Avatar
WiZard
70ba36c2635f2761e02e1df2cc415127b5895a7961d8aed04e8cb0697137d439
Replying to Avatar BeYourCyber

ตอนนี้กำลังทบทวนเรื่องของ Bitcoin อยู่ ก็คิดถึงประเด็นนึงที่น่าสนใจ

"สำหรับคนที่เข้าใจใน Bitcoin ย่อมมีคำอธิบายในทุกๆเรื่อง ทุกๆคำถาม ที่คนไม่เข้าใจจะสามารถคิดขึ้นมาเพื่อโต้แย้งการดำรงอยู่​ของ ​Bitcoin​ ได้ทั้งหมด"

ทีนี้มันมีจุดที่น่าสนใจตรงที่ว่า คำถามทั้งหมด ที่คิดขึ้นมาเพื่อโต้แย้งนั้น ล้วนแล้วแต่มาจากประสบการณ์​และความรู้ของผู้โต้แย้ง ซึ่งมันเป็นเรื่องอดีต ถึงปัจจุบันเท่านั้น

แต่ว่าอดีตจนปัจจุบันเราไม่เคยมี Bitcoin มาก่อน

ดังนั้น คำถามเพื่อโต้แย้งการล่มสลายของ Bitcoin จึง invalid และ ผลลัพธ์​ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจากสินทรัพย์​อื่น ก็ไม่สามารถเอามาใช้เทียบเคียงกับ Bitcoin ​ได้ด้วยเช่นกัน

ในหนังสือ จิตวิทยาการลงทุน เคยมีกล่าวถึงประเด็นที่คล้ายกันนี้ คือ คนที่เกิดมาในยุคเศรษฐกิจ​รูปแบบนึง จะมีวิธีคิด และการจัดการเงินในรูปแบบนึง ซึ่งมันจะใช้ไม่ได้ เมื่อรูปแบบเศรษฐกิจ​และการเงินเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบนึง เท่านั้นไม่พอ มันเป็นการยากในการอธิบายให้คนข้าม gen เข้าใจด้วย

เช่น คนที่อยู่ในวงการการเงินช่วงปี 2530 -​2540 เค้าจะรู้สึกได้เลย ว่าการหาเงิน และการลงทุนต่างๆ เพื่อให้เติบโตเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เอาแค่ฝากแบ้งเฉยๆ ดอกเบี้ยก็จ่าย 4-10% (แล้วแต่ช่วงปีในช่วงเวลานั้น) ในขณะที่เงินเฟ้ออยู่ในช่วง 2-5% เท่านั้น ถ้าเอาไปลงทุนอะไรต่างๆ ยิ่งได้เพิ่มขึ้นไปอีกเยอะเพราะตอนนั้นเงินสะพัดมาก

แต่ถ้าเอาคนที่มีประสบการณ์​แบบนี้ มาลงทุนในปัจจุบัน เค้าต้องมึนงงมากแน่นอน เพราะดอกเบี้ยทุกวันนี้ 0.75% บนเงินเฟ้อ 0.4-1.2% และเงินค่อนข้างจะฝืดด้วย

อย่างที่เรารู้กัน 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง คนที่มีประสบการณ์​อันแสนเจ็บปวดจากช่วงเวลานั้น ก็จะมองตลาดทุนเป็นอีกแบบนึง ยิ่งถ้าไม้ได้มีความรู้มากจะยิ่งมองว่าตลาดทุนเป็นเรื่องน่ากลัวและเสี่ยงสูงมากเลยทีเดียว (พ่อแม่ผมเป็นคนกลุ่มนี้)​ ดังนั้นคนในกลุ่มนี้ ก็จะมีวิธีคิด มุมมองในการลงทุนเป็นอีกแบบนึง และสอนรวมทั้งแนะนำคนอื่นรวมถึงลูกหลานในแบบที่เค้าเข้าใจเพราะโลกตอนนั้นมันเป็นแบบนั้น

แน่นอน มันก็ไม่เหมือนกับยุค crypto อีก

ไม่ต่างอะไรกับตอนนี้ ที่เราพยายามเล่าเรื่อง Bitcoin ให้คนรุ่นพ่อแม่ฟัง แม้ว่าเราจะมีความรู้ เข้าใจในเชิงลึกอธิบายได้ทุกแง่มุม แต่มุมมองของโลกการเงินที่เค้าอยู่มาจนถึงปัจจุบัน มันก็ไม่มีอะไรที่เทียบเคียงกับสิ่งนี้ได้อยู่ดี ดังนั้นการจะเข้าใจจึงเป็นเรื่องยากมากๆ

กลับมาที่ประเด็น

ดังนั้นจึงยากมากที่เราจะเอาหลักการอะไรมาอธิบายจุดสิ้นสุดของ Bitcoin ได้ เพราะในเมื่อโลกเราไม่เคยมีสิ่งนี้มาก่อน

เราเลยต้องอยู่กับมัน และเฝ้าดูมันใกล้ชิด เพราะสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ได้แปลว่าถูกทำลายไม่ได้ เพียงแต่หลักการที่เอามาใช้อธิบายการทำลายมันในปัจจุบัน ยังไม่แข็งแรงพอที่จะอธิบายจุดจบของมันได้จริงๆ เท่านั้นเอง

#siamstr #bitcoin

ถ้าคนมันไม่ยอมเปิดประตูหัวใจ ทำยังไงก็เข้าไปในใจไม่ได้

ขออย่าได้ยัดเยียด #bitcoin ให้ใครที่ไม่เคยแม้แต่จะเปิดใจ

เพราะว่า เมื่อไม่เปิดใจ ก็ไม่มีทางเข้าใจ

เมื่อไม่เข้าใจ จิตใจก็จะไม่หนักแน่นพอจะถือมันไว้เฉยๆ ได้

แต่ถ้าเค้าเข้าใจอย่างท่องแท้แล้ว

เค้าจะสามารถเห็นจุดจบของมันได้ก่อนคนที่ไม่เข้าใจ

โดยไม่ต้องมานั่งรอใครบอกว่าตรงไหนคือจุดจบ

และจะรู้ตัวเสมอว่าควรทำอย่างไรเพื่อมีมันและต้องอยู่กับมัน

ดังนั้น ความเสี่ยงที่แท้จริงก็คือ

”การไม่เข้าใจ Bitcoin“ ไม่ใช่ ”ตัว Bitcoin“

มันก็แค่คำนิยาม

คนจนหลอกเอาเงินประชาชน เรียก “อาชญกรรม”

คนรวยหหลอกเอาเงินประชาชน เรียก ”ทำธุรกิจ“

รัฐหลอกเอาเงินประชาชน เรียก “เงินเฟ้อ” และ “ภาษี”

#siamstr #tax

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๘

ไม่มีคำอวยพรมามอบให้เพราะไม่ใช่คนมีพลังวิเศษอยู่จริง

แต่อยากฝากข้อคิดเพื่อการใช้ชีวิตก่อนเริ่มต้นปีใหม่ว่า

ปัจจุบัน คือ อดีตของอนาคต ที่เรายังสามารถแก้ไขได้อยู่

อย่าทำให้ตัวเราเองในอนาคตผิดหวังที่ส่งเรามาแก้ไขอดีตของเขาหล่ะ

Happy new year ชาว #siamstr ทุกท่านครับ

น่าสนใจครับ Bitcoin อาจจะเป็นผู้แบกรับความผันผวนของความบ้าคลั่งในการพิมพ์เงิน Fiat ไว้เอง แทนที่จะส่งต่อความผันผวนนี้กระจายไปยังสินทรัพย์อื่นๆ ที่เคยถูกใช้เป็น Store of value มาก่อน

Replying to Avatar mrjele

“รัฐบาลจะตกรถผมไม่สนใจ ประชาชนคนไทยห้ามตกรถ” - อ.ตั๊ม พิริยะ สัมพันธารักษ์

จากไลฟ์ของคุณหนุ่ย BT Beartai แบไต๋ที่มีหัวข้อเกี่ยวกับความพร้อมของประเทศไทยที่จะใช้บิทคอยน์ เป็นกองทุนสำรองของประเทศ ในไลฟ์มีความน่าสนใจมากที่ได้หยิบยกประเด็นนี้มาพูดซึ่งจากคำพูดของอาจารย์ตั๊ม ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนคนไทยโดยมุ่งสร้างความรู้ เกิดความตระหนักเกี่ยวกับเสรีภาพทางการเงินการกระจายอำนาจ และการลดบทบาทของรัฐในชีวิตประจำวัน

สำหรับประชาชนคนไทยที่ไม่ตกรถ หรือ มีการศึกษาบิทคอยน์ ในอนาคตของโลกเสรีจะมีการยอมรับในกว้าง เนื่องจากบิทคอยน์จะช่วยให้ประชาชนมีอิสระในการควบคุมทรัพย์สินของตนเอง100% โดยไม่ต้องพึ่งพาบุคคลที่สาม ทำให้การควบคุมทรัพย์สินส่วนตัวโดยรัฐทำได้ยากขึ้นและความสามารถในการป้องกันการควบคุมหรือจำกัดการใช้งาน ริดรอนเสรีภาพของผู้ใช้ ทั้งหมดนี้อำนาจในการตัดสินใจอยู่ที่เรา เปิดใจเรียนรู้สร้างภูมิคุ้มกัน ประชาชนคนไทยจะต้องไม่ตกรถ

#คนไทยไม่ตกรถ

#ตกรถได้ห้ามตกหลุมรัก

#เวลามีค่าศึกษาบิทคอยด์

#Siamstr

ขอบคุณภาพ : จากไลฟ์ BT beartai

อันที่จริง รัฐไม่จำเป็นต้องเจียดเงินไปซื้อ Bitcoin เป็นทุนสำรองแบบตรงๆ เลยก็สามารถมี Bitcoin เป็นทุนสำรองได้

แค่ยอมให้ ผู้ถือ Bitcoin จากทั่วโลกมา cash out BTC ผ่านการจับจ่ายในบ้านเรา ผ่านร้านค้าที่ถือกระเป๋า Lightning ที่รับรองโดยรัฐ ซึ่งอาจมอบให้ เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ รัฐเพียงมอบ License การประกอบการเป็น Custodain wallet provider ให้ก็พอ แล้วปล่อยให้พวกเค้าแบกรับความเสี่ยงราคากันเอง แล้วรัฐก็ไปเรียกเก็บภาษีผู้ให้บริการเหล่านี้ในรูปของ Bitcoin เพื่อให้รัฐนำไปสะสมเป็นทุนสำรองต่อไป

ได้ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยเงินสกุลใหม่ๆ คนค้าขายไม่ต้องแบกความเสี่ยง ยกเว้นอยากเก็บเงินไว้ในรูปของ bitcoin รัฐบาลก็มี Bitcoin มาสะสมโดยไม่ต้องเดือดร้อนเงินประชาชน

ส่วนพวกไม่หาความรู้แต่กรูจะค้านหัวชนฝาก็ปล่อยมันไปเถอะ

สุดท้ายถ้าไม่ยอมศึกษาพวกนี้ก็จะถูกทิ้งให้เน่าตายไปกะเงิน Fiat เอง

ถ้าประชาชนเข้มแข็ง รัฐจะเป็นผู้ให้บริการ

ถ้าประชาชนอ่อนแอ รัฐจะเป็นนายเหนือหัวทุกคน

สังคมที่เต็มไปด้วยคนที่ดูแลตนเองไม่ได้

เป็นประชากรส่วนใหญ่ของสังคม

ทุกคนก็จะยอมมอบอำนาจควบคุมตนเองให้เป็นของรัฐ

เพื่อแลกกับความมั่นคงปลอดภัยของตน

ขอฝากถึงผู้ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการลงทุนมาก่อน

แต่เข้ามาสะสม #Bitcoin ตามกระแสนิยม หรือ ถูกป้ายยาเข้ามา

หลังจากที่เราเห็น Bitcoin ของเราเติบโตขึ้นมาตลอดช่วงที่ผ่านมาอย่างยาวนาน เราจะเกิดความมั่นใจ และ กล้าพอที่จะซื้อทุกครั้งที่ราคามันปรับตัวลง เพราะมันได้ผลทุกครั้ง จนลืมไปว่า มันก็สามารถลงอย่างยาวนานได้เช่นกัน

เวลาที่ราคาของสิ่งที่เราลงทุนปรับตัวลดลง การเอาแต่ถามตัวเองว่า

เราจะ “ซื้อเพิ่มตอนไหนดี” หรือ “รอราคาไหนช้อนเพิ่มดี”

คำถามเหล่านี้ ไม่ใช่คำถามที่ถูกต้อง

คำถามที่ถูกต้องคือ เราเอาเงินอะไรมาช้อนซื้อ

การที่เราใช้เงินที่เราไม่พร้อมจะเสียมาซื้อ

มันคือการใช้เงินกู้ยืม(ตัวเราเอง) มาซื้อ

เจ้าหนี้เงินกู้ หรือก็คือ ความกลัวในใจของตัวเราเอง

มันจะคอยรังควาญตามทวงหนี้เราตลอดเวลา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนั้นแล้ว

แต่ราคายังไม่กลับไปที่ทุนเดิม จนทำให้สุดท้าย เราจะต้องขาย สิ่งที่เราตั้งใจเก็บรักษาไว้ ออกไปในราคา/เวลาที่ไม่เหมาะสม

ถ้าลองได้โดนมันทำร้ายแบบนั้นสักครั้งแล้ว มุมมองเราจะเปลี่ยนไปหมด ความตั้งใจแต่แรกเริ่มจะถูกกัดกิน จะหลอนไปกับความรู้สึกนั้นไปอีกนานแสนนาน และถอนความรู้สึกนี้ออกได้ยากมาก

อย่าทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเลย อย่าให้ความโลภมันเข้าครอบงำเรา

ใช้เงินที่เราพร้อมจะเสียได้ทั้งจำนวนมาซื้อเท่านั้น นี่คือหัวใจ

ถามตัวเองให้มากๆ เรามี Bitcoin เพื่อให้รอด หรือ เพื่อให้รวย

ฝากไว้ให้ลองพิจารณา

#siamstr

ตลาดจะเป็นผู้ตัดสิน ถ้าตลาดให้ค่า #bitcoin เป็นได้แค่ store of value มันก็เป็นได้แค่ store of value ถ้าตลาดให้ค่ามันเป็น เงิน ในโลกเงินฝืด

ต่อให้มันโดน Hard fork คนก็จะถล่มขาย Bitcoin รัฐ เพื่อเอามูลค่ามายัดใส่ Bitcoin classic อยู่ดี

โหวตเล่นๆ เพื่อนๆ ชาว #siamstr คิดว่าช่วงราคาพีคของ #bitcoin รอบนี้มันจะทำให้ RSI ชนเส้นสีน้ำเงินที่ผมขีดไว้พอดี หรือ รอบนี้ไปได้ไม่ถึงเส้น หรือ ทะลุเส้นไปเลยกันแน่

Replying to Avatar satuser

💬 : ขอบคุณที่อธิบายให้ชัดเจนมากขึ้นครับ! ลองสรุปสิ่งที่เรียนรู้เพิ่มเติมนะครับ:

1. ทุนสำรองระหว่างประเทศ:

- ไม่ได้มีแค่ทองคำ

- รวมถึงเงินสกุลต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับระหว่างประเทศ

- เป็นเหมือน "หลักประกัน" ความน่าเชื่อถือของเงินบาท

2. กลไกอัตราแลกเปลี่ยน:

- สะท้อนความแข็งแกร่งของค่าเงิน

- เปลี่ยนแปลงตามความเชื่อมั่นและปริมาณทุนสำรอง

- ถ้าทุนสำรองน้อยลง = ค่าเงินอ่อน = ต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อแลกเงินต่างประเทศ

3. กรณีวิกฤตต้มยำกุ้ง (เข้าใจชัดขึ้น):

- กองทุนต่างชาติยืมเงินบาท

- นำมาแลกเอาเงินสำรองออกไป

- ทำให้ทุนสำรองลดลง = ค่าเงินบาทอ่อน

- เมื่อจ่ายคืนหนี้ = ได้กำไรเพราะใช้เงินบาทน้อยลง

เหมือนเป็นการ "โจมตีค่าเงิน" โดยการทำให้ทุนสำรองลดลงจนไม่เพียงพอที่จะรักษาเสถียรภาพค่าเงินใช่ไหมครับ?

คำถามเพิ่มเติมครับ: ในปัจจุบัน เรามีมาตรการป้องกันการโจมตีค่าเงินแบบนี้อย่างไรบ้างครับ?​​​​​​​​​​​​​​​​

#claudestr

การโจมตีค่าเงินบาทในสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งเป็น การโจมตีที่มีสาเหตุจากไทยเราไป PEG ค่าเงินไว้กับ USD ที่ 25บาท ต่อ USD ทำให้ใครๆ ก็สามารถเอาเงิน 25บาท มาแลก 1USD กลับไปได้ จนเมื่อชาวบ้านรู้ว่า แท้จริงแล้ว เงินบาทเราไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น การเล่น 9เก ระหว่าง ธปท กับโซรอส จึงเกิดขึ้น

จนทำให้ทุนสำรองเราหมดเกลี้ยง และต้องยอมลอยปล่อยให้เงินบาทหลุด PEG

ส่วนการโจมตีเงินบาทในสมัยนี้ ไม่สามารถใช้วิธีเดียวกับสมัยก่อนได้ เพราะ เงินบาทไม่ได้ PEG กับ USD อีกแล้ว

จึงเป็นไปในลักษณะทำให้ค่าเงินผันผวนในระยะเวลาอันสั้น แทนการทำลายค่าเงินให้พังไป ทาง ธปท จึงมีหน้าที่ในการลดความผันผวนของค่าเงินไม่ให้อ่อนแข็งในระยะเวลาอันสั้นเกินไปจนธุรกิจปรับตัวไม่ทัน มากกว่าการประคองค่าเงินให้คงที่ดังเช่นสมัยก่อน

ว่ากันว่า ภาษีคริปโต ในเมืองไทย ไม่ได้ตั้งใจจะเก็บกับทุกคน

เพราะในความเป็นจริงแล้ว ระบบฐานข้อมูลต่างๆ ที่จะใช้ในการตรวจสอบผู้หลบเลี่ยงในไทยนั้น มันไม่สามารถทำได้ทั้งหมดกับทุกคนทั้งประเทศ เพราะต้องใช้เวลาและบุคลากรจำนวณมากในการตรวจสอบ

ดังนั้นกฏหมายนี้จึงเป็นเพียง การเปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐ เข้าไปรีดไถ่หากินกับพวกโพสโชว์กำไรบน social เท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

แต่อย่างไรก็ตามเราก็ควรทำความเข้าใจเรื่องภาษี เพื่อการจัดทำบัญชีอย่างถูกต้องตามระเบียบภาษี และเพื่อการวางแผนภาษีที่ดีต่อตัวเราเอง เผื่อเอาไว้ว่าวันใดวันนึง หวยอาจจะมาตกกะเราก็เป็นไปได้

เราชอบสิ่งเดียวกัน แต่เราอาจจะมีฝันที่ต่างกัน

ความฝันของ Bitcoin Trader/Investor

BTC ละ 100ล้าน บาท

BTC ละ 100ล้าน CNY

BTC ละ 100ล้าน USD

และหวังให้ราคาต่อหน่วย เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ความฝันของ Bitcoiner

ไข่ไก่ แผงละ 100 Sats.

รองเท้า คู่ละ 100 Sats.

TV เครื่องละ 100 Sats.

และหวังให้ราคาต่อหน่วย ลดต่ำลงเรื่อยๆ

#Siamstr #Bitcoin

แหม๋... ทำไปได้

Replying to Avatar Boil Roaming

มาคุยกันดีกว่า ว่า “เราควรใช้bitcoin ซื้อของกัน หรือ Zapให้กัน ตอนนี้หรือไม่

ผมคิดว่าอันนี้นานาจิตตังนะ

สำหรับผม ถ้าคนที่เค้าพิจารณาแล้วว่าสินค้าที่เค้าได้กลับมามันคุ้มกับบิตคอยน์ที่เค้าจ่ายไปแล้วจะใช้ก็ใช้ไปเถอะครับ

ถามว่าความคุ้มไหม ใครเป็นคนวัดค่าความคุ้ม

คำตอบ คนที่จ่ายบิตคอยน์นั้นแหละที่ตีค่า ถ้าเค้าเข้าใจความ low time อยู่แล้ว เค้าจะแลกกันสินค้าที่เค้าคิดว่าคุ้มแล้วแหละในเวลานั้น

แต่ก็เข้าใจว่ามีคนที่เค้าคิดว่าราคามันจะขึ้นไปอีก รอไปใช้ในอนาคตดีกว่า อันนี้ก็เข้าใจได้

1 sat ในอนาคตอาจจะ แลกก๋วยเตี๋ยวดีๆได้หนึ่งชามเลยก็ได้

แต่ที่ผม zap ที่ผมใช้มันซื้อของ

เพราะคิดว่า ข้อความที่เค้าพิมพ์ หรือสินค้าและบริการที่เค้าผลิตมันมีคุณค่าคุ้มแล้วกับคุณค่าที่ผมให้ไป

อีกอย่างอยากให้สังคม Bitcoiners โตขึ้นด้วย อยากให้ผู้รับได้รู้ว่าเค้าคู่ควรกับคุณค่านั้น อยากเห็น bitcoinกลายเป็น means of payment หลักๆของโลก

#siamstr

ก่อนอื่น ขอแยก “การใช้ซื้อสินค้า” กับ “การให้เปล่า” ออกจากกันก่อน

การให้เปล่า อย่างการ zap ให้กัน มันคือเรื่องของความพึงพอใจระหว่าง ”บุคคลต่อบุคคล“ มันมาจากความพึงพอใจที่ผู้ให้มีต่อผู้รับ

มันไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากไปกว่านั้น

ที่นี้ มาพูดถึงสิ่งที่เป็นประเด็นหลักจริงๆ นั่นคือ ”การใช้ซื้อสินค้า“

การนำ Bitcoin ไปใช้เพื่อ “ซื้อขาย“ มันมาจากความเชื่อลึกๆ ในใจของ ”บุคคล ต่อ Bitcoin“ นั่นคือ เชื่อว่า Bitcoin สามารถเป็น เงิน ได้ เชื่อว่าระบบเงินฝืด ดีกว่า ระบบเงินเฟ้อ และที่สำคัญสุดคือ เชื่อว่าตนก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินได้

ถ้าใครเชิ่อว่าสักวัน Bitcoin จะกลายเป็นเงิน(Electronic cash)ได้ ก็จะนำมันออกมาใช้ซื้อขาย เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะถ้าไม่นำออกมาใช้ซื้อขาย ความเปลี่ยนแปลงมันจะไม่มีทางเกิดขึ้น มันจะเป็นได้อย่างมากแค่ ที่กักเก็บมูลค่า และ ของขวัญ ของกำนัล ที่ใช้ส่งมอบให้กัน

สำหรับใครที่ไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นได้ หรือ เชื่อว่าระบบเงินเฟ้อที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันดีอยู่แล้ว เค้าก็จะเก็บมันเสมือนการเก็บทองคำ(Digital gold) ที่สามารถรักษามูลค่าให้เค้าในระบบเงินเฟ้อได้ ต่อไป ไม่ได้คาดหวังความเปลี่ยนแปลงทางระบบการเงิน อย่างดีก็นำมันออกมาให้เป็นของขวัญ ของกำนัล แก่ใครสักคนที่เขาพึงพอใจ

ซึ่งมันก็ไม่ควรรีบไปตัดสินว่า ใครที่ผิดและใครที่ถูก ทุกสิ่งมันอยู่ที่ประสบการณ์การเรียนรู้ที่แต่ละคนได้ผ่านพ้นมา

เราจึงต้องนำข้อดีข้อเสียมาแสดงต่อกันเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างสามารถเข้าใจอีกฝ่ายได้ ดังเช่น ที่เราอธิบายเรื่อง Bitcoin ให้ NoCoiner เข้าใจ

1BTC = 1BTC

มีแต่คนที่เข้าใจ เท่านั้น ที่จะทนความผันผวนของราคาได้

คนที่ไม่ใช่ตัวจริง เจอมันเขย่าแรงๆ สัก 2-3 รอบ(ปรับฐานเล็ก)

ก็อาจจะต้องขนของที่เก็บไว้ออกมาขายจนหมดสิ้น

แล้วมันไม่ใช่แค่ต้องเข้าใจใน #bitcoin เพียงอย่างเดียว

แต่มันต้องเข้าใจแผนการเงิน และสภาพจิตใจของตนเองด้วย

ถ้าไม่รู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ สุดท้ายก็จะเก็บมันไว้ไม่ได้อยู่ดี

ไม่ว่าจะเสียมันไปตอนปรับฐานเล็ก หรือ

เสียมันไปตอนโผล่พ้นจากดอยลูกเก่า

หรือ อย่างเลวร้ายที่สุดคือต้องจำใจขายที่ก้นเหวลึก

คิดไว้เสมอว่า Bitcoin มันคือตั๋วเดินทาง ไปสู่ระบบการเงินใหม่

หากวันใดที่ระบบการเงินเก่ามันพังลง เราจะไม่พังตามมันไป

มันไม่ใช่เครื่องมือรวยลัด ตรงนั้นมันเป็นแค่ผลพลอยได้ อย่าพาใจให้โลภจนทำเสียแผนจนเอาเงินผิดประเภทมาซื้อ

Stay humble stack sats ด้วยเงินที่เสียไปแล้วไม่กระทบอะไรกับเราเท่านั้น ที่ทำให้เราเดินทางไกลแล้วรอด

ใครจะเข้าออกหลายรอบเพื่อคว้ากำไรมันก็เรื่องของเค้า

เราหวังแค่ว่าจะอยู่นั่งติดรถไปจนถึงปลายทางให้ได้เป็นพอ

เพราะค่าตั๋วเวลาตกรถมันแพงเสมอ และ ระบบการเงินแบบเก่า มันเริ่มพังมานานแล้ว

#siamstr

Replying to Avatar TATUN

BTC vs XRP ได้ยินมาหนาหูจนต้องโน๊ตสักหน่อย

------

🎯 วัตถุประสงค์หลักแตกต่างกัน

BTC 🧡 ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น “เงินสดดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized)” โดยเน้นการเป็นเงินที่ไม่มีตัวกลาง เช่น ธนาคาร หรือ รัฐบาลเข้ามาควบคุม เพื่อสร้างระบบการเงินอิสระที่ประชาชนควบคุมได้เอง​ ควบคู่ไปกับ Proof of Work (PoW) ที่ใช้พลังงานแลกมาซึ่งคุณค่าในด้านความปลอดภัย BTC ตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้

XRP 🖤 ถูกสร้างขึ้นโดยบริษัท Ripple Labs เพื่อใช้เป็น “เครื่องมือในการโอนเงิน” ระหว่างประเทศอย่างรวดเร็ว เพื่อปรับปรุงระบบการโอนเงินข้ามประเทศ เช่น SWIFT ให้มีต้นทุนต่ำ และ ความเร็วสูง โดยใช้ Consensus Protocol ที่รวดเร็ว และ ประหยัดพลังงาน แต่เป็นระบบที่มีการควบคุม

------

🕸️ การกระจายศูนย์

BTC 🧡 เป็นระบบกระจายศูนย์เต็มรูปแบบ ทุกคนสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายได้อย่างอิสระ โดยไม่มีหน่วยงานใดควบคุม

XRP 🖤 มีลักษณะกึ่งกระจายศูนย์ (Semi Decentralized) เนื่องจาก Ripple Labs มีอิทธิพลสูงต่อ XRP เพราะ Ripple Labs ยังคงถือครอง XRP อยู่เป็นจำนวนมาก และเครือข่าย Validator Nodes ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับ Ripple

สิ่งนี้ทำให้ XRP ถูกวิจารณ์ว่าไม่กระจายศูนย์เท่าที่ควร

------

#Siamstr

#Bitcoin #BTC

#XRP

ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่ XRP ทำมันถูก disrupt ไปตั้งนานแล้วด้วยพวก stable coin เพราะสุดท้าย พวก Stable coin ก็ถูกกดขายเป็นสกุลเงินท้องถิ่นที่ Exchange ปลายทางได้ทันที โดยเกิดความผันผวนของช่วงราคาที่น้อยกว่า

ข้อดีเดียวของ XRP จึงมีแค่ค่า fee ที่ต่ำ แต่ถ้า XRP มีราคาสูงคุณสมบัติการส่งเงินแบบประหยัดก็จะสู้ stable coin ไม่ได้ไปในทันที ดังนั้น XRP จึงจะมีราคาสูงมากๆ ไม่ได้ เพราะมันจะทำลายคุณสมบัติหลักของตนเอง

เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน