Avatar
Boat
ece68855d5a5f6e587bf8815c6d5924a9fdf10ca048bf46ed116ff570a8dc772
₿itcoiner, Pull up lover #siamstr #asksiam #fuckimf

ชมชื่นความงดงาม

ที่กำลังอวดโฉมบานสะพรั่ง

หอมกลิ่นเจ้าละมุนละไม

ไปทั่วทั้งห้วงชั้นบรรยากาศ

ผึ้งตัวน้อยนอนเกลือกกลิ้ง

ชุกกายคลุกกลีบเกสร

ราวกับว่ากาลเวลานั้น

ได้หยุดนิ่งไปชั่วนิจนิรันดร์กาล

ทันใดนั้นเจ้าแมงมุมร้าย

ก็ย่องเข้ามา........

ในความงามอันชวนหลงไหล

บางครั้งก็เต็มไปด้วยภยันตราย

เผลอพลั้งใจลุ่มหลงเพียงครู่

อาจถึงสิ้นชีวาวาย

ผลตอบแทนอันล่อตาล่อใจ

รวยง่ายๆ รวยทะลุจักรวาล

มีให้เห็นอยู่ในทุกวงการ

ไม่เว้นแม้แต่วงการเกษตรกรรม

จะจบ ป.4 หรือจบด๊อกเตอร์

เมื่อความโลภเข้าครอบงำ

โอกาสตกเป็นเหยื่อก็พอๆกัน

จงระวัง…..

#กวีนอนนา ผู้ไม่หิวแสงแต่ชอบ

แสดงกล้ามดาก

#เกษตรกรรมธรรมชาติ

#siamstr

GM อรุณสวัสดิ์ครับ

GMดอกกล้วยไม้สวยมากครับ 😆

Replying to Avatar AM I

#siamstr

“อำนาจ” ช่างเป็นสิ่งที่หอมหวาน ใครต่อใครต่างบอกว่า มันเป็นเสมือนเครื่องมือช่วยให้เราได้ในทุกสิ่งที่ต้องการ เเต่เราเคยสงสัยหรือไม่ว่ามีเหตุผลอะไรบ้าง ที่ทำให้มนุษย์ต้องการอำนาจอย่างแท้จริง

.

ในทางสังคมศาสตร์และการเมือง อํานาจคือความสามารถของบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการกระทํา ความเชื่อ หรือพฤติกรรมของผู้อื่น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมวิทยาอย่าง Max Weber ได้ระบุอํานาจไว้ 3 ประเภท คืออํานาจจากสังคม อํานาจโดยชอบธรรมทางกฎหมาย และอํานาจส่วนตัว

.

ทั้ง 3 ข้อนี้ มีส่วนประกอบไปด้วยอิทธิพลจากการพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้อื่นโดยการโน้มน้าวให้อีกฝ่ายคล้อยตาม ซึ่งบุคคลนั้นต้องมีศักยภาพหรือความสามารถมากพอจนเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม และมักจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่ต้องพึ่งพาอาศัยแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

.

เมื่อเกิดอาการกลัวการสูญเสียผลประโยชน์ คนเหล่านี้จึงได้คิดค้นกลยุทธ์ให้ตนเองมีอำนาจเพื่อควบคุมอีกฝ่าย รวมถึงการใช้อิทธิพลของตนให้มีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกระทำความผิดก็ยังไม่ได้รับการลงโทษอยู่ดี และมักจะพบเห็นได้กับผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ที่ดำรงตำแหน่งสูง ทำให้ผู้อื่นต้อง ปรนนิบัติรับใช้เกรงกลัว จนลุกลามเป็นการใช้อำนาจตามใจชอบเกินขอบเขตหน้าที่ของตน

.

ทั้งนี้สาเหตุสำคัญของอำนาจมีแหล่งที่มาหลายปัจจัย อาทิเช่น ได้รับมอบอำนาจโดยชอบตามกฎหมาย รวมถึงมาจากการเป็นที่นิยมชมชอบของสังคม นอกจากนี้อำนาจยังเกิดจากความสามารถได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญ การบังคับข่มขู่ และการมอบหมายอำนาจให้เพื่อเป็นรางวัล

.

จะพบว่าแรงจูงใจแต่ละประเภทนําไปสู่พฤติกรรม และผลลัพธ์ความเป็นผู้นําที่แตกต่างกัน บรรดาผู้ที่แสวงหาอํานาจในการควบคุมผู้อื่นมักจะมีสิทธิพิเศษทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ที่เหนือกว่าในการเจรจาต่อรอง เพื่อเอื้ออำนวยผลประโยชน์และความสะดวกสบายให้แก่ตนเอง

.

ซึ่งทฤษฎีอํานาจทางสังคมวิทยาแต่ละทฤษฎีนําเสนอมุมมองของตนเองเกี่ยวกับการใช้อํานาจทางสังคม ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นบริบททางการเมือง การปกครองทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และอำนาจทางวัฒนธรรม เมื่อเราต้องอยู่ร่วมกันในสังคม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาการใช้อำนาจในเชิงบวก และรู้เท่าทันอำนาจเชิงลบ

.

นอกจากนี้ ผลรายงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยกรุงปักกิ่ง ยังชี้ให้เห็นว่าเมื่อคนเรามีอำนาจในการกระทำต่อผู้อื่น โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเอง พวกเขาจะรู้สึกสนุกสนานกับการกลั่นแกล้งผู้อื่นอย่างไร้ความปราณี ซ้ำยังถูกค้นพบว่าภาพความทรงจำในอดีตของผู้กระทำนั้นเคยเป็นเหยื่อมาก่อน และถูกกระทำในรูปแบบเดียวกัน จึงส่งผลให้พฤติกรรมเหล่านี้เป็นวัฎจักรวนเวียน

.

สุดท้ายแล้วความปรารถนาอำนาจของมนุษย์ อาจไม่ได้ต้องการความยิ่งใหญ่เหนือผู้อื่นเสมอไป ทว่าเป็นเพียงเกมชีวิตที่ต้องต่อสู้เมื่อตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่อย่างไรก็ตามหากใช้ในทางที่ผิดมันจะเป็นเสมือนดาบสองคมและย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้เสมอ

.

Author : Erael

.

Refer :

-https://www.betterup.com/blog/personal-power#:~:text=Personal%20power%20is%20the%20ability,ability%20to%20cooperate%20with%20others.

-https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4447388/

.

#นักคิดคำ #nakkhidkhom #อำนาจ

อำนาจในการยับยั้งชั่งใจ เป็นอำนาจที่ต้องทำให้มาก ต้องฝึกฝนให้มาก เพราะอำนาจนี้เป็นไปเพื่อปกป้องตัวเอง หลายครั้งหลายคราที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งยั่วยวนในระหว่างทางของชีวิต การปล่อยใจไปตามอารมณ์โดยไม่ยั้งคิด อาจเปลี่ยนชีวิตของคุณไปตลอดกาล

อำนาจสุดท้ายใกล้ตัวที่สุดและมักถูกลืมที่สุด

GM นครศรีตื่นมาก็ตกเลยครับ ดีที่เป็นวันอาทิตย์ถ้าวันจันทร์คงต้องถอดวิญญาณไว้ที่บ้านและออกตัวไปโรงเรียน5555

Replying to Avatar Riina

ทำไมผู้คนถึงยอมรับทองคำ

ในปัจจุบันเป็นที่รู้กันดีว่า ทองคำนั้นเป็นโลหะมีค่า ที่ใครๆต่างก็ยอมรับ ผู้คนมากมายยินดีนำพลังงานและเวลาของพวกเขานั้นไปเก็บไว้ในทองคำ ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันโดยมิได้นัดหมายว่าทองคำนั้นมีค่า และคนส่วนมากก็มองว่าทองคำนั้นมีค่า โดยไม่รู้เหตุผลด้วยซ้ำว่า…ทำไม

บ้างก็ให้เหตุผลว่า ทองคำนั้นมีค่าในตัวเอง ทองคำนั้นราคาแพงขึ้นเสมอ ทองคำนั้นสามารถนำไปทำเครื่องประดับได้ พูดง่ายๆว่า จริงๆแล้ว ทุกคนต่างยอมรับทองคำโดยที่หลายคนก็ไม่ได้เข้าใจเหตุผลที่แท้จริงเลยด้วยซ้ำว่า ทำไมทองคำถึงมีค่า แต่ที่ทุกคนมองว่ามันมีค่า เป็นเพราะใครๆ ต่างก็ยอมรับทองคำต่างหาก

ธาตุพื้นฐานทั้งหมดที่มนุษย์รู้จักนั้น มีจำนวนทั้งหมด 118ธาตุ เมื่อเราตัดธาตุที่มีสถานะเป็นแก๊สออก ตัดธาตุจำพวกโลหะอัลคาไลออกเพราะความไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี ตัดธาตุกัมมันตรังสีออกเพราะไม่เสถียรและเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ก็จะเหลือตัวเลือกไม่มากนัก สำหรับธาตุที่มีความเสถียรสูง ไม่ได้อยู่ในสถานะก๊าซ และไม่ใช่ธาตุกัมมันตรังสี ดังนั้นทองคำเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดจากทั้งหมด 118ธาตุพื้นฐาน

ด้วยคุณสมบัติหลายประการของทองคำ

- คุณสมบัติที่ทนทานต่อการสึกกร่อน(ไม่เป็นสนิม) ไม่ไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี

- ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เนื่องจากทองคำมีความอ่อนและเหนียวสูง สามารถขึ้นรูปได้ง่าย ซึ่งต่างจากอัญมณี จุดหลอมเหลวของทองคำที่อุณหภูมิ 1,064°C สามารถหลอมทองคำให้เป็นของเหลวและนำทองกลับมาขึ้นรูปและใช้ได้อีกตามต้องการ

- ความหายากแบบพอดีๆ(หาไม่ยากเกินไปและหาไม่ง่ายเกินไป) แต่ก็หายากพอที่จะทำให้คนที่มีทักษะทางด้านต่างๆ เลือกที่จะไม่ขุดทองและเลือกที่จะไปทำงานของตัวเอง ซึ่งสามารถสร้างคุณค่าได้ง่ายกว่าการขุดทอง

ทองคำนั้นหายาก ทั้งยังตกน้ำก็ไม่ไหล ตกไฟก็ไม่ไหม้ วางทิ้งไว้ก็ไม่เป็นสนิม ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้แทบจะทำให้ทองคำนั้นเป็นอมตะ เพราะทองคำนั้นจะมีมวลเท่าเดิมอยู่เสมอ ทองคำนั้นจึงเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นสิ่งที่สามารถเก็บไว้และส่งต่อผ่านกาลเวลาไปยังคนรุ่นต่อไปได้โดยไม่เสื่อมสลายไป

สรุปที่ทองคำนั้นมีค่า เพราะคุณสมบัติของธาตุ ที่ทำให้ทองคำนั้นเหมาะสมที่จะถูกนำมาใช้เป็นเงิน เงินจะมีค่าจริงๆก็ต่อเมื่อสามารถนำไปแลกทรัพยากรได้ และการจะนำไปแลกทรัพยากรได้ ผู้ที่รับแลกนั้นต้องยอมรับทองคำ

เมื่อเราทราบคุณสมบัติของทองคำแล้ว แล้วใครกันล่ะที่เป็นคนเริ่มต้นให้คุณค่าแก่ทองคำจนกลายเป็นที่ยอมรับ ใครกันที่ควรจะเห็นคุณค่าของทองคำแบบรู้ได้ด้วยตนเอง รู้แบบไม่ต้องมีใครมาบอก ใครกันที่ทำให้ผู้คนที่ไม่เข้าใจในทองคำด้วยซ้ำ หันมายอมรับทองคำโดยที่พวกเขาไม่ต้องเข้าใจมันก็ได้ ใครกันที่จะทำเช่นนั้นได้

ลองนึกย้อนกลับไปในอดีตกาล เศรษฐีในยุคที่มนุษย์ยังไม่รู้จักเงินนั้น ไม่ใช่คนที่มีเงินเยอะ แต่คือคนที่มีทรัพยากรเหลือเฟือ และการจะมีทรัพยากรเหลือเฟือได้นั้น คนๆนั้นต้องแข็งแกร่งกว่าคนอื่น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ว่าจะแข็งแรงกว่า ฉลาดกว่า อดทนมากกว่า ค้นพบเร็วกว่า รวบรวมผู้คนได้เยอะกว่า ซึ่งมันทำให้เขามีทรัพยากรมากกว่า และตามมาด้วยอำนาจที่มากกว่า

พวกเขามีทรัพยากรมากมายเท่าที่อำนาจของเขาจะครอบครองไหว ทั้งแผ่นดิน ผืนน้ำ สิ่งต่างๆล้วนกินไม่หมดและใช้ไม่ทัน แต่ก็เก็บเอาไว้ไม่ได้ ถึงบางอย่างจะเก็บเอาไว้ได้ แต่ก็เก็บได้ไม่นาน ทรัพยากรต่างๆที่แม้จะใช้หรือไม่ใช้ วันนึงก็จะสลายไปอยู่ดี ตัดไม้เก็บไว้ใช้ ใช้ไม่ทันไม้ก็ผุ จะผลิตเก็บเป็นอาวุธอุปกรณ์ต่างๆ วางทิ้งไว้สนิมก็กัดกิน ผลไม้ อาหาร หรือข้าวสารต่างๆ ถ้ากินไม่ทันก็เน่าเสีย เมื่อเกิดภัยธรรมชาติ น้ำท่วมหรือไฟไหม้ทรัพยากรต่างๆเหล่านี้ก็จะสูญไป ไม่เหลืออะไรเลย ปัญหาหนักใจของคนรวย คือมีทรัพยากรมากมาย แต่จะเก็บไว้ให้อยู่ได้ตลอดไปยังไงดี

ลองนึกภาพว่า เมื่อเศรษฐีได้พบกับคุณสมบัติที่พิเศษของทองคำและเมื่อเขาเข้าใจในความเป็นอมตะของมัน แน่นอนว่าเขาพร้อมที่จะครอบครองมัน แต่แล้วใครล่ะจะหาแร่ทองคำนี้มาให้เขา

ไม่ยาก…

ใครก็ตามที่หาแร่สีทองนี้มาให้เศรษฐี เขาก็ยินดีจะแบ่งปันอาหารและสิ่งต่างๆให้ ของที่เขากินไม่หมด ของที่เขาใช้ไม่ทัน ทรัพยากรที่เขามีอยู่มากมาย

เท่านี้ก็เพียงพอ ที่จะทำให้ผู้คนนั้น ยอมนำเวลาที่พวกเขามี ไปตามหาแร่สีทอง ถึงแม้มันจะกินไม่ได้ นำมาสร้างบ้านก็ไม่ได้ เอามาใส่แทนเสื้อผ้าก็ไม่ได้ มันไม่ได้ใกล้เคียงกับปัจจัยสี่เลยแม้แต่น้อย แต่… มันใช้แลกสิ่งต่างๆจากเศรษฐีได้ พวกเขาไม่รู้หรอกว่า เศรษฐีจะเอาแร่สีทองนี้ไปทำอะไร แต่ในเวลานี้เขายอมรับมันและทุกคนต่างก็ยอมรับมัน เพราะมันสามารถนำไปแลกสิ่งต่างๆที่พวกเขาต้องการได้

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านคิดเหมือนกันไหม ว่าจริงๆแล้ว บางทีช่วงเวลาแห่งการยอมรับอะไรบางอย่าง(Adoption) มันไม่ได้ต้องรอให้ทุกคนบนโลก หรือคนส่วนมากนั้นเข้าใจมันทั้งหมดหรอก

อะไรก็ตามที่คุณสมบัติของมันนั้นพร้อมด้วยตัวมันเองแล้ว เมื่อถึงเวลาที่ผู้ที่มีอำนาจ ผู้ที่ร่ำรวยทรัพยากรนั้นให้การยอมรับ ในไม่ช้าผู้คนต่างก็จะยอมรับ ไม่ใช่เพราะพวกเขาเข้าใจมัน แต่เป็นเพราะมันสามารถนำไปแลกทรัพยากรที่มีค่าจากผู้ที่มีอำนาจได้

ในบรรดาผู้คนทั้งหมด คนที่จะเข้าใจในเรื่องของ Store of value ที่สุด ดูจะเป็นใครไปไม่ได้เลย นอกจากชนชั้นอีลิทหรือบรรดาเหล่าเศรษฐี ก็เพราะพวกเขานี่แหละ ที่เป็นกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งมากที่สุด มีมากจนล้น และพวกเขาต้องการที่เก็บ เก็บแบบใดก็ได้ที่ใช้ต้นทุนในการเก็บน้อยที่สุด ขนย้ายได้ง่ายที่สุด นำมาใช้ได้ง่ายที่สุด ปลอดภัยที่สุด ถูกขโมยหรือถูกยึดได้ยากที่สุด ไม่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ไม่สูญหายไปพร้อมกับภัยพิบัติ

แน่นอนว่าในอดีต ทองคำคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุด แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือความไม่แน่นอนต่างหาก การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งเกิดขึ้นอยู่เสมอ การคัดเลือกทางธรรมชาติในแต่ละยุคก็คงจะมีความแตกต่างกันออกไป และในวันนี้ทองคำไม่ใช่ตัวเลือกเดียวอีกต่อไป

โลกของเรามีสิ่งใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติของการเป็นเงินที่ดี มีความสามารถในการเป็นที่เก็บรักษามูลค่า(Store of value)ที่เหนือกว่าทองคำ และเป็นหน่วยวัดได้(Unit of acount)ที่ดีกว่าเงินกระดาษ และมีความพร้อมที่จะเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน(Medium of exchange)ที่ดีที่สุด ถึงแม้จะจับต้องไม่ได้ในแบบรูปธรรม แต่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีอยู่จริง และที่สำคัญคือไม่มีใครที่มีอำนาจควบคุมหรือบังคับมันได้เลย

หากเศรษฐีคนใดในวันนี้ที่ยังไม่เข้าใจในคุณสมบัติของเงินที่ดี ความมั่งคั่งของพวกเขา จะต้องถูกเคลื่อนย้ายไปสู่มือของบรรดาเหล่าหัวกะทิ ที่บางคนอาจจะไม่ใช่คนร่ำรวยในวันนี้ แต่บรรดาหัวกะทิเหล่านั้นจะกลายเป็นบรรพบุรุษของเหล่าเศรษฐีในยุคถัดไป

#siamstr

ต้องหาstore of value ที่รัฐก็ยึดไม่ได้ง่ายๆ ทองคำไม่ตอบโจทย์แล้ว วันใดวันหนึ่ง อาจจะยึดทองคำไปก็ได้ bitcoinมันทำแทบจะไม่ได้ โลกกลไกตลาดเสรี อยู่ที่ใครมองอนาคตแจ้งกว่าก็ได้รับผลประโยชน์ไป

คุยกับคนอื่นไม่ค่อยได้ไม่ค่อยรู้เรื่อง

ข้อความด้านล่างคัดลอกจากเฟซบุ๊ก //

อ่านเล่มนี้จบตอนไปเชียงใหม่ ผู้เขียนเสนอข้อถกเถียงว่าวิธีคิดแบบเสรีนิยมที่โปรตลาดในปัจจุบัน เป็นวิธีคิดที่ล้าหลังไปจากความเป็นจริงของการจ้างงานโดยตลาด เนื่องจากความเข้าใจต่อตลาดของพวกนี้คือความเข้าใจในศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบเศรษฐกิจโลกยังไม่ผ่านการปฏิวัตอุตสาหกรรม ตลาดจึงเต็มไปด้วยนายทุนน้อยและผู้ประกอบการขนาดย่อมที่ืฐานะและความสามารถในการแข่งขันยังไม่แตกต่างกันนัก ทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นการแข่งขันที่ค่อนข้างเท่าเทียม และทำให้ตลาดกลายเป็นอุดมคติของปัญญาชนยุคนั้นในการท้าทายการจัดลำดับชั้นด้วยศักดินา ตลอดจนการสร้างสังคมแห่งความเสมอภาคเท่าเทียม ปัญหาก็คือ เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 หลัก economy of scale ก็ได้เข้ามาครอบครองวิธีคิดเรื่องการผลิตและการแข่งขันในตลาด ส่งผลให้ข่องว่างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างขยายใหญ่มากขึ้น เช่นเดียวกับช่องว่างระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสายป่านยาวกับผู้ประกอบการการขนาดย่อม จนส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเป็นความสัมพันธ์ที่่ฝ่ายแรกมีอำนาจบงการและปกครองฝ่ายหลังอย่างสูง โดยเฉพาะอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขการจ้างงานต่างๆที่ทำให้ลูกจ้างไม่มีทางเลือกอื่นๆในชีวิตนอกจากการจำเป็นต้องเชื่อฟังอำนาจของนายจ้าง ในแง่นี้ ตลาดตามความเป็นจริงของสภาพการทำงานจึงไม่ใช่พื้นที่ของเสรีภาพแบบที่ถูกเข้าใจกัน แต่เป็นพื้นที่ของสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า private government นั่นคือ พื้นที่ทางการปกครอง ที่ลูกจ้างจะกลายเป็นผู้ถูกปกครองภายใต้อำนาจของนายจ้างในการบงการเงื่อนไขการใช้ชีวิตตลอดจนพฤติกรรมต่างๆของลูกจ้างในแบบที่เกือบๆจะไม่มีข้อจำกัด

ความผิดพลาดของพวกเสรีนิยมที่โปรตลาดจึงเป็นความผิดพลาดบนช่องว่างระหวา่งทฤษฎีกับความเป็นจริง ที่ทฤษฎีจะถูกแช่แข็งอยู่กับภาพของตลาดก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ขณะที่ความเป็นจริงของตลาดซึ่งอยู่ในความสัมพันธ์แบบ private government กลับเป็นสิ่งที่ถูกละเลย อันเป็นผลมาจากการที่่่ฝ่ายเสรีนิยมเข้าใจประเด็นเรื่องเสรีภาพบนฐานของเสรีภาพในการมีทางเลือก ที่ว่าลูกจ้างทุกคนต่างก็มีทางเลือกในการลาออกและถอนตัวจากการจ้างงานที่ตนเห็นว่าไม่เป็นธรรม (โดยไม่สนใจความเป็นจริงของชีวิตว่าทางเลือกอย่างการลาออกนี้ไม่ควรถูกถือว่าเป็นทางเลือกตั้งแต่ต้น) จึงมองไม่เห็นสภาพอำนาจนิยมที่ไร้เสรีภาพในความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แตกต่างจากตัวผู้เขียนที่ใช้วิธีคิดแบบสาธารณรัฐนิยมหรือ republicanism ซึ่งนิยามเสรีภาพว่าเป็นเรื่องของความสามารถในการปกครองตนเองโดยไม่ถูกครอบงำหรือตกภายใต้บงการในชีวิตของผู้อื่น จึงทำให้ตระหนักว่าการจ้างงานในตลาดปัจจุบันนั้นคือสภาวะที่ลูกจ้างสูญเสียเสรีภาพ ไม่สามารถกำหนดแนวทางชีวิตของตน และตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบไร้ขีดจำกัดของนายจ้าง

ทางออกที่ผู้เขียนเสนอจึงเป็นเรื่องของการสลาย ภาวะ private government ในความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ด้วยการทำให้ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมตรงนี้กลายเป็นความสัมพันธ์ตามกลไกของสาธารณะซึ่งจะนำไปสู่การตรวจสอบที่เรียกร้องให้รัฐและสาธารณะสามารถเข้ามาตรวจสอบเงื่อนไขทางกฏหมายและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมมากขึ้น

สนุกดีครับ เป็นงานทฤษฎีที่อ่านสนุก ใครที่สนใจเรื่องสภาพแรงงานและการจ้างงานไ่ม่เป็นธรรมควรหามาอ่านกัน https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid036MJ3dduhpNox8evaa3gvxexhvRRYwwNYHae5YemTsVcsu3MiMRbigsqWVPTziAEal&id=100002014868309&mibextid=Nif5oz

การศึกษาแนวคิดที่มีมุมมองแตกต่างไปจากเรา ผมว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับชาวบิตคอยเนอร์ เพราะไม่ว่าคุณมั่นใจว่าคุณคิดถูกแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรรับประกัน 100% ว่าคุณคิดถูก การเปิดใจและรับรู้ข้อมูลที่หลากหลายจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บิตคอยเนอร์มือใหม่ เพราะผมเจอเยอะมาก มือใหม่ที่ไม่ได้เข้าใจแนวคิดอื่นๆ นอกจากออสเตรียนดีพอ (อันที่จริงความเข้าใจออสเตรียนก็ยังไม่ดีพอด้วยซ้ำแต่เน้นจำจากคนดังในวงการ) ที่ไปถกเถียง วิจารณ์แนวคิดอื่นๆ โดยไม่มีความเข้าใจที่ดีพอ ข้อโต้แย้งที่ใช้ก็จำๆ มาทั้งนั้น

จงถามตัวเองให้ดีว่าคุณเห็นด้วยกับแนวคิดที่คุณเชิดชูจริงๆ หรือเปล่า หรือแค่เพราะคนดังที่รู้จักเชื่อแนวคิดนั้น ถ้าเป็นอย่างหลังคุณก็ไม่ต่างจากคนที่อินกับ propaganda ของรัฐบาลหรอก คุณแค่ชอบ propaganda ของฝั่งนึงเฉยๆ

#Siamstr

การศึกษาสำนักคิดอื่นๆช่วยให้เห็นภาพกว้างขึ้นและได้รู้ว่าทุกสำหนักล้วนหวังดี แต่ด้วยแนวทางแตกต่างกัน

ประเพณีลากพระ ลงช้าไปหน่อย

#siamstr

สวัสดีและยินดีต้อนรับครับ💜

หน้าฟักทองที่รัฐกลัวที่สุด

ช็อกหลายคน ไหงเป็นงั้น อุตส่าลดไขมัน ลดเนื้อสัตว์ (แต่อัดเค้ก ชานมไข่มุก น้ำหวาน เต็มที่)

เป็นบทความที่เลอค่ามากครับ ผมยังอยู่ในวัยเรียน แต่พยายามหาสิ่งที่จะเป็นPOWของตัวเองอยู่ แม้จะม.ปลายแล้ว

อ่านบทความนี้แล้วพบว่าผมเป็นminimalistพอตัว อุปกรณ์การเรียนของผมที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นของที่คนอื่นใช้ทิ้งๆขว้างๆ ไม่ก็ทำตกไว้ตามตัวไม่เจอ พวกปากกา ดินสอ ยางลบหรือไม้บรรทัด ถ้ายังใช้ได้ดีก็ดีกว่าเอาไปทิ้งให้เสียของ ประหยัดไปได้5บาท10บาทหลายๆครั้งรวมกันก็เป็นร้อย กระเป๋านร.ส่วนใหญ่ก็ของมือสองมือสาม จะซื้ออะไรซักอย่างต้องคิดเยอะพอสมควร แนวคิดแบบบริโภคนิยมมันแทรกซึมอยู่ทุกหนแห่ง แม้ปากกายังต้องมีตัวการ์ตูนน่ารักๆหยุมหยิมที่ใช้การไม่ได้ อะไรๆก็เป็นแฟชั่นไปเสียหมด

#siamstr

nostr:naddr1qq2ks5ecxfe4qvmz24j9wkrhdu6rzezhx4n42q3q39r6j3fhhhxjucksksxm2a3kan3sx3dq7c7gq66npf03lxlu7cnqxpqqqp65wjvak23

คำแนะนำเรื่อง "มื้อก่อนนอนหรือมื้อที่ 4 ที่ผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพแนะนำ" กำลังจะมา

.

จากบทความจาก The Washington Post ( https://www.washingtonpost.com/wellness/2023/03/14/sleep-cereal-sweet-dreams-nighttime-eating/?fbclid=IwAR1lona7utqnv053NZ1vKQWFQt8_Cd_GJX6D7AqrO8xkHtWEVKv8rZMrvC0 )

.

การตลาดอาหารมื้อดึกเพื่อช่วยในการนอนหลับกำลังเป็นการตลาดใหม่สำหรับอุตสาหกรรมในการเพิ่มยอดขายโดยการสร้างอาหารมื้อที่สี่ที่ตามหลังอาหารเย็น

.

พวกเราล้วนแต่เคยได้ยินเกี่ยวกับอาหารเช้าซีเรียล แต่ซีเรียลก่อนนอนล่ะ?

🎉 " Post Consumer Brands บริษัทซีเรียลที่รู้จักกันในนาม Raisin Bran, Grape-Nuts และ Fruity Pebbles ได้เปิดตัวซีเรียลแนวใหม่ที่ต้องการให้คุณรวมไว้ในกิจวัตรการนอนหลับทุกคืนของคุณ

ซีเรียลเกล็ดกรุบกรอบผสมอัลมอนด์ที่เรียกว่า Sweet Dreams มาพร้อมกับคำอธิบายที่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนชาสมุนไพร มีกลิ่นลาเวนเดอร์และดอกคาโมไมล์ ตลอดจนวิตามินและแร่ธาตุที่สนับสนุนการผลิตเมลาโทนินฮอร์โมนการนอนหลับของร่างกาย แต่ซีเรียลของ Sweet Dreams มีน้ำตาลผสมอยู่มากถึง 13 กรัม ซึ่งมาจาก น้ำตาลอ้อย น้ำเชื่อมข้าวโพด “น้ำตาลอินเวิร์ต” และกากน้ำตาล ซึ่งตามการศึกษาอาจเป็นอันตรายต่อการนอนหลับทุกคืนของคุณ

.

บริษัทกล่าวว่าเป้าหมายคือการช่วยให้ผู้คนสร้างนิสัยการนอนที่ดีต่อสุขภาพ “โดยการให้ของว่างก่อนนอนที่อุดมด้วยสารอาหาร” ที่สนับสนุนกิจวัตรการนอนหลับของคุณ "🎉

.

ข้อความบางส่วนจากบทความดังกล่าว

.

คุณล่ะคิดว่ายังไงกับเทรนด์สุขภาพนี้

.

( หมายเหตุ: น้ำตาลอินเวิร์ต (invert sugar) คือ สารทดแทนความหวานตัวใหม่ ซึ่งเตรียมโดยการนำน้ำเชื่อมจากน้ำตาลซูโครส (sucrose) มาทำปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (hydrolysis) สลายพันธะไกลโคไซด์ (glycosidic bond) ด้วยกรด หรือเอนไซม์ (enzyme) ทำให้ได้น้ำตาลฟรุกโทส (fructose) และกลูโคส (glucose) อย่างละเท่าๆกัน

น้ำตาลอินเวิร์ตมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย เพราะสมบัติเด่นของน้ำตาลฟรักโทส ซึ่งมีความหวานมากกว่าและตกผลึกได้ยากกว่า )

.

#ความน่ากลัวในการดูแลสุขภาพคือการที่เชื่อโดยไม่มีความรู้

#สุขภาพคือความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความเชื่อ

.

ช่องทางต่างๆในการติดตามและติดต่อหมออ้วน

https://linktr.ee/fastingfatdentist

#nortr

#fastingfatdentist

#หมอบ่นfiat

#healthstr

#health

#IFF

#nutrition

#fiat

#siamstr

#bitcoin

#siamesebitcoiners

เหมือนว่าการกินมื้อเช้าก็เป็นผลมาจากการโฆษณาของซีเรียลด้วย