Avatar
L.SUVANN
2bfc8bf7711b426bdebcd295cc459300a0a0d8bd918b3572ba98a34f2671a2ae

69

690

6,900

69,000

🌞GM

จุดกลืนกิน ที่อิ่มตัว #siamstr

อันนี้ แค่ย้ายไปรู้ ลมหายใจ ครับ

แทนที่จะ ไปรู้ว่า ”ใจ“ ที่มันหมั่น

ไม่ต้องจ้องจะดึง!!! นะครับ🙏🏼

รู้จิตรู้ใจ มันอาจจะ ยากไปหน่อย พอรู้แล้วไม่รู้จะ วางจิตวางใจ ยังไง

ย้ายมา รู้ลม มันง่าย มันหายใจตลอดเวลา

จึงถือวิสาสะ แนะนำให้ เจริญ“สติ” ที่กาย แทนที่ จิตที่ใจ ครับ

เอา ” สติ “ กลับมาที่ “ กาย(ลม)” ก่อน

แล้วหายใจต่อไปเลย ครับ

คาดว่า มันจะสบายขึ้น🙏🏼🙏🏼🙏🏼

ลองเล่น ซ้อมเป็นธนาคาร

ท่านใดพอมี แนวทาง สนุกๆ ชี้แนะบ้างครับ

#siamstr

Replying to Avatar Techit_Optimist

✨ผมเข้ายิมวันละ 2-3 ชม.ต่อวัน และ 5 วัน ต่อสัปดาห์

ผมไม่ได้มีเป้าหมายจะลดน้ำหนัก หรือ เพิ่มกล้ามให้มีขนาดเท่าไหร่หรือมีไอดอลแบบไหน

🪬แต่ทั้งหมดมันคือกระบวนการแฮกระบบจิตใจและจิตวิญญาณ

หลายๆคนชอบถามหรืออยากรู้วิธีการนั่งสมาธิของผม หรือ การเล่นแร่แปรธาตุ การเชื่อมต่อพลังงาน จริงๆแล้วผมจะพูดเสมอว่าผมไม่ได้นั่งสมาธินานหรือนั่งเพื่อเก่งหรือแข่งขันอะไร

🪷ผมพยายามสื่อสารว่าเราต้องมีสมาธิและใช้พลังงานสมาธิ (ยิ่งใช้ก็จะยิ่งมี) และการมีสมาธิใช่ว่าจะต้องนั่งสมาธินานๆ สิ่งหนึ่งที่ผมแฮกตัวเองเกี่ยวกับสมาธิคือ ผมจะออกกำลังกายและใช้เวลาอยู่กับความยากลำบากนั้น

ทุกๆครั้งที่ผมเข้ายิม จะมีทั้งวันที่พร้อมและไม่พร้อม จะมีทั้งเสียงในหัวให้หยุดและล้มเลิก จะมีเรื่องราวในอดีต และอนาคตแทรกมาเป็นช่วงๆ ยิ่งผมไหลไปกับสิ่งไหน ผมยิ่งหมดแรงหมดพลังงานไปเท่านั้น

🔥สิ่งเดียวที่จะสร้างพลังงานและดึงให้สมาธิกลับมาคือ สิ่งที่ต้องทำตรงหน้า มันเป็นสิ่งที่ไม่ต้องมีเหตุผล(ผมไม่ได้ออกกำลังกายเพราะป่วย ไม่ได้ออกเพราะอยากลดน้ำหนัก หรือ ได้เงินจากการออกกำลังกาย) ผมทำเพราะผมต้องทำ ทำโดยที่จะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ จะทำไปวันๆไม่ใส่ใจก็ได้ มันไม่มีใครบังคับ ไม่มีเหตุ หรือ ตรรกะใดๆ

🧬แต่นี่คือกระบวกการ Biohacking ทั้งระบบชีวะภาพ ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ต่างได้รับพลังงานที่มากขึ้น ดีขึ้น เจริญขึ้น มันทำให้สมาธิเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและถ่ายเทพลังงานออกไปพร้อมๆกัน เหมือนการหมุนเวียนของพลังงานสมาธิ และสามารถแปลงไปใช้งานอย่างอื่นได้อีกมากมาย

🪷ผมก็ไม่อาจและไม่กล้าจะเปรียบเหมือนการนั่งทำสมาธิ 2-3 ชม. (ไม่อยากให้มาถกเถียงกัน) แต่การใช้ Biohacking แบบนี้ สำหรับผมเมื่อผมกลับไปนั่งสมาธิเพียงแค่ 10 นาที กลับสงบมากขึ้น และ ยังมีเวลาเหลือเอาพลังงานมาถ่ายเทถ่ายทอดเพื่อรับเข้ามาได้อีกไม่มีจำกัด ร่างกายภายนอกก็ดีขึ้น ระบบภายในก็ดีขึ้น จิตวิญญาณก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ

#Siamstr

อานิสงส์ ได้ทันที ได้โฟกัส ที่มัดกล้ามเนื้อ เล่นแล้วมันโดน 🤙🏼

Replying to Avatar maiakee

ภพที่ไปเกิดตามลำดับของฌาน: อิงพุทธพจน์และคำอธิบายของพระอานนท์

ในพระพุทธศาสนา การบรรลุฌานไม่ได้หมายถึงการพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง หากยังมีอุปาทานในฌานอยู่ ผู้บรรลุฌานจะไปเกิดในภพต่างๆ ตามระดับของจิตที่ก่อขึ้น ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ภพ ได้แก่ กามภพ (โลกของกามคุณ), รูปภพ (โลกของรูปฌาน), และ อรูปภพ (โลกของอรูปฌาน) ตามลำดับของความละเอียดของจิต

พระอานนท์ได้กล่าวไว้ใน “จูฬสุญญตสูตร” (พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 41) ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ฝึกจิตในสมาธิย่อมเข้าถึงภพที่เหมาะสมตามสภาวะแห่งจิตของตน หากยังมีอุปาทาน ก็จักมีภพสืบไป”

ต่อไปนี้เป็นลำดับของฌานและภพที่ผู้เข้าฌานจะไปเกิด

1. ปฐมฌาน → ไปเกิดในพรหมโลกชั้นแรกของรูปภพ

(พรหมปาริสัชชา และ พรหมปุโรหิตา)

ผู้ที่บรรลุปฐมฌาน หากยังมีอุปาทานในฌาน จะไปเกิดใน พรหมโลกชั้นต่ำของรูปภพ ได้แก่

• พรหมปาริสัชชา: เทพผู้เป็นบริวารของมหาพรหม

• พรหมปุโรหิตา: เทพผู้เป็นอำมาตย์ของมหาพรหม

“ภิกษุผู้บำเพ็ญปฐมฌาน ย่อมเข้าถึงพรหมโลกที่เป็นที่อยู่ของเหล่าพรหมผู้มีปัญญาปานกลาง” (พระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย)

ตัวอย่าง: เหมือนบุคคลที่ฝึกจิตจนสงบจากกามคุณ แต่ยังมีความยึดมั่นในสุขอันเกิดจากฌาน

2. ทุติยฌาน → ไปเกิดในพรหมโลกชั้นที่สูงขึ้น

(มหาพรหมา - เทพผู้เป็นใหญ่ในพรหมโลก)

เมื่อจิตพ้นจากวิตกและวิจาร แต่ยังยึดติดปีติสุข จะไปเกิดใน มหาพรหมา ซึ่งเป็นพรหมผู้มีอายุยาวนานกว่าชั้นล่าง

“ภิกษุผู้บำเพ็ญทุติยฌาน ย่อมเข้าถึงมหาพรหม ผู้เป็นใหญ่ในรูปภพ” (พระไตรปิฎก อังคุตตรนิกาย)

ตัวอย่าง: เหมือนนักปราชญ์ที่หลุดพ้นจากความคิดวุ่นวาย แต่ยังพอใจในความสุขสงบของตน

3. ตติยฌาน → ไปเกิดในพรหมโลกชั้นที่สูงกว่าเดิม

(ปริตตสุภะ, อัปปมาณสุภะ, สุภกิณหา - เทพผู้มีรัศมีงดงาม)

ผู้ที่ละปีติได้ แต่ยังมีความสุขจากฌาน จะไปเกิดในชั้นพรหมที่มีรัศมีงดงาม ได้แก่

• ปริตตสุภะ: พรหมที่มีรัศมีน้อย

• อัปปมาณสุภะ: พรหมที่มีรัศมีมาก

• สุภกิณหา: พรหมที่มีรัศมีเต็มเปี่ยม

“ภิกษุผู้บำเพ็ญตติยฌาน ย่อมเข้าถึงพรหมโลกที่เป็นที่อยู่ของผู้มีรัศมีอันบริสุทธิ์” (พระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย)

ตัวอย่าง: เปรียบเหมือนดวงดาวที่ส่องสว่าง แต่ยังคงอยู่ในจักรวาล

4. จตุตถฌาน → ไปเกิดในพรหมโลกที่สูงสุดของรูปภพ

(เวหัปผลา และ อสัญญีสัตตา - เทพผู้มีสมาธิแน่วแน่และไร้สัญญา)

• เวหัปผลาพรหม: พรหมที่ได้ผลแห่งสมาธิขั้นสูงสุด

• อสัญญีสัตตาพรหม: พรหมที่แทบไม่มีสัญญา (ไม่มีความรับรู้โดยสมบูรณ์)

“ภิกษุผู้บำเพ็ญจตุตถฌาน ย่อมเข้าถึงพรหมโลกอันเป็นที่อยู่ของผู้ที่หลุดพ้นจากสุขและทุกข์”

ตัวอย่าง: เหมือนดวงจันทร์ที่สงบนิ่งไร้การเคลื่อนไหว

5. อรูปฌาน → ไปเกิดในอรูปภพ

(โลกของอรูปพรหม - เทพผู้ไม่มีรูปกาย)

ผู้ที่ละรูปทั้งหมดจะไปเกิดใน อรูปภพ ซึ่งเป็นภพที่ไม่มีร่างกาย มีเพียงจิตละเอียด ได้แก่

• อากาสานัญจายตน → ไปเกิดใน “พรหมผู้มีอากาศเป็นอารมณ์”

• วิญญาณัญจายตน → ไปเกิดใน “พรหมผู้มีจิตเป็นอารมณ์”

• อากิญจัญญายตน → ไปเกิดใน “พรหมผู้ไร้สิ่งใดๆ”

• เนวสัญญานาสัญญายตน → ไปเกิดใน “พรหมผู้มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่”

“ผู้สำรวมจิตในอรูป ย่อมไปเกิดในอรูปภพ ตามธรรมที่เขาสมาทาน” (พระไตรปิฎก มัชฌิมนิกาย)

ตัวอย่าง: เหมือนสายลมที่ไร้รูป แต่ยังคงมีอยู่

6. ปรมาณูสูญญตา → นิพพาน (พ้นจากภพทั้งปวง)

เมื่อจิตละอุปาทานทั้งหมด ไม่ยึดติดแม้แต่ความเป็นพรหมหรืออรูปพรหม จิตจะไม่ไปเกิดอีก แต่ดับสนิทคือ นิพพาน

“ดูก่อนอานนท์ ผู้บรรลุสูญญตาสูงสุด ไม่กลับไปเกิดในภพใดอีก เพราะไม่มีเชื้อแห่งภพเหลืออยู่”

ตัวอย่าง: เปรียบเหมือนเปลวเทียนที่ดับลง ไม่มีที่ไป เพราะไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่

🪷สรุปได้ว่า ผู้ที่บรรลุปฐมฌานจะไปเกิดในพรหมโลกชั้นต้น ได้แก่ พรหมปาริสัชชาและพรหมปุโรหิตา ซึ่งเป็นบริวารของมหาพรหม หากบรรลุทุติยฌาน จะไปเกิดในมหาพรหม ซึ่งเป็นพรหมผู้เป็นใหญ่กว่าชั้นแรก

ผู้ที่บรรลุตติยฌานจะไปเกิดในพรหมโลกที่มีรัศมีงดงาม ได้แก่ ปริตตสุภะ อัปปมาณสุภะ และสุภกิณหา ซึ่งเป็นพรหมที่มีแสงสว่างเจิดจ้า หากเข้าถึงจตุตถฌาน จะไปเกิดในเวหัปผลาพรหม ซึ่งเป็นพรหมที่สงบที่สุด และในบางกรณีอาจเกิดเป็นอสัญญีสัตตาพรหม ซึ่งเป็นพรหมที่ไม่มีสัญญาหรือการรับรู้ใดๆ

สำหรับผู้ที่บรรลุอรูปฌาน จะไปเกิดในอรูปภพ ซึ่งเป็นภพที่ไม่มีรูปกาย เหลือเพียงจิตละเอียดตามระดับของอรูปฌานที่บรรลุ ได้แก่ อากาสานัญจายตน วิญญาณัญจายตน อากิญจัญญายตน และเนวสัญญานาสัญญายตน

อย่างไรก็ตาม หากสามารถละอุปาทานในอรูปฌานทั้งหมดจนถึงระดับปรมาณูสูญญตา จิตจะไม่ไปเกิดในภพใดอีก แต่จะดับสนิท เข้าถึงนิพพาน ซึ่งเป็นการพ้นจากสังสารวัฏอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น ผู้ปฏิบัติที่ยังมีอุปาทาน แม้จะเข้าฌานลึกเพียงใด ก็ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในภพที่เหมาะสมตามสภาวะแห่งจิตของตน จนกว่าจะดับเชื้อแห่งภพได้ทั้งหมด

🪷ทำไมเพียงแค่ปฐมฌานก็เพียงพอต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน

แม้ว่าฌานที่สูงขึ้นจะทำให้จิตละเอียดขึ้น แต่ ปฐมฌานก็เพียงพอแล้วต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน หากมีปัญญากำกับ เพราะการบรรลุธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับของสมาธิที่ลึกที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับ ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์ของสังขารทั้งปวงและละอวิชชาได้

ใน “คิริมานนทสูตร” (พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 106-110) พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดบรรลุปฐมฌานแล้ว เจริญวิปัสสนาเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร ย่อมสามารถบรรลุอรหัตผลได้”

ต้องใช้อะไรถึงจะทำได้?

1. สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) – ต้องเข้าใจว่าแม้แต่ฌานก็ไม่ใช่ที่พึ่งที่แท้จริง เพราะยังเป็นสังขารที่ไม่เที่ยง

2. วิปัสสนาญาณ (ปัญญาเห็นไตรลักษณ์) – ต้องพิจารณาเห็นว่า สุขในฌานก็เป็นของไม่เที่ยง และไม่ควรยึดติด

3. สัมมาสมาธิ (สมาธิชอบ) – ปฐมฌานต้องเป็นไปเพื่อการพิจารณาไตรลักษณ์ ไม่ใช่เพื่อเสวยสุข

4. ละอุปาทานในฌาน – ไม่สำคัญว่าฌานลึกแค่ไหน แต่สำคัญว่าปล่อยวางได้หรือไม่

อิงตัวอย่างจากพระสาวก

• พระสารีบุตร บรรลุอรหัตผลด้วยปฐมฌานในขณะที่ฟังธรรมจากพระอัสสชิ เพราะปัญญาของท่านแทงตลอดไตรลักษณ์ทันที

• พระอานันทเถระ บรรลุอรหัตผลหลังจากพ้นจากปฐมฌาน แล้วพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ของขันธ์ห้า

ดังนั้น แค่ปฐมฌานก็บรรลุมรรคผลได้ หากใช้ปัญญากำกับและไม่ยึดติดในสุขของฌาน

#Siamstr #พุทธวจนะ #พุทธวจน #nostr #ธรรมะ

🙏🏼🙏🏼🙏🏼

จ้องจะ”เข้า“กันแต่ 4 ถามหาอาการ

“ทรง”ไว้แค่1 และรู้จัก เรียนรู้ ”ทุกข์“ 2-3 มาเอง ออโต้เหมือนกันแห๊ะ

ขอพระคุณอีกเช่นเคยครับ สำหรับบทความ-ข้อพิจารณา

Replying to Avatar maiakee

‼️องคุลิมาลฆ่าคนมามากมายบรรลุพระอรหันต์ได้อย่างไร ⁉️

กรณีของ องคุลิมาล เป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันในทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า องคุลิมาลทำอนันตริยกรรม (กรรมหนักที่สุด) แล้วเหตุใดจึงสามารถบรรลุอรหันต์และนิพพานได้ คำถามนี้เกี่ยวข้องกับหลักกรรมและการหลุดพ้นในพุทธศาสนาโดยตรง

1. อนันตริยกรรมคืออะไร?

อนันตริยกรรม (กรรมหนักที่สุด 5 อย่าง) ได้แก่:

1. ฆ่ามารดา

2. ฆ่าบิดา

3. ฆ่าพระอรหันต์

4. ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต

5. ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน (สังฆเภท)

บุคคลที่ทำอนันตริยกรรมโดยไม่สำนึกผิด ย่อมได้รับผลกรรมอย่างหนัก และต้องตกนรกอเวจีทันทีหลังจากตาย ไม่สามารถบรรลุธรรมชั้นสูงได้

2. องคุลิมาลทำอนันตริยกรรมหรือไม่?

แม้ว่าองคุลิมาลจะเป็นโจรและฆ่าคนจำนวนมาก แต่ เขาไม่ได้ทำอนันตริยกรรมทั้ง 5 ประการ กล่าวคือ

• เขา ไม่ได้ฆ่าบิดามารดา

• เขา ไม่ได้ฆ่าพระอรหันต์

• เขา ไม่ได้ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต

• เขา ไม่ได้ยุยงให้สงฆ์แตกแยก

ดังนั้น องคุลิมาลแม้จะมีกรรมหนัก แต่ยังไม่ถึงขั้นอนันตริยกรรม

3. เหตุใดองคุลิมาลจึงสามารถบรรลุอรหันต์ได้?

(1) การสำนึกผิดและเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง

เมื่อองคุลิมาลพบพระพุทธเจ้าและได้รับฟังพระธรรม เขาเกิดสติและละทิ้งบาปทั้งหมด จากนั้นออกบวชและตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง

พุทธพจน์ที่เกี่ยวข้อง

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! แม้ว่าผู้นั้นเคยทำกรรมชั่วร้ายมามากมาย หากสำนึกผิดและปฏิบัติธรรม ย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ได้ เหมือนดวงจันทร์ที่พ้นจากเมฆหมอก”

(ธรรมบท 173-174)

(2) หลักกรรมและผลกรรมในพุทธศาสนา

• กรรมที่องคุลิมาลทำไปแล้ว ไม่สามารถลบล้างได้

• แต่ วิบากกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ตามการกระทำใหม่

• พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “กรรมเก่ามีผล แต่กรรมใหม่สามารถเปลี่ยนเส้นทางของชีวิตได้”

ตัวอย่างเปรียบเทียบ

เปรียบเหมือนเกลือหนึ่งกำมือ

• หากใส่ลงในแก้วน้ำเล็ก ๆ น้ำจะเค็มจัด

• แต่ถ้าใส่ลงในแม่น้ำใหญ่ ความเค็มจะเจือจางจนแทบไม่รู้สึก

ฉันใดก็ฉันนั้น องคุลิมาลแม้เคยทำบาปหนัก แต่เมื่อบวชและปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังจนบรรลุอรหันต์ กรรมใหม่ของเขาก็กลายเป็นดั่งน้ำมหาสมุทร ที่ช่วยให้วิบากกรรมเก่าลดความรุนแรงลง

(3) การบรรลุอรหันต์ทำให้พ้นจากกรรม

• พระอรหันต์คือผู้ที่สิ้นกิเลสแล้ว

• เมื่อสิ้นกิเลส ก็ไม่เหลือเชื้อให้กรรมส่งผลอีก

• ดังนั้น แม้องคุลิมาลจะเคยทำกรรมหนัก แต่เมื่อบรรลุอรหันต์ เขาหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดโดยสิ้นเชิง

พุทธพจน์เกี่ยวกับการสิ้นกรรมของพระอรหันต์

“ภิกษุทั้งหลาย! อดีตก็เป็นอันละเสียแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง เฉพาะปัจจุบันเท่านั้นที่ควรทำให้ดี บุคคลผู้ไม่ประมาท ย่อมพ้นจากกรรมทั้งปวง”

(อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ๘/๕)

4. กรรมขององคุลิมาลหมดไปเลยหรือไม่?

• กรรมที่ทำไปแล้วย่อมมีผล องคุลิมาลแม้จะเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ก็ต้องรับผลของกรรมที่เคยทำไว้ก่อนบรรลุ

• เขาถูกชาวบ้านขว้างปาด้วยก้อนหินจนบาดเจ็บ พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“กรรมเก่าของเธอ ถ้าไม่ได้บรรลุธรรมแล้ว คงต้องตกนรกอเวจีไปแล้ว แต่บัดนี้ เธอได้ชดใช้เพียงเท่านี้เท่านั้น”

นี่แสดงให้เห็นว่า แม้บรรลุธรรม แต่กรรมเก่าก็ยังมีผลอยู่

5. กรณีขององคุลิมาลขัดกับหลักคำสอนหรือไม่?

ไม่ขัด เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าเน้นที่ “การเปลี่ยนแปลง” และ “การละเว้นบาป”

• พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า “ใครเคยทำบาปแล้วไม่มีโอกาสหลุดพ้น”

• แต่สอนว่า “ใครก็ตามที่สำนึกผิดและปฏิบัติธรรม สามารถหลุดพ้นได้”

พุทธพจน์ที่เกี่ยวข้อง

“แม้บุคคลจะเคยเป็นคนชั่วร้าย แต่เมื่อกลับใจเป็นคนดีแล้ว ย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ เหมือนดวงจันทร์ที่พ้นจากเมฆหมอก”

(ธรรมบท 173-174)

กรณีองคุลิมาลเป็นตัวอย่างสำคัญของหลัก “อโหสิกรรม” ซึ่งหมายถึง กรรมที่ไม่มีโอกาสให้ส่งผลอีกเพราะผู้กระทำได้เปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง

6. ข้อคิดจากเรื่ององคุลิมาล

1. การกระทำในปัจจุบันสำคัญที่สุด – อดีตแก้ไขไม่ได้ แต่ปัจจุบันกำหนดอนาคตได้

2. สำนึกผิดและเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งสำคัญ – หากละบาปได้ ย่อมมีโอกาสพ้นทุกข์

3. แม้เคยทำผิด หากตั้งใจปฏิบัติธรรม ย่อมเข้าถึงนิพพานได้

สรุป

• องคุลิมาล ไม่ได้ทำอนันตริยกรรม

• แม้ทำบาปหนัก แต่เขา สำนึกผิดและเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง

• กรรมเก่าของเขามีผลอยู่ แต่เขาสามารถ ชำระกรรมด้วยการปฏิบัติธรรมจนบรรลุอรหันต์

• การบรรลุอรหันต์ทำให้ เขาพ้นจากวิบากกรรมในสังสารวัฏโดยสิ้นเชิง

เรื่ององคุลิมาลแสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาเน้นโอกาสและการเปลี่ยนแปลง มากกว่าการลงโทษถาวร ดังนั้น แม้เคยทำผิด แต่หากตั้งใจปฏิบัติ ย่อมสามารถพ้นทุกข์ได้

#Siamstr #พุทธวจนะ #พุทธวจน #ธรรมะ #nostr

ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นครับ

ผมว่า กรรม น่าจะชำระไม่ได้ หากแต่พออยู่กับ”ปัจจุบัน“ มากๆ อย่างมั่นคงแล้ว ทั้งกรรมดี-ไม่ดี ก็ดูเหมือน จะไม่มีอิทธิพลอีกต่อไป🙏🏼

Replying to Avatar maiakee

ลมเป็นกายอันหนึ่งในกายทั้งหลาย: การเจริญกายคตาสติและการเข้าถึงวิมุตติ

๑. บทนำ: กายกับการปฏิบัติธรรม

พระพุทธศาสนาสอนให้พิจารณากายตามความเป็นจริง เพื่อให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา “กาย” ในที่นี้มิใช่เพียงร่างกายเนื้อหนัง แต่หมายถึงองค์ประกอบของรูปขันธ์ทั้งหลาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ธาตุลม

พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า

“ภิกษุพึงพิจารณากายอันนี้ ในกายทั้งหลาย”

(มหาสติปัฏฐานสูตร, ทีฆนิกาย)

แสดงให้เห็นว่า “กาย” มิได้หมายถึงเพียงรูปกายนี้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงองค์ประกอบภายในที่ทำให้กายดำรงอยู่ หนึ่งในกายเหล่านั้นคือ “วาโยธาตุ” (ลม) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตและการปฏิบัติ

๒. ธาตุลมในกาย: ลมเป็นกายอันหนึ่งในกายทั้งหลาย

พระพุทธเจ้าตรัสถึง “มหาภูตรูป ๔” ได้แก่ ปฐวี (ดิน), อาโป (น้ำ), เตโช (ไฟ), วาโย (ลม) ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของร่างกาย

“ภิกษุทั้งหลาย! ลมเป็นกายอันหนึ่งในกายทั้งหลาย”

(ขุททกนิกาย อังคุตตรนิกาย)

วาโยธาตุ (ลม) มีลักษณะดังนี้:

1. อาการเคลื่อนไหว (สัญจรณลักษณะ) – เป็นสิ่งที่ทำให้กายเคลื่อนไหว

2. อาการพัดผ่าน (วิกัมปนลักษณะ) – เป็นแรงขับเคลื่อน เช่น การหายใจเข้าออก

3. อาการขยายตัว (วิโรธลักษณะ) – ทำให้กายเติบโต แผ่ขยาย

4. อาการหดตัว (สังขมลลักษณะ) – ทำให้กายหดเล็กลง

“วาโยธาตุ ได้แก่ ลมหายใจเข้าออก, ลมพัดไปตามกาย, ลมในช่องท้อง, ลมในไส้ใหญ่ไส้น้อย”

(มหาภูตรูปปริจเฉท, พระอภิธรรมปิฎก)

ลมหายใจจึงเป็นสะพานที่เชื่อมโยงระหว่างรูปขันธ์กับจิตขันธ์

๓. การเจริญกายคตาสติ: ใช้ลมเป็นฐานแห่งสติ

“กายคตาสติ” คือ การกำหนดรู้กายตามความเป็นจริง ซึ่งนำไปสู่การละความยึดมั่นในตัวตน ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงวิธีพิจารณากายด้วย อานาปานสติ (การกำหนดลมหายใจ)

“ภิกษุพึงพิจารณาลมหายใจเข้าออก ยาวก็รู้ว่ายาว สั้นก็รู้ว่าสั้น”

(อานาปานสติสูตร, มัชฌิมนิกาย)

ขั้นตอนการเจริญกายคตาสติผ่านลมหายใจ

ขั้นที่ ๑: การตั้งสติรู้ลมหายใจ

• หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้

• ไม่พยายามควบคุม แต่รับรู้ตามจริง

ขั้นที่ ๒: การรู้ทั่วกาย (สัพพกายปฏิสังเวที)

• ตระหนักว่าลมหายใจสัมพันธ์กับทั้งร่างกาย

• เห็นความเชื่อมโยงระหว่างลมหายใจกับความเครียด หรือความผ่อนคลาย

ขั้นที่ ๓: การเห็นกายเป็นของไม่เที่ยง

• พิจารณาว่าลมเป็นเพียงการไหลของธาตุ

• ไม่ใช่ “เรา” หรือ “ของเรา”

“กายนี้เป็นเพียงสิ่งที่อาศัยกันชั่วคราว ประกอบขึ้นจากธาตุทั้งสี่”

(ธาตุวิภังค์สูตร, พระไตรปิฎก)

๔. การทำให้ถึงวิมุตติผ่านการพิจารณาลม

เมื่อเจริญกายคตาสติจนเห็นว่ากายนี้มิใช่ตัวตน จิตจะคลายจากความยึดมั่น และเข้าสู่ความว่าง (สุญญตา วิมุตติ) ซึ่งเป็นอิสระจากการยึดติดในกาย

ขั้นตอนการเข้าถึงวิมุตติ

ขั้นที่ ๑: สมาธิ (สัมมาสมาธิ)

• เมื่อจิตสงบจากการตามดูลมหายใจ จะเข้าสู่สมาธิ

• ในระดับสูง อานาปานสติสามารถนำไปสู่ฌาน

ขั้นที่ ๒: ปัญญาเห็นไตรลักษณ์

• เห็นว่าลมเกิดขึ้น-ดับไป (อนิจจัง)

• เห็นว่าลมบางครั้งก็เบาสบาย บางครั้งก็ขาดตอน (ทุกขัง)

• เห็นว่าลมไม่ใช่ของเราจริง ๆ (อนัตตา)

“ดูลูกา! ลมเป็นเพียงลม มิใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน หรือเราเขา”

(มหาสีหนาทสูตร, พระไตรปิฎก)

ขั้นที่ ๓: จิตปล่อยวาง และเข้าสู่ความว่าง

• เมื่อจิตไม่ยึดติดในกาย (รวมถึงลม) ก็พ้นจากความทุกข์

• เข้าสู่ วิมุตติ (ความหลุดพ้น) เพราะไม่ยึดติดว่ากายนี้เป็นของตน

“ภิกษุละความยึดมั่นในกายนี้ได้ ย่อมถึงธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์”

(ขุททกนิกาย อุทานสูตร)

๕. สรุป: ลมเป็นสะพานสู่ความหลุดพ้น

“ลม” เป็นกายอันหนึ่งในกายทั้งหลาย ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือให้เข้าถึง ปัญญาและวิมุตติ ได้โดยอาศัย กายคตาสติและอานาปานสติ เมื่อตระหนักว่า ลมมิใช่เรา มิใช่ของเรา จิตย่อมปล่อยวาง และเป็นอิสระจากความยึดมั่นในกาย

“เมื่อเห็นลมเป็นเพียงลม ก็ไม่มีเราผู้หายใจ

เมื่อเห็นกายเป็นเพียงกาย ก็ไม่มีเราผู้ทุกข์

เมื่อไม่ยึดถือสิ่งใด จิตย่อมหลุดพ้น”

นี่คือหนทางแห่ง วิมุตติที่เกิดจากการเข้าใจลมหายใจ ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกสมมุติกับโลกแห่งอิสรภาพ

#Siamstr #nostr #พุทธวจนะ #ธรรมะ #พุทธวจน

ลองหายใจออก เออ มันก็ทุกข์

ลองหายใจเข้า อ้าว มันก็ทุกข์ เหมือนกัน

อ๋อ เรารู้เรา ไม่ใช้รู้ลม

🙏🏼🙏🏼🙏🏼 Gm และขอบพระคุณสำหรับ เนื้อหาครับ

*พุทโธ = ”จุดเตือนสติ“

จะว่าง่ายก็ง่าย ถ้าสติๆ แบบ

เนี้ยๆ อะรู้สึกแล้ว เนี้ยเพ่งแล้ว มีแล้ว“สติ” แล้ว ยังไงต่อ สัมผัสอะไร… รู้อะไรเนี้ย

”เนี้ย“ แรก จน ”เนี้ย“ สุดท้าย ผ่านไปแค่ 12.8 วิ เอง

ยากนะ จะมีสติ 24 ชม.

ถึงต้องฝึก ไม่ต่างจาก วิดพื้นเลย 😮‍💨

GM 🙏🏼🙏🏼🙏🏼 #siamstr

”วินัย“ ครับ ดูโง่ๆ แต่ยากเอาเรื่อง กว่าจะข่มตนเองแต่ละครั้ง ไม่เกี่ยวกับช่วงวัย อายุด้วยครับ ลองทดสอบดู ลุยครับ มีวินัยกับตัวเองซักเรื่อง เริ่มที่การออม 🫡🫡🫡

อาจจะมีสิทธิหมดผมว่า

น่าคิดตรงที่ ถ้าต้องเสี่ยงเอา btc ไปค้ำกับใครสักคน ก็น่าจะต้องบริหารความเสี่ยงของชีวิตเหมือนกันครับ

ไปแอบฝึกทักษะในครัว 🥹เอาเรื่ิอง

งานใช้แรงและทักษะ พอตัวเหมือนกันนะ

หน้าเขียง หน้าเตา หน้าตู้

#siamstr

https://youtu.be/wUU3oXhO2iE?si=Bvn6LfxJroTHKcXG