GM Nostr, #Siamstr

ขอให้เป็นวันที่สุขสงบ

https://youtu.be/KyPmSEOQyYw?si=LY-_IO7rQ0u0sQo6

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

GM ครับ

GM kub 💜

สาธุ

GM krub :)💜

ในคลิปเป็นเวอร์ชั่นที่ค่อนข้างเพราะเลยครับ ให้ความสงบดี

ความพร้อมเพรียงมีส่วนด้วย ถ้าเรารู้ความหมายด้วยจะสงบได้ลึกถึงใจเลย

ว่าจะลองหาคำแปลอ่านอยู่เหมือนกันครับ, แต่ในช่วงท้าย ๆ พอจะฟังออกว่ากำลังเล่าถึงลำดับของสวรรค์ชั้นฟ้ากับลำดับชั้นของพรหมโลก :)

ถ้าคนมีความรู้กว้างขวางจะแปลได้หลากหลาย จากภาษาบาลี เป็นภาษาไทย แปลเป็นภาษาวิทยาศาสตร์ แล้วแปลเป็นภาษาชาวบ้าน เราก็อยากจะรู้ทุกๆภาษาเหมือนกัน

GM ครับ

GM krub :)💜

GM ครับ

GM krub :)💜

GM ครับ🙏🙏🙏

GM krub :)💜

สัมมาสัมพุทธะ แสดงธรรมบทนี้ ในแรกตรัสรู้ เหมือนกันหมด? มีพูดถึงพวกเทพและสวรรค์ชั้นต่างๆไว้ด้วย?

เป็นบทที่ขึ้นด้วย “เอวัมเม สุตัง” ซึ่งแปลว่า “ข้าพเจ้า (พระอานนท์เถระ) ได้ฟังมาแล้วอย่างนี้“

ผมเข้าใจว่าเป็นคำของ ”สาวก“ ที่ไม่ใช่พุทธวจนโดยตรง ซึ่งเราไม่มีทางรู้ว่าคำกล่าวเหล่านี้เป็นจริงหรือไม่

ใด ๆ คือ ด้วยระบบของการ “สวด” ที่เป็นการใช้เสียงที่มีจังหวะ มีไดนามิก และเรโซแนนซ์ที่เป็นความถี่เฉพาะ เมื่อได้ฟัง (ถึงแม้จะไม่รู้ความหมาย) ก็มีส่วนที่ทำให้สภาวะของจิตใจมีความสงบขึ้นครับ (ยังผลที่เอาแค่เรื่องของความสงบ)

ส่วนความประรำประราของเรื่องภพภูมิต่าง ๆ อาจจะต้องศึกษาลงลึงไปถึงพระไตรปิฎก ซึ่งต้องใช้เวลาที่เยอะมาก ๆ ด้วยจำนวนหน้าที่มีราว ๆ 1 หมื่นกว่าหน้า

ดังนั้นผมไม่อาจจะตอบได้ว่า พระพุทธเจ้าได้สอนเรื่องภพภูมิต่าง ๆ เอาไว้จริง ๆ หรือไม่ หรือเป็นเพียงสิ่งที่ถูกแต่งเติมขึ้นเพื่อขยายอิทธิพลของความเชื่อทางศาสนาให้มีความเข้ากันได้กับวัฒนธรรมของท้องถิ่นครับ :)

ท่านHipknoxเคยได้เรียนบาลีมามั้ยครับ เห็นแปลบาลีได้?

ไม่ได้เรียนมาเลยครับ ผมเป็นคนประเภทที่ถ้าส่งสัยอะไรจะไปหาข้อมูลเอา ฮ่า ๆ :)

แบบว่าอย่างในเรื่องนี้ เราเข้าใจในความเป็นพุทธว่าแก่นหลักคือการดับทุกข์เพื่อการพ้นทุกข์และเข้าสู่สภาวะของนิพพาน ที่จะไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีก

ดังนั้นผมจึงสงสัยในบทสวดบทนี้ที่มีการกล่าวถึงระดับขั้นของสวรรค์และพรหมโลก ซึ่งไม่ใช่จุดหมายสูงสุดของพุทธแน่ ๆ แต่ทำไมถึงมีการบันทึกเอาไว้ พอไปค้นหาความหมายคำแปลถึงได้รู้ว่าเป็นคำของสาวก

และได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจมาอีกเรื่องนึงว่า จริง ๆ แล้วในสมัยของพระพุทธเจ้าไม่ได้มีการ “สวด“ แบบที่เวลาเราไปวัดมักจะมีบทสวดต่าง ๆ ในพิธีกรรมทางศาสนาในปัจจุบัน ซึ่งในสมัยของพระพุทธเจ้า การ ”สวด“ จะเป็นระบบของการบันทึกคำสอนของศาสนาพระเวท (พราหมณ์) ด้วยการท่องคำสอนในภาษาสันสกฤตโบราณ เป็นความน่าทึ่งของการบันทึกคำสอนด้วยการใช้เสียง

(ในยุคสมัยที่ยังไม่มีการบันทึกทางตัวอักษร เขาจะใช้การท่องจำ ซึ่งบทสวดพระเวท ใช้ระบบการออกเสียง สำเนียง และวรรณยุกต์ ที่จะไม่มีการถูกเปลี่ยนแปลงในภายหลังได้ ซึ่งมันน่าทึงมาก ๆ )

ที่กล่าวว่าในสมัยของพระพุทธเจ้าไม่มีการ “สวด” เพราะมีเหตุการณ์หนึ่งในสมัยนั้นมีพระ 2 รูปมาร้องกล่าวกับพระพุทธเจ้าว่า มีสมณะเหล่าอื่นกำลังสั่งสอนบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า พระทั้ง 2 จึงต้องการให้พระพุทธเจ้าบันทึกคำสอนจากพุทธวจนให้อยู่ในภาษาสันสกฤตโบราณแบบเดียวกับที่พวกพราหมณ์ใช้กัน จะได้ไม่ถูกตีความและบิดเบือนไป

แต่พระองค์ก็ปฏิเสธไป เพราะว่าพระองค์ต้องการให้คำสอนของพระองค์สามารถที่จะเจ้าถึงและสามารถทำให้คนที่ได้ฟังได้เรียนสามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ ด้วยภาษาที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น เช่น เมื่ออยู่ในแคว้นมคธก็ทรงเทศสอนด้วยภาษามคธ เมื่อไปแคว้นอื่นก็ใช้ภาษาของแคว้นอื่น

ถ้าหากใช้ภาษาพระเวทที่ใช้กันเฉพาะนักบวชพราหมณ์ชั้นสูงเท่านั้นที่ใช้กันมาบันทึกคำสอน คำสอนของพระองค์จะไม่มีวันเข้าถึงชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ไม่ได้เรียนพระเวทมาอย่างแน่นอน

ยาวเลย ถามนิดเดียวแต่ผมตอบซะยาวเลย หวังว่าจะมีประโยชน์นะครับ :)

ได้ประโยชน์สิครับ และได้รู้ว่าท่านมีความสนใจหาความรู้ในหลากหลายแนวเลยครับ

ขอบคุณนะครับ :)

GM ☀️😁

GM krub :) 💜