f8
satangma
f85683c87461fbf8a2573dd842ab919ccd8a94f2ff287f2f10d443d0768d9da5

ร่างกายคือ supercomputer ถ้าร่างกายอยากกินน้ำตาล ทำไมเราไม่กินน้ำตาลล่ะ (จบ)

นักคิดอินดี้ ผู้สร้างแนวทางในการกินโดยไม่มีแนวทางหรือหนังสือฉบับสมบูรณ์ Ray Peat

ตามความเข้าใจผมแล้ววิธีการกินของ Ray Peat มีหลักการอยู่ 2 ข้อ คือ

1) ลด stress ในเรื่องอาหารให้ได้มากที่สุด และเพิ่มระดับ T3 - metabolism ของร่างกาย

2) ลดการเติม toxin ในร่างกาย - ตัด unsaturated fat, ฆ่าเชื้อในลำไส้

ขยายความดังนี้

1) ฟังเสียงของร่างกาย ถ้าหิวก็กินเลย - กินได้ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นยันนอน - พยายามไม่ prolong fasting ถ้าไม่จำเป็น

2) ให้ร่างกายรันบนน้ำตาลเป็นหลัก มีปริมาณโปรตีน และ saturated fat ที่เหมาะสม

3) กิน raw carrot salad - โดยขูดหรือสับ carrot เป็นเส้น ใส่ น้ำส้มสายชู น้ำมะพร้าวสกัดเย็น น้ำผึ้ง อย่างละ 1 ช้อน และเกลือ 1 หยิบมือ เพื่อ ฆ่าเชื้อ และพาเอา endotoxin ออกทางอุจจาระ

4) ระวัง insulin spike ในการกินอาหาร เพราะ insulin spike เพิ่ม stress ทำให้ cortisol ขึ้น และจะลดระดับ T3 hormone

5) กาแฟที่ดีคือกาแฟนมใส่น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง เพราะกาแฟเพิ่ม metabolism ของร่างกาย และน้ำตาลไม่ใช่ผู้ร้ายแต่จริง ๆ แต่เป็นพระเอกในการบอกร่างกายให้กำจัดสารพิษ

6) ส้มเพิ่ม metabolism ของร่างกายเช่นเดียวกันกับกาแฟ และมาพร้อม Vitamin B & C

7) หากเผชิญ stress อาจจะหา supplement ในการเพิ่มระดับ T3 กินได้ เช่น thyroid glandular, ต้มยำหัวปลา, น้ำซุปโครงไก่ (ซึ่งมี thyroid gland ติดอยู่)

8) เลี่ยง PUFAs: polyunsaturated fatty acids - seed oil, อาหารทะเลไขมันสูงทั้งหมด เช่น ทูน่า แซลม่อน รวมถึง fish oil ด้วย, พืชตระกูลถั่ว, ข้าวโพด

9) เลี่ยง resistant starch ที่เป็นอาหารเลี้ยงเชื้อในลำไส้

10) ทานเครื่องในวัวขั้นต่ำสัปดาห์ละครั้ง เพื่อเติม micronutrient ให้ร่างกาย

หลังจากทดลองปรับตัวใช้ชีวิตตาม Ray Peat's Diet มา 1 สัปดาห์ ผมกิน นม โยเกิร์ต น้ำผึ้ง เอสเปรสโซ่เย็น ชานมไข่มุก ส้ม ผลไม้ ข้าว แครอทสลัด เนื้อสัตว์บ้าง และเครื่องในสัตว์ ใช้กี (ghee) ในการทำอาหาร ผมพบว่าชีวิตกลับมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับร่างกายอีกครั้ง ร่างกายไม่อยู่ใน fight or flight mode ตาผมโตที่สุดตั้งแต่เกิดมา ผมเส้นที่ขาวมีโคนดำกลับมาอีกครั้ง สัญชาติญาณของเราไม่เคยผิด ชีวิตสงบขึ้นอย่างน่าประหลาด มากินน้ำตาลกันเถอะครับ

"หากท่านไม่กินน้ำตาล ท่านจะเห็นความสวยงามของเส้นขอบฟ้าได้อย่างไร"

"สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ นิททุกขา อะเวรา อัพยาปัชฌา อะนีฆา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ"

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงถึงความสุข ปราศจากความทุกข์ ไม่มีเวร ไม่มีภัย ไม่มีความคับแค้นใจ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด

นมัสเต

satangma on Nostr

#siamstr

ร่างกายคือ supercomputer ถ้าร่างกายอยากกินน้ำตาล ทำไมเราไม่กินน้ำตาลล่ะ (5)

ในตอนนี้เรามาวิเคราะห์ trend ในรูปแบบต่าง ๆ ว่าแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

1) American Standard Diet - mostly fast-food, snacks

Pros: T3 อยู่ในระดับปกติ กินทุกอย่างตามสัญชาติญาณ เพราะในฤดูอุดมสมบูรณ์ protein, carb, fat มาพร้อมกัน เช่น แกงกะทิกินกับข้าว

Cons: รับ unsaturated diet (seed oil) เยอะเกินไป ทำให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย การลดการอักเสบผ่านยาหรือาหารเสริมเป็นเพียงการกดอาการ ไม่ใช่การแก้ไขที่ต้นเหตุ - Profit of Big Corporate

2) Vegan มังสวิรัติ

Pros: ถ้ากินแบบถูกวิธีจะดี (กินแบบคนอินเดีย - ไม่มีการใช้ unsaturated fat, มีกระบวนการสลาย antinutrient, มีกรรมวิธีในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย)

Cons: ดินในโลกปัจจุบันไม่ดี ทำให้ micronutrient ในพืชลดลง รวมถึงการใช้ glyphosate ส่งผลโดยตรงต่อการลดการทำงานของ thyroid และลดระดับ T3 ,เทรนการกินสลัดยิ่งทำให้ขาดสารอาหาร + รับ seed oil ผ่านน้ำสลัด และเพิ่มการเติบโตของแบคทีเรียในลำไส้จากการกินอาหารเลี้ยงเชื้อ รวมถึงการกินพืชตระกูลถั่วก็เป็นการเพิ่ม unsaturated fat ซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบ

3) Ketogenic + Carnivore Diet

Pros: สารอาหารถึง (ถ้ากินถูกวิธี) ร่างกายรันบน high adrenaline/cortisol ทำให้ตื่นตัว กระฉับกระเฉงช่วง 4-6 เดือนแรก ใช้เป็นวิธีในการลดความอ้วนได้ดี แต่ไม่ควรใช้ยาวเกิน 6-9 เดือน

Cons: กระแสการกิน muscle meat ทำให้ tryptophan สูง ซึ่งการที่ tryptophan สูงจะยับยั้งการปล่อย T3 ทำให้ตับและไตต้องทำงานอย่างหนักเพื่อกำจัด tryptophan ส่วนเกิน (influencer บางท่านเลยแนะนำให้กิน collagen เข้าไปเพื่อเพิ่มระดับ glycine แต่บางท่านมีความเห็นว่าควรกินแค่เครื่องในไปเลย เช่น ตับ หัวใจ อัณฑะ เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบ ในรูป carbonate form ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เลย ในสัดส่วนที่สูง) และหากกินนานระดับ T3 ที่ต่ำ จะมีโอกาสจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยทางร่างกายหรือทางจิตใจ

4) กระแส overtraining + fitness supplement

Pros: ประสิทธิภาพทางร่างกายสูงขึ้น กะปรี้กะเปร่าจาก high cortisol/adrenaline

Cons: หาก overtraining นานระดับ T3 ที่ต่ำ จะมีโอกาสจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยทางร่างกายหรือทางจิตใจ รวมถึงอาหารเสริมแบบสังเคราะห์ประสิทธิภาพต่ำกว่า real-food และอาหารกลุ่มอกไก่และโปรตีนพืช มี unsaturated fat สูง ซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบทางร่างกาย

5) grain-feed chicken/pork/beef

Pros: แหล่งของ high-bioavailable protein

Cons: อาหารสัตว์ส่วนใหญ่เป็นข้าวโพด หรือถั่ว ซึ่งมี high unsaturated fat การขุนสัตว์ในระบบอุตสาหกรรมทำโดยการให้ high toxic fat แก่สัตว์ในช่วงระยะเวลาแรก และ finish โดยการใช้สารปรับสภาพซาก ซึ่งเป็นการ convert fat to muscle จากตอนก่อนหน้า จะเห็นว่า fat ที่ถูก convert เป็นอย่างแรกนั้น เป็น saturated fat ก่อน ส่วน fat ที่เหลือขายนั้น จะเป็น unsaturated fat นั่นเอง

จาก 5 trend ข้างต้นจะเห็นได้ว่าทุกเส้นทางทำให้ร่างกายไม่เครียดมากก็อักเสบมาก แล้ววิธีการที่ 6 ที่ปิด pain-point ของทุกอันข้างต้นคืออะไร เชิญพับกบ พบกับ Ray Peat's Diet ในตอนหน้าตอนสุดท้ายครับ

#siamstr

ร่างกายคือ supercomputer ถ้าร่างกายอยากกินน้ำตาล ทำไมเราไม่กินน้ำตาลล่ะ (4)

ผมคิดว่าการกินนม การกินกาแฟแล้วมีสิวขึ้น มีภูมิแพ้ขึ้น อ้วนขึ้น เป็นเรื่องที่ดี ทำไมผมถึงพูดแบบนั้น เพราะหากพิจารณาจาก 3 ตอนที่ผ่านมาตัวการหลักในการควบคุม metabolism ของร่างกาย หรือ mother of metabolism hormone ซึ่งก็คือ ฮอร์โมน T3

หากอยู่ในช่วงฤดูหนาวหรือร่างกาย high stress - ความเครียกจากการทำงาน จากการนอนไม่มีคุณภาพ จากการใช้ชีวิตไม่ตาม circadian rhythm จาก overtraining หรือจากอาหาร low carb เองก็ดีร่างกายจะมีระดับของ T3 ที่ลดลง อาการของการมีระดับ T3 ที่ต่ำลงแบบสังเกตได้ง่ายที่สุดคือ "หุ่นนักกีฬา ตาตี่" ผิวผ่องใส ไม่เป็นสิว แต่มีผมหงอก อุณหภูมิของร่างกายต่ำลง หัวใจเต้นช้าลง BMR ลดลง

บางคนอาจจะแย้งว่า ดีแล้วนี่หน่า ร่างกายแข็งแรงขึ้น หัวใจเต้นช้าลง อุณหภูมิร่างกายต่ำลง BMR ลดลงด้วยนะ ผมคิดว่าสิ่งที่หลายคนแย้งนั้นถูกต้อง แต่การที่หัวใจเต้นช้าลง อุณหภูมิร่างกายที่ต่ำลง หรือ BMR ที่ต่ำลงเองก็ดีเป็นเพียงสัญญาณหนึ่งของการที่ร่างกายอยู่บน high stress เท่านั้น และการที่ร่างกายที่แข็งแรงขึ้นที่มาจากการที่ร่างกายอยู่บน high stress เป็นระยะเวลานานนั้น ทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ

แต่อาจจะมีความเห็นที่แย้งอีกประการหนึ่งที่ว่า performance ของร่างกายดีมากเลยนะ สมองปลอดโปร่ง ออกกำลังกายได้ดี สามารถ fasting นาน ๆ โดยไม่หิวได้เลย รวมถึงสุขภาพโดยรวมดีมากเลยด้วย autoimmune ที่เคยเป็นก็หายไป ผมเห็นด้วย เพราะก่อนหน้านี้ผมก็คิดแบบนี้ เพราะผมยังไม่เจอวิธีที่ดีกว่า ผมคิดว่าการที่รันร่างกายบน cortisol/adrenaline ทำให้สามารถทนทานความเครียดจากหน้าที่การงานได้ รวมถึงประสิทธิภาพทางร่างกายก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อระดับ cortisol เริ่มลดต่ำลงจากการ high stress เป็นเวลานาน ปัญหาที่แท้จริงก็เพิ่งเผยตัวออกมา

เพราะจริง ๆ แล้วการที่เราอยู่บน surviving mode นั้น ร่างกายแค่กลัวตาย เลยทำทุกวิถีทางให้สามารถรอดพ้นฤดูหนาวไปได้ แต่ไม่ได้แก้ที่สาเหตุจริง ๆ ซึ่งนั่นก็คือ toxin ปริมาณมหาศาลรวมถึง unsaturated fat ที่ยังถูกเก็บอยู่ในเซลล์ไขมัน เมื่อฤดูร้อนอันอุดมสมบูรณ์มาถึงปัญหาที่ถูกซุกเอาไว้อยู่ใต้พรมก็เริ่มเผยตัวออกมา ซึ่งนั่นก็คือการอักเสบทั่วร่างกายเพื่อกำจัดสารพิษ ทั้งการเป็นสิว การปวด บวม แดง ร้อน การหลั่ง histamine ในบริเวณต่าง ๆ และภาวะความอ้วน ซึ่งหลายคนบอกเป็นสิ่งไม่ดี อยากให้โรคต่าง ๆ เหล่านี้หายไป แต่การแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่ม stress จาก overtraining หรือจากการปรับอาหารมาเป็น ketogenic diet หรือ carnivore diet ตามความเห็นผมนั้นก็เป็นเพียงการกดอาการอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่การแก้สาเหตุของโรคที่แท้จริง

การแก้สาเหตุที่แท้จริงคือการปล่อยให้ร่างกายอักเสบเพื่อกำจัดสารพิษออกทั้งหมด รวมถึงการไม่รับสารพิษใหม่เพิ่มเข้าไป ยกตัวอย่างเช่น unsaturated fat, endotoxin และสารพิษในรูปแบบอื่น ขยายความก็คือการที่ร่างกายกินนมแล้วเป็นสิว เป็นผื่นแดง ภูมิแพ้ขึ้น จริง ๆ แล้วการกินนมเพียงแค่สัญญาณเพิ่มระดับ T3 ว่าถึงฤดูร้อนอันอุดมสมบูรณ์แล้ว เริ่มให้เซลล์กำจัดสารพิษได้ มากกว่าตัวสารพิษมาจากนมเอง

หลังจากพิจารณามองสิ่งต่าง ๆ ในมุมมองใหม่ทั้งหมดแล้ว ตอนหน้ามาดูกันว่ากระแสโภชนาการในปัจจุบัน แต่ละวิธีมีข้อดี ข้อเสียอย่างไรบ้าง และทำไมทุกกระแส ถึงมุ่งหน้าเส้นทางเดียวกัน คือลดการทำงานของ T3 hormone ทำไมการที่คนรุ่นใหม่ตาตี่ลง การที่คนรุ่นใหม่อยู่ไม่เป็น เย็นไม่พอ รอไม่ได้ เป็นแผนงานที่ถูกวางเอาไว้อย่างแยบยล

#siamstr

ร่างกายคือ supercomputer ถ้าร่างกายอยากกินน้ำตาล ทำไมเราไม่กินน้ำตาลล่ะ (3)

ใน part นี้ผมขอกลับมาตอบสมมุติฐานของตัวเองที่ตั้งเอาไว้ว่า ทำไมร่างกายผมถึงใช้โปรตีนเป็นพลังงานก่อนไขมัน รวมถึงคำกล่าวอ้างของคุณ Ray Peat ที่ว่าตัวการทั้งหมดของโรค NCDs ไม่ใช่ทั้งไขมันและน้ำตาลโดยทั่วไป แต่เฉพาะเจาะจงไปเพียงแค่ unsaturated fats และ endotoxins ในลำไส้รวมถึง fiat science ที่ถูกทำให้เชื่อในเรื่องเชื้อแบคทีเรียในลำไส้

ก่อนอื่นผมขอพาไปทำความรู้จัก oxidization mechanism ของ unsaturated fat ผ่าน enzyme ที่มีชื่อว่า lipoxygenases โดยเอมไซม์ตัวนี้ทำหน้าที่ในการสลาย double bound ของ unsaturated fat โดยการเติม oxygen เข้าไปให้เข้าไปเป็น peroxide group (-O-O-) และ peroxide group นี้จะถูกเปลี่ยนเป็น hydroxyl group (-OH) เป็น hydroxy fatty acid ที่เป็นสารมีขั้ว เพื่อให้ง่ายต่อการไหลเวียนในกระแสเลือด ซึ่ง hydroxy fatty acid นี้ภายหลังจะถูก oxidize ผ่าน beta-oxidation ไปเป็น Acetyl CoA แล้วนำไปสร้างพลังงานเป็นลำดับถัดไป

ซึ่งจะเห็นได้ว่าการ oxidize ไขมันไม่อิ่มตัวเหล่านี้เป็นกระบวนการหนึ่งของการสร้างพลังงานระดับเซลล์ แต่ขณะเดียวกันก็สร้าง reactive oxygen species (ROS) ขึ้น ซึ่ง ROS นี้เหล่านี้เองเป็นสาเหตุที่แท้จริงของการอักเสบจากอาหารสมัยใหม่ เพราะเมื่อมี ROS ในปริมาณที่มาก ROS เหล่านี้เป็นตัวการทำให้เกิด oxidative stress ที่จะไปทำลายส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (อาหารเสริมสมัยใหม่จึงขาย antioxidants ที่เป็นเพียงยากดอาการของการมี ROS ที่มากเกินในร่างกาย มากกว่าแก้สาเหตุที่แท้จริงนั่งก็คือลดการบริโภค unsaturated fat)

อีกประการหนึ่งของเรื่องเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ ที่ถูกทำให้เชื่อว่า เชื้อดี/เชื้อเลว หรือ balance ของเชื้อนั้น ตามความเห็นของคุณ Ray Peat คำกล่าวอ้างเหล่านี้ไม่จริง เพราะโรคต่าง ๆ เกิดจากการมีเชื้อแบคทีเรียที่มากเกินไป โดยหากเชื้อเจริญเติบโตมากเกินไป และเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ (gram negative bacteria) ถูกทำลายมากเกินไป จะปล่อยสารพิษกลุ่ม lipopolysaccharide ซึ่งเป็น endotoxin ที่เป็นตัวการในการเกิดการอักเสบของเซลล์เยื่อบุลำไส้ และทำให้เซลล์เยื่อบุลำไส้ถูกทำลายในที่สุด (โดยสมมุติฐานนี้โต้แย้งกลับแนวความคิดที่ว่า เมื่อไม่มีอาหารเลี้ยงเชื้อ ตัวเชื้อแบคทีเรียเองจะกินเซลล์เยื่อบุลำไส้ และแนวความคิดการเลี้ยงเชื้อด้วย resistant starch)

อีกประการหนึ่งคือ เราถูกทำให้เชื่อว่า serotonin คือสารแห่งความสุขชนิดหนึ่งที่ถูกผลิตจากลำไส้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตามความเห็นคุณ Ray Peat บอกว่า เรากำลังอยู่ใน fiat science หากค้นหาชื่อเดิมของ serotonin ซึ่งก็คือ enteramine จะเจอว่าสารตัวนี้เป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคทางจิตเวช เพราะเมื่อระดับของ serotonin สูงขึ้นในสมอง เพราะระดับ serotonin ที่สูงจะยับยั้งการผลิต ATP ในสมอง และทำให้สมองทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพในที่สุด สังเกตจากผู้ป่วยจิตเวชมีระดับ serotonin ในสมองสูง และหากหมอจิตเวชจ่ายยา Selective Serotonin Reuptake Inhibitors (SSRIs) หรือ Serotonin Antagonist and Reuptake Inhibitors (SARIs) โรคทางจิตเวชจะดีขึ้นจากการลดระดับของ serotonin ลง (คุณ Ray Peat มีความเห็นว่าหากกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ เช่น Rifaximin น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่าการจ่ายยากดอาการ)

และหากพิจารณาจากตำรับยาแผนโบราณเอง จะเจอว่าอาหารที่มีรสจัดจะทำให้ร่างกายเป็นปกติ หากพิจารณาตำรับยาลูกกลอนแพทย์แผนไทย จะเจอสูตรยาลูกกลอน ขมิ้นชัน + บอระเพ็ด รักษาโรคทางเดินอาหาร ซึ่งทั้ง 2 สิ่งต่างมีฤทธิ์เผ็ดร้อนทั้งคู่ หรือหากดูตำรับยาอายุรเวททางอินเดีย จะเจอว่า lassi ซึ่งก็คือ โยเกิร์ต ใส่เกลือ + เม็ดยี่หร่าป่น ผสมน้ำเจือจางกินหลังอาหารจะรักษาโรคทางเดินอาหารเช่นกัน รวมถึงการที่คนอินเดีย รวมถึงคนอีสาน มีร่างกายที่แข็งแรงกว่าคนเมือง เพราะเครื่องเทศอินเดีย รวมถึงอาหารอีสานรสจัด มีความเผ็ดร้อน ซึ่งตามความเห็นผมแล้วน่าจะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ gram negative bacteria ในลำไส้ที่เป็นหนึ่งในตัวการของความผิดปกติในร่างกาย เช่นเดียวกันกับการกินอาหารหมักดองรสเปรี้ยว รวมถึงการ fasting หรือ carnivore diet ที่ลดอาหารเลี้ยงเชื้อต่าง ๆ เหล่านี้ลง

จากหลักฐานต่าง ๆ ด้านบน ผมคิดว่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ร่างกายผมมีการทำงานในรูปแบบดังต่อไปนี้

- หลังจากปรับมากิน ketogenic diet ร่างกายมี stress ที่เพิ่มขึ้น เพิ่มระดับของ cortisol และลดระดับของ T3 ในร่างกายลง

- เมื่อลดการกิน carbohydrate ลง ร่างกายเปลี่ยนไปใช้ fat เป็นพลังงาน แต่ร่างกายเลือกใช้ saturated fat ที่ไม่สร้าง ROS (ทำให้เกิด oxidative stress) เนื่องจากร่างกายกำลังเข้าสู่ surviving mode (high stress) รวมถึงมีการซ่อมแซมร่างกายอย่างรวดเร็วเพื่อให้เตรียมพร้อมต่อสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ในอนาคต

- รวมถึงการกิน high protein (mostly from animal) low carb low fat ทำให้ค่าตับ และค่าไตขึ้น รวมถึงคำแนะนำของการกิน carnivore diet ในการเพิ่มการกินเกลือและน้ำมากกว่าระดับปกติอย่างมีนัยยะสำคัญ เนื่องจากว่า stress deplete water-soluble vitamins and minerals เพราะต้องเอาไปช่วยในการกำจัดของเสียของตับและไต เช่นเดียวกันกับการเพิ่มปริมาณน้ำที่กิน

- หลังจากร่างกายเผาผลาญ saturated fat หมดแล้ว ร่างกายเลือกที่จะเผาผลาญกล้ามเนื้อมากกว่า unsaturated fat ในเซลล์ไขมัน เนื่องจากว่าการเผา unsaturated fat เป็นการเพิ่ม stress ในร่างกายเข้าไปอีก ซึ่งร่างกายไม่เลือกที่จะทำแบบนั้นเพราะไม่รู้ว่าฤดูร้อนครั้งต่อไปจะมาเมื่อไหร่ รวมถึงอาจจะเกิดการปล่อย toxins ที่เก็บอยู่ในเซลล์ไขมันด้วย ซึ่งร่างกายไม่ต้องการที่จะสูญเสียพลังงานไปกับการกำจัดของเสียเหล่านั้น

- และการที่ระดับ T3 ต่ำเป็นระยะเวลานาน ทำให้ระดับของ cortisol ต่ำลง จากการที่ pituitary ผลิต ACTH ได้ต่ำลงเช่นกัน (fiat science เรียกอาการนี้ว่า adrenal fatigue) ทำให้ร่างกายไม่สามารถทนความเครียดได้ดีเท่าช่วงต้นฤดูหนาว และช่วงฤดูหนาวที่ยาวนานนี้เองเป็นสาเหตุให้เกิด การบาดเจ็บทั้งทางจิตใจ และทางร่างกาย (ตัวหลักเจ็บครึ่งทีม แต่ยังได้แชมป์คาราบาวคัพอะครับ //ไม่เกี่ยว 555)

จากการศึกษา mechanism ต่าง ๆ เหล่านี้เองทำให้ผมตอบคำถามได้ว่า ทำไมร่างกายผมในปัจจุบันมี muscle mass & % body fat ที่นิ่งค้าง รวมถึงทนความเครียดได้ต่ำ

ตอนต่อไปเราจะมาดูกันว่า อาการแพ้นม แพ้กาแฟ มีอยู่จริงหรือไม่ ถ้าไม่จริง กำลังเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายอยู่ และทำไมคนปัจจุบันทั่วโลกถึงตาตี่ลง เป็นเพราะมีเชื้อจีนสาเหตุเดียวจริงหรอ

#siamstr

ร่างกายคือ supercomputer ถ้าร่างกายอยากกินน้ำตาล ทำไมเราไม่กินน้ำตาลล่ะ (2)

แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายผมกันแน่ ทำไม muscle mass ผมไม่ขึ้น และ % body fat ผมไม่ลงเลย หลังจากที่หาคำตอบไม่ได้ ผมเลยมารีวิวอาหารการกิน และวิถีชีวิตใหม่ แล้วผมเจอสมมุติฐานหนึงที่น่าสนใจ คือ ร่างกายผมเผาโปรตีนเป็นพลังงานอยู่ ซึ่งตามความเข้าใจผมในวันนั้นมันแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะร่างกายผมทำไมถึงเลือกเผาโครงสร้างร่างกาย ก่อนไขมันที่ห่อหุ้มมันล่ะ

และแล้วผมก็เจอตอเข้าอย่างจัง ซึ่งนั่นก็คือ "STRESS" หรือความเครียดนั่นเอง โดยความเครียดจะทำให้ hypothalamus บอกร่างกายให้สร้าง cortisol ขึ้นมา (ผ่าน pituitary & adrenal cortex) แต่ cortisol นี้ยับยั้งการเปลี่ยน thyroid hormone T4 เป็น T3 ที่ตับและไต แล้ว T3 สำคัญอย่างไร ทำไมคนยุคใหม่ T3 ต่ำลง และเกี่ยวข้องอย่างไรกับอุบัติการณ์การเพิ่มขึ้นของภาวะทางจิตเวชทั่วโลก เดี๋ยวผมเหลาให้ฟัง

ตามความเข้าใจของผมแล้ว T3 ทำหน้าที่เปรียบเสมือน censor บอกฤดูกาลในร่างกาย แล้วอะไร signal T3 ล่ะ ความเครียดนั่นเอง ลองนึกภาพฤดูร้อนในอดีต ผู้คนออกมาทำไร่ทำนา หาอาหาร มีงานเทศกาล ในน้ำมีปลาในนามีข้าว อาหารอุดมสมบูรณ์ มีแดดมาก ความเครียดต่ำ T3 สูง basal metabolic rate ก็สูงตาม แต่ในฤดูหนาว มีความไม่แน่นอน มีสภาพอากศรุนแรง แดดออกน้อย แถมอาหารก็มักจะเป็นเนื้อสัตว์ซะส่วนใหญ่ ความเครียดจากสภาวะแวดล้อมกับความเครียดทางอาหาร ทำให้ cortisol สูงขึ้น และทำให้ T3 ต่ำกว่าช่วงฤดูร้อน และ basal metabolic rate ก็ต่ำกว่าเช่นกัน แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับ trend หรือกระแสในปัจจุบันด้วยล่ะ

ถ้าคนปกติกินแบบ Standard American Diet สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะเจอคือร่างกายอ้วนขึ้น (ซึ่งก็คือการอักเสบ) หลังจากหาความรู้หรือหาหมอ ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่จะเปลี่ยนการกินออกเป็น 2 ทาง คือ

1) หันไปทาน plant-based diet หรือกินคลีน ซึ่งปัญหาของฝั่งนี้ตามความเห็นของผมคือ bio-availability ต่ำ จาก 2 ปัจจัยคือ วิธีการเตรียมอาหารที่ขั้นตอนลดลง (ไม่สลาย anti-nutrient) และคุณภาพของดินในปัจจุบัน ทำให้สุดท้ายแล้วกลุ่มที่ทาน plant-based ในปัจจุบันส่วนใหญ่สารอาหารไม่ถึง ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ไม่มีประสิทธิภาพ และเป็น chronic stress ในที่สุด

2) หันไปทาง ketogenic diet ซึ่งตามที่ผมได้ลองทำแล้ว แก้ปัญหาความอ้วนได้ดีมาก น้ำหนักผมลงมา 25 % แต่หลังจากผม research ไปสักพักผมดันเจอความจริงอันน่าตกใจที่ว่า การกิน ketogenic diet มันแค่พรางปัญหา แต่ไม่ได้แก้ลงไปที่สาเหตุ ทำไมผมถึงพูดแบบนั้น เพราะการที่กิน keto -> mostly meat นั้นมันทำให้ร่างกายเราเครียดขึ้น เมื่อร่างกายเครียดขึ้น จะรันบน cortisol/adrenaline และร่างกายจะฟื้นฟูตัวเองอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือปัญหาที่คาดเดาไม่ได้ในอนาคต

บางท่าน (รวมถึงผมในอดีต) อาจจะแย้งว่าก็ดีแล้วที่ร่างกายเรากลับมา function ตามปกติ แต่ความน่ากลัวกำลังค่อย ๆ คืบคลานมา นั่นคือระดับ T3 ที่ลดต่ำลง เพราะ chronic stress มีจุดเริ่มต้นจากตรงนี้ เมื่อระดับ T3 ต่ำลงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานแล้วจะกระทบ pituitary เพราะ pituitary ใช้ T3 ในการผลิต ACTH เพื่อสั่งต่อมหมวกไตให้ผลิต cortisol หมายความว่า ถ้า T3 ต่ำเป็นระยะเวลานาน (ตามความเห็นผมคือครึ่งปี หรือรอบของฤดูหนาว) ก็จะทำให้ cortisol ต่ำลงด้วย (นักวิจัยบางท่านมีความเห็นว่า adrenal fatigue ไม่ได้เกิดจากต่อมหมวกไตทำงานหนักไป แต่เกิดจาก ACTH ต่ำจาก T3 ที่ต่ำ ซึ่งผมเห็นด้วย) และเมื่อ cortisol (ฮอร์โมนในการจัดการความเครียด) ต่ำกว่าระดับของความเครียดที่เข้ามากระทบตัวเรา สุดท้าย stress ส่วนเกินก็จะถูกแสดงออกมาในรูป ความเจ็บป่วยทางร่างกาย หรือจิตใจในที่สุด

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ที่เดินตามท้องถนนมีรูปร่างอยู่เพียง 2 แบบคือ อ้วน ซึ่งผมให้นิยามว่า หุ่นอักเสบ หรือ ผอม/หุ่นนักกีฬา ซึ่งผมตั้งชื่อเล่นว่า หุ่น stress ซึ่งทั้ง 2 แบบต่างมีข้อเสียเดียวกันคือ เจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและทางจิตใจได้ง่าย (conspiracy theorist บางท่านถึงกับกล่าวว่าปัญหาทางจิตเวช เกิดจากภาวะ hypothyroid)

แล้วเราจะไม่สามารถออกจาก loop นรกนี้ได้จริงหรอ หรือจริง ๆ แล้ว Standard American Diet ถูกอยู่แล้ว แต่ถ้าถูกจริง ทำไมยิ่งกิน S.A.D. ยิ่ง sad ล่ะ

Further Readings

https://paulrobinsonthyroid.com/t3-thyroid-hormone-and-cortisol-relationships-summary/

https://youtu.be/GB64c96WqTg

#siamstr

ร่างกายคือ supercomputer ถ้าร่างกายอยากกินน้ำตาล ทำไมเราไม่กินน้ำตาลล่ะ (1)

6 เดือนที่แล้วผมเริ่มกิน ketogenic diet เพราะเข้ามาวนเวียนในทุ่งม่วง รวมถึงโดนหมอป๊อป หมอเอกตกเข้าอย่างจังในเรื่องสุขภาพ หลังจากนั้น 2 เดือน ผมก็ลดปริมาณไขมันที่กินลง เพราะอยากลดไขมันสะสม ช่วงแรก ๆ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ช่วง 2 เดือนสุดท้ายกลับเจอปัญหาขึ้น ปัญหาคือไม่ว่าผมจะ push ตัวเองในการคุมอาหาร หรือออกกำลังกายหนักแค่ไหน muscle mass & % body fat ก็แทบไม่ขยับทั้งในทางที่ดีขึ้นและแย่ลง รวมถึงผมรู้สึกว่าตัวเองทนความเครียดได้น้อยลง ต้องหาน้ำตาลมากินเวลาเครียดๆ ทุกครั้ง ผมได้แต่คิดว่า ผมทำอะไรผิดหรือเปล่านะ

จึงได้เวลา research เพื่อหาว่า สิ่งที่ทำอยู่ มันผิดพลาดตรงไหน หลังจากนั่งหาข้อมูลรวมถึงฟัง “หมอ บ่น [___]” ช่วงเดือนที่แล้ว ผมเลยได้ไอเดียว่า ถ้า “ร่างกายคือ supercomputer“ เป็นจริง แล้วเวลาเครียด ๆ เราต้องการน้ำหวานสักแก้วกิน แปลว่า หรือจริง ๆ น้ำตาลไม่ใช่ผู้ร้ายกันแน่ ความรู้เดิมในหัวผมค้านความคิดนี้ของผมเข้าอย่างจัง เพราะถ้าน้ำตาลไม่ใช่ผู้ร้าย แล้วอะไรกันแน่ที่เป็นผู้ร้าย หลังจากเอาตีนก่ายหน้าผากมาหลายอาทิตย์ ผมพอได้ไอเดียว่า ถ้า cholesterol ในเลือด ไม่เท่ากับ cholesterol ที่กิน งั้นแปลว่าน้ำตาลในเลือด ก็ไม่เท่ากับน้ำตาลที่กินด้วยสิ (จะเป็นไปได้หรอวะ?)

แล้วอะไรกันแน่ ที่ก่อให้เกิด stress ในอาหารจนร่างกายคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันทำงานผิดพลาด หลังจากค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ผมก็เจอกับ quote ที่ว่า

“Unsaturated fats cause aging, clotting, inflammation, cancer, and weight gain.”

- Ray Peat (without providing any scientific evidence)

แล้วหลังจากนั้น ผมก็โดน Ray Peat ตกเข้าอย่างจัง

Further Readings

https://youtu.be/9ZM9sCfmAGc

https://youtu.be/CGahs2zh5To

#siamstr

Verifying my Nostr Nests identity: 1zLLvLpemAKqHgE1VtbQymA0U5MtaaAdLXVsi59MaDI

https://nostrnests.com

เห็นด้วยครับ ข้อมูลนี้ผมนั่งแกะ Starbucks ว่าทำไมถึงได้รับการผลักดัน ทั้งคาเฟอีน ทั้งน้ำตาล ทั้งแป้ง ตลอดเวลาที่นั่งในร้าน เรียกได้ว่าครบสูตร 555

ขอบคุณครับหมอเอก ผมตามฟังย้อนหลัง ผมมีข้อมูลแย้งจุดหนึ่งในเรื่องของกาแฟครับ จริงๆ แล้วตัวที่เป็นปัญหาคือปริมาณคาเฟอีนที่กินต่อวัน ข้อมูลจาก Dr. Daniel Amen บอกว่าคาเฟอีนส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง เช่นเดียวกันกับแอลกอฮอล์ นิโคติน กัญชา แต่การกินในปริมาณที่น้อยกว่า 100 mg ของคาเฟอีนจากธรรมชาติไม่ส่งผลเสียมากนักเพราะมีประโยชน์จากสารตัวอื่นในชา กาแฟ โกโก้มาชดเชยได้ แกยกตัวอย่างว่า 1 venti starbucks มีปริมาณคาเฟอีน 330 mg ผมคิดว่าน่าจะเข้าข่าย กินเป็นกระษัย จะมีประโยชน์ครับ

Happy New Year 2024

ผมใช้เทปตัวนี้ติดเป็นแนวตั้งกลางปากเส้นเล็กๆ เส้นเดียวครับ เคยลองหลายแบบชอบแบบนี้ที่สุด

ตอนแรกที่ผมอ่านเจอในหนังสือ Breath - James Nestor ผมคิดว่ามันออกแนวกึ่งๆ pseudoscience แต่พอผมลองทำเอง กว่าจะติดแล้วนอนได้ทั้งคืนล่อไปคืนที่ 5 ครับ หลังจากนั้นชีวิตเปลี่ยนครับ (ผมเคยทำ sleep test เป็น moderate OSA และหายใจทางปากตั้งแต่จำความได้) Just Verify! Cheers!

เอาเทปปิดปากครับ บังคับร่างกายหายใจทางจมูก น่าจะช่วยให้นอนดีขึ้นครับ

ขอเสริมอีกเล่มที่ผมว่ามาแนวเดียวกันแต่ประเด็นกว้างกว่าคือ The Comfort Crisis ของ Michael Easter ครับ ใครที่ถนัดอ่านภาษาอังกฤษสำหรับผมถือเป็น a must สำหรับทำความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมมนุษย์เลยครับ