Avatar
Somnuke
30aeab00931a8a6d4a3f9e8cfa255abf5f87f3091a8efe0bf24afe8c2eec28f5
ผมชื่อสมนึก มาจากองค์การสร้างความปวดกบาลแห่งชาติ

"ไม่มีใครเสกเงินได้ ไม่มีเงินที่งอกมาจากต้นไม้ ไม่มีเงินที่ลอยมาจากฟ้า ยกเว้นเรา"

"ไม่ว่าจะแอบซ่อนมาในรูปแบบใดก็ตาม สุดท้ายแล้วประชาชนชาติอื่นจะต้องจ่ายแทนเสมอ"

- Federal Reserve

#Siamstr #ThailandZapathon #Thainostrich

#zapathon #bitcoin #nostr nostr:npub16hpaqcm8zhc6n4d79tu2mtsf9464093r4v3r7l5hq5tpsng3txesw3tu5f

Replying to Avatar Somnuke

ผมเดาว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างน้อยๆ 7-10% แต่ตั้งแต่ช่วงโควิดจนถึงทุกวันนี้ คงแตะ 2 หลักมาตลอด

ถ้าหลักการหน่อย คือ CPI ดัชนีชี้วัดผู้บริโภค คือตะกร้ารวมสินค้าที่รัฐเอามาคำนวณเงินเฟ้อ มันใช้การไม่ได้ ไม้บรรทัดที่ใช้วัดมันยืดหดได้ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรแพงเอาออก อะไรกระจอกเอาเข้า มันจึงไม่เคยสะท้อนภาระต้นทุนที่แท้จริงที่ประชาชนต้องแบกรับเพิ่มเลย สรุปง่ายๆ คือมีไว้ทำเหี้ยอะไรไม่รู้ครับ

โดยที่ให้เหตุผลเราว่า "สินค้าเหล่านี้มันควบคุมไม่ได้" ว๊อทเดอะฟุ่ยโยว! ทั้งๆ ที่สินค้าที่คุณเอาออกมันคือสินค้าจำเป็นที่เราไม่ซื้อก็ต้องซื้อ ไม่อยากใช้ก็ต้องใช้ คือต้นทุนชีวิตหลักของผู้คน เช่น เนื้อสัตว์และพลังงาน เนื้อวัว หมูแพง ก็เอาปลามาใส่แทน น้ำมันราคาพุ่งสูงไปไกลก็เอาออกแม่มเลย

ถ้าหลักการเป็นแบบนี้ แล้ว CPI มันจะสะท้อนเงินเฟ้อได้อย่างไรล่ะครับ รัฐและธปท. จะหาสูตรคำนวณทุกวิถีทางให้ตัวเลขมันต่ำที่สุด เพื่อความสบายใจของประชาชน ตัวเลขสูงๆ แล้วผู้คนจะใจสั่นกินไม่ได้นอนไม่หลับ มันไม่ต่างกับการบอก ซิ่งไปเลยๆ ข้างหน้าไม่มีเหวแน่นอน แต่จริงๆ มี แถมเหวลึกด้วย

ไม่ต้องฟังผมก็ได้ครับ ไปฟังของจริงจากปาก อดีตผู้ว่า ธปท. เลยดีกว่า

https://video.nostr.build/7bdfce3c4776e52acc1f42e244a06cb628dceb8e5b16c63b77e856568cab36d8.mp4

#Siamstr

แก้ข่าวนิด มีเพื่อนแจ้งมา ลุงกอบศักดิ์แกเป็นอดีตผู้บริหารแบงก์ชาตินะครับ ไม่ถึงขึ้นผู้ว่า

ที่นั่งพิมพิ์แอ็คอยู่ทุกวันนี้ ก็เอามาจาก cdc bitcointalk ทั้งนั้นแหละครับ 555 ขอบพระใจท่านอย่างยิ่งยง

ผมเดาว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างน้อยๆ 7-10% แต่ตั้งแต่ช่วงโควิดจนถึงทุกวันนี้ คงแตะ 2 หลักมาตลอด

ถ้าหลักการหน่อย คือ CPI ดัชนีชี้วัดผู้บริโภค คือตะกร้ารวมสินค้าที่รัฐเอามาคำนวณเงินเฟ้อ มันใช้การไม่ได้ ไม้บรรทัดที่ใช้วัดมันยืดหดได้ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรแพงเอาออก อะไรกระจอกเอาเข้า มันจึงไม่เคยสะท้อนภาระต้นทุนที่แท้จริงที่ประชาชนต้องแบกรับเพิ่มเลย สรุปง่ายๆ คือมีไว้ทำเหี้ยอะไรไม่รู้ครับ

โดยที่ให้เหตุผลเราว่า "สินค้าเหล่านี้มันควบคุมไม่ได้" ว๊อทเดอะฟุ่ยโยว! ทั้งๆ ที่สินค้าที่คุณเอาออกมันคือสินค้าจำเป็นที่เราไม่ซื้อก็ต้องซื้อ ไม่อยากใช้ก็ต้องใช้ คือต้นทุนชีวิตหลักของผู้คน เช่น เนื้อสัตว์และพลังงาน เนื้อวัว หมูแพง ก็เอาปลามาใส่แทน น้ำมันราคาพุ่งสูงไปไกลก็เอาออกแม่มเลย

ถ้าหลักการเป็นแบบนี้ แล้ว CPI มันจะสะท้อนเงินเฟ้อได้อย่างไรล่ะครับ รัฐและธปท. จะหาสูตรคำนวณทุกวิถีทางให้ตัวเลขมันต่ำที่สุด เพื่อความสบายใจของประชาชน ตัวเลขสูงๆ แล้วผู้คนจะใจสั่นกินไม่ได้นอนไม่หลับ มันไม่ต่างกับการบอก ซิ่งไปเลยๆ ข้างหน้าไม่มีเหวแน่นอน แต่จริงๆ มี แถมเหวลึกด้วย

ไม่ต้องฟังผมก็ได้ครับ ไปฟังของจริงจากปาก อดีตผู้ว่า ธปท. เลยดีกว่า

https://video.nostr.build/7bdfce3c4776e52acc1f42e244a06cb628dceb8e5b16c63b77e856568cab36d8.mp4

#Siamstr

มันก็จริงในมุมของเขาครับ ทั้งหมดมันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และความต้องการของตัวเรา

ถ้าเราต้องการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง การนำทุกอย่างไปใส่สิ่งเดียวมันคือความเสี่ยง จุดตายเรามีจุดเดียว เราเดิมพันและวัดดวงกับสิ่งนั้นสิ่งเดียว ไม่มีที่ให้ล้มเหลวหรือผิดพลาด โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่ high risk high return(มุมการลงทุนบนโลกเฟียต)

ถ้าเราต้องการดิ้นรนหลีกหนีจากหายนะของเงินสร้างง่าย ต้องการอุดกระเป๋าเงินที่มีรูรั่ว

Store of value เก็บความมั่งคั่งไว้ในสินทรัพย์สร้างยากข้ามผ่านกาลเวลา การกระจายเงินไปสู่สินทรัพย์ที่ถูกควบคุมบนระบบเฟียตก็คือความเสี่ยง ยังไงเราก็จะโดน boom and bust cycle และโดนปล้นจากภาษีและค่าคนกลาง รวมถึงเงินเฟ้อตัวร้าย

แต่ก็เช่นกันนะครับ เราก็ไม่สามารถปฏิเสธความเสี่ยงที่ว่า หากเราทุ่มทุกอย่างที่เรามีลงในบิตคอยน์ หากวันนึงมันล่มสลายหรือไร้ค่า ความมั่งคั่งที่เรามีก็จะหายไปหมดอย่างเลี่ยงไม่ได้

แต่ส่วนตัวผมคิดว่า ณ วันนี้บิตคอยน์มัน too big to fail สมัยแรกๆ ยังมีโอกาสพังได้แต่ปัจจุบันนี้มันข้ามผ่านจุดนั้นมาแสนไกลแล้ว ไกลกว่าที่มนุษย์ขี้เหม็นผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้าจะทำลายมัน มองแง่มุมเหลี่ยมซอกหลืบไหนก็ไม่เห็นโอกาสที่บิตคอยน์มันจะล้มแล้วและพังทลายจริงๆ ที่เหลือก็อยู่ที่ความเชื่อมั่น มั่นหน้าหมั่นโหนกของเราที่มีต่อบิตคอยน์ว่าจะมีมากน้อยเพียงใดครับ

แหม แค่อำนาจเมียเอง ระดับผมถามว่ามันจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนเชียว คำตอบคือ ระดับโลกครับ

Replying to Avatar AdlerNS

โถ่ คนอย่างผมไม่หนักหนาขนาดนั้นหร๊อก ถึงผมขยี้มือก็ตาม แต่ผมใช้แปรงพลาสติกทุ่นแรง

เนี่ยคนรู้ลึก ไปหยั่งรูอนาคตซะแล้ว

อ๋า กลัวเมีย(GM) เหมือนกันหรอ งั้นเราคงจะเป็นเพื่อนรักกันได้นะครับ

เขียนเล่น ๆ : วันนี้จะพาไปสำรวจมุม ๆ หนึ่งภายในจักรวาลของกล่องคอนกรีต (ที่ ๆ หลาย ๆ ท่านกำลังนั่งทำงานกันอยู่)

"ตลาดที่ถูกควบคุมจนบิดเบี้ยว จะสร้างสังคมและพฤติกรรมที่บิดเบี้ยว"

ใกล้จะสิ้นปีใครหลาย ๆ คนที่กำลังทำงานในบริษัทต่าง ๆ ในหลาย ๆ บริษัทคงจะเริ่มมีการประชุมพูดคุยกันถึงการสรุปจัดทำงบประมาณ (budget) สำหรับบริษัทหรือแผนกงานต่าง ๆ สำหรับปีหน้า และหนึ่งในหัวข้อที่ผู้บริหารจะต้องมีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยคงหนีไม่พ้นเรื่องของการปรับขึ้นเงินเดือนของพนักงาน เพราะมันก็เป็นหนึ่งในรายจ่ายงบประมาณที่บริษัทจะต้องมีการจัดการในปีหน้า

สิ่งที่ผู้บริหารมักจะหยิบมาใช้เป็นเครื่องมืออ้างอิงสำหรับการปรับขึ้นเงินเดือนพนักงงานนั้นมีตั้งแต่ storytelling อย่างสถิตการขึ้นเงินเดือนของบริษัทในกลุ่มอุตสาหรรมต่าง ๆ สายผลิตโรงงาน หรือกลุ่มของธุรกิจที่ใกล้เคียงกันกับบริษัท บอกเป็นเหตุผลอีกนัยหนึ่งให้พนักงานนั้นรับรู้ เพื่อสร้างการรับรู้ว่า "ทุก ๆ ที่ จะมีการปรับขึ้นเงินเดือนเหมือน ๆ กัน เป็นแบบนี้เหมือน ๆ กันทั้งหมด" เหมือนจะกำลังบอกกลาย ๆ ว่าคุณไม่ต้องไปเทียบกับที่อื่นให้เสียเวลา ไม่ว่าที่ไหนมันก็ขึ้นเงินเดือนเท่า ๆ กันนั่นแหละ

และเพื่อลดการซักถามด้วยความตะขิดตะขวงใจของพนักงานตาดำ ๆ ภายในบริษัท "ตัวเลข" เป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นนามธรรมที่เข้าใจได้ยาก เมื่อมีการหยิบยกนำมาอธิบายทุกคนที่รับรู้ก็แทบจะเข้าใจได้ทันที "อัตราเงินเฟ้อ" ผู้บริหารมักจะหยิบเอาสถิติอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางเป็นผู้ประเมินเอาไว้ สำหรับอัตราเงินเฟ้อในปีถัดไป 2.4 - 2.5% (สำหรับปี 2567 / 2024) นำมาอธิบาย

และแน่นอนว่าเกริ่นนำมาแบบนี้แม้ไม่ได้เป็นนักคณิตศาสตร์เหรียญทองโอเลมปิกก็สามารถที่จะรู้ได้ทันทีว่า ผู้บริหารคงมีการปรับขึ้นเงินเดือนให้เท่าที่ครอบคลุมกับอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางประเมินเอาไว้ ไม่หนีห่างจากตัวเลขตรงนี้ไปสักเท่าไร

ถ้าหากคุณเป็นบุคลากรที่ไม่ได้มีหน้าที่หารายได้เข้าบริษัท ไม่ได้มีการจัดทำ KPI เพื่อประเมิน Perfomance ภายในปีที่ผ่านมา คุณอาจจะได้ขึ้นเงินเดือนสูงสุดแค่ 5% ของเงินเดือนในปีปัจจุบัน และนั้นคือสิ่งที่คุณควรพอใจเมื่อผู้บริหารบอกกับคุณว่ามันครอบคลุมกับอัตราเงินเฟ้อในปีหน้าแล้ว นั่นมากพอสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลเมื่อเทียบกับราคาสินค้าต่าง ๆ ที่จะแพงขึ้นในปีหน้า ถ้าคุณบริหารเงินที่คุณได้รับดี ๆ คุณอาจจะมีเงินเหลือเก็บเพิ่ม

และแน่นอนจากที่ผมได้ลองคำนวณให้พวกคุณได้ดู เมื่อเทียบหน่วยของเงินที่คุณได้รับต่อเดือน หารกับ ปริมาณเงินที่มีอยู่ทั้งระบบ จะได้เป็น % ของกำลังซื้อ ที่คุณมีส่วนร่วมจากการถือครองเงินเป็นกี่ % ของเงินทั้งหมดที่ออกโดยรัฐ

คุณจะเห็นได้ว่า ถ้าเงินเดือนคุณได้ปรับขึ้นเฉลี่ยปีละ 10% เป็นเวลา 10 ปี จำนวนหน่วยของเงินที่คุณถือครองจะเพิ่มขึ้นมา 100% (เงินเดือนเพิ่มขึ้นจากวันที่เริ่มต้นทำงาน 1 เท่าตัว) แต่กำลังซื้อที่เป็น % จากเงินทั้งระบบ สำหรับคุณมันจะเพิ่มขึ้นมาแค่ 20.48% (มันหายไปไหนตั้ง -79.52%) และมันเป็นเพราะว่ารัฐก็กำลังผลิตเงินอัดฉีดมันเข้ามาในระบบ แข่งกับปริมาณเงินเดือนที่คุณได้รับ (จะแข่งกันมั้ยละ?)

สำหรับการปรับขึ้นเงินเดือนเฉลี่ยเพียง 5% เป็นเวลา 10 ปีเท่ากันกับกรณีข้างบน คุณจะติดลบ % ของกำลังซื้ออยู่ -9.64% (คุณทำงานมา 10 ปี และตอนนี้กำลังซื้อคุณเหลือแค่ 90.36% จากปริมาณเงินที่ได้รับ) คุณได้เงินเดือนเพิ่มแต่กำลังซื้อคุณติดลบนะครับ ทำงานยังไงให้ชีวิตของตัวเองต้องติดลบอะครับ

และนี่ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลของปรากฏการณ์ที่มีข่าวจากสื่อที่นำเสนอให้ได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ ว่า "เด็กรุ่นใหม่ไม่มีความอดทนในการทำงานอยู่ในบริษัทเดิมนาน ๆ " เกิดกระแสของเทรนการเปลี่ยนงานบ่อย ๆ ของเด็กรุ่นใหม่ ๆ เพราะเขาอยู่กับที่ในบริษัทเดิม ๆ ไม่ได้ การสมัครงานและเปลี่ยนงานในบริษัทใหม่มันช่วยให้เขาได้จำนวนหน่วยของเงินเพิ่มขึ้น (และไม่ไปลด % กำลังซื้อของเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว) อยู่ที่เดิม ๆ มัน suffer จะอยู่ทำไม?

มันมีทั้งคนที่เปลี่ยนงานบ่อย ๆ เพราะต้องการเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จริง ๆ ก็มี แต่คงต้องบอกว่าเมื่อปริมาณเงินที่ได้รับมันมาก่อนสิ่งอื่น เพราะตัวเงินมันเสื่อมค่า คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าที่ไหนที่ให้เงินได้เยอะกว่า ทำงานได้หรือไม่ได้ก็ขอเอาเงินเยอะ ๆ ไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ทำแล้วสำฤทธิ์ผลมากที่สุดสำหรับพวกเขา

แล้วก็เป็นกันเกือบทุก ๆ ที่ ที่บริษัทจะไม่ใส่ใจข้อเรียกร้องการขึ้นเงินเดือนของพนักงานหน้าเก่า แต่เมื่อพวกเขาลาออกไป ทุก ๆ ครั้งของการรับพนักงานหน้าใหม่ที่ไม่ได้มีความชำนาญเท่ากับพนักงานหน้าเก่า จะต้องจ่ายเงินค่าจ้างแพงขึ้นกว่าที่บริษัทเคยต้องจ่าย แต่บริษัทก็จะยอมจ่าย

จริง ๆ มีอีกหลายแง่มุมเลยอย่างเช่น เวลา ปริมาณงาน การทำงานแทนงานคนอื่นเมื่อคนไม่พอ บังคับเอาวันหยุดมาทำงาน และอีกร้อยแปดพันเก้า ที่บริษัททำลงไปทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ และไม่ได้ตั้งใจ ถ้าเล่าต่อคงจะยาวจนเกินไป

วัฏจักรนี้ยังคงดำเนินต่อไป กลไกลการควบคุมราคาที่ไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของตลาด กำลังสร้างพลวัตของการพังทะลายลงอย่างช้า ๆ ของสังคม

"คุณเคยมั้ย? ที่คุณลุกออกจากที่นอน ตอนที่แต่งตัวเพื่อที่จะออกไปทำงานแล้วคุณส่องกระจกมองดูตัวเอง มองดูเข้าไปในดวงตาของตัวคุณเองแล้วพบแต่ความว่างเปล่าภายในดวงตานั้น"

เราทุกคนล้วนเจ็บปวดที่รัก แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเธอนั้นรู้สาเหตุหรือยังอะไรที่ทำให้เธอต้องเจ็บปวด "Have a hope, We're all early in the bitcoin age."

#Siamstr

อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริงแต่ละปีที่คอยกระซวกไส้พวกเราประชาชนมันสูงกว่าที่เราเห็นมากมาย

ยังไงรายได้เราก็ไม่มีทางโตทันอัตราเงินเฟ้อ ถ้ายังอยู่ในตำแหน่งเดิม นอกจะว่าจะอัปเกรดสถานะ เลื่อนขั้นแบบก้าวกระโดด หรือย้ายที่ทำงาน

ดังนั้นเราจึงติดอยู่ในลูปสารชั่ว จุดที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นทุกปี แต่จนลง purchasing power ลดลงทุกปี จากเคยพออยู่ได้กลายเป็นกระท่อนแทนขึ้นทุกวัน ไม่มีปัญหาสร้างทรัพสินย์ใดๆ นอกจากการกู้ และหนี้สินแม่งยังจับเราทรมานทั้งเป็น มันซ้ำเติมให้เราไม่สามารถสร้างตัว ยกระดับคุณภาพชีวิตได้อีกไปจนตาย นอกจากเราจะไขว่ขว้าโอกาสและประสบความสำเร็จกับอย่างอื่น เจริญพร

ผมคือนักป้ายยาส้มระดับโลก!

#Siamstr #ThailandZapathon #Thainostrich