## Write-thing like Jakk II

### The Art of Analogy

ผมไม่เก่งพอจะอธิบายเรื่องยากๆ ให้คนเข้าใจได้?

มันมีเทคนิคที่คนไทยเรียกว่า "การอุปมาอุปไมย" แต่ผมไม่ชอบใช้คำนี้สักเท่าไหร่ ผมขอใช้คำว่า 'Analogy' ก็แล้วกันครับ

"Analogy" หรือ "การเปรียบเทียบ" คือ วิธีอธิบาย 'A' โดยใช้การเปรียบเทียบกับ 'B' ที่คนจะรู้จักหรือเข้าใจมันได้ง่ายขึ้น

มันเหมือนกับการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างเกาะ เกาะแรกคือสิ่งที่คุณต้องการจะอธิบาย (ซึ่งมักเป็นเรื่องที่คนทั่วไปทำความเข้าใจได้ยาก) และอีกหนึ่งเกาะคือสิ่งที่คนอื่นเข้าใจมันดีอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการอธิบายวิธีการทำงานของฮาร์ดไดรฟ์ (Hard drive ) ให้คุณยายฟัง แต่คิดว่าต้องทำคุณก็อยากลาตายแล้ว แต่เดี่ยวก่อน... ถ้าคุณลองใช้การเปรียบเทียบมันกับตู้เก็บเอกสารล่ะ?

คุณจะเก็บเอกสารในแฟ้มต่าง ๆ และลิ้นชักในตู้เก็บเอกสาร เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ ที่จะเก็บไฟล์ในโฟลเดอร์ต่าง ๆ ไว้บนฮาร์ดไดรฟ์

การใช้ Analogy จะช่วยให้คนฟัง/คนอ่านเข้าใจไอเดียที่ซับซ้อนหรือยังไม่คุ้นเคยได้ง่ายขึ้น

> มันเหมือนกับการเปิดไฟในที่มืดๆ เพื่อให้คนได้เห็นและเข้าใจสิ่งที่อยู่ภายในนั้น

เอาล่ะ พวกเราพร้อมที่จะสร้าง "สะพาน" ของความเข้าใจกันแล้วหรือยัง? 😊

---

สมมุติว่าคุณเป็น Developer ที่กำลังนั่งโค้ดอย่างขยันขันแข็ง ทันใดนั้นลูกชายวัย 8 ขวบของคุณก็เดินเข้ามาเป็นเด็กเกาะเบาะ..

"พ่อพิมพ์อะไรอยู่ฮะ? หนูอ่านไม่เห็นรู้เรื่องเลย.."

"แล้วไอ้ที่เขียนอยู่นี่ มันทำงานยังไงเหรอพ่อ?"

บนจอของคุณเต็มไปด้วยไดเรกทอรี่และไฟล์หน้าตาไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนทั่วไปนัก ในแต่ละไฟล์มีภาษาคอมพิวเตอร์ที่ไม่ต่างอะไรกับภาษาเอเลี่ยน

คุณจะเล่ายังไงให้ลูกคุณเข้าใจ?

---

### มาลองดูตัวอย่างกันครับ 😊

"โอเค.. ค่อยๆ จินตนาการตามที่พ่อพูดนะ.."

พวกนี้คือเอกสารที่พ่อเขียนให้คอมพิวเตอร์อ่าน ว่าพ่ออยากให้มันทำอะไรให้เรา สุดท้ายมันจะรวมกันเป็น AI Chatbot สำหรับมือถือ..

Authentication -- ชื่อมันอ่านยากใช่ไหม?

ไม่ต้องไปสนใจหรอก ไอ้นี่มันเหมือนประตูบ้าน 🚪 เราต้องทำให้แน่ใจว่ามันเปิด-ปิด ล็อกบ้านได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่เราจะซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้ามาในบ้าน ไม่งั้นคนจะมาขโมยโซฟาเรา

UserManager -- เมื่อประตูบ้านเราแน่นหนาแล้ว เราต้องทำให้แน่ใจว่าใครกันจะได้ถือกุญแจบ้าน 🗝️

RequestHandler -- ResponseProcessor

มันเหมือนกับคนส่ง Grab 🚴‍♂️ ที่เอากาแฟจากร้านเราไปส่งให้ลูกค้า เขาต้องรู้ว่าจะเอาอะไรไปส่ง และเข้าใจวิธีรับเงินจากลูกค้า

DatabaseManager -- ไอ้นี่คือตู้หรือห้องนิรภัย 🗄️ ที่เราจะเอาไว้เก็บของมีค่าของเรา (chat history, user profiles, etc.)

WebSocketManager -- มันเหมือนโทรศัพท์บ้าน 📞 เรากดโทรหาใครก็ได้ในทันที

SettingsManager -- นี่เป็นแผงควบคุมทุกระบบภายในบ้าน 🎛️ เราชอบแบบไหนเราก็ตั้งค่ามันแบบนั้นได้จากตรงนี้

CostCalculator -- นี่เป็นสมุดบัญชี 📚 เอาไว้ดูว่าเราจ่ายเงินไปแล้วเท่าไหร่ เงินเราเหลือเท่าไหร่

ChatRoomManager -- มันเหมือนห้องต่างๆ ในบ้านเราแหละ 🛏️ แต่ละห้องก็เอาไว้ทำกิจกรรมแตกต่างกัน

PluginManager -- นี่ห้องเล่นเกมส์ 🎮 หรือเอาไว้ดูหนังก็ได้ 🎬 เป็นห้องพิเศษที่เราอยากจะใส่อะไรเข้าไปก็ได้ บ้านเราจะได้มีอะไรให้ทำมากขึ้น

MarkdownAndCodeManager -- มองว่ามันเป็นชั้นหนังสือ 📚 หรือห้องเรียนรู้ก็ได้ 📖 ในนร้จะมีความรู้และอุปกรณ์การเรียนเยอะแยะ

MemoryManager -- อัลบั้มรูป 📸 หรือไดอารี่ 📔 เราเก็บภาพหรือความทรงจำของเราไปนานๆ ได้

ฯลฯ

"อ๋อ... พอเข้าใจแล้วครับ แบบนี้นี่เอง.."

---

การสร้าง "สะพาน" หรือ "Analogy" ที่ดีและแก้ปัญหาให้ได้ผล มันก็คล้ายกับการเป็น "ช่างไม้" ที่เก่ง คุณต้องรู้จักเลือกเครื่องไม้เครื่องมือทางการช่าง และวัสดุก่อสร้างที่เหมาะสม และต้องมีทักษะในการสร้างสิ่งที่คนอื่นจะเข้าใจและสามารถใช้งานมันได้..

เราต้องมีความเข้าใจที่ดีทั้งสองฝั่ง เราต้องเข้าใจทั้งสิ่งที่เร่ต้องการจะอธิบาย และสิ่งที่คนจะรู้จักหรือเข้าใจได้ง่าย มันต้องมีความชัดเจนและเหมาะสม มันควรเป็นสิ่งที่ทำให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ไปทำให้เค้าสับสนยิ่งกว่าเดิม

พยายามทำให้มันเรียบง่ายและตรงไปตรงมา เพราะถ้า Analogy ดูซับซ้อนเกินไป มันจะทำให้ให้เกิดผลลัพธ์ตรงกันข้าม ดังนั้น Keep it simple ควรเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่รู้จักหรือมีประสบการณ์กับมันเป็นอย่างดี

สิ่งต่อมาคือเราต้องมีความยืดหยุ่น เพราะบางครั้งคุณอาจจะต้องปรับ Analogy ให้เหมาะสมกับผู้ฟัง/ผู้อ่าน หรือใช้หลายๆ การเปรียบเทียบเพื่ออธิบายมุมมองที่ต่างกัน

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ คุณจะสามารถสร้าง "สะพาน" ของความเข้าใจที่แข็งแรงและปลอดภัย ทำให้คนสามารถ "เดินทาง" ไปยังความรู้ใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้นครับ 😊

#Siamstr

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

"แม่เจ้าโว้ยยยยยยยยยยยยยยย🤣🤣" T.tukjedsadatik

ก็ไหนบอกว่าคิดถึงไง 555

หลังจากที่หายไป content ก็มารั่ว ๆ อ่าน บ่ ทัน

อยู่ยังไงให้หายคิดถึง!

บทความอ่านเพลินๆครับ

อ่านไปทานข้าวไป สำลักไป

"Parable" may also be the word you are looking for.

อุปมาอุปไมย ซึ่งจริงๆ ก็ใช้ แต่ผมรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยเป็นมิตรกับคนทั่วไปเท่าไหร่ครับ เลยเลือกจะ demonstrate เอาเลยง่ายกว่า

นึกถึง บทที่ 2 ใน เต้าเต๋อจิง

การเปรียบเทียบ ...

อ่านไปอ่านมา อาจจะไม่เกี่ยวกัน 555

-2-

สิ่งต่างๆอุบัติขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ

เมื่อคนในโลกรู้จักความสวยว่าสวย

ความน่าเกลียดก็อุบัติขึ้น

เมื่อคนในโลกรู้จักความดีว่าดี ความชั่วก็อุบัติขึ้น

มีกับไม่มี เกิดขึ้นด้วยการรับรู้

ยากกับง่าย เกิดขึ้นด้วยความรู้สึก

ยาวกับสั้น เกิดขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ

สูงกับต่ำ เกิดขึ้นด้วยการเทียบเคียง

เสียงดนตรีกับเสียงสามัญ เกิดขึ้นด้วยการรับฟัง

หน้ากับหลัง เกิดขึ้นด้วยการนึกคิด

ดังนั้นปราชญ์ย่อม กระทำด้วยการไม่กระทำ

เทศนาด้วยการไม่เอ่ยวาจา

การงานทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงลง

ท่านให้ชีวิตแก่สรรพสิ่ง แต่มิได้ถือตัวเป็นเจ้าของ

ประกอบกิจอันยิ่งใหญ่ แต่มิได้ประกาศให้โลกรู้

เหตุที่ท่านไม่ปรารถนาในเกียรติคุณ

เกียรติคุณของท่านจึงดำรงอยู่ไม่สูญสลาย

เมื่อเกิดคำว่า "เหมือน" จึงมีคำว่า "ต่าง" ใช่เลยครับ :)

มันเหมือนกับการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างเกาะ

อบต. ที่ให้เงินคุณสร้างคือคนแรกที่ต้องให้คุณไปอธิบาย เพราะสร้างยังไงคุณเข้าใจดีอยู่แล้ว แต่ใครจะไปรู้เรื่องด้วยกับคุณ

แม้จะอ่านแล้วงง แต่ก็ถูกต้อง

นึกถึง อ ภาษาไทย สมัย ม.4 ที่ให้เอาเวลาพักกลางวันแสนสั้นมาต่อแถวเข้าไปสอบ อธิบายโวหารภาพพจน์ (Figure of speech) พร้อมยกตัวอย่างเนื้อเพลงที่มีการใช้โวหารภาพพจน์ที่เราจับฉลากได้

โอเค มันมีประโยชน์ แต่การมาบังคับให้ไปต่อแถวสอบหน้าห้องมันไม่ได้มีส่วนช่วยในการพัฒนาผมเลยจริงๆนะ 555555

สุดท้ายสิ่งที่พาให้เราพัฒนาทักษะการใช้ภาษาหรือทำให้เราเข้าใจวิธีใช้ ก็มาจากการสื่อสารที่เราจำเป็นต้องสื่อสาร การพยายามหาทางอธิบายให้คนรับสารเข้าใจนี่แหละ

Free market rules

ถูกต้องเลยครับ ผมถึงฉีกตำราทิ้ง แต่บางตำราก็ใช้งานได้ดีมากๆ ผมจะเทอดทูนมัน แต่บางเล่มก็ไม่รู้จะเขียนขึ้นมาทำไม นอกจากจะอยากอวดว่าคนเขียนเก่งมากแค่นั้นเอง.. มันเก่งตรงไหนถ้าคนอ่านเอาไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

มันมีตัวอย่างของคนที่ใช้งาน Analogy ในถ้อยคำของพวกเขาได้อย่างแนบเนียน คนแรกใกล้ตัวเราเลย คือ อ.ตั๊ม สไตล์ของ อ. คือการบรรยายด้วยเนื้อหาเชิงลึก ก่อนจะเปรียบเทียบกับอะไรบางอย่างในให้เราเข้าใจได้ง่าย ถ้าเริ่มรู้สึกว่าคนฟังชักจะหัวบวม อ. มักจะไขข้อสงสัยให้พวกเราได้เสทอ

คนที่ 2 เรียกว่าใช้ศิลปะในการสื่อสารได้อย่างเอร็ดอร่อย และฟังแล้วเหมือนถูกดึงดูด คนๆ นั้นคือพี่ชิต ทุกครั้งที่ตั้งใช้ Technical jargon พี่ชิตจะตามมาด้วย Analogy เสมอ จนเรารู้สึกว่าทำไมคำพูดคนๆ นี้ถึงจับต้องง่ายไปหมด

คนที่ 3 คือพี่เดชา ที่มักจะอธิบายศัพท์แสงทางเทคนิคอย่างอีรุงตุงนัง ก่อนจะนึกได้ว่าตัวเองกำลังอยู่คนละโลกกับคนฟัง สุดท้ายเขาจะปิดมันด้วย Analogy แบบฮาๆ เจ็บๆ คันๆ เสมอ

คนที่ 4 ก็ผมเอง ผมใช้ Anology สอดแทรกในการเขียนมากเสียจนคนอาจไม่รู้สึกตัว

แต่ใครจะสร้างสะพานติดกัน 5 อันล่ะ?

ทำให้มันพอดี คือ คำตอบ

ขำตรงพี่เดชา 555 เห็นภาพเลย 🤣

ก้อมันจริง 555