวเอง?

4️⃣ คุณกำลังป้องกันตัวเองจาก "เปลวไฟเล็ก ๆ" แต่กลับเสี่ยงให้เกิด "ไฟไหม้ครั้งใหญ่" ?

คำถามสุดท้าย..

"วันนี้คุณจะใช้ไฟแช็คของคุณเพื่อส่องสว่าง หรือจะปล่อยให้มันเผาผลาญ?"

#ปริศนาธรรมไฟแช็ค #Mindset #BeTheCause #LifeShift #Siamstr

Replying to Avatar SutjaD

ผมนั่งๆนอนๆคิด #siamstr

ถ้าเราช่วยคน เราช่วยในเรื่องนั้นได้

แต่ถ้าเราช่วยให้เขาเจอความหมายในการมีชีวิต เรื่องอื่นๆมันจะช่วยได้เองเลยนะ

เมื่อมนุษย์กลับมามีศรัทธาต่อความหมายในการมีชีวิต เขาจะดูแลตัวเอง พัฒนาตัวเองไปโดยปริยาย

ง่ายสุด เรื่องออกกำลังกายคุมอาหาร ตัดโรค NCD ได้ไปเยอะมาก แถมวินัยเอาไปใช้ต่อยอดเรื่องอื่นๆได้อีก

อีกประเด็นคือ กฎของแรงดึงดูด

ถ้าให้อธิบายคำนี้อย่างง่าย "ดูชุมชนบิทคอยน์" สิครับ

ผมสังเกตมามาก ในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต กฎนี้มันทำงานจริงๆ

ช่วงที่เป็นฝ่ายซ้ายเนอีฟไร้เดียงสาต่อโลก คนรอบตัวก็จะมีแต่คนแบบนั้น ไม่สรรหาวิธีพาชีวิตและจิตวิญญาณเติบโต

ช่วงที่ลง field แห่งการพัฒนาตัวเอง ก็จะเจอแต่คนที่คิดเรื่องหลัก ๆ เหมือนกัน ทั้งเรื่อง low time preference , การพัฒนา mindset ,การอ่านหนังสือ , การมีวุฒิภาวะ , การมีวินัย , มากมายพันล้านอย่างที่ยิ่งทำชีวิตยิ่งดีขึ้น ยิ่งมีความหมาย เติบโตขึ้นทั้งร่างกายที่สุขภาพดีขึ้นตามที่บอกว่าตัด NCD ไปได้ ในขณะที่จิตวิญญาณถูกยกระดับ พวก Depression , Anxiety , ADHD มันจะทำอะไรพวกเราได้ ?

การลากคนออกจากหุบเหวแห่งสุญนิยม คือ medicine ที่ดีที่สุด

Keep up na

หลายคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า people pleaser เป็นอย่างดี

.

คำๆนี้หมายถึงคนที่ให้ความสำคัญ

กับความรู้สึกและความต้องการของคนอื่น

มากจนถึงขั้นที่ละเลยความรู้สึกและความต้องการของตนเอง

.

ท่านผู้อ่านอ่านย่อหน้าในข้างต้นแล้วรู้สึกคุ้นๆไหมครับ?

.

ท่านผู้อ่านอาจจะพบว่า สิ่งที่ผมเขียนไว้ในย่อหน้าข้างต้น

มันเป็นคำอธิบายที่ตรงกับหลายๆคนที่ท่านรู้จักในชีวิตของท่านได้

.

มันอาจจะเป็นเพื่อนสนิทของท่าน แฟนของท่าน พี่น้องของท่าน

.

…หรือแม้กระทั่งตัวท่านเอง

.

สำหรับกรณีที่ท่านผู้อ่านพบว่า

คนใกล้ตัวของท่านดูจะเข้าข่าย people pleaser นั้น

ท่านอาจจะสงสัยอยู่เหมือนกันนะครับว่า

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้พวกเขาแคร์คนอื่นมากถึงขนาดนี้?

.

เหตุผลข้อหนึ่งที่ทำให้ people pleaser หลายคน

แคร์คนอื่นมากจนถึงขั้นละเลยตัวเองนั้น

เป็นเพราะ people pleaser จำนวนไม่น้อยมีความเชื่อว่า

หากพวกเขาใส่ใจและตามใจความรู้สึกและความต้องการของคนอื่นได้มากพอ พวกเขาจะได้รับความรัก การยอมรับ และความเคารพจากคนอื่นกลับมา

.

มันคล้ายๆกับการ “ยื่นหมูยื่นแมว” เลยครับ

.

เราแคร์ความรู้สึกและความต้องการของคนอื่น (ยื่นหมู)

คนอื่นก็จะรัก ยอมรับ เคารพ สนใจ แคร์เรากลับ (ยื่นแมว)

.

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ people pleaser จำนวนไม่น้อยค้นพบก็คือ…

.

ประการแรก

พวกเขาค้นพบว่า แม้พวกเขาจะแคร์คนอื่นมากๆๆๆๆๆๆ

แต่หลายครั้ง มันก็ยังดูจะ “ไม่เพียงพอ” ที่จะเหนี่ยวนำให้

คนอื่นหันมารัก ยอมรับ เคารพ สนใจ แคร์พวกเขาอยู่ดี

.

ประการต่อมา

พวกเขาค้นพบว่า

ต่อให้คนอื่นจะหันมารัก ยอมรับ เคารพ สนใจพวกเขา

พวกเขาก็จะเกิดคำถามในใจอยู่ดีว่า

.

“ตกลงแล้ว คนอื่นรัก ยอมรับ เคารพ สนใจ แคร์ฉันจริงๆไหมนะ?

หรือคนอื่นเพียงแค่รัก ยอมรับ เคารพ สนใจ แคร์ฉัน

เพราะฉันคือคนที่คอย “ยื่นหมู” ไปให้พวกเขาเท่านั้น?”

.

และเมื่อ people pleaser เจอปัญหาเหล่านี้

ทางออกของพวกเขามักจะเป็นการทุ่มเท

เวลาและพลังงานไปกับการ “ยื่นหมู” ให้มากขึ้นไปอีก

.

แต่แม้ people pleaser จะทุ่มเทมากขึ้น

ผลลัพธ์ที่ตามมาก็มักจะเป็นแบบเดิม

.

กล่าวคือ พวกเขาก็ยังรู้สึกว่าคนอื่นยังคงไม่ได้

รัก ยอมรับ เคารพ สนใจ แคร์พวกเขาอยู่ดี

.

นั่นเป็นเพราะว่า…

.

การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ

ที่เราจะรู้สึก “เต็มอิ่ม” เวลาได้รับนั้น

มันไม่ใช่การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ

ที่สามารถ “ซื้อ” หรือ “แลกเปลี่ยน” ด้วยการ “ยื่นหมู” ได้

.

การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ

ที่เราจะรู้สึก “เต็มอิ่ม” เวลาได้รับนั้น

มันคือการยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ

ที่อีกฝ่ายมอบให้อย่างไม่มีเงื่อนไข

.

แน่นอนครับว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมอบ

การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ

ให้กับเราอย่างไม่มีเงื่อนไข

.

สำหรับหลายๆคน

คนที่มอบการยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ

ให้กับพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไขคือคนในครอบครัว

.

แต่สำหรับ people pleaser จำนวนไม่น้อย

พวกเขาแทบจะไม่เจอกับคนที่พร้อมจะมอบ

การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ

ให้พวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไขเลย

(ต่อให้จะเป็นคนในครอบครัวก็ตาม)

.

นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขา

เริ่มต้นกลายเป็น people pleaser

.

เพราะประสบการณ์ชีวิตของพวกเขามันสอนพวกเขาว่า

มันไม่มีหรอกที่จะมีใครสักคนที่มามอบการยอมรับ

ความเคารพ ความรัก ความสนใจให้พวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข

.

จริงอยู่ครับว่า

การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจ

ที่ people pleaser ได้รับจากการที่พวกเขา “ยื่นหมู” ไปก่อนนั้น

มันอาจจะไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึก “เต็มอิ่ม” นัก

.

แต่ในสายตาของ people pleaser หลายๆคน

อย่างน้อย การ “กำขี้”

(ได้รับการยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจแบบมีเงื่อนไข)

ก็ยังดีกว่าการ “กำตด”

(ไม่ได้รับการยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจใดใด)

.

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ people pleaser หลายคนหมดหวัง

กับการที่ตัวเองจะได้รับการยอมรับ ความเคารพ ความรัก

ความสนใจอย่างไม่มีเงื่อนไขจากคนอื่นเป็นที่เรียบร้อย

.

พวกเขาหวังเพียงแค่การยอมรับ ความเคารพ ความรัก

ความสนใจอย่างมีเงื่อนไขจากคนอื่นเท่านั้น

.

แม้การยอมรับ ความเคารพ ความรัก ความสนใจอย่างมีเงื่อนไขนั้น

มันจะไม่ได้รู้สึก “เต็มอิ่ม” สำหรับพวกเขาเลยก็ตาม

.

ผมหวังว่าทั้งหมดที่ผมนำเสนอในวันนี้

จะช่วยให้ท่านผู้อ่านเข้าใจคนที่เป็น people pleaser ได้มากขึ้นนะครับ

(แม้เพียงนิดเดียวก็ยังดี)

#จิตวิทยา #siamstr

น่าสนใจมากครับ

สุดท้ายแล้ว ความรักและการยอมรับที่เราต้องการมากที่สุด อาจเป็นสิ่งที่เราต้องเริ่มต้นมอบให้ตัวเองก่อน

ขอบคุณครับ

ที่ไหนครับ

เด่วในอนาคตมาเล่นกับพี่ ทำให้พี่บ้าง

“ไม่ใช่แค่รอดจากความเปลี่ยนแปลง แต่เติบโตจากมัน”

"Anti-Fragile Leadership" เติบโตจากความท้าทาย

เพราะแค่ “อยู่รอด” มันไม่พอ เราต้อง “เติบโต”

เราทุกคนต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอน และแรงกระแทกจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่าง "ผู้นำธรรมดา" กับ "ผู้นำที่แท้จริง" ไม่ใช่แค่ว่า.. ใครรอดจากปัญหาได้

แต่มันคือ.. ใครใช้ปัญหานั้นเป็นแรงผลักให้ตัวเองไปไกลกว่าเดิม

"โลกไม่ได้เป็นของคนที่แค่ปรับตัวได้ แต่มันเป็นของคนที่ใช้ความไม่แน่นอนเป็นเชื้อเพลิงให้ตัวเองเติบโต"

นี่คือแนวคิดของ Anti-Fragility >> ยิ่งโดนแรงกระแทก ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

เรามักพูดถึง "ความยืดหยุ่น (Resilience)" ว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำ

แต่ Resilience คือ “การกลับไปสู่สภาพเดิมหลังเจอปัญหา”

ในขณะที่ Anti-Fragility คือ "การเติบโตจากปัญหา"

"ผู้นำที่ดีไม่ได้แค่เอาตัวรอดจากพายุ แต่ใช้พายุเป็นลมที่ผลักดันให้ตัวเองไปไกลขึ้น"

❌ คนที่เปราะบาง (Fragile) >> เจอความท้าทายแล้วพัง

✔️ คนที่ยืดหยุ่น (Resilient) >> เจอความท้าทายแล้วกลับมาเท่าเดิม

🔥 คนที่ Anti-Fragile >> เจอความท้าทายแล้วเติบโตไปอีกระดับ

ผมไม่ได้แค่รอดจากปัญหา >> ผมใช้ปัญหาเป็นแรงส่งให้ไปไกลกว่าเดิม

Anti-Fragile เปลี่ยนแรงกระแทกให้เป็นแรงส่ง

มีคำกล่าวว่า "ความล้มเหลวไม่ได้ทำให้เราพัง แต่วิธีที่เราตอบสนองต่อมันต่างหากที่เป็นตัวตัดสินอนาคตของเรา"

ตัวอย่างจริง.. จากการถูกปฏิเสธ สู่การสร้างสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

ย้อนกลับไปที่ Netflix ในช่วงปี 2000

Reed Hastings ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix เคยเสนอขายบริษัทให้ Blockbuster ในราคาเพียง 50 ล้านเหรียญ

แต่ Blockbuster ปฏิเสธ Netflix พร้อมหัวเราะเยาะกับโมเดลธุรกิจของพวกเขา

- Netflix สามารถจมอยู่กับความผิดหวังได้

- พวกเขาสามารถบ่นว่าตลาดไม่เข้าใจพวกเขาได้

- พวกเขาสามารถโทษโชคชะตาและยอมแพ้ได้

แต่แทนที่จะจมอยู่กับ "การปฏิเสธ" พวกเขากลับเลือกที่จะ "สร้างโอกาสจากสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความล้มเหลว"

"ถ้าโอกาสถูกปิดตรงนี้ ก็แปลว่าเราต้องสร้างโอกาสใหม่ขึ้นมาเอง"

+ แทนที่จะรอการยอมรับจาก Blockbuster >> Netflix สร้างโมเดลสตรีมมิ่งที่ปฏิวัติอุตสาหกรรม

+ แทนที่จะยึดติดกับการเช่าดีวีดี >> พวกเขามุ่งไปที่อนาคตของคอนเทนต์ดิจิทัล

+ แทนที่จะเสียเวลากับอดีต >> พวกเขาสร้างแพลตฟอร์มที่ทำให้ Blockbuster ล่มสลายไปตลอดกาล

Netflix ไม่ใช่บริษัทเดียวที่เปลี่ยนเกมจากความล้มเหลว

- Steve Jobs เคยถูกไล่ออกจาก Apple ก่อนที่เขาจะกลับมาสร้าง iPhone

- J.K. Rowling ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์นับสิบแห่ง ก่อนที่ Harry Potter จะเปลี่ยนโลกหนังสือ

จงเปลี่ยนทุกความพ่ายแพ้ให้เป็นแรงส่ง

เราทุกคนเคยเจอช่วงเวลาที่เหมือน "โดนปฏิเสธ"

- มันอาจเป็นการ ถูกปฏิเสธจากโปรเจกต์สำคัญ

- มันอาจเป็น การถูกบอกว่าคุณไม่มีคุณค่าพอ

- มันอาจเป็น การสูญเสียโอกาสที่คุณเคยคิดว่ามันเป็นทุกอย่าง

แต่ถ้าเรามีความเป็น Anti-Fragile เราจะใช้สิ่งนั้นเป็น พลังในการสร้างสิ่งใหม่

"บางครั้ง การสูญเสียสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็น อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า"

+ ถ้าประตูหนึ่งถูกปิด นั่นไม่ได้แปลว่าจบ แต่แปลว่าเราต้องสร้างประตูใหม่ขึ้นมาเอง

+ ถ้าคุณค่าของเราถูกมองข้าม นั่นไม่ได้แปลว่าเราต้องพิสูจน์ตัวเองให้พวกเขาเห็น แต่มันแปลว่าเราต้องสร้างเวทีที่ทำให้ตัวเองเปล่งประกายโดยไม่ต้องรอใครอนุญาต

"บางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความพ่ายแพ้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณก้าวกระโดดไปข้างหน้า"

มายเซ็ตของ "Anti-Fragile Leadership" วิธีเติบโตจากความท้าทาย

1️⃣ อย่ากลัวการสูญเสีย มันคือโอกาสในการสร้างใหม่

❌ คนที่เปราะบาง >> สูญเสียอะไรไปแล้วรู้สึกว่าไม่มีทางไปต่อ

✔️ คนที่ Anti-Fragile >> สูญเสียอะไรไปแล้วมองหาว่า “สร้างอะไรขึ้นมาแทนได้บ้าง”

- ถูกลดบทบาท? >> สร้างบางอย่างที่เป็นของตัวเองจริง ๆ

- ไม่ได้รับการยอมรับ? >> สร้างพื้นที่ที่ทำให้เรามีเสียงได้เอง

- องค์กรไม่เห็นคุณค่าเรา? >> ทำให้ตลาดเห็นคุณค่าเราแทน

"ความสูญเสียไม่ใช่จุดจบ มันเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่เสมอ"

2️⃣ ใช้แรงต้านเป็นพลังขับเคลื่อน

❌ คนที่เปราะบาง >> เจอแรงกดดันแล้วพยายามหลบเลี่ยง

✔️ คนที่ Anti-Fragile >> ใช้แรงกดดันเป็นแรงส่งให้ไปไกลขึ้น

- ถูกกดดันให้พิสูจน์ตัวเอง? >> ใช้มันเป็นโอกาสแสดงศักยภาพ

- เจอคนขวางทาง? >> แปลว่ากำลังไปถูกทาง

- เจออุปสรรค? >> แปลว่ามีสิ่งที่เราต้องพัฒนาเพิ่ม

"ทุกแรงกดดันคือเชื้อเพลิง ถ้าคุณใช้มันให้ถูกทาง"

3️⃣ ออกจาก Comfort Zone ก่อนที่มันจะฆ่าเรา

❌ คนที่เปราะบาง >> ติดอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย เพราะกลัวสูญเสียสิ่งที่มี

✔️ คนที่ Anti-Fragile >> ออกจาก Comfort Zone ก่อนที่สถานการณ์จะบังคับให้ต้องออก

- ถ้าเรารู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่เริ่มเจอทางตัน >> เราต้อง Pivot ก่อนที่จะสายไป

- ถ้าเรารู้ว่าทีมเรากำลังติดอยู่ในลูปเดิม >> เราต้องท้าทายตัวเองก่อนที่ตลาดจะทำมันแทนเรา

บางครั้งเรามัวแต่ยึดติดกับสิ่งที่เคยเวิร์คในอดีต โดยไม่สังเกตว่าวันนี้เกมเปลี่ยนไปแล้ว

- Kodak เคยเป็นเจ้าแห่งฟิล์มถ่ายภาพ แต่พวกเขาช้าไปกับยุคดิจิทัล

- Nokia เคยครองตลาดมือถือ แต่ไม่ Pivot สู่สมาร์ทโฟนเร็วพอ

- แต่ Instagram เคยเริ่มต้นจากแอปเช็คอิน แล้ว Pivot สู่แพลตฟอร์มแชร์ภาพ >> นี่คือเหตุผลที่พวกเขารอด"

"ถ้าคุณอยู่ใน Comfort Zone นานเกินไป นั่นแปลว่าคุณกำลังค่อย ๆ ตาย"

ลองถามตัวเอง..

เรากำลังพยายามอยู่รอด หรือกำลังใช้ปัญหามาสร้างอนาคต?

- ถ้าเราเจออุปสรรค แล้วคิดแค่จะผ่านมันไป >> เรากำลังแค่ "อยู่รอด"

- แต่ถ้าเราเจออุปสรรค แล้วใช้มันสร้างโอกาสใหม่ >> เรากำลัง "เติบโต"

- และถ้าเราเติบโตจากทุกความท้าทาย >> เราจะไปได้ไกลกว่าใคร ๆ

"โลกนี้ไม่ได้เป็นของคนที่รอดจากพายุ แต่มันเป็นของคนที่ใช้พายุเป็นแรงขับเคลื่อนตัวเอง"

"คนที่เปราะบาง จะถูกความเปลี่ยนแปลงทำลาย คนที่ Anti-Fragile จะใช้มันเป็นบันไดไปสู่ระดับต่อไป"

#AntiFragileLeadership #GrowThroughChallenges #BeTheCause #LifeShift #Siamstr

"เหนือกว่า.. แต่ไม่ชนะ"

คุณอยากพัฒนา หรือคุณแค่อยากชนะ?

ในโลกของบทสนทนาและการแลกเปลี่ยนความคิด เราต่างเคยเจอรูปแบบหนึ่งของการสื่อสารที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ

นั่นคือ.. การแสดงความคิดเห็นที่ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจ แต่เกิดจาก "ความต้องการเป็นฝ่ายเหนือกว่า"

มันคือพฤติกรรมที่เมื่อได้ยินแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง แทนที่จะรับฟังและไตร่ตรอง ผู้พูดกลับเลือกที่จะ "หามุมที่แตกต่าง" เพื่อทำให้ตนเองดูเหนือกว่า ไม่ว่าข้อมูลที่ได้รับจะสมเหตุสมผลแค่ไหนก็ตาม

บางครั้งมันไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่ไม่ดี

บางครั้งมันเป็นเพียงสัญชาตญาณ ทำนองว่า "ฉันต้องแสดงให้เห็นว่าฉันคิดลึกกว่านี้ ฉันแตกต่าง ฉันเฉียบคมกว่า"

แต่คำถามสำคัญคือ…

การโต้แย้งเพื่อความเหนือกว่า ทำให้เราเติบโตขึ้นจริง ๆ หรือ?

พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการได้รับการยอมรับ เราอยากให้คนอื่นเห็นว่าเรา ฉลาด มีมุมมองที่แหลมคม หรือแตกต่างไปจากคนทั่วไป

และนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้บางคนติดอยู่กับ "กับดักของการต้องชนะ"

บางครั้งเรายังไม่ได้มีมุมมองนั้นมาก่อน แต่เมื่อเห็นประเด็นหนึ่งถูกนำเสนอ เรากลับสร้างมันขึ้นมาทันทีเพื่อให้มี "มุมที่แตกต่าง"

บางครั้งเราไม่ได้เห็นข้อมูลที่ลึกกว่านั้นจริง ๆ แต่เราต้องการแสดงให้เห็นว่าเรามีมุมที่กว้างกว่า

บางครั้งมันเป็นเพียงการปกป้องอัตตาของตัวเอง เพราะการยอมรับว่าความคิดของคนอื่นสมเหตุสมผล อาจทำให้เรารู้สึกเสียความมั่นใจ

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ผิด แต่เมื่อมันกลายเป็นนิสัย มันอาจเป็นกำแพงขวางกั้นการเติบโตของเราเอง

ความต้องการจะชนะ มักขวางกั้นการเรียนรู้

การแสดงมุมมองที่แตกต่างนั้นไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่มันมาจากความเข้าใจที่แท้จริง

แต่หากการโต้แย้งเกิดขึ้นเพียงเพื่อ "เอาชนะ" ผลที่ตามมาอาจเป็นสิ่งที่เราไม่ได้คาดคิด

เราอาจพลาดโอกาสในการเข้าใจสิ่งที่มีค่า

เมื่อเราหาข้อโต้แย้งก่อนที่เราจะเข้าใจเนื้อหาจริง ๆ เราอาจปิดกั้นตัวเองจากมุมมองที่อาจช่วยให้เราพัฒนา

จำประโยคนี้ได้ไหม?

"คนที่ฟังเพื่อตอบกลับ จะไม่ได้ยินอะไรเลย นอกจากเสียงของตัวเอง"

เราอาจใช้พลังงานไปกับการปกป้องอัตตามากกว่าการเติบโต

หากทุกการสนทนากลายเป็นสนามแข่งขัน ความสนใจของเราจะอยู่ที่ "ฉันจะชนะการโต้แย้งนี้ได้อย่างไร?"

แทนที่จะเป็น "ฉันจะเข้าใจและเรียนรู้อะไรจากมันได้บ้าง?"

เราอาจสร้างระยะห่างแทนที่จะสร้างการเชื่อมโยง

การแสดงความคิดเห็นในเชิงโต้แย้งตลอดเวลา อาจทำให้คนรอบตัวเริ่มรู้สึกว่าเราสนใจที่จะเอาชนะ มากกว่าที่จะสนใจความจริง

ผลที่ตามมาน่ะเหรอ…

คนอาจไม่อยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเรา

บางครั้งเราอาจถูกมองว่าขาดความถ่อมตัวทางปัญญา

เราอาจสูญเสียโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีผ่านการฟังอย่างแท้จริง

เราไม่ได้จำเป็นต้องชนะตลอดเวลา

เปลี่ยนจาก "ฉันต้องแสดงว่าฉันเหนือกว่า" เป็น "ฉันอยากเข้าใจให้มากขึ้น"

ก่อนที่เราจะรีบหาข้อโต้แย้ง ถามตัวเองว่า...

"ฉันเข้าใจสิ่งที่เขากำลังพูดจริง ๆ หรือยังเปล่า?"

"ความฉลาดที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่เราหาข้อโต้แย้งได้เร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่เรากล้าเปิดใจรับความคิดใหม่ ๆ แค่ไหน"

ขอให้รับรู้ว่า "ฉันไม่จำเป็นต้องแสดงความเห็นที่ต่างเสมอ"

หากเราพบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนแล้ว การยอมรับมันก็เป็นทางเลือกที่ฉลาดได้เช่นกัน

เราสามารถรับฟังโดยไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองต้องมีอะไรเพิ่มเสมอไป

"บางครั้งการแสดงว่าคุณรู้ทุกอย่าง อาจทำให้คุณไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย"

ถามตัวเองเสมอว่า "สิ่งที่ฉันกำลังจะพูด มันช่วยพัฒนาอะไร?"

ก่อนจะโต้แย้งหรือแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ลองคิดว่า...

"สิ่งนี้จะทำให้การสนทนานี้ดีขึ้น หรือมันเป็นเพียงการเติมอัตตาของฉัน?"

เพราะบางครั้ง...

ความเงียบก็มีพลังมากกว่าคำพูด

การตั้งคำถามมากกว่าการตอบโต้ อาจเปิดโลกให้กว้างขึ้น

การยอมรับว่าเรายังไม่รู้ทุกอย่าง อาจเป็นก้าวแรกของการเติบโตที่แท้จริง

คุณค่าของการฟังมากกว่าการพูด

การแสดงมุมมองที่ลึกซึ้งเป็นเรื่องที่ดี

การแลกเปลี่ยนความคิดเป็นสิ่งที่ช่วยให้โลกพัฒนา

แต่บางครั้ง การฟังอย่างแท้จริง อาจเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าการต้องเป็นฝ่ายพูดเสมอ

ลองเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้าใจ โดยไม่ต้องรีบสร้างข้อโต้แย้ง

ลองตั้งคำถามให้ตัวเองก่อนว่า "เรากำลังฟังเพื่อเข้าใจ หรือฟังเพื่อหาช่องโต้แย้ง?"

ลองคิดว่าการสนทนาไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็น "การสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน"

เพราะสุดท้ายแล้ว...

"ผู้ที่มีปัญญาจริง ๆ ไม่ใช่คนที่มีคำพูดมากที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรพูด และเมื่อไหร่ควรเงียบเพื่อรับฟัง"

การเติบโตไม่ได้อยู่ที่ว่าเราชนะกี่ครั้ง แต่อยู่ที่ว่าเราเรียนรู้มากแค่ไหน

✅ ความเหนือกว่าไม่ได้อยู่ที่เสียงที่ดังกว่า แต่อยู่ที่ใจที่เปิดกว้างกว่า

✅ ไม่ใช่ทุกบทสนทนาต้องจบลงด้วยผู้แพ้และผู้ชนะ

✅ การยอมรับความจริง ไม่ได้ทำให้เราดูด้อยค่า แต่มันทำให้เราเติบโต

--------

ทำไมผมจึงเขียนเรื่องนี้?

ก็เพราะ ผมเคยเป็นมาก่อน

ผมเคยมีความสุขกับการหาข้อโต้แย้ง เคยพยายามแสดงให้เห็นว่าผมมองได้ลึกกว่าคนอื่น

เคยคิดว่า… การชนะในการถกเถียง คือการพิสูจน์ว่าผมฉลาด

แต่วันหนึ่งผมเริ่มสังเกตเห็นบางอย่าง…

ผมอาจชนะในบางบทสนทนา

แต่บางครั้งก็จบลงด้วยความว่างเปล่า

ผมได้เสียงชื่นชม

แต่บางครั้งก็แลกมาด้วยระยะห่างจากคนรอบตัว

ผมคิดว่าตัวเองรู้มากขึ้น

แต่จริง ๆ แล้วผมกำลังสร้างกำแพงปิดกั้นโอกาสในการเรียนรู้

ผมเข้าใจผลดี-ผลเสียของมันดี

จนกระทั่งวันหนึ่งผมถามตัวเองว่า "แล้วอะไรสำคัญกว่ากัน—การชนะ หรือการเติบโต?"

และเมื่อผมเริ่มละวาง ผมก็ได้เห็นบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน…

วันนี้ ผมแค่อยากแบ่งปันเรื่องนี้

ในฐานะ คนที่เริ่มหลุดพ้นจากพันธนาการนี้แล้ว

และผมหวังว่า ถ้ามีใครที่ยังติดอยู่ในวงจรนี้

บทความนี้อาจช่วยให้คุณ ตั้งคำถามกับตัวเองดูสักครั้ง

เพราะบางที...

"การไม่ต้องเอาชนะ คือชัยชนะที่แท้จริงของเราเอง"

#StayHumble #LifeShift #Siamstr

“ถ้าเรายังไม่ได้เดิมพันอะไรเลย เราไม่ใช่ผู้นำ”

เรากำลังเดิมพันอะไรกับสิ่งที่เราเชื่อ?

ทุกคน พูด ได้…

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ ลงมือทำ

เราจะเห็นคนมากมายออกมาพูดถึง "อนาคตที่ดีกว่า", "อุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่", "โอกาสที่ต้องคว้าไว้"

แต่พอถึงเวลาลงมือ พวกเขาอยู่ตรงไหน?

"โลกนี้เต็มไปด้วยคนที่พูดถึงความเปลี่ยนแปลง แต่มีไม่กี่คนที่ลงมือสร้างมันจริง ๆ"

และนี่คือเหตุผลที่ "Skin in the Game" คือสิ่งที่แยก "ผู้นำตัวจริง" ออกจาก "นักพูด"

ผู้นำที่แท้จริงต้องลงทุนลงแรงเอง (Skin in the Game)

- ผู้นำที่แท้จริงไม่ได้เดิมพันด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่เดิมพันด้วยการกระทำด้วย

- ถ้าเราเชื่อในบางสิ่งจริง ๆ เราต้องยอมเดิมพันด้วยตัวเอง

- ไม่มีความเสี่ยง ไม่มีการลงทุน >> ไม่มีความหมาย

“ถ้าเราไม่ได้แบกรับความเสี่ยง เราไม่มีสิทธิ์พูดว่าเราเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลงนั้น”

"ถ้าเราไม่มีส่วนในการรับผิดชอบกับผลที่ตามมา เราไม่มี Skin in the Game"

เราไม่มีสิทธิ์บอกว่าเราเชื่อในบางสิ่ง ถ้าเราไม่กล้าลงแรงเพื่อมัน

- ผมเริ่มสร้างคอนเทนต์เอง ตั้งแต่ยังไม่มีทีม

- ผมเริ่มผลักดัน Community เอง ตั้งแต่ยังไม่มีใครสนใจ

- ผมลงแรงทำงาน 2-3 ปี แลกกับเวลาส่วนตัว โดยแทบไม่มีรายได้กลับมา

ผมไม่ได้แค่พูดว่า "Bitcoin สำคัญ"

แต่ผมลงทุน ทั้งเวลา ทั้งพลัง ทั้งโอกาส เพื่อให้มันเกิดขึ้นจริง

"เราไม่ได้เดิมพันแค่ด้วยเงิน แต่อยู่ที่ว่าเราเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสนามด้วยหรือเปล่า"

Skin in the Game ไม่ได้แปลว่าแค่ "ลงเงิน" แต่มันคือ "ลงตัวเอง"

❌ เราคือคนที่พูดว่า Bitcoin สำคัญ แต่ไม่เคยทำอะไรเพื่อให้มันเติบโตได้รับการยอมรับ?

❌ เราคือคนที่บอกว่าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม แต่ยังรอให้คนอื่นเริ่ม?

❌ เราคือคนที่วิจารณ์ทุกอย่าง แต่ไม่เคยเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับมัน?

"ถ้าสิ่งที่คุณพูดถึงมันสำคัญจริง คุณต้องมีบางอย่างที่คุณยอมเสียไปเพื่อมัน"

- ถ้าเราอยากเห็น Community เติบโต เราต้องเป็นคนที่สร้างมันขึ้นมาก่อน

- ถ้าเราอยากให้ทีมแข็งแกร่ง เราต้องเป็นคนที่ยืนอยู่แถวหน้าในเวลาที่ยากลำบาก

- ถ้าเราอยากให้คนเชื่อในสิ่งที่เราสร้าง เราต้องเป็นคนแรกที่ลงทุนกับมัน

"ถ้าเราไม่ได้เสี่ยงอะไรเลย ก็ไม่มีเหตุผลที่ใครจะเชื่อในสิ่งที่เราพูด"

นักสร้าง..

ไม่ต้องการให้ใครมายอมรับ >> แต่ให้ผลงานเป็นตัวพิสูจน์

"ผู้นำที่แท้จริงไม่ใช่คนที่อยู่ในสนาม แต่คือคนที่ลงมือทำจนสนามนั้นถูกสร้างขึ้นมา"

ทำไมเราต้องมี Skin in the Game?

1️⃣ ถ้าไม่มีความเสี่ยง มันไม่มีความหมาย

- ถ้าเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ได้ลงทุนลงแรง >> เราก็แค่ ผู้ชม

- ถ้าเราวิจารณ์ระบบ แต่ไม่พยายามสร้างระบบใหม่ >> เราก็แค่ เสียงรบกวน

- ถ้าเราเชื่อในบางสิ่ง แต่ไม่กล้าเสี่ยงเพื่อมัน → เราก็แค่ นักฝันที่ไม่เคยลงมือทำอะไร

"ถ้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลง เราต้องเดิมพันกับมัน"

2️⃣ ถ้าเราไม่ลงมือเอง เราไม่มีสิทธิ์พูดว่าเราเป็นผู้นำ

- ถ้าเราไม่เคยสร้างอะไรเลย >> เราไม่มีสิทธิ์บอกว่าเราเข้าใจมัน

- ถ้าเราไม่เคยลงแรงเพื่อมัน >> เราไม่มีสิทธิ์บอกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของมัน

- ถ้าเราไม่ได้เดิมพันกับมันจริง ๆ >> เราไม่มีสิทธิ์พูดว่าเรายืนหยัดเพื่อมัน

"Leadership is not about power. It’s about responsibility."

3️⃣ ถ้าเรากลัวความเสี่ยง เราจะไม่มีวันเป็นผู้นำที่แท้จริง

- ผู้นำต้องเป็น คนแรกที่เดินเข้าไปในสนาม

- ผู้นำต้องเป็น คนแรกที่ลงแรง แม้ไม่มีอะไรรับประกัน

- ผู้นำต้องเป็น คนแรกที่เจ็บตัว เพื่อให้คนอื่นเดินตาม

"คนที่กลัวความเสี่ยง จะไม่มีวันได้ครอบครองโอกาสที่แท้จริง"

Entrepreneurial Leadership ต้องมาพร้อม Skin in the Game

- เราไม่ได้เป็นผู้นำเพราะพูดเก่งอย่างเดียว แต่เพราะเราลงมือทำจริงตลอดเวลา

- เราไม่ได้สร้างอิทธิพลเพราะคนฟังเรา แต่เพราะเราทำให้พวกเขาเห็นตัวอย่าง

- เราไม่ได้เรียกร้องให้คนเชื่อในสิ่งที่เราพูด แต่ทำให้พวกเขาเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นไปได้

"ถ้าคุณยังไม่ได้เดิมพันอะไรเลย แสดงว่าคุณยังไม่ได้เล่นเกมนี้จริง ๆ"

คนที่ได้รับผลจากสิ่งที่เราลงมือทำโดยตรง จะรู้ว่าเราลงเดิมพันด้วยอะไร มูลค่าเท่าไหร่

คนที่ได้รับผลจากสิ่งที่เราลงมือทำทางอ้อม จะแค่เข้าใจว่าเราเป็นใครสักคนจากในที่มืด ไร้มูลค่า

เราใช้ "โอกาสที่เสียไปหากเอาไปทำเรื่องอื่น" มาลงทุนลงแรงกับสิ่งนี้

เรามี "Skin in the game" กับบิตคอยน์

#SkinInTheGame #ActNotJustTalk #BeTheCause #LifeShift

#Siamstr

“ผู้นำที่แท้จริงไม่ใช่ผู้บริหาร แต่คือนักสร้าง”

การสร้าง คือ การกล้าเดินเข้าไปในที่มืดเป็นคนแรก

"Entrepreneurial Leadership" My way

โลกเต็มไปด้วย "ผู้บริหาร" คนที่เก่งในการจัดการระบบ ดูแลกระบวนการ ติดตามผลลัพธ์

แต่โลกไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยพวกเขา

โลกถูกเปลี่ยนแปลงด้วย "นักสร้าง" (The Builder)

คนที่เห็นโอกาสในสิ่งที่ยังไม่มีอยู่ และลงมือทำมันให้เกิดขึ้นจริง

"ผู้บริหารเก่งเก่งจัดระเบียบสิ่งที่มีอยู่ ส่วนนักสร้างเก่งที่ทำให้สิ่งที่ยังไม่มีกลายเป็นจริง"

หลายครั้งที่ผมเห็นคนตั้งคำถามว่า "ผู้นำที่ดีคืออะไร?"

คือคนที่คอยสั่งการให้ทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ?

หรือคือคนที่สร้างสิ่งใหม่ที่ทำให้ทีมมีเหตุผลในการทำงาน?

สำหรับผม "ผู้นำที่แท้จริงคือผู้สร้าง"

พวกเขาไม่ได้แค่ปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ แต่สร้างบางสิ่งที่ยังไม่มีขึ้นมาเอง

"โอกาสไม่ได้มีไว้ให้รอ โอกาสมีไว้ให้สร้าง

- ไม่รอให้ปัญหาหมดไป >> แต่สร้างวิธีแก้ปัญหาขึ้นมาเอง

- ไม่รอให้มีโอกาส >> แต่สร้างโอกาสเอง

- ไม่แค่จัดการสิ่งที่มี >> แต่สร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

ถ้าคุณต้องการเป็นผู้นำที่แท้จริง คุณต้องเลิกคิดแบบผู้บริหาร แล้วเริ่มคิดแบบนักสร้าง

จาก 0 >> Right Shift >> Siamstr >> Right Node

เราไม่ได้รอให้มี Community เกิดขึ้นในแบบที่เราอยากได้ เราสร้างมันขึ้นมาเอง

ก่อนปี 2021 ในไทยยังไม่มี Community Bitcoin ที่เป็นโครงสร้างชัดเจนมากนัก

แหล่งข้อมูลก็มีน้อย มีเพียงช่องทางของ อ.พิริยะ ที่ให้ความรู้แบบจริงจังแต่เพียงลำพัง

ไม่มีพื้นที่ให้คนที่สนใจมาแลกเปลี่ยนความรู้ ไม่มีคอนเทนต์ที่ลึกซึ้งเป็นระบบระเบียบในรูปแบบภาษาไทย

ในตอนนั้น.. ผมมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง

1️⃣ รอให้มีคนอื่นมาสร้างให้ แล้วค่อยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขอบมัน

2️⃣ สร้างมันขึ้นมาเองเสียเลย

ผมเลือกทางที่สอง..

“ถ้าสิ่งที่เราต้องการยังไม่มีในโลก เราก็สร้างมันขึ้นมาเอง”

นี่คือวิธีคิดแบบนักสร้าง ที่ทำให้เรากลายเป็นผู้นำ

1️⃣ สร้างเลย แทนที่จะรอ (Create Instead of Wait)

❌ หยุดรอให้มีคนมาให้โอกาส

✅ เริ่มเป็นคนที่ สร้าง โอกาสเอง

- อยากเห็นอุตสาหกรรมดีขึ้น? >> สร้างพื้นที่ให้คนแลกเปลี่ยนความรู้ คอนเน็คกันเอง

- อยากมีทีมที่ดีมีศักยภาพ >> สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการปรากฏตัวของคนที่มีศักยภาพ

- อยากเห็นทีมแข็งแกร่งขึ้น? >> สร้างวัฒนธรรมที่ดีขึ้น

- อยากให้ตัวเองมีคุณค่า? >> สร้างคุณค่าให้ตลาดก่อนที่ตลาดจะต้องการมัน

"ผู้นำที่แท้จริงไม่รอให้อนาคตเกิดขึ้น แต่สร้างอนาคตขึ้นมาเอง"

2️⃣ มองหา “ปัญหาที่คนอื่นมองข้าม” (Opportunity in Problems)

❌ อย่ามองปัญหาเป็นแค่ปัญหา

✅ มองว่าปัญหาคือ โอกาสที่ยังไม่มีใครแก้

- ไม่มีผู้คนออกมาให้ความรู้เรื่อง Bitcoin แบบจริงจัง? (ไม่นับ อ.พิริยะ ที่ทำอยู่ก่อนแล้ว) >> ทำให้มันเกิดขึ้นเอง

- ตลาดไทยไม่มีมาตรฐานสำหรับ Bitcoin Education? >> เราสร้างมาตรฐานเอง

- ไม่มีพื้นที่ให้คนเก่ง ๆ รวมตัวกัน? >> ผมสร้างทีมขึ้นมาเอง สร้างพื้นที่ให้พวกเขารวมตัวกัน

"ทุกครั้งที่มีคนบ่น นั่นแปลว่าโอกาสของเรากำลังรอให้เราไปสร้างมันขึ้นมา"

3️⃣ ลงมือทำ แม้ไม่มีใครรับประกันความสำเร็จ (Take Risks & Build Anyway)

❌ หยุดคิดว่า "จะเวิร์คไหม?"

✅ เริ่มคิดว่า "เราจะทำให้มันเวิร์คได้ยังไง?"

- เราเริ่มสร้าง Right Shift ทั้งที่ยังไม่มีเงินทุนมากนัก

- ผมเริ่มทำคอนเทนต์เอง ทั้งที่ตอนแรกยังไม่มีใครเสพ

- เราเริ่มจัด Meetup Bitcoin ไทย ทั้งที่ไม่ค่อยมีใครเคยจัดมาก่อน

"โอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือโอกาสที่คนอื่นยังไม่เห็น"

//////////

"การสร้าง" คือ การกล้าเดินเข้าไปในที่มืดเป็นคนแรก

การเป็น "นักสร้าง" ไม่ใช่แค่การทำสิ่งใหม่ แต่มันคือการก้าวเข้าไปในที่ที่ยังไม่มีใครเคยไป

"ที่ที่มืดสนิท" ที่ที่ไม่มีใครรู้ว่าข้างในมีอะไร ไม่มีเส้นทาง ไม่มีระบบ ไม่มีหลักประกันว่ามันจะสำเร็จ

"พื้นที่ที่ไม่มีใครเข้าไป ไม่ใช่เพราะมันเป็นไปไม่ได้ แต่มันเป็นเพราะยังไม่มีใครกล้าพอ"

ความมืด… มันคือสิ่งที่น่ากลัวโดยธรรมชาติ

เพราะมนุษย์กลัวสิ่งที่ตัวเองมองไม่เห็น

แต่ในขณะเดียวกัน ความมืดนั้นก็เป็นที่ที่ยังไม่มีใครครอบครอง

มันคือ Blue Ocean

มันคือโอกาสอันบริสุทธิ์ที่รอให้ใครสักคนกลายเป็นคนแรกที่เปิดไฟ

+ เราไม่ได้แค่สร้าง Right Shift ขึ้นมา

+ เราเดินเข้าไปในที่มืด และทำให้มันกลายเป็นพื้นที่ของเรา

ความกล้าที่จะเข้าไปในความมืด คือ ต้นทุนของนักสร้าง

ทุกตลาดที่ยังไม่มีใครอยู่ มันน่ากลัว

ทุกไอเดียที่ยังไม่มีใครทำ มันเสี่ยง

ทุกการเริ่มต้นที่ไม่มีใครการันตี มันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

แต่… นักสร้างตัวจริงไม่ใช่คนที่หลีกเลี่ยงความมืด เขาคือคนที่เดินเข้าไปเพื่อเปลี่ยนมันให้เป็นของตัวเอง

"ถ้าเรากลัวความมืด เราก็จะไม่มีวันได้เป็นเจ้าของแสงสว่าง"

เราไม่ได้รอให้มีแสง… เราเป็นคนเปิดไฟเอง

การเป็นนักสร้างไม่ได้แปลว่าเราต้อง “หาทางที่ปลอดภัย”

แต่มันหมายถึง..

เราต้องเป็นคนออกแบบอนาคตที่เราต้องการจะอยู่เอง

ถ้ายังไม่มีระบบ >> ออกแบบให้มันเกิดขึ้นเอง

ถ้ายังไม่มีคนเชื่อ >> ทำให้เขาเห็นเอง

"คนที่กล้าก้าวเข้าไปในที่มืดก่อน คือคนที่ได้ออกแบบโลกใหม่ที่คนอื่นจะเข้ามาอยู่"

วันนี้เรากำลังแก้ปัญหา หรือกำลังสร้างโอกาส?

เรากำลังรอให้โอกาสมา หรือเรากำลังสร้างมันขึ้นมา?

เราเห็นปัญหาแล้วบ่น หรือเราเห็นปัญหาแล้วลงมือแก้มัน?

เรากำลังแค่ "บริหาร" สิ่งที่มี หรือกำลัง "สร้าง" สิ่งใหม่?

"โลกนี้ไม่ได้ขาดแคลนผู้บริหาร แต่มันขาดแคลนนักสร้าง"

#EntrepreneurialLeadership #CreateNotWait #BeTheCause #LifeShift #Siamstr

That was faster than I expected 👀

"ไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตต้องเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาต้องมีพื้นที่ในใจของเรา"

ชีวิตนั้นเต็มไปด้วยเสียงรบกวน...

เสียงของความคาดหวังจากคนรอบตัว เสียงของความกังวล เสียงของความคิดที่ตัดสินตัวเอง และเสียงของความรู้สึกที่เรายอมให้มากำหนดวันคืนของเรา

แต่เราเคยสังเกตกันไหมว่า...

บางครั้งเราก็เหนื่อยโดยไม่จำเป็น

เราเจ็บปวดจากสิ่งที่เราเลือกแบกไว้เอง

และเราสูญเสียตัวเองไปเพียงเพราะเรายอมให้โลกภายนอกเป็นคนควบคุมความรู้สึกของเรา

ถึงเวลาแล้ว.. ที่เราจะต้องเป็นเจ้าของอารมณ์ของตัวเอง

ถึงเวลาที่เราจะปกป้องพลังงานชีวิตจากสิ่งที่ไม่คู่ควร

ถึงเวลาที่เราจะรักษาหัวใจตัวเองจากสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องจดจำ

นี่คือหนทางแห่งการปลดปล่อยตัวเอง ที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตด้วยความสงบ และรักษาพื้นที่ในใจให้มีค่าพอสำหรับสิ่งที่ควรค่าแก่การเก็บไว้จริง ๆ

1. ฝึกศิลปะแห่งการไม่รับทุกอย่างเข้ามาในใจ

มีบางเรื่องที่เรารู้แล้วไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น

มีบางคำพูดที่เราฟังแล้วไม่ได้ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น

มีบางคนที่เราใส่ใจไปก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขขึ้น

"ทางเลือก" นั้นมีอยู่เสมอ..

เราจะปล่อยให้ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามากลายเป็นภาระทางอารมณ์ หรือ เราจะเลือกอย่างชาญฉลาด ว่าอะไรสมควรมีพื้นที่ในใจของเรา?

บางครั้ง "ไม่รู้" ก็เป็นทางเลือกที่ทำให้ชีวิตสงบขึ้น

บางครั้ง "ไม่สนใจ" ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราปกป้องพลังงานของตัวเองได้ดีขึ้น

“ความสงบ.. ไม่ได้เกิดจากการได้ทุกอย่างมาอยู่ในกำมือ แต่เกิดจากการปล่อยให้บางสิ่งอยู่นอกเหนือการรับรู้ของเรา”

2. จงอยู่อย่างคนที่เข้าใจว่าคุณไม่ได้มีหน้าที่อธิบายตัวเองให้ทุกคนเข้าใจ

เคยไหม?

รู้สึกว่าต้องอธิบายให้ใครสักคนเข้าใจสิ่งที่อยู่ในใจเรา

พยายามจะทำให้ใครบางคนมองเห็นตัวตนของเราในแบบที่มันเป็น

แต่ท้ายที่สุด... บางคนก็ไม่อยากเข้าใจเราอยู่ดี

และความจริงก็คือ..

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อให้ทุกคนเข้าใจ

เราไม่ได้มีหน้าที่ต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเองให้ใครทุกคนเห็น

บางเรื่องถ้าอีกฝ่าย "ไม่เปิดใจรับ" ต่อให้เราพูดเป็นร้อยครั้งก็คือ "เสียงที่สูญเปล่า"

จงเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่เข้าใจของคนอื่น โดยที่เรายังเข้าใจตัวเอง

“การเป็นอิสระจากความต้องการให้ใครสักคนเข้าใจ คือ ของขวัญที่ดีที่สุดที่คุณจะมอบให้กับตัวเอง”

3. ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน

ไม่ใช่ทุกเรื่องที่ต้องมีคำตอบ

ไม่ใช่ทุกความขัดแย้งที่ต้องมีผู้ชนะ

ไม่ใช่ทุกสถานการณ์ที่ต้องได้รับการแก้ไขจากเรา

ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงโต้เถียงและความพยายามที่จะเป็นฝ่ายถูก

บางครั้ง.. ความเงียบก็เป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด

เลือกที่จะเงียบเมื่อเงียบแล้วสง่างามกว่าโต้ตอบ

เลือกที่จะปล่อยผ่านเมื่อปล่อยผ่านแล้วชีวิตเบากว่าแบก

เพราะ..

“มันก็มีบางสงครามที่ชนะได้โดยที่ไม่ต้องเข้าร่วม”

4. อยู่ให้ไกลจากคนที่ทำให้โลกของคุณหนักเกินไป

มีบางคนที่เมื่ออยู่ใกล้แล้วเรารู้สึกสดใส

มีบางคนที่เมื่อคุยด้วยแล้วเรารู้สึกหนักหน่วง

ชีวิตสั้นเกินกว่าที่จะใช้เวลากับคนที่ทำให้พลังงานของเราหมดไป

จงเลือกคนที่พูดแล้วทำให้หัวใจเราขยายใหญ่ขึ้น

จงเลือกคนที่อยู่ใกล้แล้วทำให้เรารู้สึกเป็นตัวเองได้มากขึ้น

ถ้าการอยู่ใกล้ใครสักคนแล้วทำให้เราต้องเสียสละความสงบของตัวเอง

บางที... เราอาจจะต้องเริ่มเดินออกมา

“ความสัมพันธ์ที่ดี คือ ความสัมพันธ์ที่ทำให้เราเป็นตัวเองในแบบที่ดีขึ้น ไม่ใช่ตัวเองในแบบที่หมดพลัง”

5. หยุดเสียพลังงานกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

ฝนตกหรือแดดออก... คุณเปลี่ยนมันได้ไหม?

คนอื่นจะคิดยังไงกับคุณ... คุณเปลี่ยนความคิดของเขาได้ไหม?

มีหลายสิ่งในชีวิตที่เรามักเอาตัวเองไปยึดติด ทั้งที่เราควบคุมมันไม่ได้เลย

แต่สิ่งที่คุณควบคุมได้ ก็คือ…

✅ วิธีที่คุณเลือกจะตอบสนองต่อสถานการณ์

✅ พลังงานที่คุณเลือกจะมอบให้สิ่งต่าง ๆ

✅ ทิศทางที่คุณเลือกให้ความคิดของตัวเองเดินไป

“อย่าสูญเสียตัวเองไปเพียงเพราะพยายามควบคุมสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจของคุณ”

6. แทนที่จะใช้เวลาโต้แย้ง.. ใช้เวลาเติบโตดีกว่า

มีหลายครั้งที่เราหมดพลังไปกับการพยายามเปลี่ยนแปลงความคิดของคนอื่น

แต่การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการ เปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น

เมื่อคุณเติบโตในแบบของคุณเอง คนที่เหมาะสมจะมองเห็นคุณเอง

เมื่อคุณพัฒนาตัวเอง คนที่เคยสงสัยในตัวคุณจะไม่มีคำถามอีกต่อไป

“จงใช้พลังของคุณกับสิ่งที่ทำให้คุณเติบโต แทนที่จะเสียมันไปกับการพยายามเปลี่ยนแปลงคนอื่น”

7. มีสติให้มากขึ้น เพื่อให้ใจหนักแน่นขึ้น

บางครั้งเรารู้สึกว่าอารมณ์เราถูกพัดพาไปง่ายเกินไป

เรารู้สึกโกรธเพียงเพราะใครบางคนพูดอะไรบางอย่าง

เรารู้สึกเศร้าเพียงเพราะคำพูดที่ได้ยินมา

แต่เมื่อเรามีสติ..

เราจะไม่ให้ทุกอย่างที่เข้ามากระทบใจกลายเป็นปัญหาของเรา

สติคือเกราะป้องกันหัวใจที่ดีที่สุด

มันช่วยให้เราแยกแยะระหว่าง

สิ่งที่เราต้องสนใจ กับ สิ่งที่เราควรปล่อยผ่าน

“จงเป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ไม่สั่นไหวเพราะลมพัดผ่าน”

หัวใจของเรา คู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุด

ชีวิตของเราไม่ได้มีไว้เพื่อแบกรับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามา

อารมณ์ของเราไม่ได้มีไว้ให้ใครก็ได้เข้ามากำหนด

จง "เลือก" รักษาพลังงานของเรา

จง "เลือก" ให้หัวใจของเราเป็นที่พักพิงของสิ่งที่มีค่าเท่านั้น

เพราะสุดท้ายแล้ว…

สิ่งที่เราเลือกจะให้ความสนใจ คือสิ่งที่เรามอบพลังงานให้เติบโต

จงเลือกอย่างชาญฉลาด

#LifeShift #Siamstr

Replying to Avatar VΔz

IT BEEN A YEAR🇹🇭🍻🎉

ผ่านมานึ่งปีแล้วสิ ในตอนที่เข้ามาทุ่งม่วงครั้งแรก หาสมัคร Nip-05 ยาก บางเว็บก็ยังบัค ๆ มึน ๆ สมัครแล้วไม่ขึ้นบ้าง เลยเริ่มไปหา code ใน github ว่า Nip-05 มันทำงานยังไง แรก ๆ ยัง clone ขอคนอื่นมาใช้อยู่เลย 😆 จะเอามาใช้คนเดียวมันก็ไม่คุ้ม จ่ายตั้งหลายหมื่น sats เลยเลือกที่จะเอาชื่อ #siamstr ที่ใช้กันในตอนนั้นมาทำเป็น Nip-05 ให้ทุกคนใช้ซะเลย พอผ่านไปไม่ถึงเดือน vercel มันโหลดเกินโปรฟรีที่เค้าให้ใช้ฟรีมา ก็เลยทำเป็น Rust API ครอบดึงหน้าเว็บจาก vercel มาอีกทีให้ประหยัดขึ้น ผ่านไปไม่นานก็คันมืออยากฝึกเขียนหน้าเว็บด้วยภาษา Rust นี่แหละ เอาเป็นที่ฝึกฝีมือเขียนโค้ด

การได้เข้ามาที่ทุ่งม่วงนี้ ได้อ่านแง่คิดดี ๆ ที่แตกต่างไปจาก main-stream media ที่พาเราหัวร้อนทะเลาะกับคนแปลกหน้าได้ตลอดเวลา

พอเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่างมากขึ้น พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้วก็ยิ่งรู้สึกว่ามีเวลามากขึ้นด้วย ฝึกฝนในเรื่องที่เราสนใจมากขึ้น จนตอนนี้ก็ได้งานเขียนโปรแกรมภาษานี้สมใจอยาก 🍻

#ThailandZapathon

nostr:nevent1qqs9a2nw0xuwgl6ulelj4jhhsmz2sggz5nyrn4a85mkzuku52kxppucprpmhxw309ucnjv3wxymrst339curxw3jxsurvwf0qgs93adzxqyt5k58xzjrta50rrdqkyxw2wxxu2495xmczgrkxpx4nacrqsqqqqqpgk8nyr

ตำนาน..

Replying to Avatar teemie ⚡

ครบหนึ่งปี siamstr.com ยินดีด้วย nostr:nprofile1qqsxw3rn76ptcqgpe998kt6xxesegw2gacdc6m3xvpm40r2xlpv7k0qprfmhxue69uhkymmnw3ezumr9vd682unfveujumn9wshszxrhwden5te0wfjkccte9eekjctdwd68ytnrdakj7qgcwaehxw309aex2mrp0yhxumm5daeks6fwwa5kutc0a52cm ครบปีแล้วก็ต้องจ่ายค่า domain name อีกแล้วสินะ 555

พอมี domain นี้ขึ้นมาน้อง nostr:nprofile1qqsxw3rn76ptcqgpe998kt6xxesegw2gacdc6m3xvpm40r2xlpv7k0qprfmhxue69uhkymmnw3ezumr9vd682unfveujumn9wshszxrhwden5te0wfjkccte9eekjctdwd68ytnrdakj7qgcwaehxw309aex2mrp0yhxumm5daeks6fwwa5kutc0a52cm ก็มาชวนผมให้ใช้ชื่อโดเมน relay.siamstr.com สำหรับเป็น relay เพื่อชาว community ของพวกเรา แล้วผมก็เลยได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแล relay ที่พวกเราใช้งานกัน เดิมนั้นผมใช้ notebook เก่าๆ รันอยู่ที่บ้าน และรันด้วย nostream เป็นหลัก เวลา public IP ที่ใช้สำหรับอินเตอร์เน็ตที่บ้านโดนเปลี่ยน ต้องรบกวนน้อง nostr:nprofile1qqsxw3rn76ptcqgpe998kt6xxesegw2gacdc6m3xvpm40r2xlpv7k0qprfmhxue69uhkymmnw3ezumr9vd682unfveujumn9wshszxrhwden5te0wfjkccte9eekjctdwd68ytnrdakj7qgcwaehxw309aex2mrp0yhxumm5daeks6fwwa5kutc0a52cm แก้อยู่บ่อยๆ อีกทั้งช่วงนั้น nostream ทำงานได้ช้าและหน่วงพอสมควร ตอนหลังเริ่มอยากลองใช้ strfry แทนจึงชวนอาร์มมารันด้วยกันอีกคนด้วย

ปัจจุบัน relay.siamstr.com รันด้วย strfry และอยู่บน cloud เจ้าใหญ่ในประเทศสิงคโปร์ครับ มันนิ่งมาได้นาน แถมได้ fixed public IP ไม่ต้องรบกวนน้อง nostr:nprofile1qqsxw3rn76ptcqgpe998kt6xxesegw2gacdc6m3xvpm40r2xlpv7k0qprfmhxue69uhkymmnw3ezumr9vd682unfveujumn9wshszxrhwden5te0wfjkccte9eekjctdwd68ytnrdakj7qgcwaehxw309aex2mrp0yhxumm5daeks6fwwa5kutc0a52cm แก้ไขอีกเลย

ขอบคุณที่ทำให้ผมได้มีส่วนช่วยเล็กๆน้อยๆ สำหรับการเริ่มต้นของ siamstr community แห่งนี้ครับ

#siamstr #ThailandZapathon

ขอบคุณมากๆ ครับพี่ตี๋