ดูตะหมูกนั่นสิ ฟุ้ด ๆ แบบนั้น ใครเล่าจะทนไหว
ตอนแรกเป็นชนเผ่าหลาย ๆ เผ่า อยู่ภายใต้ออตโตมันครับพี่แอนท์
แต่พอออตโตมันแตก พวกชาติที่ชนะเขาก็ตัดแบ่งเค้กกัน แต่พวกนั้นก็ไม่ได้แยแสพวกชนเผ่าต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
แบบว่าจะให้ไปซอยแบ่งเขตแดนให้แต่ละชนเผ่ามันก็ดูไร้สาระสำหรับชาติมหาอำนาจ ก็เลยขีด ๆ แบ่ง ๆ มันไปอย่างงั้นอะ (ลองดูที่ gg map ในแถว ๆ ตะวันออกกลางดูครับ จะเห็นว่ามันถูกแบ่งโดยที่เหมือนเอาแผนที่มากางออกแล้วเอาปากกาลากเส้นแบ่ง ไม่ใช่แผ่นที่ของประเทศที่มีเขตแดนแบบปกติที่ตัดเอาจากแม่น้ำ ภูเขา หรือภูมิประเทศตามธรรมชาติ) เพื่อที่จะแบ่งให้ทั้งบริติช ฝรั่งเศส รัสเซีย ให้มันลงตัวกัน โดยที่ไม่ได้สนใจพวกคนที่เขาเคยอยู่แยกกันว่าจะทำยังไงต่อไป
ปัญหาคือชนเผ่าพวกนั้นบางครั้งเขาก็ทะเลาะกันเอง และยังคงขัดแย้งกันอยู่ แต่กลับต้องไปใช้คำว่าชาติร่วมกัน มันก็เลยเละอย่างที่เราเห็นครับ
ดังนั้นตอนนี้ขอให้คุณลองจินตนาการว่าชาวบริติชกับชาวฝรั่งเศสเดินเข้าไปในห้อง พร้อมกับถือกระดาษหนึ่งแผ่นที่เพิ่งมีข้อตกลงที่เขียนด้วยหมึกอย่างสด ๆ ร้อน ๆ และประกาศกับกลุ่มชาวเคิร์ด ชาวอาหรับซุนนี (Sunni) และชีอะห์ (Shiite) ว่า "ขอแสดงความยินดีด้วย ตอนนี้พวกคุณทุกคนเป็นอีรักแล้ว!" - Noa Tishby (บทที่3)

เหตุผลดี ๆ ข้อเดียวที่ทำให้พวกเขาไม่อยากจะปล่อยมือจากดินแดนอันแห้งแล้งที่มีแต่ทะเลทรายไร้ซึ่งทรัพยากรทางธรรมชาติ (ในเวลานั้นยังไม่เป็นที่รับรู้ว่าจะมีน้ำมันอยู่ใต้ดินมากขนาดนั้น) เป็นเพียงเพราะว่า ทะเลแดงที่เชื่อมต่อเข้ากับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นประตูทางผ่านเข้าออกที่เชื่อมต่อระหว่างบริติชกับอินเดียที่เป็นชาติอาณานิคม
คุณลองนึกภาพดูว่าคนยิวที่ไร้แผนดินกำลังหนีภัยของการฆ่าล้างเผาพันธุ์ ต้องการที่จะกลับสู่ดินแดนที่เป็นต้นกำเนิด และแม้แต่เจ้าชายชาวอาหรับอย่างไฟซาลก็ยังเขียนจดหมายถึง ดร.ไวซ์แมน (ผู้นำขบวนการไซออนิสต์) โดยมีเนื้อความประมาณว่า "พวกเราอยู่ร่วมกันได้ มีพื้นที่มากมายในตะวันออกใกล้นี้ และสำหรับพวกเราชาวอาหรับและคนยิวจะช่วยพัฒนามันไปด้วยกัน" ก่อนที่ความฝันจะพังทะลายลงด้วยน้ำหมึกจากปลายปากกาของชาติที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย แต่เพียงเพราะแค่พวกเขามีอำนาจในการตัดสินใจที่จะตัดแบ่งเขตแดนให้ใครยังไงก็ได้
ใคร ๆ ก็รู้ว่าตะวันออกกลางมีชนเผ่าต่าง ๆ มากมาย และเขตแดนของพื้นที่ไม่เคยเป็นเส้นแบ่งที่มีสาระสำคัญ เพราะว่าพวกเขาใช้ระบบของการเป็นเครือญาติ มีสายใยแห่งความผูกพันของชนเผ่า ศาสนา วัฒนธรรม ศูนย์กลางของความจงรักภักดีนั้นมีให้ต่อตระกูลของครอบครัว รวมทั้งความขัดแย้งประปรายระหว่างชนเผ่าที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขตแดน หรือแม้แต่แยแสว่ามันคืออะไร
จนกระทั้งประกาศพวกนั้นขีดเส้นแบ่งเขตแดนและจับพวกเขาไปไว้ในพื้นที่ ๆ เดียวกัน
ผม: พวกเขาทำมันมาตลอด และนอกจากสิ่ง ๆ นี้จากการกำหนดเส้นแบ่งเขตแดนตามใจชอบ พวกเขายังทำมันกับเงินของเรา ด้วยนโยบายที่สามารถที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ, ใช่แล้ว.. ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ไม่ว่าสิ่ง ๆ นั้นจะสร้างผลกระทบ สร้างความขัดแย้ง หรือการเบียดเบียนมนุษย์คนอื่น ๆ พวกเขาก็จะทำหากมันทำให้พวกเขายังคงได้รับผลไวประโยชน์
#siamstr
วันนี้เข้า Yom Kippur ของคนยิว (แถมตรงกับวัน Shabbat อีก) ไปอ่านอะไรมา+คุยเล่นกับ chatgpt สนุก ๆ, เอามาเขียนไว้สักหน่อยแล้วกัน
ในยูดาห์นั้นมีแนวคิดของการทำ Teshuvah (תשובה) หมายถึง "การกลับใจ" หรือ "การหวนคืน" ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับแนวคิดของการแก้ไขความผิดพลาดทางจริยธรรม เพื่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า การกลับตัวกลับใจเมื่อมองย้อนกลับไปดูการกระทำของตัวเราเองจากสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมา เพื่อที่จะรีวิวตัวเองว่ามีสิ่งไหนที่ได้ทำลงไปแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องแต่เราก็กลับเลือกที่จะทำมันลงไปด้วยความตั้งใจหรือไม่ได้เจตนาก็ตาม ให้เราได้ทบทวนตัวเราเองสำหรับสิ่งที่ผ่านมา เพื่อที่จะบอกกับตัวเราเองว่าอย่าได้ทำอะไรแบบนั้นอีก (ผมอ่านแล้ว ต่อให้ไม่เชื่อในพระเจ้าก็ดูจะเป็นแนวคิดที่ดีต่อตัวเราเองสำหรับการพัฒนาให้ตัวเราเองเป็นคนที่ดีขึ้น)
หลักการในการปฏิบัติจะมีอยู่ 4 อย่าง (บางข้อมูลก็มีมากกว่านี้) คือ
1. การยอมรับผิด (Hakarat HaChet) ในขั้นแรกของ Teshuvah นั้นจะเป็นการที่ตัวเราเองยอมรับว่าตนเองได้ทำในสิ่งที่ผิด การยอมรับต่อตัวเองที่ไม่ใช่การหลอกตัวเองด้วยการปฏิเสธว่า "เราไม่ได้ทำอะไรผิดไป" แต่มาจากการสำนึกรู้ตัวที่เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะแก้ไขในสิ่งผิดอย่างใจจริง เพราะหากว่าเราไม่ได้ยอมรับผิด หรือหลอกตัวเองต่อไป การแก้ไขย่อมไม่เกิดขึ้น
2. การเสียใจในสิ่งที่ผิด (Charatah) ความรู้สึกสำนึกรู้ต่อ "ความเสียใจ" ในสิ่งที่ได้ทำลงไปผ่านการตระหนักรู้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เป็นจุดเริ่มต้นของการกลับใจใหม่
3. การร้องขอการให้อภัย (Vidui) เมื่อบุคคลได้สำนึกผิดต่อสิ่งที่ได้กระทำสิ่งที่ผิดพลาดลงไปอย่างใจจริงและตั้งเป้าหมายที่จะไม่กลับไปทำในสิ่งที่ผิดพลาดไปอีกครั้ง จะมีอะไรที่จะดีไปกว่าการได้รับการให้อภัย โดยเฉพาะในความเชื่อที่มีต่อพระเจ้า (จริง ๆ แล้วแนวคิดข้อนี้ของคนยิวนั้นไม่ได้ปฏิบัติแค่กับพระเจ้าเท่านั้น แต่พวกเขาจะต้องทำต่อเพื่อนมนุษย์ที่พวกเขาได้เคยกระทำความผิดที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองอีกด้วย) โดยที่การขอการให้อภัยนั้นจะต้องมาจากความต้องการที่จะแก้ไขความผิดพลาดนั้นจากใจจริง ไม่ใช่การทำเพียงแค่การพูด
4. การตั้งใจที่จะไม่ทำผิดอีก (Azivat HaChet) ในขั้นตอนสุดท้ายของ Teshuvah นี้ จะเป็นการบอกกับตัวเองว่าเราเองว่า เราจะไม่กลับไปทำความผิดนั้นซ้ำอีก ถึงแม้ว่าต่อให้มีโอกาสที่จะกลับไปทำความผิดนั้นซ้ำอีกครั้งในเหตุการณ์อื่น ๆ ที่คล้ายกัน แต่ผ่านการตัดสินใจในการเลือกอย่างแน่วแน่ตั้งมั่นแล้ว สุดท้ายแล้วเราเอาชนะมันที่จะไม่ทำมันอีกครั้ง ทั้งหมดนี้จึงจะถือได้ว่า การกลับใจนี้เป็นความจริง (ให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ กันนั้น คุณสามารถที่จะหักห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำผิดซ้ำได้หรือไม่)
ดังนั้นในทางความเชื่อแล้ว แนวคิดของ Teshuvah นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเมตตา (คุณลักษณะหนึ่ง) ของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ พระเจ้าที่พร้อมจะให้อภัยมนุษย์หากว่าพวกเขามีความจริงใจที่จะกลับใจใหม่และต้องการที่จะแก้ไขตนเองเรียนรู้จากสิ่งที่เคยทำผิด เพื่อการยกระดับตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น หรือทำเพื่อที่จะยกระดับทางจิตวิญญาณ
สำหรับ Yom Kippur แล้ว วันสำคัญนี้จะเป็นวันลบมลทินของชาวยิว ขั้นตอนพิธีการหากสนใจลองค้นหาอ่านเพิ่มเติมได้ (มีการถืออดอาหาร ฟาสกันยาว ๆ ) หลัก ๆ แล้วเป็นไปเพื่อการปฏิบัติทางจิตวิญญาณการละทิ้งสิ่งต่าง ๆ ทางโลกชั่วคราว เพื่อให้จิตวิญญาณได้ใกล้ชิดกับพระเจ้าเป็นพิเศษในช่วงเวลานี้
ว่าไปแล้วก็เหมือนกับคำพูดที่ว่า "คนดีชอบแก้ไข คน...ชอบแก้ตัว" อยู่เหมือนกันนะ, และหากลองมาคิดดูอีกทีสำหรับคนที่เราจะคบค้าสมาคมด้วย คนที่เข้าใจว่าตัวเองกำลังทำผิดแล้วยอมรับตรง ๆ ว่าตัวเองนั้นทำผิด มีความพร้อมและต้องการที่จะแก้ไขมันให้ถูกต้องเนี่ย น่าคบกว่าพวกที่คอยหลอกตัวเองเวลาทำผิดว่า "กูไม่ผิด" ซะอีก
ปล.1 ข้อมูลอาจไม่ครบ ไม่ถูกต้องตามหลักการจริง ๆ ของยูดาห์นะ อ่าน ๆ และสรุปมาอีกที หากใครมีข้อมูลเสริมมาได้เลย จะดีมาก ๆ หากว่ามีข้อมูลจากคนที่รู้มากกว่านี่ เพราะผมจะได้รู้เพิ่มด้วย
ปล.2 จากการสังเกต (ความคิดเห็นส่วนตัว/จากที่เข้าใจในตอนนี้) ถึงแม้ว่าทั้งสามศาสนาจะมีรากฐานเดียวกัน แต่สิ่งที่แปลกมาก ๆ เลยคือในโทราห์ (ยูดาห์) (หรือ bible old testament) เนี่ย แทบจะไม่มีการพูดถึงเรื่องของ "นรก" หรือสถานที่ ๆ พระเจ้าใช้ในการลงทัณฑ์มนุษย์ที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากบาป ที่จะต้องถูกไฟเผาไปชั่วนิจนิรันดร์ตามแบบฉบับของอีกสองความเชื่อเลย, เอาจริง ๆ แล้วเคยอ่านเจอว่าจริง ๆ แล้วมันไม่มีคำว่า "บาป" หรือ "Sin" อยู่ในนิยามของยูดาห์เลย แต่ที่มันต้องแปลจากฮีบรูมาอย่างนั้นเพราะว่ามันให้ความหมายได้ใกล้เคียงที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดแค่นั้น
จริง ๆ แล้วมันออกจะเป็นแนว ๆ ที่พระเจ้าคือพ่อที่รอให้ลูก ๆ แสวงหาหนทางกลับไปหาพระองค์ (เพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกัน) แถมยังค่อยเอาใจช่วยในความพยายามของมนุษย์ผ่านการปฏิบัติตนในการดำเนินชีวิต และการทำมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า (recurrent/reincarnation) มากกว่าจะมานั่งตัดสินในวาระสุดท้ายเพียงแค่ครั้งเดียวว่าใครทำอะไรมาก่อนหน้านี้ และควรจะมีที่ไปยังไงหลังจากความตาย
คำถามของผมคือ ถ้าหากพระเจ้าสร้างมนุษย์จากความรัก และสร้างขึ้นตามแบบพระฉายของพระองค์ เป็นสิ่งที่ถูกสะท้อนให้เห็นเหมือนในเวลาที่เราเห็นภาพที่สะท้อนของตัวเราเองในกระจกเงา เหตุผลใดที่พระเจ้าจะเลือกทำลายสิ่งที่เหมือนกันกับพระองค์นี้ที่ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อให้พระองค์ได้มี "ใคร" ที่นอกเหนือจากพระองค์ เพียงเพราะว่าพวกเขาได้รับสิ่งที่เรียกว่าเจตจำนงเสรีในการเลือกหนทางของตัวเอง ว่าสมควรแล้วที่จะต้องได้รับการลงทัณฑ์ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามแล้วแม้ว่าจะเป็นในแบบฉบับของตัวเองโดยที่มันยังไม่อาจจะบรรลุถึงความสมบูรณ์ตามที่พระเจ้าได้ตั้งใจไว้
เหมือนกันกับการขยำกระดาษจากหน้าสมุด เพียงเพราะแค่ตัวอักษรของการคัดลายมือนั้นยังไม่สวยงามมากพอ ทิ้งมันลงในกองไฟ ทั้ง ๆ ที่พระองค์ก็มียางลบอยู่ในมือ
ส่วนตัวผมไม่ buy ไอเดียเรื่องนรกจริง ๆ ไม่ว่าจะในความเชื่อไหนก็ตาม เพราะว่าความทุกข์ในชีวิตจริง ดูจะเป็นกระบวนการในการยกระดับของตัวตนมากกว่าการอยู่ในสถานที่ ๆ มีแต่เปลวเพลิงที่ไม่อาจใครครวญและไตร่ตรองเพื่อการสร้างผลลัพธ์อะไรได้อีกต่อไป
#Siamstr
#ผมมาทางนี้ได้ไง
อยากรู้เลยว่าไปโดนที่บทไหน 555
อาจเป็นเพราะว่าช่วงนี้มีการรับรู้ในเรื่องของ reincarnation / recurrence ก็เลยทำให้เมื่อคืนฝันว่าบิตคอยน์ราคาร่วงลงไปที่ $0.3 per BTC ภายในไม่กี่นาที

พอลองเอาไปหาดู มันตรงกับราคาปิดในวันที่ 31 ธันวาคม 2010 พอดี
เอาเถอะฝันก็คือฝัน 😂 #Siamstr
ว่าแต่ในปี 2010 มีเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สำคัญ ๆ อะไรเกิดขึ้นบ้างนะ, ใครจำได้แชร์ ๆ กันได้นะครับ ไม่แน่มันอาจจะเกิดขึ้นซ้ำในปีหน้า 555
Level 1 : เนื้อสด ๆ โดนไฟก็ process แล้ว
Level 2 : ผ่านเครื่องจักรในกระบวนการทางอุตสาหกรรมเพื่อการผลิตในจำนวนมาก
Level 3 : เหมือน Level 2 แต่เป็นพวกที่เอาสารเคมีแต่ละชนิดมายำ ๆ รวมกันแล้วเรียกมันว่าอาหาร
☔️#Siamstr

สำหรับผม ถ้าหากว่าเราสามารถตอบคำถาม หรือมีคำตอบให้กับตัวเราเองได้ว่าเพราะอะไรเราจึงเลือกที่จะเชื่อแบบนั้น มันน่าจะเป็นการ verify ให้กับตัวเราเองแล้วนะครับ :)
ไม่มีสิ่งไหนที่ถูกหรือผิด เพราะยังไงแล้ว ความเชื่อมันเป็นเรื่องของปัจเจก เพียงแค่พอมันใหญ่มากพอที่จะกลายเป็นศาสนาที่คนที่มีความเชื่อแบบเดียวกันไปรวมกลุ่มกัน มันเลยมักจะต้องพิสูจน์ความเชื่อต่อผู้ที่ไม่เชื่อ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน เพื่อการสนับสนุนความเชื่อ หรือเพื่อการปกป้องความเชื่อ
คำถามก็คือเราต้องการที่จะพิสูจน์ความเชื่อของเราให้กับตัวเราเอง หรือต้องการที่จะพิสูจน์ความเชื่อของเราเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับ
ถ้าเชื่อว่าพระเจ้าไม่มีจริง ต่อตัวเรามันก็แค่พระเจ้าไม่มีจริง (คนอื่นจะคิดยังไงเป็นเรื่องของคนอื่น) ถ้าเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง ต่อตัวเราเองมันก็แค่พระเจ้าที่เป็นพระเจ้าของเรา หรือพระเจ้าของเขาที่เรารับเอามาเชื่อ
สุดท้ายแล้วเราเป็นคนที่ได้เลือกรึเปล่า
คนคริสต์มีประสบการณ์ของพระเจ้าผ่านการทรงนำ เช่น พวกเขาคุยกับพระเจ้าผ่านการอธิฐาน และพระเจ้าตอบกลับพวกเขาผ่านการที่พวกเขาอ่านสิ่งที่ถูกเขียนไว้ในพระคัมภีร์
คนพุธมีประสบการณ์ของการเขาถึงความสงบผ่านการทำสมาธิ บางคนอาจบอกกับตัวเองว่าการปฏิบัติการบำเพ็ญนั้นไปถึงขั้นของโสดาบัน บางคนอาจะไปได้ไกลกว่านั้น
ถ้าเราเลือกเชื่อตามคริสต์ เราก็อาจจะต้องอธิฐานต่อพระเจ้าและอ่านไบเบิล เพื่อพิสูจน์ว่าทำแบบนั้นแล้วมันยังจริงอยู่ไหม การทรงนำเกิดขึ้นได้จริงไหม
ถ้าเราเลือกเชื่อตามพุธ เราก็อาจจะต้องรักษาศีลและฝึกสมาธิทำตามสิ่งที่เป็นแบบอย่างอย่างที่พระพุทธเจ้าทำ เพื่อพิสูจน์ว่าเราจะไปจนถึงนิพพานได้ไหม
แต่ถ้าเราเลือกที่จะเชื่อเพราะมีความเชื่อเป็นของตัวเองที่ไม่เหมือนใครเลย มันก็จะมีเพียงเราเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเราเองจะต้องทำยังไง
ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามมั้ยนะครับ, ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ :) ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนกันครับ
#### การตีความเรื่องการสร้างมนุษย์ชายหญิง
Genesis 2
พระเจ้าพระยาห์เวห์จึงทรงบันดาลให้ชายนั้นหลับสนิท จากนั้นทรงชักกระดูกซี่โครงของเขาออกมาซี่หนึ่งและทรงปิดเนื้อให้สนิทเข้าดังเดิม
แล้วพระเจ้าทรงสร้างผู้หญิงขึ้นจากกระดูกซี่โครงที่พระองค์ทรงนำออกมาจากชายนั้น และพานางมาหาเขา
ชายผู้นั้นกล่าวว่า "นี่คือกระดูกจากกระดูกของเรา และเนื้อจากเนื้อของเรา นางจะได้ชื่อว่า 'หญิง' เพราะนางมาจากชาย"
เพราะเหตุนี้ผู้ชายจะละจากบิดามารดาของตนไปผูกพันกับภรรยา และพวกเขาจะเป็นเนื้อเดียวกัน
ปฐมกาล 2:21-24
คนอื่น ๆ อ่านแล้ว : อืม.. ศาสนาชายเป็นใหญ่ เขียนเรื่องให้ผู้หญิงเป็นสิ่งรองจากผู้ชาย สร้างผู้ชายก่อนผู้หญิง และสร้างผู้หญิงจากสิ่งที่ไม่เหมือนกับที่ใช้สร้างผู้ชาย ทำไมไม่สร้างมาพร้อม ๆ กัน หรือสร้างมาให้เท่าเทียมกัน? นี่สินะศาสนาปิตาธิไตย
บทสัมภาษณ์บาทหลวง (คริสต์): มันมีเหตุผลที่ว่าทำไมพระเจ้าจึงต้องสร้างอาดัมจากดิน และสร้างเอวาจากกระดูกซี่โครงของอาดัมอีกที เพราะว่าพระเจ้าได้กำหนดหน้าที่ของอาดัมให้ต้องดูแลสวนเอเดน เข้าจะต้องใช้แรงทำงานเพื่อดูแลพืชพรรณต่าง ๆ ในสวนเอเดนของพระเจ้า พระเจ้าจึงปันเขาขึ้นจากดิน ส่วนเอวาที่มาจากกระดูซี่โครงของดาอัม ในร่างกายของมนุษย์นั้นกระดูทำหน้าที่เป็นเกราะที่มีไว้เพื่อปกป้องอวัยวะภายใน ดังนั้นการที่พระเจ้าสร้างเอวาจากกระดูกของอาดัมก็เพราะต้องการให้เอวาทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์หัวใจของอาดัม ในขณะที่อาดัมทำหน้าที่จัดหาทรัพยากรให้กับเอวาและครอบครับ เอวาก็ตอบสนองต่ออาดัมด้วยความงดงามและความรัก
คนอ่านโทราห์ (ยูดาห์) : เรื่องกระดูซี่โครงของอาดัมนั้น จริง ๆ แล้วในโทราห์ไม่ได้ใช้คำว่า "สีข้าง" (ribs) แต่ใช้คำว่า "ด้านข้าง" (sides) มันจึงไม่ใช่การอุปมาอุปมัยว่ากระดูกของอาดัมที่ใช้สร้างเอวานั้นมีหน้าที่อะไร สิ่งที่เรียกว่า "คู่ชีวิต" มนุษย์ไม่ได้ต้องการร่างโคลนนิ่งที่เหมือนกับตัวเราเองเป๊ะ ๆ ด้วยการสร้างมาจากส่วนหนึ่งส่วนใดของเรา เราต้องการใครคนนั้นที่เป็นอีกส่วนของเรา เพื่อการสนับสนุน ค่อยโต้เถียง และแสดงถึงตัวตนอีกด้านที่เรานั้นไม่มี
คนยิวเชื่อว่าพวกเราทุกคนนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า "เนื้อคู่" ดวงจิตหนึ่งที่แยกออกเป็นชายและหญิงที่ลงมาเกิดเพื่อการทำภาระกิจบางอย่าง (มันเหมือนกับการลงมาสอบ ซึ่งข้อสอบบางอย่างสำเร็จได้จากการเป็นเพศใดก็ได้ ส่วนบางข้อมีเฉพาะการเป็นเพศหญิงเท่านั้นที่สามารถทำได้หรือจาการเป็นเพศชายเท่านั้น) ดังนั้นจากดวงจิตเดียวที่แยกกันออกเป็นสองเพื่อลงมาทำภาระกิจ เมื่อได้มาเจอกันพวกเขาจะช่วยเหลืออีกฝ่ายจาก "อีกด้าน" ที่อีกฝ่ายไม่มี ในเวลาที่ชายและหญิงที่มาจากจิตวิญญาณดวงเดียวกันได้พบเจอกัน เขาอาจจะรู้สึกถึงความคุ้นเคยกันมาก ๆ แต่ในทางที่แย่คือความหวาดระแวงเพราะครั้งก่อนในอดีตที่ลงมาทำภาระกิจเคยสร้างเรื่องราวแย่ ๆ หรือเป็นเพราะการไม่สำเร็จในเป้าหมายระหว่างที่อยู่ด้วยกันเอาไว้
คนยิวที่มีความเชื่อในพิธีกรรมการฝังศพก็มาจากความเชื่อว่า เมื่อพวกเขาตายจะมีเศษของจิตวิญญาณนั้นวนเวียนอยู่กับร่างกายนั้น และส่วนที่เป็นดวงจิตจะกลับขึ้นไปเพื่อรอที่จะลงมาใหม่ เพราะว่าการทำ Mitzvah สามารถทำได้เฉพาะตอนที่มีร่างกายเท่านั้น เศษที่เหลืออยู่ของดวงจิตจึงเป็นสิ่งที่ผูกพันธ์อยู่กับร่างกายที่ตายของเรา ซึ่งอาจจะได้พบกับดวงจิตอีกฝ่ายไม่ก็เป็นดวงจิตของเราที่ได้ไปพบกับเศษของอีกฝ่าย ดังนั้นในบ้างครั้งเราจะไม่ได้เจอกับดวงจิตที่เป็นเนื้อคู่ของเรา แต่อาจจะได้ไปเจอกับเศษของดวงจิตจากคู่ของเรา มันจึงทำให้เราต้องพบกับคนที่จะเข้ามาในชีวิต โดยที่เราจะมีความสัมพันธ์ได้ใกล้ชิด ในทางความรู้สึก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปถึงขั้นที่ได้ครองคู่ เพราะต่างฝ่ายต่างมีภาระกิจของตัวเองที่อีกฝ่ายนั้นไม่สามารถรวมทางได้เพราะไม่สามารถที่จะช่วยส่งเสริมในการทำภาระกิจของกันและกัน (แบบว่าภาระกิจที่จะต้องทำให้บรรลุมันแตกต่างกันเกินไป)
วลีหนึ่งในไบเบิลกล่าวถึงตอนที่อาดัมพูดว่า "นางจะได้ชื่อว่าหญิง เพราะนางมาจากชาย" สำหรับคนยิวแล้วในโทราห์ใช้คำว่า Ish (อิช) และ Isha (อิชา) ที่แปลว่า ชาย และ หญิง ส่วนคำว่า Adam (อาดัม) นั้นแปลว่า เลือด และที่ใช้คำว่า sides นั้นจึงเป็นการบอกถึงสิ่งที่อยู่ตรงข้าม เป็นภาพสะทอนให้เห็นถึงคุณลักษณะของความเป็นชายและหญิงจากในคน ๆ เดียว ซึ่งพระเจ้าได้แยกออกมาเพื่อให้เราได้มองเห็นอีกด้านหนึ่งของเรา คนยิวเชื่อว่าเราจะไม่มีทางรู้ว่าในตอนนี้เราคือ Ish หรือ Isha เพราะเราไม่เห็นในความแตกต่าง เราจะรู็ว่าในตอนนี้เราเป็นใครจากการเห็นในสิ่งแตกต่างที่ทำให้เราสามารถเปรียบเทียบได้ ทั้งนี้ Ish และ Isha ยังแปลได้อีกว่า สามี และ ภรรยา
ในช่วงสุดทายที่กล่าวว่า "เพราะเหตุนี้ผู้ชายจะละจากบิดามารดาของตนไปผูกพันกับภรรยา และพวกเขาจะเป็นเนื้อเดียวกัน" เป็นการสื่อถึงการแต่งงานกันของชายและหญิง การได้กลับมารวมกันอีกครั้งของจิตดวงเดียวกันที่แยกออกเป็นชายและหญิง ที่ต่างฝ่ายต่างก็ลงมาทำภาระกิจของตัวเอง แต่ได้กลับมารวมกันเพื่อการบรรลุถึงภาระกิจบางอย่างที่ต้องทำด้วยกัน คนยิวเชื่อว่าคนที่เราได้แต่งงานด้วยนั้นคือ Soul mate ของเรา เป็นเนื้อคู่ที่มาจากจิตอันเป็นหนึ่งเดียวของเรา
ปล. Mitzvah ของคนยิวมีทั้งหมด 613 ข้อ บางข้อต้องเป็นชายเท่านั้นที่ทำให้สำเร็จได้ บางข้อต้องเกิดมาเป็นหญิงเท่านั้นที่สามารถทำให้สำเร็จได้ เป็นเรื่องที่ทำได้เฉพาะในขณะที่มีร่างกายเท่านั้น
ดังนั้นพวกเขาจึงมีความเชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดเพื่อกลับมาทำให้สมบูรณ์ และต้องบอกว่าพวกเขาไม่มีความคิดในการไปสวรรค์ การซ่อมแซมและปรับปรุงโลกให้มีความสมบูรณ์จะทำให้พระเจ้าสามารถลงมาอยู่กับพวกเขาบนโลกได้ (อารมณ์แบบ ไปทำไมสวรรค์ ไปได้สักพักก็เบื่ออยากจะกลับมาโลกแล้วเพราะมันไม่มีอะไรให้ทำ)
ปล.2 Don't trust, Verify.
#siamstr
#hipknox
การเก็บเงินเป็นมะพร้าวอย่างถูกวิธี #Siamstr







