Avatar
Mr.Note
44427551db3a68b5c25c88bfa6237b742c15f3370de26a73dceeb5e46fae5e17
BTC is Digital Gold⚡️🧡 BTC is the Nuclear of Finance☢️💰 Stay Humble and Stack Sats🔑💰
Replying to Avatar Somnuke

เงินเฟ้อ คือ ภัยคุกคามสูงสุดของอารยธรรมมนุษย์

มันมีมาตั้งนานแล้ว ไม่ได้เพิ่งเคยเกิดขึ้น ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอยเดิม เพียงแต่ครั้งนี้ มันเลวร้ายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

โรมันกลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่เพราะเหรียญทองคำตราจักรพรรดิ และล่มสลายเพราะมันเช่นกัน

ยุคแรกๆ ของการใช้ทองคำเป็นเงิน การค้าขายยังไม่ได้ขยายขอบเขตมาก เนื่องจากความยุ่งยากเสียเวลาในการแลกเปลี่ยน เพราะทองคำแต่ละก้อนมีขนาดไม่เท่ากันก้อนเล็กบ้างใหญ่บ้าง

ทำให้ในยุคสมันนั้นจะซื้อขายกันแต่ละที จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักทองตามมูลค่าสินค้า ซึ่งค่อนข้างยากโดยเฉพาะการใช้จ่ายยอดเล็กๆ

ร้านค้าใหญ่ๆ จะมีหม้อสำหรับหลอมทองไว้คอยบริการ เวลาลูกค้าจ่ายเงินมาก็เอาทองไปหลอม แล้วรินเฉพาะค่าสินค้าออกไป

กว่าจะจบการซื้อขายมันหลายขั้นตอน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเชื่องช้า

แต่ข้อดีของระบบทองคำก้อนนี้ คือ ทองคำมันยากสำหรับทุกคน ประชาชาชนทั่วไปสามารถเป็นผู้ผลิตเงินได้ ผ่านการค้นหาตามแหล่งธรรมชาติ เพียงแต่ว่าด้วยความหายากของมัน ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะทำงานมาแลก เพราะมันเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการขุดทองในถ้ำ หรือร่อนทองตามแม่น้ำด้วยตัวเอง

แม้การผลิตทองเข้าสู่ตลาดหลักๆ จะมาจากคนร่ำรวยที่มีบริวารมาก แต่มันไม่มีการผูกขาดการผลิต ใครที่มีศักยภาพและคุ้มค่าพอที่จะทำ ก็สามารถเป็นผู้ผลิตทองคำได้

แต่หลังจากที่จักรพรรดินำทองคำและแร่เงินไปหลอมเป็นเหรียญ ออเรียส และ ดีเนเรียส เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน มาตรฐานของระบบการเงินจึงเกิดขึ้น เศรษฐกิจก็เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โรมันกลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจสุดๆ

เหรียญเหล่านี้มีคุณสมบัติดีเยี่ยมในการเป็นเงิน มันมีมูลค่าและขนาดเท่าๆ กันโดยไม่ต้องมานั่งชั่งตวงวัด พกพาสะดวก เก็บรักษามูลค่าได้ ทุกคนให้การยอมรับและเชื่อมั่นว่ามันเป็นของแท้ เพราะจักรวรรดิเป็นคนทำ

แต่สิ่งที่ต้องแลกมา คือ อำนาจผูกขาดในการควบคุมระบบการเงินแบบเบ็ดเสร็จ

การผลิตเงินถูกย้ายจากประชาชนไปอยู่ในมือของจักรพรรดิแต่เพียงผู้เดียว คนอื่นไม่มีสิทธิ์ผลิต ใครหาทองคำมาได้ก็ต้องเอาไปขายให้โรงกษาปณ์ของจักรวรรดิ เพราะเอาไปใช้จ่ายตรงๆ แล้วไม่มีใครรับ ไม่มีใครอยากมานั่งเสียเวลาชั่งตวงวัด ทุกคนเชื่อใจในเหรียญตราจักรพรรดิเท่านั้น

ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยมนุษย์นั้นโลภมากเสมอ และเมื่อเงินถูกผูกขาดมันก็นำมาซึ่งการ "โกง" ทุกครั้ง

จักรพรรดิเริ่มสั่งให้มีการหลอมเหรียญทองใหม่โดยผสมโลหะราคาถูกลงไป เพื่อให้ผลิตได้จำนวนมากขึ้น กาลเวลาผ่านไปจากเหรียญทองความบริสุทธิ์ 95% ค่อยๆ ถูกยัดไส้จนเหลือเพียง 5% ตอนที่อาณาจักรพบกับการล่มสลาย

ซึ่งปรากฏการณ์นี้แหละที่เรียกว่า "เงินเฟ้อ" สร้างความพังพินาศในระบบเศรษฐกิจของอาณาจักร รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ที่ใช้เหรียญนี้เป็นเงิน

เกิดเงินเฟ้อรุนแรง ข้าวยากหมากแพงไปทั่วทุกหัวระแหง ราคาสินค้าถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ จนรายได้ประชาชนวิ่งตามไม่ทัน

ผ่านไปหลายปี ผู้คนก็เอาตัวไม่รอด รายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ชีวิตยากขึ้นและยากขึ้นตามการเสื่อมค่าของเงิน (คุ้นๆ มั้ย) สุดท้ายก็ยากจนข้นแค้นกันทั้งบาง

...ความวิบัติก็เกิดขึ้น

ผู้คนต้องดิ้นรนมากขึ้นและยอมทำทุกวิถีทางเพื่อเิาตัวรอด แม้ว่ามันจะไปทำร้ายใครก็ตาม สังคมค่อยๆ เสื่อมทรามลง กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน เกิดอาชญากรรม ใช้ความรุนแรงเพื่อแย่งชิง เกิดความไม่พอใจและความเคียดแค้นในจักรวรรดิ รวมตัวกันต่อต้าน เกิดสงครามกลางเมือง เกิดความแตกแยก ผู้คนเสื่อมศรัทธา

จักรวรรดิที่เคยยิ่งใหญ่ก็อ่อนแอลงสุดขีด ประชาชนต่างพากันย้ายหนีเพื่อเอาตัวรอด จนสุดท้ายถูกคนนอกเข้ามารุกรานจนนำไปสู่การล่มสลาย หลายบันทึกประวัติศาสตร์บอกว่า ประชาชนต่างพากันยินดีด้วยซ้ำ ที่จักรวรรดิถูกยึดครองและเปลี่ยนผู้นำ แม้จะเป็นกลุ่มคนเถื่อนก็ตาม

มันสะท้อนให้เห็นว่าความหวังและอนาคตของผู้คนมันหมดสิ้นแล้วจริงๆ

หลังจากนั้นก็เกิดอาณาจักรใหม่ที่รุ่งเรืองและล่มสลายซ้ำๆ มากมาย ทั้งหมดล้วนมีการทำลายมูลค่าเงินตัวเองของผู้ปกครอง

และสกุลเงินเฟียตที่เราต้องใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ เรียกได้ว่าเป็นเงินที่ "ชาติหมา" ที่สุดที่โลกนี้เคยมีมา แม้ว่าในอดีตผู้ที่ผูกขาดอำนาจการผลิตเงินจะแอบโกงได้ แต่มันยังต้องมีทองคำที่เสกไม่ได้ในการผลิต

แต่ ณ วันนี้ ไม่มีเหี้ยอะไรเลย ใครจะอยู่ก็อยู่ กูไป

#Siamstr

นานๆมาที โดนทุกดอกครับท่าน👍🏻..สมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่มนุษย์นี่มันไม่เคยเปลี่ยน โลภ อำนาจ พวกพ้อง ผ่านมากี่ปีก็ยังเป็นเหมือนเดิม!

Replying to Avatar TATUN

จะว่า 'ดี'​ มันก็ดี จะว่า 'ไม่ดี'​ มันก็ใช่

ผมเห็นพัฒนาการของสื่อด้านการเงิน-การลงทุนเรื่อยๆ ในหลายๆสื่อ จากวันนั้นจนวันนี้ มันเยอะขึ้นเรื่อยๆ อาจจะเพราะอัลกอฯดันฟีดขึ้นมาก็ได้ หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แต่มันมีผลในการกระจายความรู้เป็นวงกว้างแน่นอน อันนี้ความรู้สึกที่ผมคิดว่ามันเป็นด้านดี

ซึ่งถ้าสื่อเสนอถึงการ Don't trust, verify ด้วยก็คงจะดีมากๆ

ส่วนด้านที่ผมคิดว่ามันไม่ดีคือ ยิ่งคนรู้ว่าเงินเสื่อมค่า แต่ก็ยังไม่ได้เอะใจในด้านความมั่งคงระยะยาว พวกเขาอาจจะเสียเปรียบหรืออาจจะโดนบีบออกจากตลาด ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาเจอ scam เขาเชื่อ scam เขาไว้ใจ scam ... หรืออื่นๆอีกมากมาย ด้วยความไวของเม็ดเงินที่นำเสนอ มันชวนให้หลงไหล ไอ่นี่ทำเงินง่าย ไอ่นั้นกำไรงาม ... ตามระบบ Fiat ที่ผู้คนต้องเร่งรีบอยู่เสมอ อีกอย่างเขาเก็บเป็นอะไร หน่วยอะไร

เช้านี้เปิด yt เลื่อนเจอมีแต่ข่าวการลงทุน แต่ส่วนตัว กดเสิร์ชหา Right Shift ครับ 😁 ปล่อยคลิปออกมาเรื่อยๆเลย ดูไม่ทันแล้ว 5555

GM ครับ #Siamstr 🌿⛅

GM ครับ🙂

GM #siamstr หนังสือ THE RACE OF CIVILIZATIONS อารยะแข่งขันของเฮียวิทย์ สิทธิเวคิน เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องสไตล์เฮียวิทย์จริงๆ มีแผนที่ประกอบทำให้เรารู้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดตรงไหนของโลก แถมยังมีประวัติศาสต์คู่ขนานอีกว่า ช่วงนั้นประเทศไทยเป็นช่วงสมัยไหน(ผมชอบตรงนี้ล่ะ🙂)หรือตรงกับเหตุการณ์สำคัญๆอะไรที่เกิดพร้อมกัน เล่มนี้มันเหมือนเป็นสารบัญประวัติศาสตร์👍🏻 ที่มากระตุกต่อมอยากรู้อยากเห็น ทำให้อยากไปหาข้อมูลอ่านต่อกันเลยทีเดียว😁 ส่วนตัวผมนี้อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมของคือ วัชกู ดา กามาล่องเรือไปถึงอินเดีย ส่วนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสจะตามหาอินเดียบ้างแต่ไปเจอทวีปอเมริกาแทน และอีกเรื่องคือทำไมปั้นปลายของจีนถึงยกเลิกระบอบฮ่องเต้😁 ขอสรุปเนื้อหาคร่าวๆ ดังนี้

1. GUTENBERG PRESS ถ้าโลกนี้ไม่มีหนังสือ: เราสามารถบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ลงในหนังสือได้ก็เพราะสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า “แท่นพิมพ์พลิกโลก” ของโยฮันเนส กูเตนแบร์ก นี่ล่ะครับ

2. THE AGE OF DISCOVERY ออกเดินทางเพื่อรู้จักโลกตัวเอง: บทนี้กล่าวถึงการสำรวจโลก ชาติที่สำรวจโลกเป็นชาติแรกๆ คือ จักรวรรดิ์สมัยต้าหมิงของจีน ก่อนยุค The age of Discovery ของยุโรปเสียอีก ความก้าวหน้านี้ทำให้เรารู้ว่า โลกกลมอย่างสมบูรณ์, แผนที่สมจริงมากขึ้น, เวลาแต่ละซีกโลกไม่เหมือนกัน, รู้วิธีแบ่งพื้นที่โลกเป็นสี่เหลี่ยมและเกิดแรงผลักดันให้คนรุ่นหลังสำรวจโลกอย่างไม่รู้จบ

3. SCIENTIFIC REVOLUTION ยุคแห่งการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์: บทนี้กล่าวถึงยุคที่ตื่นรู้ทางปัญญาเกิดนักวิทยาศาสตร์มากมาย เช่น กาลิเลโอ กาลิเลอี, ไอแซก นิวตัน, อริสโตเติล บทนี้ทำให้เรารู้ว่า โลกเราไม่ใช่ศูนย์กลาง แต่โลกเราหมุนรอบดวงอาทิตย์

4. AGE OF ENLIGHTENMENT ยุคเรืองปัญญา: บทนี้กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญๆของ กษัตริย์ การเมืองการปกครองและการแผ่ขยายอาณานิคม ของมหาอำนาจ เช่น อังกฤษ, ฝรั่งเศส, อเมริกา ฯลฯ และมีภาพหนึ่งชื่อว่า “เดอะแบก” มันบ่งบอกว่า ภาพนี้เขียนตั้งแต่ปี 1798 มาถึงตอนนี้ก็ 226 ปี ทุกอย่างในโลกมีการเปลี่ยนแปลง แต่มนุษย์เรานี่แหละที่ไม่เคยเปลี่ยน!!

5. INDUSTRIAL REVOLUTION การปฏิวัติอุตสาหกรรม: บทนี้กล่าวถึงวิวัฒนาการอุตสาหกรรมในโลกนี้ตั้งแต่ปี 1750-1909 โดยอธิบายในมิติ 3 ด้าน คือ ด้านสิ่งแวดล้อม, โครงสร้างสังคมและภูมิรัฐศาสตร์

6. THE FALL OF THE EMPIRE จีนถดถอย ญี่ปุ่นทะเยอทะยาน: บทนี้เน้นกล่าวถึงประเทศจีนและญี่ปุ่น จีนเป็นผู้แพ้สงครามและถูกผู้ชนะให้ทำสนธิสัญญาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบฉบับแล้วฉบับเล่า ส่วนญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจที่ตัวเล็กที่สุดในโลกสามารถเอาชนะรัสเซียได้ปี 1905 แต่อำนาจย่อมหมดลง ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นโดนนิวเคลียร์ 2 ลูก คือ Little boy กับ Fat man ไป จนสุดท้ายจักรพรรดิฮิโรฮิโตะประกาศยอมแพ้ในวันที่ 15 ส.ค. 1945

7. THE GREATEST LOSS OF OTTOMAN จากเกรียงไกรสู่ล่มสลาย: บทนี้ได้กล่าวถึงจักรวรรดิมีครอบอำนาจมายาวนานถึง 600 ปี คือ จักรวรรดิออตโตมันซึ่งกินพื้นที่บางส่วนของ 3 ทวีป คือ เอเชีย,ยุโรปและแอฟริกา แต่จักรวรรดิออตโตมันพัฒนาความก้าวหน้าในวิทยาการใหม่ๆช้ากว่าทางยุโรป และโดนเล่ห์เหลี่ยทางการเมืองของมหาอำนาจอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสจนจักรวรรดิจะล่มสลาย แต่มีบิดาแห่งเติร์ก นามว่า มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก ต่อสู้เพื่ออิสรภาพขับไล่ชาติยุโรปตะวันตกที่ฉวยโอกาส และกำเนิดรัฐแห่งชาวเติร์กก็คือ ประเทศตุรกี ในปัจจุบัน

8. NEW WORLD ORDER ระเบียบโลกใหม่: การจัดระเบียบโลกใหม่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีสิ่งสำคัญที่อุบัติขึ้น คือ การปลดปล่อยประเทศอาณานิคม(Decolonization), สงครามเย็น, องค์การสหประชาชาติ, องค์กรทางการเงินระหว่างประเทศและการจัดการสกุลเงินระหว่างประเทศ, สงคราวนิวเคลียร์, วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์, กิจการอวกาศ, อุตสาหกรรมยานยนต์และระบบสวัสดิการแห่งรัฐ

ผมขอสรุปสั้นๆเท่านี้ เนื้อหาในเล่มยังมีอีกเยอะ อ่านสนุก ลองไปหาอ่านกันดู อุดหนุนเฮียวิทย์ครับ🙂....เราจะใช้ชีวิตในปัจุบันได้ดี ต้องวางแผน วางเป้าหมายไปในอนาคต แต่อย่าลืมที่จะเรียนรู้จากอดีต(ประวัติศาสตร์) เพื่อเอามาเป็นประสบการณ์ชีวิตหรือไม่ให้เดินทางผิดซ้ำ ผมว่าเอาปรับมาใช้ในชีวิตเราได้เลยนะครับ😁….ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าผมอ่านเล่มไหนเห็นว่าดี มีประโยชน์ ขออนุญาตมาแชร์ให้ชาวทุ่งม่วงอีกนะครับ🙏❤️

Replying to Avatar chontit

ขอตามมาแจกในทุ่งม่วงด้วยยย เผื่อมีคนที่ออกจากทุ่งฟ้ามาแล้ว

==============

ฉันทำเสร็จแล้วนะ ,, มีทั้งหมด... 86 Slides 😰

➡️ ที่มาที่ไปของไฟล์นี้ก็คือ... ฉันแค่อยากมีไฟล์ที่ใช้แจกยาส้มอ่าแหละ อารมณ์แบบว่า.. ใครที่เดินเข้ามาหาเพื่อให้สอน ฉันก็หยิบคอมออกมา ต่อสาย HDMI เข้ากับ Projector แล้วเริ่มสอนได้เลย

โดยที่..

✅ เนื้อหาไม่ลึกมาก พอเข้าใจภาพรวมเรื่องการเงินและบิตคอยน์ได้ (ไม่ได้สอน Bitcoin Diploma หมดทั้งเล่มนะ)

✅ ใช้เวลาสอนไม่น่านาน (ทีแรกจะสอนสัก 1-2 ชั่วโมง แต่ดูจำนวน slide แล้วน่าจะ 1-2 วัน)

✅ ข้อมูลที่ใช้เรียนรู้เป็นขั้นเป็นตอน ไม่กระจัดกระจายดี (ฉันลองพูดปากเปล่าเรื่องเงินแล้ว .. พูดออกทะเลไปเรื่อย 55555)

และฉันก็อัพไฟล์รูปแบบ PDF ไว้ให้ในลิ้งค์แล้วนะ ใครที่สนใจลองดาวน์โหลดไปใช้งานได้เลยครับ 😬

https://drive.google.com/file/d/1Sf_UJ0eliyQ2BRG6bPRnivENw2fUKFGu/view?usp=sharing

.

แต่มีข้อแม้นิดนึงว่า .. ไฟล์นี้ไม่เหมาะกับนำไปศึกษาเอง เพราะผมคัดเฉพาะส่วนที่เป็นรูปภาพและเนื้อหาสำคัญของแต่ละเรื่อง (ถ้าใครตั้งใจเอาไปอ่านเองต้องมีงง ๆ กันแน่นอนเลย) แต่เหมาะกับการนำไปเป็นเครื่องมือใช้สอนตามความรู้ความเข้าใจเรื่องการเงินและบิตคอยน์ของแต่ละท่านครับ 😊

.

เวลามีค่า ... โปรดศึกษาบิตคอยน์กันนะฮะ 🧡🙏

#Siamstr

ขอบคุณครับ🙏

Replying to Avatar Jakk Goodday

ใต้ร่มเงาหลิว บทเรียนจากสุมาอี้..

"ในสวนมีต้นหลิว บนนั้นมีจั๊กจั่น ส่งเสียงดังรำพึงรำพัน เริงเล่นหยาดน้ำค้าง หารู้ไม่.. มีตั๊กแตนอยู่ข้างหลัง แหงนคอมองมา"

สุภาษิตเปรียบเปรยนี้ งดงามแต่ก็แฝงไว้ด้วยปรัชญาชีวิตอันลุ่มลึก ชวนให้เราขบคิดถึง สัจธรรมแห่งความไม่แน่นอน

ดุจดังจั๊กจั่นตัวน้อยที่หลงมัวเมาอยู่กับรสหวานแห่งหยาดน้ำค้าง โดยอาจหารู้ไม่ว่า.. เงาแห่งความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

เบื้องลึก ณ ใจกลางสวน...

จั๊กจั่น คือ ภาพสะท้อนของมนุษย์ที่มักหลงใหลได้ปลื้มไปกับเปลือกนอกแห่งความสำเร็จ ชื่อเสียงหรือลาภยศ จนลืมมองความจริงที่ซ่อนอยู่ เสมือนดั่งจั๊กจั่นที่ร้องเพลงอย่างมีความสุข โดยไม่ตระหนักถึงอันตรายที่แฝงเร้น

มนุษย์เองก็มักตกเป็นทาสของกิเลส ตัณหา อุปาทาน จนอาจมองข้ามความจริงที่ว่า.. ทุกสิ่งล้วนไม่จีรังยั่งยืน

ตั๊กแตน คือ สัญลักษณ์แห่งภัยร้ายที่อาจมาในรูปของอุปสรรค ปัญหา หรือแม้กระทั่งศัตรูที่พร้อมจะจู่โจมเมื่อเราเผลอไผล

ตั๊กแตนที่ค่อยๆ ย่องเข้าหาจั๊กจั่น เปรียบเสมือนภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ โรคภัยไข้เจ็บ หรือความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในชีวิตที่เราไม่อาจคาดเดาได้

หยาดน้ำค้าง เปรียบดั่งมายาแห่งโลกที่ห่อหุ้มเราด้วยความสุขจอมปลอม ความหลงใหล และกิเลสตัณหา

หยาดน้ำค้างที่จั๊กจั่นดื่มกินอย่างเอร็ดอร่อย เปรียบได้กับสิ่งยั่วยวนต่างๆ ในโลก ที่ทำให้เราหลงลืมความจริง และตกอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์

แง่คิดที่แฝงเร้นระหว่างบรรทัด..

สติ คือ ดวงตาแห่งปัญญา ดุจดวงประทีปส่องสว่างนำทางให้เรามองเห็นความจริงเบื้องหลัง ม่านมายา

หากจั๊กจั่นมีสติ รู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง ก็อาจจะสังเกตเห็นตั๊กแตนและหลีกเลี่ยงอันตรายได้

เช่นเดียวกัน.. หากเรามีสติ รู้ตัวอยู่เสมอ ก็จะสามารถรับมือกับปัญหา และอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่าหลงสุขจนลืมทุกข์.. เพราะชีวิต คือ 2 ด้านของเหรียญ มันมีขึ้นก็มีลง มีสุขก็มีทุกข์เป็นของคู่กัน

จั๊กจั่นที่หลงระเริงอยู่กับความสุขย่อมไม่ทันระวังภัย ในขณะที่มนุษย์ที่ยึดติดอยู่กับความสุขก็จะยิ่งทุกข์ทรมาน เมื่อต้องเผชิญกับความสูญเสีย ความผิดหวัง หรือความล้มเหลว

ความไม่ประมาท คือ ชัยชนะที่แท้จริง การรู้จักความพอดี ไม่หลงระเริงไปกับสิ่งเร้าภายนอก และมองการณ์ไกล คือกุญแจไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

เช่นเดียวกับจั๊กจั่นที่ควรระมัดระวังตัว แม้ในขณะที่กำลังดื่มกินหยาดน้ำค้าง มนุษย์เราก็ควรใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท รู้จักประมาณตนและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ขอให้ทุกท่านดำเนินชีวิตด้วยสติและปัญญา เพื่อก้าวข้ามวังวนแห่งความไม่แน่นอนนี้ไปได้ด้วยดี 🙏

#Siamstr

ข้าน้อยขอคารวะ จะใช้ชีวิตไม่ประมาท🙏

GD ครับน้องฟลุ๊ค🙂

Replying to Avatar L.SUVANN

ความเพ้อเจ้อ ของผู้เจริญ “สติ”

จะเจริญ”สติ” แล้วโว้ย!!

นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

เอาหยาบๆ ที่เค้าๆทำกัน

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ สังเกตกาย

สังเกต สถาวะการทำงานของ ร่างกาย ยืนเดิน นั่ง นอน

เอาที่ง่ายหยาบเข้าถึงทุกคน ไม่ติดเรื่องภาษาให้เข้าใจยาก สามารถเอามาสังเกตุได้ทันที เลยนิยมจับเอา “ลมหายใจ”

มาสังเกต

มานั่งเน้นๆ ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย

พุทโธ, ตัวรู้? รู้อะไรวะไม่เห็นอะไรเลย

จิตหลุดจากร่างหรอวะ ยังไง?

ไหนจะเคยได้ยิน ว่าบางคนเห็นแก้วใส เห็นสวรรค์ ไปกันใหญ่ ทำมัยไม่เห็นแบบนั้นมั่ง

สภาวะมี ”สติ”

สักแต่ว่ารู้ รู้ห่าอะไรวะ?

มันน่าจะเป็นการละลึกรู้ หาอะไรมาเป็นเป็นที่อยู่ของจิต

สักแปบ “ลืมสังเกต” ลม แต่ภายในจิตภายในใจเริ่มมีเรื่องเข้าอื่นเข้ามาทันที

“เห้ยเบื้อวะ”, “คนข้างๆนิ่งจังวะ”, “ขาแม่งเหน็บกินขยับได้มั้ยวะ”, “ไอ้ห่าหมาที่บ้านเพิ่งพาไปหาหมอ มันดีขึ้นยัง”, “btc เด้งแล้วมั่งง”

แล้วจะ “รู้” ห่าอะไร?

แต่…. “พอรู้สึกตัว” เห้ยนี้เรากำลังจะมาโฟกัส มาสังเกตุ “ลม” หนิ

มันกลับ auto ไป ที่ “ลม“ ทันที เรื่องอื่นๆดับหายไปหมดเลย

เห้ย นั้นมัน “จิต” รึป่าววะ ที่คอยไปผสมกับสิ่งต่างๆ(เจตสิก52) นั้นนี้ เลยต้องมีหลักมัดไว้(ลมหายใจ)

พอพิจารณาลมหายใจ ออก-เข้า

พอสังเกตมากเข้าๆ

ลมหายใจออกเองก็ทุกข์ ลมหายใจเข้าก็ทุกข์ (พอถึงจังหวะหายใจออก ช่วงนึงก็รู้สึกถึง”สภาวะบีบคั้น”เลยต้องหายใจเข้า)

ชิบหายแล้วดัน “รู้” ทุกข์

ชักเริ่มพอจะรู้สึก“รู้”ที่ว่า แบบหยาบๆ หน่อยละ หากพิจารณาให้ละเอียดน่าจะเจอ (เหตุของทุกข์ จากการหายใจออก-เข้าต่อ)

เราจัก เป็นผู้ระงับกายสังขาร หายใจออก

เราจัก เป็นผู้ระงับสังกายสังขาร หายใจเข้า

เราจัก ระงับการปรุง ของจิต เราจะมีสติรู้แต่ “ลม” (กาย)

GM บัณฑิตทั้งหลาย

พึงหาสติที่เหมาะสมกับจริตตน เจริญให้มาก เจริญให้บ่อย เจริญให้ชิน เพื่อเป็นเหตุให้คง สภาวะ “รู้” ตามความเป็นจริง เถิด

GM ครับ บอกใครเชื่อยากครับ การนั่งสมาธิ นี้ก็ Don’t Trust, Verify จริงๆ ต้องลองนั่ง ทำต่อเนื่อง ทุกๆวัน ได้อะไรมากจริงๆ ครับ🙂