Avatar
Somnuke
30aeab00931a8a6d4a3f9e8cfa255abf5f87f3091a8efe0bf24afe8c2eec28f5
ผมชื่อสมนึก มาจากองค์การสร้างความปวดกบาลแห่งชาติ
Replying to Avatar Somnuke

อ๋า จุดเริ่มต้นมันมาจากอีป้าที่ชื่อ Ellen G. White มนุษย์ป้าคลั่งศาสนา 1 ในผู้ก่อตั้งลัทธิงมงายที่ชื่อ Seventh-day Adventist ในศตวรรษที่ 19 ครับ

กล่าวสั้นๆ คือ ลัทธิศาสนานี้ต่อต้านการกินเนื้อสัตว์ครับ และอีป้าคนนี้เป็นผู้ทรงอิทธิพลมาก แถมสันดานมนุษย์ป้าสมชื่อ คอยเจ้ากี้เจ้าการ แทรกแซง ควบคุมและยังคับชาวบ้านชาวช่องรวมถึงพวกนักการเมือง คนใหญ่คนโตเป็นลูกศิษย์อีป้านี้เยอะมาก

ป้ากับพวกพ้องโฆษณาเป่าหูผู้คนตลอดเวลาว่าการกินเนื้อเป็นเรื่องชั่วร้าย เราต้องกินแป้งและพืช จนสุดท้ายประชาชนก็เชื่อและปฏิบัติตาม

จนนำไปสู่การก่อตั้ง สมาคมอาหารแห่งอเมริกา ADA โดยสมาชิกของลัทธิคลั่งนี้ ซึ่งปัจจุบันองค์กรก็ยังเป็นส่วนสำคัญในการเสือกเรื่องอาหารการกินของผู้คน และเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรการศึกษาที่ใช้กันทั่วโลก fiat standard ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ครับ ส่วนไทยไม่ใช่ดินแดนแป้งสาลี ก็เลยผันมาแดกข้าวกันเพราะอิทธิพลนี้มั้งครับ

องค์เหี้ยนี่ก่อตั้งพร้อมกันกับ FED ในปี 1917 โลกจึงเข้าสู่ยุคผูกขาดการเสือกเรื่องอาหารการกินและผูกขาดการเสือกเรื่องเงินของมนุษยชาติไปพร้อม ๆ กัน

อ๋า จุดเริ่มต้นมันมาจากอีป้าที่ชื่อ Ellen G. White มนุษย์ป้าคลั่งศาสนา 1 ในผู้ก่อตั้งลัทธิงมงายที่ชื่อ Seventh-day Adventist ในศตวรรษที่ 19 ครับ

กล่าวสั้นๆ คือ ลัทธิศาสนานี้ต่อต้านการกินเนื้อสัตว์ครับ และอีป้าคนนี้เป็นผู้ทรงอิทธิพลมาก แถมสันดานมนุษย์ป้าสมชื่อ คอยเจ้ากี้เจ้าการ แทรกแซง ควบคุมและยังคับชาวบ้านชาวช่องรวมถึงพวกนักการเมือง คนใหญ่คนโตเป็นลูกศิษย์อีป้านี้เยอะมาก

ป้ากับพวกพ้องโฆษณาเป่าหูผู้คนตลอดเวลาว่าการกินเนื้อเป็นเรื่องชั่วร้าย เราต้องกินแป้งและพืช จนสุดท้ายประชาชนก็เชื่อและปฏิบัติตาม

จนนำไปสู่การก่อตั้ง สมาคมอาหารแห่งอเมริกา ADA โดยสมาชิกของลัทธิคลั่งนี้ ซึ่งปัจจุบันองค์กรก็ยังเป็นส่วนสำคัญในการเสือกเรื่องอาหารการกินของผู้คน และเป็นผู้ออกแบบหลักสูตรการศึกษาที่ใช้กันทั่วโลก fiat standard ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ครับ ส่วนไทยไม่ใช่ดินแดนแป้งสาลี ก็เลยผันมาแดกข้าวกันเพราะอิทธิพลนี้มั้งครับ

ตั้งใจจะให้ทักต้นกล้วย เพราะผมหมายถึงต้นกล้วย 55555 โถ่

Replying to Avatar Riina

ประมาณสัปดาห์ก่อน ลูกหยิบ ipad มาเสียบสายชาร์จ เราเห็นเปอร์เซ็นของแบตเตอร์รี่ เลยลองถามลูกเล่นๆว่า ถ้ามันเต็มมันจะเป็นกี่เปอร์เซ็น ลูกตอบว่า ก็ร้อย%ไงแม่ อ่าวแล้วตอนนี้มันเหลือ 50% แปลว่ามันมีแบตอยู่เท่าไหร่ ลูกตอบว่าครึ่งหนึ่ง

เมื่อวานลูกอาบน้ำเสร็จ ลองทดสอบลูกเล่นๆสักหน่อย หยิบขวดน้ำมาถามลูก

เรา : น้ำเต็มขวดคือกี่%

ลูก : 100%

เรา : แล้วถ้าน้ำ50% หมายความว่ามีน้ำเท่าไหร่

ลูก : ครึ่งขวด

เรา : สมมติแม่แบ่งครึ่งขวดน้ำ จะได้ส่วนที่เท่ากันกี่ส่วน

ลูก : 2ส่วน

เรา : 1ใน2ส่วน คือกี่เปอร์เซ็น

ลูก : 50%

เรา : แล้วถ้าแม่แบ่งเป็น4ส่วน 2ใน4ส่วน คือกี่เปอร์เซ็น

ลูก : 50%

เรา : แล้วถ้ามีน้ำ 4ใน4ส่วนล่ะ กี่เปอร์เซ็น

ลูก : ก็เต็มไงแม่ 100%

เรา : อ่ะ คำถามสุดท้ายละนะลูก แล้วถ้า 8/4ล่ะ คือกี่เปอร์เซ็น

ลูก : 200%

เรา : หึ้ย ลูกรู้ได้ยังไง แม่ยังไม่เคยสอนเลยนะ!!

ลูก : ก็ ถ้า 12/4 มันก็จะเป็น 300% ไง (ยิ้ม)

เรา : แม่ตกใจมาก ลูกรู้เองได้ยังไงเนี่ย จบการเรียนวันนี้ ไว้แม่จะมาถามใหม่

เด็กโฮมสคูลที่ไม่เคยไปโรงเรียน และไม่เคยนั่งเรียน ทุกๆการเรียนรู้ของเขานั้น มาจากการให้แม่อธิบายสิ่งรอบตัวให้ฟัง การเรียนรู้ผ่านการเล่นสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ ปีนป่าย หมากฮอส การดูหนัง หรืออะไรก็ตามที่เขาสนใจ ใช้หลักการแบบ เข้าใจก่อน ทฤษฎีทีหลัง

ลูกเรา 8ขวบ เทียบชั้นก็ประมาณ ป.2 เรื่องบวกลบคูณหารเรารู้ว่าลูกทำได้ดีแล้ว เพราะเห็นเขาคำนวณของในเกมส์ที่เขาเล่นเอง ว่าต้องใช้อะไรเท่าไหร่ ขาดอีกเท่าไหร่ (ซึ่งเขาเรียนรู้ด้วยตัวเองไปถึงหลักล้านแล้ว) หน่วยในเกมส์จะเป็น 100K 10M ลูกเข้าใจว่ามันคือเท่าไหร่ด้วยตัวเอง แต่เรื่องเศษส่วน%นี่มันค่อนข้างจะซับซ้อนนิดหน่อยสำหรับเด็ก แล้วเขารู้ได้ยังไง ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ารู้ได้ยังไงเหมือนกัน แต่มันรู้เอง

เวลาเราสอนลูกแบบเป็นเรื่องเป็นราว มันใช้เวลาแค่เพียงไม่กี่นาที อย่างดีก็ครึ่งชม. อย่างบวกลบเลข สอนแค่ไม่กี่ครั้ง แต่เขาสามารถไปเรียนรู้ต่อเองได้ผ่านสิ่งต่างๆ เพราะคณิตศาสตร์มันมีอยู่แล้วรอบตัวเรา

ทุกครั้งที่เราสอนลูกมักจะใช้วิธีพูดให้เขาคิดตาม แล้วค่อยๆเพิ่มความยากของคำถามไปทีละนิด พอเด็กเข้าใจแล้ว เขาจะเข้าใจเลย สิ่งนี้ทำให้เราคิดว่า หรือจริงๆแล้ว เด็กๆไม่ได้จำเป็นต้องใช้เวลาไปกับโรงเรียนมากมายขนาดนั้น วัยเด็กมีเวลาแค่ไม่กี่ปี แล้วหลังจากนั้นเขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ไปตลอดกาล

ไม่ได้บอกว่าการทำโฮมสคูลนั้นดีกว่า หรือการไปโรงเรียนนั้นไม่ดี การทำโฮมสคูลขึ้นอยู่กับแนวทางของแต่ละครอบครัว การเรียนรู้คือการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ซึ่งมันมีอะไรอีกมากมายนอกห้องเรียน การที่เด็กๆมีเวลาเหลือเฟือที่จะเรียนรู้จากทุกสิ่งรอบตัว ได้ทดลองทดสอบจินตนาการของเขา ได้มีเวลากับสิ่งที่ตัวเองสงสัย มันเป็นสิ่งที่วิเศษมากๆ จะเก่งหรือไม่เก่งก็ไม่เป็นไร แต่รู้จักตัวเอง และมีความสุข

การทำในสิ่งที่ต่างออกไปจากคนส่วนมากอาจจะทำให้รู้สึกน่ากังวล หรือไม่มั่นใจในช่วงแรกเริ่ม แต่พอได้เลือกทางเดินในแบบของตัวเอง ทุ่มเทและเต็มที่กับมัน กลายเป็นว่าเรามีความสุขมากในเส้นทางของเรา นี่เป็นเพียงมุมมองเล็กๆมุมนึงจากแม่ของเด็กๆโฮมสคูลนะคะ

#siamstr #Homeschool

https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_8333627143384787601697109986.webp

เก่งมากกกกกกกกลูกเอ้ย การคิดอ่านไม่

ธรรมดาจริงๆ สำหรับเด็กวัย 25 ขวบ ชื่นชมวิธีการเลี้ยงลูกมากครับ

ไม่นานมานี้แฟนโดนร้านอาหารแมวปลอมหลอก ตามสเตปมาตรฐานเลย มันก็คือร้านออฟฟิเชียลปลอมที่เกิดมาจากความส้นตีนของพี่มาร์คนี่แหละ โอนตังไปแล้วมันไม่ส่งของให้ แฟนก็เลยเอาเลขบัญชีกับชื่อมันไปแจ้งความ ผ่านไปเดือนกว่าๆ หรือสองเดือน ตำรวจก็โทรมาให้ไปรับเงินคืนที่โรงพัก ฝั่งบัญชีม้ามาขอประนีประนอมให้เราถอนแจ้งความ สรุปก็คือได้เงินคืนทุกบาท ได้ค่าเสียเวลาด้วยนิดหน่อย

ที่จะบอกก็คือ ถ้าเจอเรื่องแบบนี้อย่าปล่อยเฉยคิดว่าเงินไม่กี่ร้อย เพราะพวกบัญชีม้ามันก็คิดงี้แหละเลยกล้ารับเป็นบัญชีม้า คิดว่าเงินไม่กี่บาทส่วนใหญ่เขาคงไม่แจ้งความกันหรอก แต่ถ้าเราแจ้งความกัน ให้โดนจับกันเยอะๆ มันก็ไม่มีใครจะอยากมาเปิดบัญชีม้านักหรอก ถึงคดีฉ้อโกงจะติดคุกไม่เยอะ แต่คงไม่มีใครอยากติดคุกเพราะเงินไม่กี่ร้อยมั้ง

#siamstr

ขอบคุณมากครับที่แชร์ประสบการณ์เป็นอุทกภัย ว่าแต่ร้านอาหารแมวปลอมนี่คือโกหก อย่างเช่น กะเพราแมวแต่จริงๆ ใช้เนื้อหมู งี้สินะครับ

ผมชอบมากกก ฌดยเฉพาะต้มกับกะทิมส่น้ำตาลเย๊อะเยอะ กินกับข้าวเหนียว

Replying to Avatar Jingjo

"หลังจากผ่านไปหนึ่งศตวรรษ มันไม่ผิดเลยที่จะกล่าวว่าเงินเฟียตได้ทำลายความเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และศึกษาวิจัยไปโดยสิ้นเชิง มันได้แปลงสถาบันที่เคยสูงส่งให้กลายเป็นเพียงสวัสดิการของรัฐในการจัดหางานให้เหล่าเนิร์ดมีอะไรทำ การศึกษากลายเป็นโรงงานผลิตใบปริญญาราคาแพง เป็นกับดักหนี้ที่ไม่อาจหนีพ้น เป็นประสบการณ์คันทรีคลับสำหรับเด็ก เป็นค่ายล้างสมองทางการเมือง และเป็นเอเจนซีโฆษณาให้กับเหล่าบรรษัทยักษ์ใหญ่ เพราะใครก็ตามที่เป็นผู้จ่ายเงินย่อมชี้นิ้วสั่งสิ่งที่ต้องการได้ และเมื่อนักศึกษาไม่ใช่แหล่งรายได้หลักของมหาวิทยาลัยอีกต่อไป เด็กวัยรุ่นเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ กลายร่างไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มหาวิทยาลัยผลิตป้อนให้ผู้สนับสนุนพวกเขาทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน"

- The Fiat Standard บทที่ 9 : วิทยาศาสตร์เฟียต

เร่งมือกันเต็มที่ หวังว่าจะเสร็จทันปีนี้นะ!

#Siamstr #Bookstr #FiatStandard

เฟียตมึงนี่หลายครั้งแล้วๆ

Replying to Avatar Jakk Goodday

### ศิลปะแห่งการบอกต่อ

ชวนยังไงให้คนอยากลอง Nostr?

ไหนๆ ก็ดันตื่นเช้าๆ มาทำงานในวันที่ไม่ควรมาแล้ว นั่งเขียนโน๊ตเล่นๆ มันเลยก็แล้วกัน..

ผมเปิดเข้าไปดู FB อยากรู้ว่าในกลุ่มไซแอมมีสเขาคุยอะไรกันบ้าง ผมเห็นการพูดถึง Nostr (ป้ายยา) ในลักษณะที่เป็นการ "ป้ายยา" จริงๆ จังๆ อยู่เยอะพอสมควร

ผมจะแนะนำอย่างนี้นะว่า..

แบบนั้นมันจะได้ผลช้าครับ..

Nostr มันดีอย่างนั้น มันเจ๋งอย่างนี้ ทำไอ้โน่นได้ ทำไอ้นี่ลื่น มันสนุก มันเฮฮาปาจิงโกะ ฯลฯ

เชื่อผมไหมครับว่า.. การป้ายยาในลักษณะนั้น มันทำให้คน "คลิก" กับสาส์นที่เราต้องการจะสื่อได้ยากมาก

ผมเรียนรู้จากการ Pitching มาอย่างโชกโชยมาว่า.. มันมี "Key word" สำคัญๆ อยู่แค่ 3 คำเท่านั้นในการ Convince

### Pain point 😵‍💫

เรามักจะไม่ซื้อยาแก้ปวดกันหรอก ถ้าเราไม่ปวดอะไรเลย

เรามักจะไม่กิน ถ้าเรายังไม่หิว

เช่นกัน..

ไม่ว่าของที่เราจะนำเสนอ มันจะเลิศเลอเพอร์เฟคขนาดไหนก็ตาม ตราบใดที่เขาไม่ได้กำลังประสบปัญหาอะไรบางอย่างที่ "สิ่งนั้น" จะช่วยแก้ไขหรือทำให้เขาหลุดพ้นจากปัญหานั้นได้

มันก็ยากที่จะมีเหตุผลหรือมีน้ำหนักเพียงพอให้เขาต้องรีบสนใจมันในทันที..

"เจ๋งเหรอ..? แล้วยังไงต่อ?

ฉันยังไม่มีความจำเป็นต้องอยากได้มันในตอนนี้.."

สมชาย คิดในใจหลังจากพึ่งมีคนมานำเสนอ "เครื่องทำน้ำอุ่น" ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวจนตับจะแตก..

สมชายเดินไปยังหน้าปากซอย ทำหน้าโคตรเบื่อแมลงสาบ (เซลล์ขายเครื่องทำน้ำอุ่น) เขาไปหยุดที่ร้านขายเครื่องดื่มของคุณป้าข้างทาง

"ขอน้ำเย็นๆ สักขวดสิป้า"

"40 บาทจ้ะพ่อหนุ่ม"

"บ้าเหรอป้า 40 บาท เลยเหรอ!?"

แต่สุดท้าย.. สมชายก็ซื้อน้ำนั่นอยู่ดี ก็ที่บ้านตู้เย็นดันมาเสีย ร้อนก็ร้อน น้ำเย็นๆ สักแก้วคือสิ่งที่เค้าต้องการจนแทบจะขาดใจ

### Solution 🛠️

จากกรณีตัวอย่างง่ายๆ ดังกล่าว..

"Solution" ที่สมชายกำลังมองหา แบบถ้ากูเจอจะคว้าทันทีก็คือ "น้ำเย็นๆ"

เมื่อความต้องการกับสินค้ามันแมชชิ่งกัน ราคาจึงไม่ใช่สาระสำคัญอีกต่อไป

ไม่ว่าเรากำลังต้องการจะนำเสนออะไรก็ตาม เราจะกลายร่างเป็น "แมลงสาบ" ไปในทันที ถ้าเราไม่เข้าใจ "ความต้องการ" (ดีมานด์) หรือปัญหา (Pain point) ของเป้าหมาย

มันยาก.. ที่เขาจะมองเห็นคุณค่าใดๆ ของ "สิ่งมีค่า" ที่เรากำลังพร่ำพรรณาว่ามันเลิศหรูอย่างนั้นอย่างนี้

แม้นว่าเขาจะตระหนักได้อย่างสุดซึ้ง ว่าสิ่งที่เรากำลัง "ป้าย" อยู่นั้นจะหรูหราหมาเห่าแค่ไหน แต่เขาก็คงต้องดึงสติตัวเองให้ตื่นรู้จนได้ ว่ากูยังไม่มีความจำเป็นต้องคว้ามันให้ได้ในตอนนี้

ในกรณีแบบนี้..

มันมีโอกาสสูงมากที่เขาจะเลือก "ปฏิเสธ" หรือบอกปัดผ่านมันไปก่อน

### Benefit 🚀

แทนที่พี่จะเดินเหงื่อโชกท่ามกลางแดดเปรี้ยงๆ ตามมาด้วยขี้เกลือขึ้นเสื้อเต็มหลัง

"เสื้อกล้าม" ตัวนี้ที่แสนโล่งโปร่งสบาย ระบายเหงื่อกันแบบวินาทีต่อวินาที หมดปัญหาขี้เกลือขึ้นเต็มหลังกันอย่างปลิดทิ้ง

คุณพ่อบ้านไม่ต้องมานั่งซักผ้าให้เมียเองกันอีกต่อไป.. เมื่อคุณมีเมียน้อยจอมขยัน ที่จะหอบเสื้อผ้าจากบ้านหลังใหญ่ไปจัดการให้คุณจนขาวสะอาดโดยไม่มีวันเรียกร้องอะไรเลย

ฯลฯ

เทือกนี้คือ "Benefit" หรือ ประโยชน์ ที่จะเกิดขึ้นกับเขา คือสิ่งที่เขาจะได้รับเมื่อตัดสินใจคว้าโซลูชั่นที่เรากำลังจะนำเสนอ

..แต่เพียงคำพูดว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากคุณตัดสินใจรับมันไปในวันนี้ มันไม่เพียงพอจะทำให้คนตัดสินใจกันได้ง่ายๆ

เราจึงต้องจำลองหรือวาดภาพสถานการณ์, ยูสเคส, สิทธิประโยชน์, ผลลัพธ์ ฯลญ เหล่านั้นให้เกิดขึ้นในมโนภาพของเขาให้ได้

ว่าเมื่อใดที่ Solution ของเราเข้าไป Fix pain point เหล่านั้น อะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง?

ชีวิตของเขาจะดีขึ้นได้ยังไง มันไปเพิ่มความสะดวกอะไร มันมอบอะไรให้เขา ในแง่ไหน อย่างไร?

ถ้า "Benefit" ที่เรากำลังพยายามป้ายอยู่ ไม่เคยใช่สิ่งที่เขาจะตามหา มันก็จะยังไม่ "คลิก" เช่นเดียวกัน

เพราะมันอาจยังไม่ตรงกับความต้องการหรือปัญหาที่เขาเหล่านั้นกำลังต้องเผชิญ

---

ผมอธิบายวนอยู่ 3 คำหลักๆ นี้เพราะมันคอนเน็คซึ่งกันและกันอย่างฝังรากลึก ตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของมัน เราก็มักจะป้ายลมกันอยู่เรื่อยๆ

แต่ในทางปฏิบัติมันไม่มีใครเขาทำกันหรอกครับ ที่จู่ๆ จะเดินเข้าไปบอกกันโต้งๆ ว่า Pain point ของคนอื่นมันคืออะไร

เพราะมันคงไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าไปตอกย้ำหรือขยี้เกลือใส่แผลของเขา แบบนั้นมันยิ่งจะน่ารำคาญ

มึงกล้าดียังไงเหรอถึงมาบอกว่ากูสิวเห่อ !?

การ "ป้ายยา" ก็จำเป็นต้องมีศิลปะเช่นเดียวกัน

ใน 3 คำนี้เราจะเริ่มจาก Benefit ย้อนไปหา Pain point หรือจะพูดถึงตัว Solution ก่อนก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือคุณต้องเชื่อมโยงมันเข้ากันให้ได้ก่อน

อ้าว..!?

แล้วถ้าเกิดว่าเขาไม่ได้กำลังประสบปัญหาใดๆ อยู่เลยล่ะ เราจะทำยังไง?

ความธรรมดา ความจำเจ ลูปเดิมๆ อะไรที่เหมือนเดิมไม่เคยดีขึ้น บางทีมันก็กลายเป็นปัญหาที่ซ่อนตัวอยู่ได้เหมือนกัน

บางครั้งคนเราไม่เคยรู้สึกหรอกว่าชีวิตอันแสนเรียบง่ายที่สุดแสนจะธรรมดานั้น ก็กำลังจะกลายเป็นปัญหา เพราะมันไม่เคยมีอะไรที่ดีขึ้นมาได้เลย

Benefit ที่จะเข้าไปเสริม ไปผลักดัน ไปมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าให้กับเขา ก็เป็นอะไรที่เขาอาจจะให้ความสนใจได้เช่นเดียวกัน (แม้มันจะมีพลังน้อยกว่าการ fix pain point อยู่บ้างก็ตาม)

ผมคงไม่เก่งพอจะบอกพวกเราได้ว่า เราควรจะป้ายยากันด้วยแพทเทิร์นไหน

แต่ผมก็เชื่อเหลือเกินว่า การนำเอาความเข้าใจจากความสัมพันธ์ของ 3 คำนี้ไปปรับใช้งานได้อย่างแนบเนียน จะช่วยให้การนำเสนอของพวกเรานั้นมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น

ยิ่งทำบ่อย คุณยิ่งเข้าใจ ยิ่งทำมาก คุณยิ่งจับทางมันได้ และสุดท้ายคุณจะยิ่งเชี่ยวชาญ

ทุกคนบนสังคมโซเชียลมีเดียต่างก็รู้ตัวเองดี ว่าอัลกอริทึมกำลังทำอะไรกับพวกเขาอยู่ในตอนนี้

พวกเขาอึดอัดและคงกำลังมองหาอะไรที่ดีกว่า พวกเขาก็ประสบปัญหาเดียวกันกับปัญหาที่เราเคยตระหนักได้กันมาก่อนทั้งนั้นแหละ

มันอาจไม่จำเป็นต้องไปเข้าขยี้แผลของพวกเขา

มันอาจไม่จำเป็นต้องเอาของดีไปอวดอ้าง

มันอาจไม่จำเป็นต้องเข้าไปเย้ยหยันราวกับว่าเราตัดสินใจได้ชาญฉลาดกว่าเป็นไหนๆ

เราจะทำสำเร็จถ้าพวกเขาสัมผัสมันได้จากก้นบึ้งของหัวใจ ว่าข้อความที่เรากำลังสื่อสารกับพวกเขานั้น

> เรากำลังอยากจะช่วยพวกเขาจริงๆ ออกมาจากใจ

บอกกับพวกเขาสิว่า.. เราทำอะไรกันบ้างบน Nostr

บอกเล่าความประทับใจออกมาเป็นฉากๆ

บอกว่าเรารู้สึกดีกันยังไงที่ได้มาลองใช้ชีวิตอยู่บน Nostr

บอกพวกเขาว่าปัญหาอะไรที่จากลาเราไปบ้างหลังการ Adopt ใช้ Nostr

อาณุภาพของ "เรื่องเล่า" มันรุนแรงกว่าที่คุณคิด

บอกไปสิว่าทำไมเราอยากช่วยพวกเขาให้ได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ดีกว่า

มนุษย์ไม่ได้ชอบให้ใครเกินเข้ามายัดเยียดสอน แต่เราจะรู้สึกดีกว่าและประทับใจมันเสมอ เมื่อมีใครสักคนเดินเข้ามาช่วยเหลือหรือมอบสิ่งดีๆ ให้กับเรา "อย่างเป็นมิตร"

ถ้าคุณทำให้พวกเขาสัมผัส Benefit เหล่านั้นด้วยใจไม่ได้

Solution ของคุณก็ไร้ความหมาย

และ Pain point เหล่านั้นก็คงจะยังคงอยู่กับพวกเขาตลอดไป..

#Siamstr

อยี่ยมมาก แต่สั้นไปนิดครับ

การขับถ่ายอันตรายทำให้้กิดอุบัติเหตุได้ อย่าประมาทครับ เดินทางภรอดปัย

ตั้งวงป๊อกเด้งกันเหรอ

แจ๋วมากกกกกกครับเพื่อน

มีใบไม้แห้งทั้งหมด4ล้าน3ร้อย12ใบครึ่งครับ

1. Deflation = เริ่มปล้นแล้ว

2. Inflation = ปล้นอยู่

3. Stagflation = ปล้นต่อ

4. Austrain Economy = เกลียด รู้มาก

5. Keynesain Economy = อุปกรณ์งัดแงะ