#siamstr
“อำนาจ” ช่างเป็นสิ่งที่หอมหวาน ใครต่อใครต่างบอกว่า มันเป็นเสมือนเครื่องมือช่วยให้เราได้ในทุกสิ่งที่ต้องการ เเต่เราเคยสงสัยหรือไม่ว่ามีเหตุผลอะไรบ้าง ที่ทำให้มนุษย์ต้องการอำนาจอย่างแท้จริง
.
ในทางสังคมศาสตร์และการเมือง อํานาจคือความสามารถของบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการกระทํา ความเชื่อ หรือพฤติกรรมของผู้อื่น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์และนักสังคมวิทยาอย่าง Max Weber ได้ระบุอํานาจไว้ 3 ประเภท คืออํานาจจากสังคม อํานาจโดยชอบธรรมทางกฎหมาย และอํานาจส่วนตัว
.
ทั้ง 3 ข้อนี้ มีส่วนประกอบไปด้วยอิทธิพลจากการพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้อื่นโดยการโน้มน้าวให้อีกฝ่ายคล้อยตาม ซึ่งบุคคลนั้นต้องมีศักยภาพหรือความสามารถมากพอจนเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม และมักจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่ต้องพึ่งพาอาศัยแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน
.
เมื่อเกิดอาการกลัวการสูญเสียผลประโยชน์ คนเหล่านี้จึงได้คิดค้นกลยุทธ์ให้ตนเองมีอำนาจเพื่อควบคุมอีกฝ่าย รวมถึงการใช้อิทธิพลของตนให้มีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกระทำความผิดก็ยังไม่ได้รับการลงโทษอยู่ดี และมักจะพบเห็นได้กับผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์ที่ดำรงตำแหน่งสูง ทำให้ผู้อื่นต้อง ปรนนิบัติรับใช้เกรงกลัว จนลุกลามเป็นการใช้อำนาจตามใจชอบเกินขอบเขตหน้าที่ของตน
.
ทั้งนี้สาเหตุสำคัญของอำนาจมีแหล่งที่มาหลายปัจจัย อาทิเช่น ได้รับมอบอำนาจโดยชอบตามกฎหมาย รวมถึงมาจากการเป็นที่นิยมชมชอบของสังคม นอกจากนี้อำนาจยังเกิดจากความสามารถได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญ การบังคับข่มขู่ และการมอบหมายอำนาจให้เพื่อเป็นรางวัล
.
จะพบว่าแรงจูงใจแต่ละประเภทนําไปสู่พฤติกรรม และผลลัพธ์ความเป็นผู้นําที่แตกต่างกัน บรรดาผู้ที่แสวงหาอํานาจในการควบคุมผู้อื่นมักจะมีสิทธิพิเศษทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ที่เหนือกว่าในการเจรจาต่อรอง เพื่อเอื้ออำนวยผลประโยชน์และความสะดวกสบายให้แก่ตนเอง
.
ซึ่งทฤษฎีอํานาจทางสังคมวิทยาแต่ละทฤษฎีนําเสนอมุมมองของตนเองเกี่ยวกับการใช้อํานาจทางสังคม ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นบริบททางการเมือง การปกครองทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และอำนาจทางวัฒนธรรม เมื่อเราต้องอยู่ร่วมกันในสังคม จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาการใช้อำนาจในเชิงบวก และรู้เท่าทันอำนาจเชิงลบ
.
นอกจากนี้ ผลรายงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยกรุงปักกิ่ง ยังชี้ให้เห็นว่าเมื่อคนเรามีอำนาจในการกระทำต่อผู้อื่น โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเอง พวกเขาจะรู้สึกสนุกสนานกับการกลั่นแกล้งผู้อื่นอย่างไร้ความปราณี ซ้ำยังถูกค้นพบว่าภาพความทรงจำในอดีตของผู้กระทำนั้นเคยเป็นเหยื่อมาก่อน และถูกกระทำในรูปแบบเดียวกัน จึงส่งผลให้พฤติกรรมเหล่านี้เป็นวัฎจักรวนเวียน
.
สุดท้ายแล้วความปรารถนาอำนาจของมนุษย์ อาจไม่ได้ต้องการความยิ่งใหญ่เหนือผู้อื่นเสมอไป ทว่าเป็นเพียงเกมชีวิตที่ต้องต่อสู้เมื่อตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่อย่างไรก็ตามหากใช้ในทางที่ผิดมันจะเป็นเสมือนดาบสองคมและย้อนกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้เสมอ
.
Author : Erael
.
Refer :
-https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4447388/
.
#นักคิดคำ #nakkhidkhom #อำนาจ
อำนาจในการยับยั้งชั่งใจ เป็นอำนาจที่ต้องทำให้มาก ต้องฝึกฝนให้มาก เพราะอำนาจนี้เป็นไปเพื่อปกป้องตัวเอง หลายครั้งหลายคราที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งยั่วยวนในระหว่างทางของชีวิต การปล่อยใจไปตามอารมณ์โดยไม่ยั้งคิด อาจเปลี่ยนชีวิตของคุณไปตลอดกาล
อำนาจสุดท้ายใกล้ตัวที่สุดและมักถูกลืมที่สุด
GM นครศรีตื่นมาก็ตกเลยครับ ดีที่เป็นวันอาทิตย์ถ้าวันจันทร์คงต้องถอดวิญญาณไว้ที่บ้านและออกตัวไปโรงเรียน5555
เหมือนคุยคนละภาษา
"เค้าแชร์เพลงผมเลยอยากแชร์มั่ง เพลงนี้ผมแต่งกับลูกตอนอายุ2ขวบขณะที่ลูกผมกำลังนั่งขี้ในกระโถนตรงมุมบ้าน" T.tukjedsadatik
#siamstr
#ไซรารุ
https://video.nostr.build/0317b157ed0b3a8c84a45f784917ef64539f4810bc724249878113929bb8fb28.mp4
ไพเราะเพราะพริ้ง 😆
GM
ข้อความด้านล่างคัดลอกจากเฟซบุ๊ก //
อ่านเล่มนี้จบตอนไปเชียงใหม่ ผู้เขียนเสนอข้อถกเถียงว่าวิธีคิดแบบเสรีนิยมที่โปรตลาดในปัจจุบัน เป็นวิธีคิดที่ล้าหลังไปจากความเป็นจริงของการจ้างงานโดยตลาด เนื่องจากความเข้าใจต่อตลาดของพวกนี้คือความเข้าใจในศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบเศรษฐกิจโลกยังไม่ผ่านการปฏิวัตอุตสาหกรรม ตลาดจึงเต็มไปด้วยนายทุนน้อยและผู้ประกอบการขนาดย่อมที่ืฐานะและความสามารถในการแข่งขันยังไม่แตกต่างกันนัก ทำให้การแข่งขันในตลาดเป็นการแข่งขันที่ค่อนข้างเท่าเทียม และทำให้ตลาดกลายเป็นอุดมคติของปัญญาชนยุคนั้นในการท้าทายการจัดลำดับชั้นด้วยศักดินา ตลอดจนการสร้างสังคมแห่งความเสมอภาคเท่าเทียม ปัญหาก็คือ เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 หลัก economy of scale ก็ได้เข้ามาครอบครองวิธีคิดเรื่องการผลิตและการแข่งขันในตลาด ส่งผลให้ข่องว่างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างขยายใหญ่มากขึ้น เช่นเดียวกับช่องว่างระหว่างบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสายป่านยาวกับผู้ประกอบการการขนาดย่อม จนส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเป็นความสัมพันธ์ที่่ฝ่ายแรกมีอำนาจบงการและปกครองฝ่ายหลังอย่างสูง โดยเฉพาะอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขการจ้างงานต่างๆที่ทำให้ลูกจ้างไม่มีทางเลือกอื่นๆในชีวิตนอกจากการจำเป็นต้องเชื่อฟังอำนาจของนายจ้าง ในแง่นี้ ตลาดตามความเป็นจริงของสภาพการทำงานจึงไม่ใช่พื้นที่ของเสรีภาพแบบที่ถูกเข้าใจกัน แต่เป็นพื้นที่ของสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า private government นั่นคือ พื้นที่ทางการปกครอง ที่ลูกจ้างจะกลายเป็นผู้ถูกปกครองภายใต้อำนาจของนายจ้างในการบงการเงื่อนไขการใช้ชีวิตตลอดจนพฤติกรรมต่างๆของลูกจ้างในแบบที่เกือบๆจะไม่มีข้อจำกัด
ความผิดพลาดของพวกเสรีนิยมที่โปรตลาดจึงเป็นความผิดพลาดบนช่องว่างระหวา่งทฤษฎีกับความเป็นจริง ที่ทฤษฎีจะถูกแช่แข็งอยู่กับภาพของตลาดก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม ขณะที่ความเป็นจริงของตลาดซึ่งอยู่ในความสัมพันธ์แบบ private government กลับเป็นสิ่งที่ถูกละเลย อันเป็นผลมาจากการที่่่ฝ่ายเสรีนิยมเข้าใจประเด็นเรื่องเสรีภาพบนฐานของเสรีภาพในการมีทางเลือก ที่ว่าลูกจ้างทุกคนต่างก็มีทางเลือกในการลาออกและถอนตัวจากการจ้างงานที่ตนเห็นว่าไม่เป็นธรรม (โดยไม่สนใจความเป็นจริงของชีวิตว่าทางเลือกอย่างการลาออกนี้ไม่ควรถูกถือว่าเป็นทางเลือกตั้งแต่ต้น) จึงมองไม่เห็นสภาพอำนาจนิยมที่ไร้เสรีภาพในความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง แตกต่างจากตัวผู้เขียนที่ใช้วิธีคิดแบบสาธารณรัฐนิยมหรือ republicanism ซึ่งนิยามเสรีภาพว่าเป็นเรื่องของความสามารถในการปกครองตนเองโดยไม่ถูกครอบงำหรือตกภายใต้บงการในชีวิตของผู้อื่น จึงทำให้ตระหนักว่าการจ้างงานในตลาดปัจจุบันนั้นคือสภาวะที่ลูกจ้างสูญเสียเสรีภาพ ไม่สามารถกำหนดแนวทางชีวิตของตน และตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบไร้ขีดจำกัดของนายจ้าง
ทางออกที่ผู้เขียนเสนอจึงเป็นเรื่องของการสลาย ภาวะ private government ในความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ด้วยการทำให้ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมตรงนี้กลายเป็นความสัมพันธ์ตามกลไกของสาธารณะซึ่งจะนำไปสู่การตรวจสอบที่เรียกร้องให้รัฐและสาธารณะสามารถเข้ามาตรวจสอบเงื่อนไขทางกฏหมายและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมมากขึ้น
สนุกดีครับ เป็นงานทฤษฎีที่อ่านสนุก ใครที่สนใจเรื่องสภาพแรงงานและการจ้างงานไ่ม่เป็นธรรมควรหามาอ่านกัน https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid036MJ3dduhpNox8evaa3gvxexhvRRYwwNYHae5YemTsVcsu3MiMRbigsqWVPTziAEal&id=100002014868309&mibextid=Nif5oz
การศึกษาแนวคิดที่มีมุมมองแตกต่างไปจากเรา ผมว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับชาวบิตคอยเนอร์ เพราะไม่ว่าคุณมั่นใจว่าคุณคิดถูกแค่ไหน ก็ไม่มีอะไรรับประกัน 100% ว่าคุณคิดถูก การเปิดใจและรับรู้ข้อมูลที่หลากหลายจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บิตคอยเนอร์มือใหม่ เพราะผมเจอเยอะมาก มือใหม่ที่ไม่ได้เข้าใจแนวคิดอื่นๆ นอกจากออสเตรียนดีพอ (อันที่จริงความเข้าใจออสเตรียนก็ยังไม่ดีพอด้วยซ้ำแต่เน้นจำจากคนดังในวงการ) ที่ไปถกเถียง วิจารณ์แนวคิดอื่นๆ โดยไม่มีความเข้าใจที่ดีพอ ข้อโต้แย้งที่ใช้ก็จำๆ มาทั้งนั้น
จงถามตัวเองให้ดีว่าคุณเห็นด้วยกับแนวคิดที่คุณเชิดชูจริงๆ หรือเปล่า หรือแค่เพราะคนดังที่รู้จักเชื่อแนวคิดนั้น ถ้าเป็นอย่างหลังคุณก็ไม่ต่างจากคนที่อินกับ propaganda ของรัฐบาลหรอก คุณแค่ชอบ propaganda ของฝั่งนึงเฉยๆ
#Siamstr

การศึกษาสำนักคิดอื่นๆช่วยให้เห็นภาพกว้างขึ้นและได้รู้ว่าทุกสำหนักล้วนหวังดี แต่ด้วยแนวทางแตกต่างกัน
ประเพณีลากพระ ลงช้าไปหน่อย
#siamstr



หน้าฟักทองที่รัฐกลัวที่สุด

ช็อกหลายคน ไหงเป็นงั้น อุตส่าลดไขมัน ลดเนื้อสัตว์ (แต่อัดเค้ก ชานมไข่มุก น้ำหวาน เต็มที่)
เป็นบทความที่เลอค่ามากครับ ผมยังอยู่ในวัยเรียน แต่พยายามหาสิ่งที่จะเป็นPOWของตัวเองอยู่ แม้จะม.ปลายแล้ว
อ่านบทความนี้แล้วพบว่าผมเป็นminimalistพอตัว อุปกรณ์การเรียนของผมที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นของที่คนอื่นใช้ทิ้งๆขว้างๆ ไม่ก็ทำตกไว้ตามตัวไม่เจอ พวกปากกา ดินสอ ยางลบหรือไม้บรรทัด ถ้ายังใช้ได้ดีก็ดีกว่าเอาไปทิ้งให้เสียของ ประหยัดไปได้5บาท10บาทหลายๆครั้งรวมกันก็เป็นร้อย กระเป๋านร.ส่วนใหญ่ก็ของมือสองมือสาม จะซื้ออะไรซักอย่างต้องคิดเยอะพอสมควร แนวคิดแบบบริโภคนิยมมันแทรกซึมอยู่ทุกหนแห่ง แม้ปากกายังต้องมีตัวการ์ตูนน่ารักๆหยุมหยิมที่ใช้การไม่ได้ อะไรๆก็เป็นแฟชั่นไปเสียหมด
#siamstr
nostr:naddr1qq2ks5ecxfe4qvmz24j9wkrhdu6rzezhx4n42q3q39r6j3fhhhxjucksksxm2a3kan3sx3dq7c7gq66npf03lxlu7cnqxpqqqp65wjvak23
คำแนะนำเรื่อง "มื้อก่อนนอนหรือมื้อที่ 4 ที่ผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพแนะนำ" กำลังจะมา
.
จากบทความจาก The Washington Post ( https://www.washingtonpost.com/wellness/2023/03/14/sleep-cereal-sweet-dreams-nighttime-eating/?fbclid=IwAR1lona7utqnv053NZ1vKQWFQt8_Cd_GJX6D7AqrO8xkHtWEVKv8rZMrvC0 )
.
การตลาดอาหารมื้อดึกเพื่อช่วยในการนอนหลับกำลังเป็นการตลาดใหม่สำหรับอุตสาหกรรมในการเพิ่มยอดขายโดยการสร้างอาหารมื้อที่สี่ที่ตามหลังอาหารเย็น
.
พวกเราล้วนแต่เคยได้ยินเกี่ยวกับอาหารเช้าซีเรียล แต่ซีเรียลก่อนนอนล่ะ?
🎉 " Post Consumer Brands บริษัทซีเรียลที่รู้จักกันในนาม Raisin Bran, Grape-Nuts และ Fruity Pebbles ได้เปิดตัวซีเรียลแนวใหม่ที่ต้องการให้คุณรวมไว้ในกิจวัตรการนอนหลับทุกคืนของคุณ
ซีเรียลเกล็ดกรุบกรอบผสมอัลมอนด์ที่เรียกว่า Sweet Dreams มาพร้อมกับคำอธิบายที่อ่านแล้วรู้สึกเหมือนชาสมุนไพร มีกลิ่นลาเวนเดอร์และดอกคาโมไมล์ ตลอดจนวิตามินและแร่ธาตุที่สนับสนุนการผลิตเมลาโทนินฮอร์โมนการนอนหลับของร่างกาย แต่ซีเรียลของ Sweet Dreams มีน้ำตาลผสมอยู่มากถึง 13 กรัม ซึ่งมาจาก น้ำตาลอ้อย น้ำเชื่อมข้าวโพด “น้ำตาลอินเวิร์ต” และกากน้ำตาล ซึ่งตามการศึกษาอาจเป็นอันตรายต่อการนอนหลับทุกคืนของคุณ
.
บริษัทกล่าวว่าเป้าหมายคือการช่วยให้ผู้คนสร้างนิสัยการนอนที่ดีต่อสุขภาพ “โดยการให้ของว่างก่อนนอนที่อุดมด้วยสารอาหาร” ที่สนับสนุนกิจวัตรการนอนหลับของคุณ "🎉
.
ข้อความบางส่วนจากบทความดังกล่าว
.
คุณล่ะคิดว่ายังไงกับเทรนด์สุขภาพนี้
.
( หมายเหตุ: น้ำตาลอินเวิร์ต (invert sugar) คือ สารทดแทนความหวานตัวใหม่ ซึ่งเตรียมโดยการนำน้ำเชื่อมจากน้ำตาลซูโครส (sucrose) มาทำปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (hydrolysis) สลายพันธะไกลโคไซด์ (glycosidic bond) ด้วยกรด หรือเอนไซม์ (enzyme) ทำให้ได้น้ำตาลฟรุกโทส (fructose) และกลูโคส (glucose) อย่างละเท่าๆกัน
น้ำตาลอินเวิร์ตมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย เพราะสมบัติเด่นของน้ำตาลฟรักโทส ซึ่งมีความหวานมากกว่าและตกผลึกได้ยากกว่า )
.
#ความน่ากลัวในการดูแลสุขภาพคือการที่เชื่อโดยไม่มีความรู้
#สุขภาพคือความรู้ความเข้าใจไม่ใช่ความเชื่อ
.
ช่องทางต่างๆในการติดตามและติดต่อหมออ้วน
https://linktr.ee/fastingfatdentist

#nortr
#fastingfatdentist
#หมอบ่นfiat
#healthstr
#health
#IFF
#nutrition
#fiat
#siamstr
#bitcoin
#siamesebitcoiners
เหมือนว่าการกินมื้อเช้าก็เป็นผลมาจากการโฆษณาของซีเรียลด้วย





