Avatar
Boil Roaming
161f7811f7cd94ed443432c426db840e307db6ec2968e02ade9c0cec5997cba8
A banker turned bitcoiner. I believe in the law of karma. That is why I believe in #Bitcoin.

คิดว่าถ้าผมโพสอันนี้อาจจะมีทัวร์มาลงแน่ๆ แต่ถ้ามาก็รบกวนถกเถียงกันด้วยเหตุและผลและกันนะ #siamstr

ตั้งแต่ที่เพื่อนของผมคนหนี่ง แนะนำให้ผมรู้จักศาสนาคริสต์ ผมก็พยายามเปิดใจและทำความเข้าใจมาตลอดหลายสัปดาห์ แต่มีอยู่หลายเรื่องที่ไม่เห็นด้วย หนึ่งในเรื่องหนึ่งที่ผมยังไม่สามารถเห็นสอดคล้องได้ คือ

ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดในศาสนาคริสต์ที่ว่าเพียงแค่เชื่อในพระเยซูก็สามารถไปสวรรค์ได้ โดยไม่คำนึงถึงการกระทำทั้งในอดีตและอนาคต แม้แต่การฆาตกรรมหรือการกระทำที่เลวร้ายอื่นๆ แนวคิดนี้คล้ายกับการที่ธนาคารกลางเข้ามาช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ล้มเหลว

ผมกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเหยื่อ เช่น ผู้ที่ถูกฆ่าหรือถูกเอาเปรียบ ซึ่งศาสนาคริสต์ยังไม่สามารถให้คำตอบที่น่าพอใจในประเด็นนี้ได้ นอกจากนี้ แนวคิดดังกล่าวอาจส่งเสริมให้เกิด "คนฉวยโอกาส" (free riders) ในสังคมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสังคมโดยรวม

แม้จะมีข้อโต้แย้งว่าผู้ที่เชื่อในพระเยซูอย่างแท้จริงจะไม่กระทำสิ่งชั่วร้าย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังคงมีคนที่ฉวยโอกาสอยู่ เช่นเดียวกับที่ยังมีผู้นับถือศาสนาพุทธและคริสต์ที่กระทำผิดและต้องโทษจำคุก อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างอยู่ที่ศาสนาพุทธไม่มีแนวคิดเรื่องการอภัยโทษ ซึ่งอาจทำให้ผู้คนเกรงกลัวต่อการกระทำผิดมากกว่า

แต่อย่าเข้าใจผมผิดผมไม่ได้ไม่ชอบคนที่นับถือศาสนาคริสต์นะครับ ผมรักเพื่อนที่เป็นคริสต์คนนี้มากๆ และผมก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ชอบคริสเตียนเลย

ถ้าคุณสามารถทำให้ผมเห็นด้วยและคล้อยตามได้ละก็ ผมคิดว่าผมสามารถเป็นคริสเตียนที่เคร่งมากๆได้คนหนึ่งเลยทีเดียว

Replying to Avatar Saba

ทำงานเอาเวลา แรงกาย ทักษะ มันสมอง ความเครียด ไปแลกเป็นค่าตอบแทนแบบปกติ (PoW)

แล้ว”ประหยัด” แบ่งเก็บออมในที่ๆดี ตรงๆ ง่ายๆแค่นั้นก็พอ

จะลงทุนก็ต้องแยกไปอีกส่วน ซึ่งต้องมีความรู้

ออมคือออม ลงทุนคือลงทุน

อย่าโลภ อย่าหวังรวยเร็ว

เอาแค่วางแผน “อย่าให้เงินหมดก่อนลมหายใจก็พอ”

อย่าหวังeasy money อย่าหวังของฟรี โลกมันไม่ได้ง่าย

บุญเก่าคนเราไม่เท่ากัน คนรวยจริงมี รวยไม่จริงก็เยอะ สังคมมันคือหน้ากาก

ถ้าเรายอมรับความจริงได้ สุขเท่าที่เรามีก็จะไม่เดือดร้อน

เงินน่ะต้องมี รวยน่ะดี

เงินแก้ปัญหาได้เกือบทุกอย่าง

(แต่ถ้าแก้ปัญหาของเงินได้ จะแก้ได้ทุกอย่าง🥰—> Fix the money)

ถึงไม่รวย เราก็ยังไม่ตาย แต่ถ้าไม่มีเงินเลยน่ะ ตาย

(ที่เขียนมาเนี่ย ไม่ต้องใช้ความเก่งด้านใดเลย ผมจึงอยากแชร์ เชิงเสนอแนะได้ ซึ่งผมเองก็ยังไม่รวย ยังลำบากอยู่เช่นกัน แต่ผมจะไม่ตาย เพราะเงินหมดด้วยความโลภ แน่นอน)

#siamstr #GN

เดี๋ยวมันจะมีคนที่เค้าคิดว่า ถึงแม้ว่า

”Fix the money แล้วตาม

มันไม่ได้ Fix the world หรอก“ เข้ามาแย้ง

สำหรับผมคิดว่ามันจะแก้ปัญหาได้ส่วนใหญ่เลยละครับ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด(มันคงมีคนที่ไม่แคร์กับผลลัพธ์บ้างแหละ) เพราะว่าถ้าทุกคนต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เค้าทำ ไม่มีคนมา bail out ให้เค้า

มันจะต้องทำให้คนคิดก่อนทำ เพราะมันจะไม่มีใครมาช่วยเค้าหากผลมันออกมาไม่ดี

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

Freedom และ อิสรภาพ มิได้เกี่ยวข้องกับการค้นหาความหมายในชีวิต และระบบทุนนิยมนี่แหละสร้างความหมายและคุณค่า

Man’s Search for Meaning

บทความนี้ผมเรียบเรียงจากกระบวนการคิดของแนวคิด Existentialism อย่าง Dostoevsky, Nietzsche และ Viktor Frankl จากที่ผมได้อ่านงานเขียนของพวกเค้าและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Jordan Peterson ( 12 rule for life : an antidote to chaos) ควรไปหามาอ่านซะ

ผมคิดว่าบทความนี้คือคำถามเชิงปรัชญาอย่างตรงไปตรงมา กับการดำรงค์อยู่ของเรา

โดยผมให้หัวข้อเรื่องของ Freedom หรือ อิสรภาพ ซึ่งเหตุและผลที่ผมมองว่า อิสรภาพไม่ได้เกี่ยวกับการค้นหาความหมายในชีวิต เลยสักนิดเดียว

ก่อนอื่นผมอยากให้เรามาทำความเข้าใจต้นตอของชีวิต หรือ Based พื้นฐานของชีวิตก่อน ว่ามนุษย์หรือสังคมมนุษย์ส่วนใหญ่มีการอบรมสั่งสอนลูก หรือ ทายาทของพวกเค้าให้ไม่สมบูรณ์นัก ซึ่งตรงนี้ในหนังสือ 12 rule ของ Peterson ได้นำเสนเรื่องราวของ คาอินและอาเบล และคำสาปที่พวกเค้านั้นละทิ้งความสามารถในการอดทน คำสาปแช่งที่ว่า บุตรหรือทายาทของอดัม ในรุ่นถัดๆไปจะมีความทุกข์ยากและสร้างปัญหามากยิ่งขึ้น มิว่ายุคใดก็ตาม ต่อให้พวกเค้าจะมีความสุขสบายทางกายมากขึ้น ก็จะยังพบเจอและสร้างปัญหาอยู่ได้ทุกเมื่อ

เฉกเช่นเดียวกันอิสรภาพในทุกวันนี้ เราล้วนมีอิสภาพแม้กระทั่งการปลิดชีพ ฆ่าตัวตาย

คำถามคือ ผู้ที่โดนรัฐบาลเล่นงานจากภัยความมั่นคง กับ ผู้ที่ไม่มีแม้แต่รัฐคอยมองการกระทั่งพวกเค้ากระโดดตึก ฆ่าตัวตาย สิ่งใดเล่าคืออิสรภาพที่แท้จริง และความหมายที่แท้จริงของชีวิต

ใช่แล้วครับชีวิตท่ามกลางเสรีภาพในโลกยุคปัจจุบันเปรียบเสมือนสนามเด็กเล่น เพียงแค่คุณไม่ไปเหยียบเท้าใครเค้าเข้า ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ เพียงแต่คุณอาจจะต้องเสียเงินค่าสนามให้กับผู้คุมกติกา

เฉกเช่นเดียวกับหนังสืออย่าง Man’s Search for Meaning ที่การค้นหาความหมายคือการดำรงค์อยู่ แฟรงค์ได้อธิบายว่า เค้าคือลูกของพ่อและแม่ นั่นคือศรัทธาและความเชื่อจากรากเง่าเพียงเพราะเราต้องการที่จะกระทำการบางสิ่งที่เป็นจุดหมายให้สำเร็จ ชีวิตของท่านจึงมีความหมาย

ผมตัดกลับมาที่หนังสือ 12 กฏแห่งการใช้ชีวิตของ Peterson ที่ได้บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตมนุษย์ผ่าน การตีความในวรรณกรรมของ Dostoevsky “Life isn’t piano key’s” มันคือการตีความของความหมายของมนุษย์ที่บ่งบอกว่ามันไม่ได้สวยงาม ในจุดหมายและปลายทาง มันมีความสลับซับซ้อนอยู่ในตัว สิ่งหนึ่งที่คุณควรยึดไว้ก็คือหลากฐานของชีวิต หรือ การดำรงค์อยู่ที่ไปข้างหน้า มันจะเดินไปพร้อมๆกัน

คุณต้องการ “เสรีนิยม” เพื่อจะให้อิสรภาพในการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และ คุณต้องการ “อนุรักษ์นิยม” เพื่อทำให้คุณไม่ไขว้เขวไปกับสิ่งเร้าหรือโลกสมัยใหม่

มนุษย์นั้นดำรงค์อยู่ได้ในสภาวะที่เป็นความโกลาหล และพวกเค้ารู้จักระเบียบซึ่งจะพาพวกเค้าไปสู่จุดมุ่งหมาย เฉกเช่นเดียวกับปัจจุบัน เรามีการปรับปรุงส่วนโครงสร้างให้เป็นระเบียบ และมาตรฐานของการยกระดับสภาพสังคม

แต่คำตอบคือ มนุษย์ นั่นเอง มนุษย์นั่นแหละที่กลายเป็นความโกลาหลมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในระบอบทุนนิยมที่เราดำรงค์อยู่กัน นั้นให้อิสรภาพเหนือกว่าที่มนุษย์ยุคก่อนหน้าเรา

ซึ่งระบอบทุนนิยมนี่เองที่จัดระเบียบตามธรรมชาติ ของการคัดสรรค์สิ่งที่มนุษย์ได้เลือกกระทำ เป็นการบ่งบอกถึงสิ่งที่มีความหมายผ่าน action ตามการตีความของเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน(Ludwig von mises : Human Action) และคุณประโยชน์อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ในคุณลักษณะที่มีอิทธิพลต่อระบบแห่งเสรีภาพภายใต้ความรับผิดชอบหรือเหตุและผลที่มนุษย์ร่วมกันสร้าง

การดำรงค์อยู่และผลักดันเป้าหมายของมนุษย์คือคุณค่าของสิ่งที่ดีงาม หรือ บางครั้งมันช่วยให้เรารอดพล้นจากความว่างเปล่า จากย่อหน้าแรกที่กล่าวมา ผมได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่มนุษย์มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น เหตุผลมาจาก พวกเค้ามีความศรัทธาในความตายมากกว่าอิสรภาพที่พวกเค้าพึงต่อสู้ ผ่านระบอบทุนนิยม

พวกเค้าพยายามคัดค้านอิสรภาพที่แท้จริง และต่อต้านความสวยงาม ทั้งความพ่ายแพ้ต่อชีวิต ในการมีอยู่ ในการดำรงค์ชีวิต ในความไม่เท่าเทียม

ฟรีดริช นิทเช่ได้กล่าวไว้ว่า

ข้าฯไม่ปรารถนาจะถูกนำไปสับสนปนเปกับนักเทศน์แห่ง ความเสมอภาคเหล่านี้ ด้วยว่าสำหรับข้าฯแล้ว ความยุติธรรม กล่าวออกมาดังนี้ : “มนุษย์ย่อมไม่เท่าเทียม” ทั้งมิอาจทำให้ เท่าเทียม! ความศรัทธาในอภิมนุษย์ของข้าฯจะเป็นเช่นไร หากข้าฯกล่าวเป็นอย่างอื่น?

เพื่อเป็นการย้ำเตือนโลกที่มีอิสรภาพโดยปราศจากแรงกระตุ้น จากการกระทำการครั้งยิ่งใหญ่ เพราะโลกมันมีความหมายเพราะเราได้รับผิดชอบในสิ่งที่ทำให้เราแข็งแกร่ง และมันมีความหมายตั้งแต่รากเง่าแรกหลังจากการลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความทุกข์ยากที่เราจะต้องเผชิญในแต่ละวัน

ดังนั้นความหมายในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปนี้จะสร้างชนชั้นนำและผู้ที่ปรารถนาจักต้องมีความรับผิดชอบ แม้กระทั่งความรับผิดชอบของตัวเอง และฝ่าด่านของความเจ็บปวดทางด้านของจิตใจไปให้ได้ นี่คือหนทางเดียว หนทางสู่ความหมาย ที่ทั้งผม ที่ทั้งคุณต่างมิสามารถที่จะเอ่ยมันขึ้นมาได้ แต่เราจะรับรู้โดยจิตวิญญาณในตัวเอง

#siamstr

อันนี้ดี ผมช่วยสรุปให้เป็นภาษาบ้านๆให้

“อิสรภาพ” จริง ๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับการค้นหาความหมายของชีวิตเลย แต่ระบบทุนนิยมต่างหากที่เป็นตัวสร้างความหมายและคุณค่าให้กับเรา โดยอิงแนวคิดจากนักปรัชญาอย่าง Dostoevsky, Nietzsche, Viktor Frankl และ Jordan Peterson

ชีวิตของมนุษย์มันซับซ้อนและไม่ได้สวยหรูอย่างที่บางคนคิด เราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากและความท้าทายต่าง ๆ เพื่อหาความหมายในชีวิต ซึ่งทุนนิยมเป็นตัวช่วยที่ทำให้เกิดความหมายขึ้นจากการกระทำและการเลือกของเราเอง การกระทำเหล่านั้นสะท้อนถึงคุณค่าและความรับผิดชอบที่เรามีต่อสังคม

เปรียบเทียบชีวิตเป็น “สนามเด็กเล่น” ในยุคปัจจุบันก็หมายถึงว่าเรามีอิสระในการใช้ชีวิตได้ตามใจ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้กติกาที่ถูกกำหนดไว้โดยระบบทุนนิยม และถึงแม้ว่าทุนนิยมจะให้อิสระกับเรา แต่มันก็ทำให้หลายคนรู้สึกสับสนและวุ่นวายมากกว่าเดิม

ถ้าเราอยากให้ชีวิตมีความหมาย เราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำ และพยายามต่อสู้กับความทุกข์และอุปสรรคในแต่ละวันให้ได้

#siamstr

nostr:nevent1qqs2rp9u4zkdhdjapr2lr6ccdvknd2lrc8t6j8hgynam50dt2uvxk5qzyrylxypngnflkewt4yryhehawchgdxfmn9jvnna7em8dmpqlvtt3uj5yvpg

บ้านเกิดผมบ้านฉาง แต่ตอนนี้อาศัยอยู่ต่างประเทศ ถ้าได้กลับไปไทยเมื่อไหร่ ขออนุญาตนัดคุยกันนะครับ

สำหรับผม ถ้าหากว่าเราสามารถตอบคำถาม หรือมีคำตอบให้กับตัวเราเองได้ว่าเพราะอะไรเราจึงเลือกที่จะเชื่อแบบนั้น มันน่าจะเป็นการ verify ให้กับตัวเราเองแล้วนะครับ :)

ไม่มีสิ่งไหนที่ถูกหรือผิด เพราะยังไงแล้ว ความเชื่อมันเป็นเรื่องของปัจเจก เพียงแค่พอมันใหญ่มากพอที่จะกลายเป็นศาสนาที่คนที่มีความเชื่อแบบเดียวกันไปรวมกลุ่มกัน มันเลยมักจะต้องพิสูจน์ความเชื่อต่อผู้ที่ไม่เชื่อ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน เพื่อการสนับสนุนความเชื่อ หรือเพื่อการปกป้องความเชื่อ

คำถามก็คือเราต้องการที่จะพิสูจน์ความเชื่อของเราให้กับตัวเราเอง หรือต้องการที่จะพิสูจน์ความเชื่อของเราเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับ

ถ้าเชื่อว่าพระเจ้าไม่มีจริง ต่อตัวเรามันก็แค่พระเจ้าไม่มีจริง (คนอื่นจะคิดยังไงเป็นเรื่องของคนอื่น) ถ้าเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง ต่อตัวเราเองมันก็แค่พระเจ้าที่เป็นพระเจ้าของเรา หรือพระเจ้าของเขาที่เรารับเอามาเชื่อ

สุดท้ายแล้วเราเป็นคนที่ได้เลือกรึเปล่า

คนคริสต์มีประสบการณ์ของพระเจ้าผ่านการทรงนำ เช่น พวกเขาคุยกับพระเจ้าผ่านการอธิฐาน และพระเจ้าตอบกลับพวกเขาผ่านการที่พวกเขาอ่านสิ่งที่ถูกเขียนไว้ในพระคัมภีร์

คนพุธมีประสบการณ์ของการเขาถึงความสงบผ่านการทำสมาธิ บางคนอาจบอกกับตัวเองว่าการปฏิบัติการบำเพ็ญนั้นไปถึงขั้นของโสดาบัน บางคนอาจะไปได้ไกลกว่านั้น

ถ้าเราเลือกเชื่อตามคริสต์ เราก็อาจจะต้องอธิฐานต่อพระเจ้าและอ่านไบเบิล เพื่อพิสูจน์ว่าทำแบบนั้นแล้วมันยังจริงอยู่ไหม การทรงนำเกิดขึ้นได้จริงไหม

ถ้าเราเลือกเชื่อตามพุธ เราก็อาจจะต้องรักษาศีลและฝึกสมาธิทำตามสิ่งที่เป็นแบบอย่างอย่างที่พระพุทธเจ้าทำ เพื่อพิสูจน์ว่าเราจะไปจนถึงนิพพานได้ไหม

แต่ถ้าเราเลือกที่จะเชื่อเพราะมีความเชื่อเป็นของตัวเองที่ไม่เหมือนใครเลย มันก็จะมีเพียงเราเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเราเองจะต้องทำยังไง

ไม่รู้ว่าตอบตรงคำถามมั้ยนะครับ, ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะครับ :) ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนกันครับ

ขอบคุณสำหรับคำชี้แนะครับ ช่วงนี้ผมศึกษาทั้งศาสนาคริสต์และอิสลามครับ พยายามหาคำตอบบางอย่างอยู่ ตอนนี้ยังไม่ได้คำตอบชัดเจน จะพยายามศึกษาต่อไปครับ

#### การตีความเรื่องการสร้างมนุษย์ชายหญิง

Genesis 2

พระเจ้าพระยาห์เวห์จึงทรงบันดาลให้ชายนั้นหลับสนิท จากนั้นทรงชักกระดูกซี่โครงของเขาออกมาซี่หนึ่งและทรงปิดเนื้อให้สนิทเข้าดังเดิม

แล้วพระเจ้าทรงสร้างผู้หญิงขึ้นจากกระดูกซี่โครงที่พระองค์ทรงนำออกมาจากชายนั้น และพานางมาหาเขา

ชายผู้นั้นกล่าวว่า "นี่คือกระดูกจากกระดูกของเรา และเนื้อจากเนื้อของเรา นางจะได้ชื่อว่า 'หญิง' เพราะนางมาจากชาย"

เพราะเหตุนี้ผู้ชายจะละจากบิดามารดาของตนไปผูกพันกับภรรยา และพวกเขาจะเป็นเนื้อเดียวกัน

‭‭

ปฐมกาล‬ ‭2‬:‭21-‭24‬

คนอื่น ๆ อ่านแล้ว : อืม.. ศาสนาชายเป็นใหญ่ เขียนเรื่องให้ผู้หญิงเป็นสิ่งรองจากผู้ชาย สร้างผู้ชายก่อนผู้หญิง และสร้างผู้หญิงจากสิ่งที่ไม่เหมือนกับที่ใช้สร้างผู้ชาย ทำไมไม่สร้างมาพร้อม ๆ กัน หรือสร้างมาให้เท่าเทียมกัน? นี่สินะศาสนาปิตาธิไตย

บทสัมภาษณ์บาทหลวง (คริสต์): มันมีเหตุผลที่ว่าทำไมพระเจ้าจึงต้องสร้างอาดัมจากดิน และสร้างเอวาจากกระดูกซี่โครงของอาดัมอีกที เพราะว่าพระเจ้าได้กำหนดหน้าที่ของอาดัมให้ต้องดูแลสวนเอเดน เข้าจะต้องใช้แรงทำงานเพื่อดูแลพืชพรรณต่าง ๆ ในสวนเอเดนของพระเจ้า พระเจ้าจึงปันเขาขึ้นจากดิน ส่วนเอวาที่มาจากกระดูซี่โครงของดาอัม ในร่างกายของมนุษย์นั้นกระดูทำหน้าที่เป็นเกราะที่มีไว้เพื่อปกป้องอวัยวะภายใน ดังนั้นการที่พระเจ้าสร้างเอวาจากกระดูกของอาดัมก็เพราะต้องการให้เอวาทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์หัวใจของอาดัม ในขณะที่อาดัมทำหน้าที่จัดหาทรัพยากรให้กับเอวาและครอบครับ เอวาก็ตอบสนองต่ออาดัมด้วยความงดงามและความรัก

คนอ่านโทราห์ (ยูดาห์) : เรื่องกระดูซี่โครงของอาดัมนั้น จริง ๆ แล้วในโทราห์ไม่ได้ใช้คำว่า "สีข้าง" (ribs) แต่ใช้คำว่า "ด้านข้าง" (sides) มันจึงไม่ใช่การอุปมาอุปมัยว่ากระดูกของอาดัมที่ใช้สร้างเอวานั้นมีหน้าที่อะไร สิ่งที่เรียกว่า "คู่ชีวิต" มนุษย์ไม่ได้ต้องการร่างโคลนนิ่งที่เหมือนกับตัวเราเองเป๊ะ ๆ ด้วยการสร้างมาจากส่วนหนึ่งส่วนใดของเรา เราต้องการใครคนนั้นที่เป็นอีกส่วนของเรา เพื่อการสนับสนุน ค่อยโต้เถียง และแสดงถึงตัวตนอีกด้านที่เรานั้นไม่มี

คนยิวเชื่อว่าพวกเราทุกคนนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า "เนื้อคู่" ดวงจิตหนึ่งที่แยกออกเป็นชายและหญิงที่ลงมาเกิดเพื่อการทำภาระกิจบางอย่าง (มันเหมือนกับการลงมาสอบ ซึ่งข้อสอบบางอย่างสำเร็จได้จากการเป็นเพศใดก็ได้ ส่วนบางข้อมีเฉพาะการเป็นเพศหญิงเท่านั้นที่สามารถทำได้หรือจาการเป็นเพศชายเท่านั้น) ดังนั้นจากดวงจิตเดียวที่แยกกันออกเป็นสองเพื่อลงมาทำภาระกิจ เมื่อได้มาเจอกันพวกเขาจะช่วยเหลืออีกฝ่ายจาก "อีกด้าน" ที่อีกฝ่ายไม่มี ในเวลาที่ชายและหญิงที่มาจากจิตวิญญาณดวงเดียวกันได้พบเจอกัน เขาอาจจะรู้สึกถึงความคุ้นเคยกันมาก ๆ แต่ในทางที่แย่คือความหวาดระแวงเพราะครั้งก่อนในอดีตที่ลงมาทำภาระกิจเคยสร้างเรื่องราวแย่ ๆ หรือเป็นเพราะการไม่สำเร็จในเป้าหมายระหว่างที่อยู่ด้วยกันเอาไว้

คนยิวที่มีความเชื่อในพิธีกรรมการฝังศพก็มาจากความเชื่อว่า เมื่อพวกเขาตายจะมีเศษของจิตวิญญาณนั้นวนเวียนอยู่กับร่างกายนั้น และส่วนที่เป็นดวงจิตจะกลับขึ้นไปเพื่อรอที่จะลงมาใหม่ เพราะว่าการทำ Mitzvah สามารถทำได้เฉพาะตอนที่มีร่างกายเท่านั้น เศษที่เหลืออยู่ของดวงจิตจึงเป็นสิ่งที่ผูกพันธ์อยู่กับร่างกายที่ตายของเรา ซึ่งอาจจะได้พบกับดวงจิตอีกฝ่ายไม่ก็เป็นดวงจิตของเราที่ได้ไปพบกับเศษของอีกฝ่าย ดังนั้นในบ้างครั้งเราจะไม่ได้เจอกับดวงจิตที่เป็นเนื้อคู่ของเรา แต่อาจจะได้ไปเจอกับเศษของดวงจิตจากคู่ของเรา มันจึงทำให้เราต้องพบกับคนที่จะเข้ามาในชีวิต โดยที่เราจะมีความสัมพันธ์ได้ใกล้ชิด ในทางความรู้สึก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปถึงขั้นที่ได้ครองคู่ เพราะต่างฝ่ายต่างมีภาระกิจของตัวเองที่อีกฝ่ายนั้นไม่สามารถรวมทางได้เพราะไม่สามารถที่จะช่วยส่งเสริมในการทำภาระกิจของกันและกัน (แบบว่าภาระกิจที่จะต้องทำให้บรรลุมันแตกต่างกันเกินไป)

วลีหนึ่งในไบเบิลกล่าวถึงตอนที่อาดัมพูดว่า "นางจะได้ชื่อว่าหญิง เพราะนางมาจากชาย" สำหรับคนยิวแล้วในโทราห์ใช้คำว่า Ish (อิช) และ Isha (อิชา) ที่แปลว่า ชาย และ หญิง ส่วนคำว่า Adam (อาดัม) นั้นแปลว่า เลือด และที่ใช้คำว่า sides นั้นจึงเป็นการบอกถึงสิ่งที่อยู่ตรงข้าม เป็นภาพสะทอนให้เห็นถึงคุณลักษณะของความเป็นชายและหญิงจากในคน ๆ เดียว ซึ่งพระเจ้าได้แยกออกมาเพื่อให้เราได้มองเห็นอีกด้านหนึ่งของเรา คนยิวเชื่อว่าเราจะไม่มีทางรู้ว่าในตอนนี้เราคือ Ish หรือ Isha เพราะเราไม่เห็นในความแตกต่าง เราจะรู็ว่าในตอนนี้เราเป็นใครจากการเห็นในสิ่งแตกต่างที่ทำให้เราสามารถเปรียบเทียบได้ ทั้งนี้ Ish และ Isha ยังแปลได้อีกว่า สามี และ ภรรยา

ในช่วงสุดทายที่กล่าวว่า "เพราะเหตุนี้ผู้ชายจะละจากบิดามารดาของตนไปผูกพันกับภรรยา และพวกเขาจะเป็นเนื้อเดียวกัน" เป็นการสื่อถึงการแต่งงานกันของชายและหญิง การได้กลับมารวมกันอีกครั้งของจิตดวงเดียวกันที่แยกออกเป็นชายและหญิง ที่ต่างฝ่ายต่างก็ลงมาทำภาระกิจของตัวเอง แต่ได้กลับมารวมกันเพื่อการบรรลุถึงภาระกิจบางอย่างที่ต้องทำด้วยกัน คนยิวเชื่อว่าคนที่เราได้แต่งงานด้วยนั้นคือ Soul mate ของเรา เป็นเนื้อคู่ที่มาจากจิตอันเป็นหนึ่งเดียวของเรา

ปล. Mitzvah ของคนยิวมีทั้งหมด 613 ข้อ บางข้อต้องเป็นชายเท่านั้นที่ทำให้สำเร็จได้ บางข้อต้องเกิดมาเป็นหญิงเท่านั้นที่สามารถทำให้สำเร็จได้ เป็นเรื่องที่ทำได้เฉพาะในขณะที่มีร่างกายเท่านั้น

ดังนั้นพวกเขาจึงมีความเชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดเพื่อกลับมาทำให้สมบูรณ์ และต้องบอกว่าพวกเขาไม่มีความคิดในการไปสวรรค์ การซ่อมแซมและปรับปรุงโลกให้มีความสมบูรณ์จะทำให้พระเจ้าสามารถลงมาอยู่กับพวกเขาบนโลกได้ (อารมณ์แบบ ไปทำไมสวรรค์ ไปได้สักพักก็เบื่ออยากจะกลับมาโลกแล้วเพราะมันไม่มีอะไรให้ทำ)

ปล.2 Don't trust, Verify.

#siamstr

#hipknox

Not to offend, just my curiosity. How could we verify belief?

I am recently interested in the existence of God. (Whether Christian or lslam)

ไม่ว่าคุณจะเฉลียวฉลาดและมีความรู้มากแค่ไหนก็ตาม

แต่ถ้าคุณไม่สามารถควบคุมการกระทำและวุฒิภาวะได้ละก็….

คุณไม่ต่างจากพวกกุ๊ยในสายตาคนอื่น

#siamstr

มันจะเกี่ยวกับความเชื่อทางด้านศาสนาด้วยไหมครับ ด้วยความที่ศาสนายิวเป็นมีความเกี่ยวข้องศาสนาคริสต์ด้วย

Replying to Avatar Lord Voldemort

ผมอยากพูดถึงเรื่องแจกเงินหมื่นสักหน่อย

(ผ่านบัตรประชารัฐ-บัตรคนจน)

เรื่องนี้มันมีอยู่ว่าผมเคยคุณกับคุณอาร์ม nostr:nprofile1qqsqjyfsuudfsf4wsxa5qzjzjz5wyavyfzz9z92e5rcp8lwqwfdjcjs6jqxr0 เกี่ยวกับการจะนำเสนอแนวคิดทางการเมือง ความเชื่อทางเศรษฐกิจ หรือ การสอนว่าเราควรจะบริหารการเงินภายในอย่างไรให้ชาวบ้านเขาเข้าใจ ซึ่งเรื่องนี้มันเป็นเรื่องยากมากครับ... ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงคนไทยทั่วไปขาดความรู้ทางการเงิน (lack of financial literacy) ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนไทยในยุคข้าวยากหมากแพงครับ

มันยากมากที่จะสื่อสารไม่รู้ทำอย่างไร วันนี้ผมตามข่าวเรื่องเงินหมื่นจะเห็นว่าพี่น้องชาวบ้านภาคอีสาน ภาคเหนือหลายคนที่ได้รับสิทธิ์ในบัตรคนจนได้เงินไป ก็เฮโลจนถึงขั้นเป็นลมร้องไห้น้ำตาคอลก็มี 😔

สำหรับคนทั่วไปมันเป็นเรื่อง "น่ายินดี" ในสถานการณ์เฉพาะหน้าที่พวกเขาไม่มีรายได้แล้วพอรัฐให้ก็มีความหวังกับรัฐบาลมากขึ้น ....

แต่สำหรับผู้ที่เข้าใจเศรษฐศาสตร์จะเห็นว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินมันเป็นแค่การเยียวยาในระยะสั้น คือคนได้ซื้อของกิน ซื้อสิ่งที่จำเป็น บางคนก็ไปซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิต ยกตัวอย่างเช่น การลงอ่าง การซื้อเหล้าซื้อเบียร์ เป็นต้น ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก

แต่สำหรับผมมันหดหู่ที่คนธรรมดาหลายคนที่ไม่รู้แม้แต่ความรู้ด้านการเงินขั้นพื้นฐาน พวกเขามีหน้าที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลามานั่งศึกษาหาความรู้ลำพังแค่เอาชีวิตรอดแบกรับภาระจากครอบครัวและลูกหลานก็หมดวันแล้ว โดยที่พวกเขาต้องมาแบกรับผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังจากนี้อีกที่ไล่บี้คนตัวเล็กตัวน้อยให้ต้องล้มหายตายจาก

แล้วเรื่องนี้คือโจทย์ที่ยากที่สุดว่าเราจะแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรมอย่างไรทั้ง

1.การสื่อสารกับชาวบ้าน และ;

2.แนวทางของทางเลือกอื่นที่ไม่ใช่ Keynesianism จะแก้วิกฤตอย่างไร

#siamstr

แล้วก็ วนลูปต่อไป เรื่อยๆ จนกว่า มูลค่าของเงินจะล่มไป

รัฐแจก>> ชาวบ้านดีใจ>> ข้าวของแพง>> เรียกร้องให้รัฐแจก>> รัฐแจก

Replying to Avatar Siamstr Update

❗️ชาวอเมริกันจำนวนมากกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการเงิน

- 48.6% ของชาวอเมริกันคิดว่าตัวเองเป็น "คนไม่มีเงิน"

- 66.2% รู้สึกว่าพวกเขา "ใช้ชีวิตแบบเงินเดือนชนเดือน"

- ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะรู้สึก "ไม่มีเงิน" มากกว่าผู้ชาย

(ร้อยละ 55.8% และ 41.1% ตามลำดับ)

.

💰 ความต้องการทางการเงินเพื่อความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย

- ชาวอเมริกันต้องการเงินออมเฉลี่ย 17,430 ดอลลาร์ สำหรับความมั่นคงทางการเงิน

- พวกเขารู้สึกว่าต้องการเงินเดือนเฉลี่ย 73,785 ดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยจริงอยู่ที่ 61,659 ดอลลาร์

- Gen Z เป็นช่วงวัยที่ต้องการเงินเดือนเฉลี่ยมากที่สุด ที่ $80,599 ดอลลาร์ต่อปี เพื่อให้รู้สึกมีความมั่นคงทางการเงิน

.

🪫 สาเหตุของการรู้สึก "ไม่มีเงิน" ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

- ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้น

- ปัญหาหนี้สินจากการใช้งานบัตรเครดิตและสินเชื่อ

- การสูญเสียงานจากปัญหาทางเศรษฐกิจ

- อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น

- ภาระค่าใช้จ่ายเพื่อบรรเทาความเครียดหรือภาวะซึมเศร้า

- ขาดความรู้ในเรื่องการจัดการเงิน

.

⏰ นาฬิกาเริ่มนับถอยหลังแล้ว

#SiamstrUpdate #Siamstr

คนไทยที่เข้าใจคงบอกว่า

เออ มึงโดนซะบ้างเถอะ

คำพี่ชิตลอยมาเลย

“กูปลูกข้าว แต่มึงพิมพ์ข้าว”

“กูกรีดยาง แต่มึงพิมพ์ยาง”

#siamstr

Bitbank becomes the first Japanese exchange to support the Lightning Network.

I'm starting to see real changes happening.

#siamstr

#日本

#lightning

When prosperity comes, do not use all of it.

Confucius