Avatar
L.SUVANN
2bfc8bf7711b426bdebcd295cc459300a0a0d8bd918b3572ba98a34f2671a2ae

ขออนุญาตแสดง

ข้อชวนสังเกต ชวนให้อยากศึกษา

คนพุทธ ส่วนใหญ่ มักชอบสวด, สวดเป็นพิธีกันเลย ในงานศพ

บท“อภิธรรม” เนี้ย บาททีอาจจะได้ยินกันในห้องโรงพยาบาลด้วยซ้ำ

อาจจะเพราะ “คนเป็น”หวังให้”คนตาย, ใกล้ตาย”ได้ยินได้ฟัง ธรรมบทนี้

คลับคล้ายคลับคลาเหมือนเป็นทางลัดอะไรบางอย่าง

แต่มีโอกาสเป็นๆกันอยู่

ทำไมเหตุอะไรจึงไม่ยอมศึกษากัน?

ผมจริงถือวิสาสะแนะนำให้ ค้น , พิจารณา ธรรมบทนี้ เพื่อให้ ” รู้ ” และเข้าใจภายในตัวเองให้มากขึ้น จะได้เป็น บาตรฐาน ในการใช้ชีวิต และตอบคำถามของตนเอง ครับ

GM ครับ🙏🏼🌞

ข้อสังเกต ให้ชวนศึกษา “อภิธรรม” คือ ชอบสวด, สวดกันเป็นพิธีเลย แต่แค่ตอน ”งานศพ”

อาจจะเพราะ “คนเป็น” หวังให้มีโอกาส สักนิดให้” คนตาย” ได้รู้ ธรรม บทนี้

ยังกับเหมือนเป็นทางลัดเลย

แต่ไม่ยอมศึกษากันตอนเป็นๆ😅 🙏🏼🙏🏼🙏🏼🌞

Replying to Avatar Stellar ✨🪐

ช่วงนี้กระแสคนตื่นธรรมคือแรงมาก เอาจริงฟังแล้วชอบนะ มันดูฟังง่ายและตามหลักความเป็นจริงดี

แต่มีข้อสงสัยที่ไม่เข้าใจอย่างหนึ่ง คือ การที่อนาคตไม่ได้ถูกลิขิตไว้แล้ว คือพอจะเข้าใจว่าทุกอย่างอยู่ที่เหตุปัจจัยการกระทำของตนเอง ถ้าเราไม่ทำอะไรให้เกิดเหตุเลยมันก็ไม่มีทางที่จะเกิดอะไรขึ้นมาได้

ทีนี้คำถามคือถ้าเราพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว เราจะสามารถกำหนดอนาคตตัวเองได้อย่างที่เป็นจริงๆไหมจากการกระทำของเรา เพราะเอาจริงๆมันก็มีปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ อย่างสภาพแวดล้อม สังคม ผู้คนต่างๆ และ สถานการณ์อันไม่คาคคิด

ยกตัวอย่างเวลา หางาน สัมภาษงาน มันมีคู่แข่งมากมายเป็นร้อนเป็นพันคน สภาวะตลาดที่ไม่เอื้อให้เด็กรุ่นใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์อีก ถ้าสมมติเราพยายามที่จะอัพสกิลใดๆแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าเป้า เข้าตาของบริษัทต่างๆ ประสบการณ์จริงไม่พอ ประจวบกับ timing อาจจะไม่ได้ เป็นไปได้ไหมที่ถ้าเราพยายามหนักกว่านี้มันจะสามารถก้าวข้ามปัจจัยภายนอกต่างๆไปได้

#siamstr #discussion

สิ่งที่บัณฑิตสะกิดใจ มันช่างน่าสะเดาะไข ซะเหลือเกิน

พอเรามาพิจารณา

“ทุกข์” ที่ว่าคือ การไม่ประสบกับสิ่งที่หวัง(สิ่งที่ชอบ)

“สาเหตุของทุกข์” ปัจจัยภายนอก ร้อยแปดพันเก้า มากระทบกับ ***ปัจจัยภายใน*** เกิดการกระเทือน

“เหตุของการดับทุกข์” เมื่อเริ่มเห็น กระบวนการเกิดของทุกว่ามี 2 ปัจจัยมากระทบ เราจึงเริ่มสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดผล (ในกรณีนี้ ท่านบัณฑิตเริ่มค้นพบเหตุปัจจัยภายนอกที่มากระทบ แต่ลืมดู ลืมพิจารณาปัจจัยภายใน และกระบวนการกระทบ)

“ทางพ้นทุกข์”

ปัจจับภายนอก ของแนะนำภาพกว้างๆ อะไรที่ใช้เผาเวลาแล้วน่าจะแก้ได้ก็ใช้ ความพยายามเป็นเชื้อ สร้างมันขึ้น

ส่วนปัจจัยภายใน ขออนุญาตแนะนำ

“อภิธรรม” ธรรมะของรุ่นใหญ่ เป็น ปรมัตถธรรม* คือธรรมขั้นสูง ธรรมละเอียด

*

“เป็นความจริงที่ไม่ใช้สมมุติ

เป็นเนื้อความที่แท้จริง ที่แท้แน่นอน

ไม่มีการแปรปรวนกลับกลอก

จริงแบบ จะเถียงก็ไม่ได้

ไม่ว่าเวลาไหน  หรือในที่ใด

ทั้งไม่เกี่ยวกับบุคคล  สัตว์  หรือสิ่งของ  ทั้งสิ้น”

ธรรมที่ต้อง verify รัวๆต้องอ่านแล้วอ่านอีก ไม่พอ”ต้องปฏิบัติ ให้รู้จักสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นจากภายใน”

ประกอบการพิจารณา อีกอย่างรู้ทัน รู้ตลอด รู้เนืองๆ 🙏🏼🙏🏼🙏🏼

ธรรมชาติ มีทั้ง แบบหยาบ และแบบละเอียด จะยัดเยียดกันไม่ได้ง่ายๆ ครับ 🙏🏼🙏🏼🙏🏼

ให้อารมณ์เหมือน พอรู้และยอมรับ ความจริง ของปัจเจก ทำให้ก้าวข้าม สภาวะ อิสรภาพ ได้ ยังไงยังงั้นเลย

ท่องในความรู้สึก, ครั้งนึงเคยรู้สึกจริงๆว่าเป็นคนที่คุยกับใครๆ ก็ไม่รู้เรื่อง

Dont waste it. 🌞

#siamstr

https://youtu.be/V6GcWz4y3kU?si=pmVoTMbAd1QazuP5

Replying to Avatar Tendou

สัมผัสได้ถึงอาการแพนิคจากโพสเรื่อง "การตายกระทันหัน" แล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะครั้งแรกตามเรื่องพวกนี้ประมาณ 2 ปีที่แล้ว ละเอาจริงคือกลัวจนขี้ขึ้นสมอง แต่ตอนนี้เรียกได้ว่ากลัวจนหายกลัวไปแล้ว

.

และขอออกตัวก่อนเลยว่าผมไม่ได้เรียนจบด้านการแพทย์และไม่ได้มีใบรับรองใดๆ แค่อยากพูดเรื่องที่อยากพูดแค่นั้น เพราะเป็นแอบห่วงคนที่แพนิคมากๆ ในฐานะคนที่เคยกลัวเหมือนกัน

.

เท่าที่ได้ตามจากอาจารย์หมอหลายๆ ท่าน การตายกระทันหัน (Sudden Death) มักจะเป็นกรณีหัวใจหยุดเต้นหรือเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งต้นเหตุหลักมักจะเป็นเรื่องเดิมๆ นั่นคือ “อาการอักเสบ”

.

ไม่ว่าจะจากพฤติกรรมการกิน การนอน ความเครียด หรือแม้กระทั้งการรับสารบางอย่างเข้าร่างกาย บางอย่างเราทำไปแล้วก็ย้อนกลับไปแก้ไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร เรามาโฟกัสสิ่งที่เราทำได้ตอนนี้กันดีกว่า

.

ผมจะมีเชคลิสต์ 4 หลักๆ ที่ได้จากการตามอาจารย์หมอหลายท่านเกี่ยวกับการอักเสบ พร้อมจัดลำดับความสำคัญ ไว้เชคว่าตัวเองได้ปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอหรือเปล่า

.

1. การพักผ่อน: อย่างเต็มที่ หลับลึก ไม่เก็บเรื่องเครียดมาคิดก่อนนอน ไม่เล่นโทรศัพท์ก่อนและหลังการนอน ทำสมาธิ 5 นาทีก่อนนอนหรือจนกว่าจะหลับช่วยให้หลับได้ดีขึ้นมาก

2. การกิน: **ลด ละ เลิก แป้ง,น้ำตาลแปรรูป** การทำ IF กิน Low Carb และ OMAD เป็นครั้งคราว และไม่ลืมเติมเกลือแร่(เกลือชมพู)ให้กับร่างกายบ้าง

3. การออกกำลังกาย: การออกกำลังแบบใช้แรงต้าน ออกตามความพร้อมของสภาพร่างกาย เอาแต่พอดีพองามไม่หักโหม และดูที่อัตราการเต้นของหัวใจไม่ให้มากเกินไป

4. การตากแดดและ Grounding ทุกครั้งที่มีโอกาสและตามกาลเทศะ

.

ทุกครั้งที่มีอาการเจ็บป่วยแปลกๆ (ถึงจะไม่หนักขนาดต้องนอนซมติดเตียง แต่มันก็เป็นอาการเจ็บป่วยที่แปลกมาก) ผมจะแพนิคไปก่อนแล้วว่า My Time is coming แต่ถ้ามีสติพอก็จะเชคลิสต์ว่าพลาดอะไรหรือเปล่า พอกลับมาทำตามอย่างเคร่งครัด และพบว่าอาการเจ็บป่วยพวกนั้นจะค่อยๆ หายไปในไม่ช้า

.

พอเข้าใจแล้วว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นจากนี้ผมก็คงไม่ติดใจอะไรแล้ว และถ้าโพสนี้พอจะทำให้คุณพอจะสบายใจขึ้นและเห็นแนวทางมากขึ้น ผมก็คงจะดีใจมากๆ เช่นกันครับ

.

ส่วนใครที่อยากศึกษาต่อ ลองดูลิสต์ที่ผมแปะไว้ในคอมเมนต์ได้ครับ ขอให้คนที่ผ่านมาเจอโพสนี้โชคดี สุขภาพแข็งแรง อายุยืนกันทุกคนนะครับ #Siamstr #สุขภาพ

สักวันหนึ่งความตายก็คงมาถึงเรา

มาบีบ มาเค้น มาบังคับให้เรา”ปล่อย”ทุกสิ่งทุกอย่าง…

ถ้ายังมีโอกาส เราอาจจะต้องซ้อม ต้องหัด

“ปล่อย” วาง ล่วงหน้า!! ซ้อมตายทางจิตใจให้มันคุ้นเคยซักหน่อย ถึงเวลาจะได้ไม่ลำบากมาก 🙏🏼🙏🏼🙏🏼

ขอความสวัสดี จงมีแก่ท่านทั้งหลายย

ถ้าไม่เสียเวลาจนเกินไป ลองโอนบน pc ซักรอบ ผม เองก็อยากรู้ เหมือนกัน หาทางเตรียมตัว🙏🏼🙏🏼🙏🏼

ผมลองแปะ invoice ใน pc เมื่อกี้ ได้น่ะครับ

ลมหนาว เริ่มมายังครับ

เปลี่ยนจากแค่นั้ง เป็นเอาทุก “อริยาบท” ไหนๆก็ หายใจอยู่แล้ว เผลอ บ้าง รู้ บ้าง หลักการเดียวกับการออมครับ สะสมกันไปครับ 🙏🏼🙏🏼🙏🏼

ความเพ้อเจ้อ ของผู้เจริญ “สติ”

จะเจริญ”สติ” แล้วโว้ย!!

นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

เอาหยาบๆ ที่เค้าๆทำกัน

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ สังเกตกาย

สังเกต สถาวะการทำงานของ ร่างกาย ยืนเดิน นั่ง นอน

เอาที่ง่ายหยาบเข้าถึงทุกคน ไม่ติดเรื่องภาษาให้เข้าใจยาก สามารถเอามาสังเกตุได้ทันที เลยนิยมจับเอา “ลมหายใจ”

มาสังเกต

มานั่งเน้นๆ ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย

พุทโธ, ตัวรู้? รู้อะไรวะไม่เห็นอะไรเลย

จิตหลุดจากร่างหรอวะ ยังไง?

ไหนจะเคยได้ยิน ว่าบางคนเห็นแก้วใส เห็นสวรรค์ ไปกันใหญ่ ทำมัยไม่เห็นแบบนั้นมั่ง

สภาวะมี ”สติ”

สักแต่ว่ารู้ รู้ห่าอะไรวะ?

มันน่าจะเป็นการละลึกรู้ หาอะไรมาเป็นเป็นที่อยู่ของจิต

สักแปบ “ลืมสังเกต” ลม แต่ภายในจิตภายในใจเริ่มมีเรื่องเข้าอื่นเข้ามาทันที

“เห้ยเบื้อวะ”, “คนข้างๆนิ่งจังวะ”, “ขาแม่งเหน็บกินขยับได้มั้ยวะ”, “ไอ้ห่าหมาที่บ้านเพิ่งพาไปหาหมอ มันดีขึ้นยัง”, “btc เด้งแล้วมั่งง”

แล้วจะ “รู้” ห่าอะไร?

แต่…. “พอรู้สึกตัว” เห้ยนี้เรากำลังจะมาโฟกัส มาสังเกตุ “ลม” หนิ

มันกลับ auto ไป ที่ “ลม“ ทันที เรื่องอื่นๆดับหายไปหมดเลย

เห้ย นั้นมัน “จิต” รึป่าววะ ที่คอยไปผสมกับสิ่งต่างๆ(เจตสิก52) นั้นนี้ เลยต้องมีหลักมัดไว้(ลมหายใจ)

พอพิจารณาลมหายใจ ออก-เข้า

พอสังเกตมากเข้าๆ

ลมหายใจออกเองก็ทุกข์ ลมหายใจเข้าก็ทุกข์ (พอถึงจังหวะหายใจออก ช่วงนึงก็รู้สึกถึง”สภาวะบีบคั้น”เลยต้องหายใจเข้า)

ชิบหายแล้วดัน “รู้” ทุกข์

ชักเริ่มพอจะรู้สึก“รู้”ที่ว่า แบบหยาบๆ หน่อยละ หากพิจารณาให้ละเอียดน่าจะเจอ (เหตุของทุกข์ จากการหายใจออก-เข้าต่อ)

เราจัก เป็นผู้ระงับกายสังขาร หายใจออก

เราจัก เป็นผู้ระงับสังกายสังขาร หายใจเข้า

เราจัก ระงับการปรุง ของจิต เราจะมีสติรู้แต่ “ลม” (กาย)

GM บัณฑิตทั้งหลาย

พึงหาสติที่เหมาะสมกับจริตตน เจริญให้มาก เจริญให้บ่อย เจริญให้ชิน เพื่อเป็นเหตุให้คง สภาวะ “รู้” ตามความเป็นจริง เถิด