Avatar
Max
97aac85c03776b937eba89711063a38324c1b1a536527f8f18af22fab6069a34
สนใจเรื่อง Matrix ธรรมมะ(แท้) สุขภาพ หนังสือ กีต้าร์ เบียร์ อาหาร ฟุตบอล

นมดิบสั่งมาเยอะมาก มีใครอยู่ใกล้ผมไหมให้ฟรี 1 ถุง(5กก) ของเพิ่งถึงวันนี้สดๆเลยครับ

ใครอยู่ใกล้ผมสนใจนมดิบ ทักหลังไมมาทีครับ

#siamstr

#m=image%2Fjpeg&dim=1512x1512&blurhash=UCIX%3AH%25%24RPwa%7D-NFS%25x%5D00Mxemxa0LNeM%7CM%7B&x=cca6c5dd687fee52e57ce78302662523cb0da52ed28e05462833cf6eb8d8dbbe

ถ้าคุณไม่อยากตื่นรู้ อย่าเข้าไปยุ่งกับบิตคอย

#siamstr

Replying to Avatar PJB

สวัสดีครับ

วันนี้ผมจะมาเขียน ในเรื่อง การโหยหาผลตอบแทนในระยะสั้น (Time preference)

หลังจากตั้งท่ามานาน ว่าจะเขียนบทความอะไรดี ที่สามารถแลกเปลี่ยนคุณค่าให้คนอ่านได้บ้าง

ก็คงจะเป็นเรื่องนี้ละ เพราะเป็นสิ่งที่เราประสบพบเจอกับมันทุกวัน ถาม-ตอบ อยู่กับตัวเองบ่อยๆ

หลายท่าน คงเคยได้อ่านเรื่องแบบนี้ มาเยอะแล้ว ในทุ่งม่วงแห่งนี้ แต่อาจมีหลายสิ่ง ที่เราจะแลกเปลี่ยนกันได้ (เพราะประสบการณ์ที่เรามีนั้นแตกต่างกัน)

ผมก็ยังเป็นคนหนึ่ง ที่ยังชอบที่จะหา ผลตอบแทนในระยะสั้นสูง กว่าการหาผลตอบแทนในระยะยาว

มาเริ่มกันเลยครับ

มาเริ่มที่ความหมายกันก่อน

"Time Preference" หรือความโหยหาผลตอบแทนนั้นเป็นอัตราส่วนความสำคัญระหว่างการได้รับผลตอบแทนในตอนนี้ เทียบกับการรอเพื่อได้รับผลตอบแทนในอนาคต

High-Time Preference หรือการโหยหาผลตอบแทนในระยะสั้นที่สูง เป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่กำเนิด และเป็นสัญชาตญาณของเรา และสัตว์โดยทั่วๆไปในโลกนี้ เราจะกินเมื่อหิว หลับเมื่อง่วง เด็กร้องเมื่อหิวนม

ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่ทำเพื่อ ให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนในระยะสั้น ในที่นี้จะไม่ได้หมายถึงแค่ เฉพาะ เงิน อาจเป็นอย่างอื่นที่คนเราให้ความสำคัญ เช่น สุขภาพ หรือความสุข

แล้ว Low-Time Preference หรือ การโหยหาผลตอบแทนในระยะสั้นที่ต่ำ ละสิ่งนี้น่าจะไม่ได้อยู่ ในสัญชาตญาณของเรา โดยตรงแต่น่าจะเกิดจากการเรียนรู้ วิวัฒนาการ วัฒนธรรมจากสภาพแวดล้อมที่บีบบังคับ หรือจากประสบการณ์ที่ผ่านมา

โดยส่วนใหญ่จะพบในสัตว์บางชนิดเท่านั้น หรือบางฤดูกาล ที่จะมีการสะสมอาหารไว้กินในอีกฤดูกาลหนึ่ง แต่มักเป็นระยะเวลาสั้นๆ

ในส่วนของมนุษย์ก็เช่นกัน ตั้งแต่ที่เราเริ่มตระหนักรู้

เดินออกจากป่า มีมันสมองที่ขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เราก็มีการคิดถึงอนาคตมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการสะสมอาหาร เริ่มนำสัตว์มาเลี้ยง เพื่อไว้กินเป็นอาหาร หรือที่เรียกว่าการมีการปฏิวัติเกษตรกรรม

ในบางภูมิภาคที่มีฤดูหนาว ที่หนาวจัด ถ้าไม่มีการสะสมอาหาร หรือคิดถึงอนาคต ราคาที่ต้องจ่าย

อาจหมายถึง การอดตายในฤดูหนาว

แล้วปัจจัยอะไรละ ที่ทำให้ มนุษย์ มี Time-prefernce ที่แตกต่างกัน

ข้อแรก น่าจะเป็น

ภูมิประเทศ

ในประเทศที่อยู่ใกล้ทางขั้วโลกเหนือหรือใต้ของโลก จะถูกบีบให้คิดถึง การโหยหาผลตอบแทนในระยะสั้นที่ต่ำในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพื่ออดไว้กินฤดูหนาว

การเอาชีวิตรอดในแต่ละวัน ในช่วงฤดูหนาว ถ้าไม่มีการสะสมอาหารที่เพียงพอใน ช่วงฤดูกาลอื่นๆ ในอาจหมายถึงชีวิต

ด้วยวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมแบบนี้ หล่อหลอมให้ คนที่อยู่ในพื้นที่นี้จำเป็นต้อง พัฒนาทักษะ การวางแผน การคำนวณปริมาณอาหารที่จะสะสมที่เพียงพอ การล่าสัตว์ วิธีการถนอมอาหาร หรือทักษะการรบ เพื่อปกป้อง หรือแย่งชิงทรัพยากร

จึงไม่น่าแปลกที่ชาติจากยุโรปจะเป็นผู้ที่ เริ่มการล่าอาณานิคม เพื่อแย่งชิงทรัพยากร จากผู้ที่ไม่สามารถรักษามันไว้ได้

ส่วนประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร อากาศอบอุ่นกว่า ที่สามารถเพาะปลูกได้ตลอดปี

จะมีการโหยหาผลตอบแทนระยะสั้นที่สูงกว่า

เนื่องจาก ภูมิประเทศในแถบนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องวางแผนเพื่ออนาคตข้างหน้า ตื่นเช้ามาหาอาหารกินได้ทักวัน ผู้คนส่วนใหญ่จึงใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน คิดถึงอนาคตน้อยลง

ทักษะส่วนใหญ่ที่ถูกพัฒนาขึ้น ในประเทศแถบนี้

ทักษะการทำอาหาร ทักษะต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ ศิลปะ ภาษา วัฒนธรรม การเข้าสังคม

เมื่อพื้นที่ต่างๆในโลก เริ่มเชื่อมต่อกันมากขึ้น มีการรวมกลุ่มกันเพื่อก่อตั้งประเทศ และการล่า อาณานิคม ทำให้เกิดสาเหตุที่สองขึ้นมามากขึ้น

นั้นคือ ความขาดแคลน

ข้อที่สอง

ความขาดแคลน

ในยุคของการรวมกลุ่มกันเพื่อก่อตั้งประเทศ และการล่าอาณานิคม ได้ก่อให้เกิดพัฒนาการในสังคมมนุษย์ขึ้นอย่างมหาศาล และส่งผลต่อการคิดถึงผลตอบแทนในระยะสั้น มากกว่าอิทธิพลของภูมิประเทศ

แต่เดิมหน้าที่ของมนุษย์เรานั้นเพียงแค่ กิน นอน และสืบพันธุ์ ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ชนิดอื่น แต่เมื่อสมองของเรามีวิวัฒนาการที่มากยิ่งขึ้น ภาษา และระบบสังคม ทำให้การที่จะอธิบายถึงความต้องการจากสัญชาติญาณที่แท้จริงนั้น เริ่มมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และการที่จะทำให้เกิดความขาดแคลนความต้องการได้นั้นต้องเป็นสิ่งที่เราให้คุณค่ากันมันมาก เราถึงจะรู้สึกขาดได้

การให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆรอบตัวที่แตกต่างกันของมนุษย์ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนคุณค่า ต่อกันในสังคมมนุษย์ ก่อให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า เงิน ซึ่งเป็นตัวแทนของคุณค่าที่เราใช้แลกเปลี่ยนกัน แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ เงิน สามารถ แทนที่คุณค่าได้ทั้งหมด เช่น สุขภาพ ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ความรัก

ความขาดแคลน เป็นสิ่งที่บีบบังคับ ความคิด ตัวตน

ของมนุษย์ทุกคน สัญชาตญาณของมนุษย์

ถูกออกแบบมาเพื่อค้นหาวิธีการที่จะเอาตัวรอดได้เสมอ เมื่อเราประสบกับความขาดแคลนจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป มีแนวโน้มว่าเราจะโหยหาผลตอบแทนจากสิ่งนั้นที่สูงขึ้น

ในปัจจุบันสิ่งเราให้คุณค่าถูกบังคับ ให้เกิดความขาดแคลนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้วยสาเหตุต่างๆมากมาย

จากประเทศจากเจ้าอาณานิคม ระบบทุนนิยมที่มีผู้ชักนำ ผู้นำที่บริหารผิดพลาด หรือเห็นแก่ตัว ของประเทศนั้นๆ

การทำให้เงินของเรานั้นมีมูลค่าลดลงในทุกๆวัน ทำให้อาหารของเรามีสารอาหารที่น้อยลงเพื่อลดต้นทุนและซ่อนเงินเฟ้อ การทำลายระบบการศึกษาเพื่อให้ผลิตคนมาป้อนตลาดแรงงาน

หรือบางครั้ง ความขาดแคลน ก็อาจจะเกิดมาจากคนในยุคก่อนหน้าคนในครอบครัว ที่มีการโหยหาผลตอบระยะสั้นที่สูง ใช้วิธีการและเครื่องมือที่ผิด เพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทน ด้วยการเดิมพันกับผลตอบแทนในอนาคต

การเปรียบเทียบตัวเอง กับค่านิยมของสังคมต่างๆ ความรู้สึกอยากเป็นคนสำคัญ

ทุกสิ่งล้วนส่งผลให้เกิดความขาดแคลน

และนำไปสู่การโหยหาผลตอบแทนระยะสั้นที่สูงขึ้น

บทสรุป

งั้นหมายความว่าที่เขียนมาทั้งหมดนี้

การมี High-time preference การโหยหาผลตอบแทนระยะสั้นสูง มันก็ไม่ดีสินะ

ชีวิตเรามันต้อง Low-time preference เท่านั้น!

จะว่าอย่างนั้นมันก็ไม่ถูกอีก

การโหยหาผลตอบแทนในระยะสั้นสูง ในระดับที่เหมาะสม นั้นเป็นเรื่องที่ดี

เราหิวก็ควรต้องกิน เมื่อยก็ไปนวด

ป่วยก็ไปหาหมอ ทำงานก็ควรต้องมีเวลาหาความสุขอยู่กับครอบครัว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลตอบแทนในปัจจุบันทั้งนั้น ไม่สามารถเก็บออมไปถึงอนาคตได้

ผมเคยเจอคนที่สุดโต่งมาก

เรื่อง การโหยหาผลตอบแทนระยะสั้นที่ต่ำ

ทำงาน ทำงาน ทำงาน หาเงิน(ที่ยังไงก็ระเหยอยู่ดี)

ไม่มีเวลาให้ครอบครัว หาความสุขให้ตัวเอง ใช่ครับ ถ้าการทำงานคือความสุข นั้นคือคุณทำสิ่งถูกต้อง

แต่ถ้าการทำแบบนั้น มันทำให้เราไม่มีความสุขในปัจจุบันทั้งๆที่ มีเงินมหาศาลอยู่ในบัญชี มันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เราถูกขังอยู่ในกรงของค่านิยมอะไรซักอย่าง หรือการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น

การมีระดับ การโหยหาผลตอบแทนระยะสั้น ที่เหมาะสมนั้นถือว่ามีความจำเป็น กับชีวิตมาก

แต่ในปัจจุบัน มีหลายๆคน ที่ไม่สามารถ แม้แต่จะคิดถึง คำว่า Low-Time Preference ได้

เมื่อเงินที่ถืออยู่ไม่มีค่า การมูลค่าการออมเวลาและแรงงานถูกขโมย ออกไปในทุกๆวัน

ให้กับผู้ที่อยู่ด้านบนหอคอย ที่จำเป็นจะต้องปกปิดความผิดของพวกเขาด้วยวิธีการสร้าง คำศัพท์ กฏเกณฑ์อะไรมากมาย เพื่อกดขี่ และปกครอง ประเทศอื่นๆ ด้วยวิธีการใหม่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เหมือนเดิม

การบีบบังคับ ให้คนโหยหาผลตอบแทนมากขึ้น เนื่องจาก เงินมันระเหยได้ ด้วยวิธีการ ใช้ตลาดทุน ดอกเบี้ย และหนี้สิน นั้นทำให้คนที่ระดับล่างสุด ต้องแทบขายเวลาและแรงงานของพวกเขาทั้งชีวิต เพื่อให้ได้เงินมา แค่พอประทังชีวิต และการที่คนต้องทำงานเกือบทั้งชีวิตนั้น ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทำให้เกิดการขาดแคลนในด้านอื่นๆเช่นกัน

#siamstr

#rightshift

#hightimepreference

ปล. ขอนอกเรื่องนิดนึง ขอบคุณช่อง Right shift

มากที่ช่วงนี้ มีการตัดคลิปซอยย่อยเป็นคลิปสั้นๆเพิ่มมากขึ้น

เหมาะกับการเอาป้ายยาคนอื่น ให้เป็น Bitcoiner มากครับ

เมื่อก่อนยาวมากตามฟังไม่ไหว เวลามีน้อยยังต้องตามหาเงิน Fiat 555

ทำงานๆ ได้เงิน ใช้ชีวิต เหลือ เก็บ (ในภาชนะที่ไม่รั่ว)

Cr.พี่ชิต

”เทอค้าบ ช่วยอธิบายให้ฟังให้หน่อยค้าบ ทำไมในย่อหน้าที่ 2 ถึงบอกผู้ให้บริการต่างๆที่ถือ private key เป็นเจ้าของ BTC

เจ้าของไม่ใช่ลูกค้าที่ถือ Private Key เหรอค้าบ เค้าอ่านแล้วเค้างง“ (Layer Money หน้าที่ 194)

แฟนผมที่ไม่ได้เป็นบิตคอยน์เนอร์ แต่อ่าน The Bitcoin Standard จบก่อนผมไปแล้ว และกำลังจะอ่าน Layer Money จบ

เธอเพิ่งจะซื้อหนังสือ The Secret, ATOMIC HARBITS, GOOD VIBES GOOD LIFE และมีแผนจะซื้อหนังสืออีกหลาย ๆ เล่มที่เธอเพิ่งจะอ่านจบไปให้กับผมเพิ่ม ให้ตายเถอะ..แค่ผมบอกว่าจะเริ่มกลับมาอ่านหนังสืออีกครั้ง

ผมแทบจะไม่ได้ป้ายยาส้มอะไรมากมายให้กับเธอ ในบางเวลาผมจะทำแค่คุยกับเธอถึงเรื่องของบิตคอยน์ในมุมมองต่าง ๆ ที่ไม่ได้เป็นเรื่องราวในแง่ของการลงทุนเพื่อผลกำไร และทิ้งแค่คำพูดที่ว่า “เงินกำลังเสื่อมค่านะ...” “เราปล่อยให้รัฐมีอำนาจมากเกินไป...” “รัฐพิมพ์เงินเพื่อทำลายเงินออมของประชาชน...“ ฯลฯ แล้วเธอก็มักจะฟังอย่างใจจดใจจ่อ

จริง ๆ ไม่ได้เป็นเพราะว่าผมพูดนั่นพูดนี่ จนทำให้เธอค่อย ๆ รู้สึกสนใจว่าบิตคอยน์มันคืออะไร เพราะว่าถึงตอนนี้ผมก็ยังคงเป็นคนที่เก็บออมเป็นบิตคอยน์อยู่แค่คนเดียว เธอบอก “เค้ามีหน้าที่หาเงิน ที่รักก็เก็บออมเป็นบิตคอยน์ของที่รักไป” นั่นแหละ

สิ่งที่ผมทำก็แค่ทำตัวให้ดูน่าค้นหา (สำหรับเธอ) ไม่ว่าผมจะทำอะไร จะคิดอะไร เธอก็มักอยากจะรู้อยากจะเข้าใจในความเป็นผมอยู่เสมอ

ทำให้เขาคนนั้นค้นหาความเป็นคุณ แล้วคุณจะไม่ต้องคอยยัดเยียดยาส้มอะไรนั่นให้กับเขา

ในกรณีของคนที่อยู่ข้าง ๆ คุณละนะ

#Siamstr

https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_3395997466417093351705157002.webp

จริงๆพวกบิตคอยเนอร์ไม่ได้ต้องการให้ใครมาซื้อบิตคอยโดยที่เขาไม่รู้จักมันดีนะ ลึกๆเราอยากให้ผู้คนรู้ว่าระบบการเงินโลกตอนนี้มันเหี้ยแค่ไหนต่างหาก

Replying to Avatar Boss

ผมเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองสนใจการเงินตอนอยู่มหาลัยที่เพื่อนทักว่า "นี่ มึงมาเรียนนิเทศน์ทำไมวะ?" พอนึกๆย้อนกลับไปแล้วมันก็เป็นสิ่งที่ผมชอบมาโดยตลอด "การลงทุน"

ปี 2013

รู้จักบิตคอยน์ครั้งแรกที่ราคาทำจุดสูงสุด $1,000 แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร คิดแค่ว่าเป็นเงินบนอินเตอร์เน็ต มีจำนวนจำกัด ไม่มีเจ้าของ เป็นแค่เครื่องมือลงทุนที่เหวี่ยงอันนึง แล้วไงใครแคร์

ปี 2017

กลับมาสนใจคริปโตอีกรอบ ยุค ico บูม กระโดดเข้าไปซื้อ shitcoin ตัวนึง ไม่กี่วันก่อนประกาศลิสบน exchange บูม! ทำกำไร 10x ภายในเวลาไม่กี่วัน ตอนนั้นคิดว่าเราเก่งมาก ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมเลยกระโดดช้อนซื้อ ออล อิน dogecoin ที่ Top (wtf lol) ตื่นมาวันรุ่งขึ้น ตลาด crash เงินหายไปครึ่งนึง ยังจำความรู้สึกนั้นได้อยู่เลย มันชาไปทั้งตัว ทำอะไรไม่ได้เลย แล้วก็เข็ดไปสักพัก

ปี 2018

ได้รู้จักกับรายการยูทูปชื่อ CDC Bitcoin Talk มีพี่แว่นคนนึงพูดเรื่องบิตคอยน์ตลอดเวลา ฟังไปฟังมาเริ่มสนใจบิตคอยน์ในเชิง fundamental อีกครั้ง เหมือนได้กลับมามองมันในอีกมุมนึง

ปี 2019

ยุค DeFi บูม กระโดเข้าไปคลุกวงในอยู่หลายโปรเจค โดน rug pull ไปไม่น้อยเลย เล่นท่ายากเยอะมาก ตอนนั้นรู้สึกสนุกมาก คิดว่ามันเหมือนเครื่องมือลงทุนที่สมัยก่อนเข้าถึงได้แต่นักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น ตอนนี้มันเข้าถึงเราแล้ว!

ปี 2020

แม้ตลาดจะร่วงอย่างหนัก ก็ยังคงสนุกอยู่กับ DeFi ทั้งที่ก็โดน rekt ไปแล้วหลายโปรเจค สมองก็ยังไม่งอกสักที

ปี 2021

หลังจากเจ็บหนักมากับหลายๆโปรเจค ก็มาสะดุดกับประโยคนึงที่ อ.พิริยะ พูดในรายการ "อย่าเพิ่งเล่นท่ายาก อยู่นิ่งๆให้เป็นก่อน" ตอนนั้นบิตคอยน์ทำจุดพีคที่ 6 หมื่นกว่า ก็เพิ่งตระหนักได้ว่า เชี่ย นี่ถ้ากูถือเฉยๆมาตั้งแต่ 2017-18 กูกำไรไม่รู้กี่เท่าแล้วเนี่ย ก็เลยทำให้กลับมาทบทวนตัวเองใหม่หมด จนได้ตกผลึกว่า พวก DeFi มันคือ fiat on steroid นี่เอง

ตอนนั้น เริ่มมีแสงเลเซอร์ออกมาจากตาแบบอ่อนๆ เริ่ม Stack sats แล้วย้ายเข้า cold storage เรียกได้ว่า เริ่มลงเข้าไปในหลุมกระต่ายเป็นครั้งแรกอย่างจริงจัง

ปี 2022

ค้นพบวิธีกินอาหารแบบ Carnivore จากพอดแคสของ Saifedean จำได้ว่าเป็นความรู้สึกที่ประหลาดมาก ทำไมบิตคอยเนอร์หลายๆคนสนใจการกินอะไรแนวๆนี้กันเยอะมาก ก็เลยทดลองกิน carnivore ดู ผลคือ รู้สึกสุขภาพโดยรวมดีขึ้น เริ่มลงหลุมกระต่ายด้านสุขภาพอีกหลุมนึงอย่างเต็มตัว

ได้รู้จัก หมอเอก และลงเรียนคอร์สพื้นฐาน รู้สึกคุ้มค่ามากๆ ถูกเบิกเนตรกับหลายๆเรื่องที่เราถูกหลอกมาตลอด

ช่วงเดียวกันนี้เองก็เริ่มสนใจ red pill เป็นยาเม็ดที่เลี่ยงไม่ได้ถ้าเราลงหลุมกระต่ายมาแล้ว ซึ่งแรงพอสมควร เพราะมันขัดกับขนบธรรมเนียมที่สังคม woke ต้องการจะให้เราเป็น เรียกได้ว่าตาเลเซอร์ถูก activated ทุกส่วน สามารถมองทะลุม่าน fiat bs ได้แทบจะทุกอย่าง ถ้าเป็นในหนัง ผมคือนีโอที่รู้จัก #matrix เป็นครั้งแรก มันทั้งสับสนและก็ตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน

ปี 2023

สิ่งที่ทำให้ความสงสัยหลายๆอย่างเกี่ยวกับ "การลงทุน" กระจ่างชัดเจนขึ้น คือ คำพูดของอ.พิริยะ "ความลับ คือ จริงๆแล้วเราไม่จำเป็นต้องเทรดก็ได้"

ตอนนั้นเริ่มตกผลึกอีกรอบแล้วว่า บิตคอยน์ มันไม่ใช่แค่เครื่องมือการลงทุน มันคือ เทคโนโลยีการออมที่ทรงพลังที่สุด เพราะ ถ้าเงินมันไม่เสื่อมค่า เราก็ไม่จำเป็นต้องเอาเงินไปลงทุนเลย เราแค่เก็บออม ไอสิ่งที่เราหมกมุ่นมาตั้งแต่เด็กๆ มันเป็นผลพลอยได้ของการที่เงินมันห่วยลงทุกวันแต่เราแค่มองไม่เห็นความแตกต่างที่ค่อยๆเปลี่ยนไปแบบเนียนๆผ่านกลยุทธ์ fiat bs ที่ตอนนี้เรามองเห็นมันแล้ว

ปัจจุบันผมก็ยังคงทำงาน fiat อยู่ เรียกได้ว่าเป็นงาน rent seeking อย่างนึงเลยก็ได้ ยังไม่ได้มีแผนชัดเจนว่าจะออกจาก #matrix นี้ยังไง คิดว่าผมคงหนีมันไม่พ้นในช่วงชีวิตนี้ คงต้องอยู่กับมันไป แต่ก็จะตระหนักรู้ไว้เสมอว่า it's not real

ความฝันเล็กๆที่ตั้งไว้คือ ซื้อที่ดินทำฟาร์ม มีธุรกิจเล็กๆภายในพื้นที่ชุมชน คิดว่าตัวเองสามารถทำได้ แต่คำถามคือเมื่อไหร่? ผมก็ยังตอบตัวเองไม่ได้

กำลังใจสำคัญที่ทำให้ผมยังคงเดินในเส้นทางนี้คือคำพูดของพี่ชิตที่ว่า "ความจริงแม่งช้า" เพราะความจริงจะค่อยๆเปิดเผยทีละ halving ซึ่งเห็นได้ชัดจากตัวผมเองที่รู้จักบิตคอยน์มาตั้งแต่ 2013 กว่าจะเห็นความจริงได้ชัดขนาดนี้ก็ปี 2023 สิบปี หรือเกือบ 3 halving ที่ความจริงมันค่อยๆเผยออกมา ช้ามาก 555

#fixthemoneytheworldwillfixitself

#escapethematrix

#exitthematrix

#thainostrich #siamstr

เหตุการณ์คล้ายกันเลย 555 ไปเจ็บก่อน แล้วค่อยเจอทางสว่าง

Replying to Avatar Jingjo

เห็นโน้ตสุดเดือดของพี่เดชาแล้วนึกถึงบทความนี้เลย

- เริ่มต้นด้วยการอนุมัติ ETF

- แก๊งโจรผูกขาดในระบบธนาคารนิวยอร์กเก็บของเพิ่มรัว ๆ

- มีผู้เชี่ยวชาญหน้าใหม่โผล่ออกมาจากรูเพิ่ม แก่กันออกมาปล่อยข่าว FUD และอ้างว่าจะมาช่วย "แก้ไข" บิตคอยน์

- รัฐบาลอเมริกวยโจมตีว่าบิตคอยน์เป็นภัยคุกคามอธิปไตยของชาตินะเว้ย

- แก๊งโจรธนาคารนิวหยวกเร่งเก็บของเพิ่ม เพราะคนเริ่มสนใจบิตคอยน์กันอย่างแพร่หลายแล้ว (ปรากฏการณ์สไตรแซนด์ ยิ่งพยายามปิดบังข้อเท็จจริง ยิ่งทำให้สิ่งนั้นเป็นที่สนใจในวงกว้างมากขึ้น)

- รัฐบาลอเมริกาออกกฎหมายสั่งยึดบิตคอยน์จากประชาชน (Executive Order 6012 Bitcoin)

- รัฐบาลอเมริกาออกเงิน CBDC ที่ตรึงค่ากับบิตคอยน์ที่ยึดมา

- ประกาศให้ non-KYC Bitcoin คืออาชญากรรม

- เกิดสงครามการฟอร์กเหรียญเป็น statecoin vs Bitcoin

- แต่สุดท้าย รัฐบาลได้รับบทเรียนราคาแพงว่าระบบบิตคอยน์มันมีกลไกการปกป้องตนเองได้อย่างไร

ซีนาเรโอนี้ดุเดือดดีครับ น่าติดตาม

"First they ignore you, then they laugh at you, then they fight you, then you win."

- Mahatma Gandhi

#siamstr

#m=image%2Fjpeg&dim=834x1920&blurhash=%5B4R%3AHGIU%7Eq-%3B00V%40V%40jt00aeRjof00t7aeRj00s%3ARjax00t6oLWB00xat6WA00xuWBRj00oLt7fP&x=2f59082d5cc86ab662bf7682e6781fcb15635a8f0a3cb5f2bde4d6a4fb9d95ba

อ่านตัวเต็มที่ https://bitcoinmagazine.com/culture/then-they-fight-you-

#m=image%2Fjpeg&dim=1080x1366&blurhash=_iGIlzaeoejZjtayRj00WVWVayayj%5Bay%7EqWBbHa%7Cjtj%5BofD%25oLaxf6ayayWBt7aeofj%40jtfQkCa%23fkWVayf6j%5BoLIUoLfPj%5Bjtf6azxuj%40j%5BfQj%5Bj%5Ba%7DM%7Ba%7Daza%7DayoLay&x=830fcac011beb2931b3bdc1d284c5534f03c9a990c74d785414cb0c203a2c3de

พวกนี้มันคิดว่ามันทำได้ เพราะมันมั่นใจว่ามนุษย์จะโง่เหมือนที่ผ่านมา

Replying to Avatar Panai Lawasut

ขอเหลาเรื่องรองเท้านิด

เนื่องจากหลายท่านเห็นผมเล่นออกกำลังกายแล้วใส่รองเท้าที่ไม่มีซัพพอร์ตใดๆ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

จริงๆเรื่องนี้ก็เป็นยากลืนยากเริ่องนึงเหมือนกัน แต่เข้าใจว่า ทุกคนในทุ่งม่วงเป็นคนเปิดใจ ผมจากลองพยายามเล่าตามความเข้าใจผมดู

ผมเล่นบาสมาตั้งแต่เด็ก เล่นอยู่กีฬาเดียว จริงจังมาก ช่วงมัธยมเดินสายแข่งไปทั่ว ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงไประดับประเทศ เรียกว่าแทบไม่มีวันไหนที่ผมไม่ได้จับลูกบาสเลย

แต่ก็เป็นเหมือนเด็กมัธยมยุคนั้นทั่วไป เราไม่มีสตางค์จะไปซื้อรองเท้าดีๆมาใช้หรอก พวกเรามีตัวเลือกกันตัวเดียวคือ”นันยาง”

แต่มันดันใช้งานได้ดีซะนี่ เป็นที่รู้กันว่าพื้นมันหนึบมาก ลุยได้ทุกสนาม เคลื่อนไหวได้คล่องตัว แถมราคาสามัญชน แล้วผมดันใช้รองเท้าเปลืองมากซะด้วย ผมไม่เคยซักรองเท้าเลย พื้นมันทะลุก่อนที่มันจะดำทุกคู่ไป (ประมาณเดือนละคู่)

ไม่แปลกที่ตลอดอายุนักกีฬาในวัยเด็กของผมจะใส่อยู่ยี่ห้อเดียว

พอเข้ามหาลัยจนไปถึงตอนเริ่มทำงานช่วงแรก วิถีในระบบมันพาให้เราต้องเลิกทำสิ่งที่เราชอบไป มีโอกาสได้กลับมาเล่นบาสอีกทีตอนย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองชลแล้ว

ตอนนั้นพอเริ่มมีสตางค์บ้างก็พยามหารองเท้าดีๆมาใส่ ทั้งลอง ทั้งใช้ ทั้งสะสม ในช่วง 4-5 ปีนั้นผมมีรองเท้าบาสไม่ต่ำกว่า 20 คู่แน่นอน

ในช่วงนี้ผมเริ่มมีอาการบาดเจ็บ มาเป็นพักๆ เดี๋ยวเข่า เดี๋ยวหลัง แถมทำอะไรในสนามก็ไม่ได้ดั่งใจซักอยาก ในตอนนั้นคิดว่าคงเป็นเรื่องของอายุ และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น(ตอนนั้นเพิ่งจะ 30 อยากจะกลับไปเข้กหัวตัวเองจริงๆ)

นั่นทำให้ผมเริ่มหาข้อมูลเรื่องสุขภาพ เพราะเหตุผลเรื่อง performance ตอนเล่นบาสเป็นหลักเลย

ทุกคนน่าจะเป็นเหมือนกัน พอศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเข้า เราจะเริ่มเชื่อมโยงและ simplify มันได้

ข้อสรุปผมคือ

“ร่างกายเราทำทุกอย่างตามสิ่งเร้า อะไรที่เราใช้มันจะพัฒนา อะไรที่เราไม่ได้ใช้มันจะไม่เก็บไว้ และเราควรทำทุกอย่างให้เข้าใกล้ธรรมชาติเดิมของมนุษย์มากที่สุด”

ซึ่งผมบังเอิญได้ไปฟังเรื่องราวมา 2-3 เรื่อง ทำให้ผมตัดสินใจเลิกใช้รองเท้าที่มีซัพพอร์ตใดๆ และหารองเท้าที่พื้นบางที่สุดมาใส่ จริงๆผมวางเป้าหมายไว้ถึง barefoot runner เลยด้วยซ้ำ

โฮโมเซเปียนเรามีอายุ ประมาณ 2 ล้านปี แต่หลักฐานการค้นพบอาวุธชิ้นแรกที่เจอ ย้อนกลับไปแค่ประมาณ 2 แสนปีเท่านั้นเอง

คำถามคือในช่วงก่อนที่จะมีอาวุธนั้น มนุษย์ที่ทั้งอ่อนแอ วิ่งช้า และไม่มีแม้แต่กรงเล็บนั้นล่าสัตว์ได้ด้วยวิธีการใด..?

(คนเราต้องการโปรตีนนะครับ พืชไม่ใช่ผู้ผลิตโปรตีน คนเราต้องล่าสัตว์แหละ)

คุณ คริสโตเฟอร์ แม็คโดกัล ตั้งสมมติฐานไว้ในหนังสือ Born to run ว่าสิ่งที่มนุษย์เรามีความสามารถมากกว่าสัตว์ทุกชนิดบนโลกคือ เราเป็นสัตว์ระบายความร้อนได้ดีที่สุดในโลก เราเหงื่อออกเก่ง..ว่างั้นก็ได้

วิธีการล่าสัตว์ของเราก็คือ

“ วิ่งไล่เหยื่อจนเหยื่อโอเวอร์ฮีทตาย..!!!!! ”

นี่เป็นวิธีการของสิ่งมีชีวิตที่บอกว่าตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์ฉลาดที่สุดจริงๆหรือวะเนี่ย

คุณคริสโตเฟอร์สามารถตอบคำถามนี้ได้จากการเข้าไปศึกษาวิถีชีวิตของชนเผ่าที่ชื่อ “ทาราฮูมารา” เป็นชนเผ่าที่หลบหนีการรุกรานของยุโรป ไปอาศัยอยู่แถบหุบเข้าในอเมริกาใต้ที่ลึกลับซับซ้อนจนไม่มีความเจริญใดเข้าถึงได้

วิถีชีวิตของพวกเค้าจึงเป็นเหมือนในอดีตที่สืบทอดกันมาทุกประการ

พวกเค้าออกล่าสัตว์กันทั้งเผ่า หนุ่ม สาว เด็ก คนแก่อายุ 60-70 หรือแม้แต่คนท้อง เพราะว่าระยะทางในการวิ่งไล่เหยื่อแต่ละครั้งจะอยู่ราวๆ 150-300 กิโลิเมตร..!!!! ระยะนั้นคงไม่มีใครแบกอาหารกลับมาส่งให้ที่หมู่บ้านหรอก

เรื่องนี้บ้าบอมากกกก

คุณต้องวิ่งเพซเท่าไหร่?

คุณคงต้องท้องว่างอยู่ด้วยใช่มั้ย?

เส้นทางวิ่งคงไม่ใช่ลู่วิ่งยางคอร์ด 400 แน่ๆ

ตอนทางชันๆก็วิ่งรึ?

มีหยุดพักบ้างไหม?

ปู่ย่าตายายคนท้องก็มาหมดเลยรึ?

ทั้งหมดนั้นเป็นกิจกรรมธรรมดาๆของชนเผ่าวันนึง ที่ทำด้วยความสนุกสนานด้วย!! (วิ่งอัลตรายังไงให้สนุกวะ)

และที่สำคัญที่สุดทุกคน ใช้แค่หนังสัตว์บางๆมาทำรองเท้า เรียกว่าเท้าเปล่าไปเลยก็ยังได้

ทุกคนไม่มีอาการบาดเจ็บที่เราๆนักวิ่งเจอกัน ไม่ต้องพูดถึงเมตาโบลิกซินโดรม ชนเผ่านี้ไม่รู้จัก

เท้าเปล่ามันดียังไง เรื่องกราวน์ดิ่งคงไม่ต้องเหลา เรารู้กันดีอยู่แล้ว เท้าเป็นตัวส่งสัญญาณหลายๆอย่างให้กับสมอง มีจุดรับสัญญาณบนฝ่าเท้าเป็นร้อยจุด เราสามารถเอาเท้าลูบหน้าเพื่อนแล้วบอกได้ว่าเป็นใคร ไม่เชื่อลองดู

สัญญาณตัวหนึ่งที่มีความสำคัญมากคือ เท้าส่งสัญญาณไปที่สมองว่าได้รับแรงกระแทก สมองจะเตรียมร่างกายให้พร้อมรับกับแรงกระแทกนั้น ตั้งแต่ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อต่อ หรือแม้กระทั่งความหนาแน่นของกระดูก (นักบินอวกาศกลับลงมาโลกแล้วจะพบว่ากระดูกบางลงนะครับ)

ลองนึกดึว่าเราพยามลดแรงกระแทกเพราะคิดว่าจะเป็นผลดีกับหัวเข่า แต่มันตรงกันข้ามเลยครับ

เท้ามีกล้ามเนื้อยิบย่อยเล็กเต็มไปหมด รวมแล้วประมาณ 15% ของร่างกาย แต่ละมัดช่วยทำให้เท้าเคลื่อนที่ได้ค่อนข้างอิสระ แต่เรากลับล็อคมันไว้ให้ทำงานเฉพาะกล้ามเนื้อบางส่วนด้วยรองเท้า มันทำให้กล้ามเนื้อบางมัดไม่แข็งแรง

เวลาเราบังเอิญไปเรียกใช้งานมัน แต่มันดันไม่พร้อม เราจะไปเอากล้ามเนื้อหลังล่างมาช่วยโดยไม่รู้ตัว หลายๆเคสส่งผลให้ปวดหลังได้ บางทีเรื้อรังเลยทีเดียว

ลองสังเกตเวลาเปลี่ยนรองเท้า แล้วจุดซัพพอร์ตต่างจากคู่เดิม เราจะปวดไม่ตรงไหนก็ตรงไหนซักที่ เพราะมันใช้กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน ในเคสที่โชคร้ายบาดเจ็บได้เลย เหมือนผมเป็นต้น ใส่นันยางวิ่งอยู่ดีๆ อยากลองมีรองเท้าวิ่งกับเค้าบ้าง สุดท้ายเจ็บ ทุกวันนี้ยังไม่หาย วิ่งยาวหน่อยไม่ได้เลย

สำหรับนักกีฬา กล้ามเนื้อเท้าคือสิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่ควรถูกพัฒนา การออกแรงในหลายๆกีฬาส่งแรงมาจากเท้าทั้งสิ้น

นักวิ่งเท้าเปล่าเองจะถูกบังคับฟอร์มวิ่งโดยอัตโนมัติ เพราะถ้าวิ่งฟอร์มผิดจะวิ่งไม่ได้ และฟอร์มวิ่งที่ดีจะทำให้เราใช้พลังงานในการวิ่งน้อยมาก

ผมลองกลับมานึกๆดู เด็กๆเราใส่รองเท้า zero drop มาตลอดไม่เคยมีอาการบาดเจ็บ ทั้งที่ใช้ร่างกายหนักขนาดนั้น(ไม่นับรวมอุบัติเหตุนะ) เพิ่งมาเริ่มเจ็บก็ตอนใส่รองเท้าแพงๆนี่แหละ จะมีรุ่นที่ใส่แล้วดีก็ล้วนพื้นบางๆทั้งนั้น แถมทุกวันนี้ก็ยังมีรุ่นใหญ่ๆหลายคนที่เล่นบาสด้วยกันโดยที่ใส่แต่นันยาง

ที่สำคัญในวันที่อายุมากๆ กล้ามเนื้อเท้าจะเริ่มเสื่อมลง และถ้าคุณไม่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว คุณจะเริ่มมีปัญหาด้านการทรงตัว ล้มง่าย ดีไม่ดีกระดูกคุณอาจจะบางอยู่แล้วเพราะร่างกายไม่ได้รับสัญญาณว่ามีแรงกระแทกเลยมาตลอดชีวิต ถ้าล้มแล้วกระดูกจะหักเอาง่ายๆ ต่อไม่ติดด้วย ทีนี้ติดเตียง จะพาลำบากเอาทั้งตระกูล

นี่ไม่ได้ขู่ให้กลัวนะ คน 70% ไม่มีกล้ามเนื้อเท้าที่แข็งแรง และกระดูกบางกว่าที่ควรจะเป็น

รองเท้าคือตัวปิดกัน information ของเท้ากับสมอง

อยากให้ลองสักเกตุเวลาเด็กๆวิ่งดู ฟอร์มสวยถูกต้องทุกคน!! แล้วทำไมถึงกลายเป็นเรื่องที่เราต้องฝึกกันอย่างหนักเพื่อให้ได้ฟอร์มวิ่งที่ทุกคนมีมาแต่เกิดอยู่แล้ว

เป็นเพราะรองเท้ารึเปล่า..!?

เราจะสามารถเรียกรองเท้ายุคนี้ว่า “fait footwear”ได้มั้ย

ผมตั้งใจว่าจะพยามค่อยๆ transform จนกลายเป็น barefoot runner ให้ได้ แต่ตอนนี้คงต้องใช้ zero drop อย่างนันยางและเบรคเกอรึไปก่อน

ทั้งหมดนี่ความเห็นส่วนตัวสุดๆนะครับ ผมเข้าใจดีถ้าจะเห็นไม่ตรงกันครับ

#siamstr

ปล.ผมไม่ได้อ่านหนังสือ born to run นะ ผมฟังมาจาก ted talk

ปล.2 พักหลังสื่อน่าจะเข้าถึงชนเผ่าเยอะ ดูพวกพี่เค้าเริ่มออกทรง elite ละ สีจัดจ้าน

ปล.3 มีคนทำรองเท้าทาราฮูมาราขาย มีหมุดทองแดงติดที่หูหนีบไว้กราน์วดิ่งด้วย

เห็นด้วยอย่างมาก ในเรื่องว่ามนุษย์ถูกออกแบบระบบป้องกันตัวเองมาดีโคตรๆอยู่แล้ว จงฝึกมันให้แข็งแกร่ง และพยายามอย่าไปแทรกแซงมันโดยการใช้ตัวช่วยจนเกินไป ส่วนตัวเวลาเป็นไข้หวัดก็แทบจะไม่แตะยาเคมีเลย

แต่ก็คิดไม่ถึงเรื่องรองเท้าเหมือนกัน ซึ่งพอคิดๆแล้วมันมีความเป็นไปได้อย่างมากเลยนะเนี่ย

#siamstr

nostr:nevent1qqs0udzguwmc0gzk0e6lvp26hc75nz60r9rectykqlkysy5ghudm7yqppamhxue69uhkummnw3ezumt0d5pzp9m7k58qcxt8wmaj02gzwrkygkdhszkz0c57krgaxd2msxwvjw8nqvzqqqqqqy2d4we5

เสียงย่างทำให้เนื้อน่ากินขึ้น 300%

เสียงย่างมันชวนหิวจริงครับ 555

Replying to Avatar 9shrek

สวัสดีทุกคนอีกครั้ง วันนี้จะเอามุมมองของอาจารย์มาเล่าอีกเช่นเคย

คือผมเรียนยานยนต์เนาะ หลายคนยังไม่ทราบ แต่ว่าๆๆผมยังเรียนไม่จบเน้อ

อะอันนี้ยาวมากเดี๋ยวทำ Outline ไว้ด้วยจะได้เลือกอ่านกันง่ายๆตามหัวข้อที่สนใจ

1.รถไฟฟ้า(EVs Car)กินส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ได้กี่เปอร์เซ็นต์ และสิ่งที่ผมคิดได้

2.เห้ย! รถไฟฟ้า(EVs Car)มันมีมาก่อนเราเกิดอีก

3.ความต่างของรถไฟฟ้า(EVs Car)และรถสันดาปน้ำมันที่เด่นๆ

4.รถไฟฟ้าเสียพลังงานทิ้งมากกว่าที่คิด

1.รถไฟฟ้า(EVs Car)กินส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ได้กี่เปอร์เซ็นต์

คือผมรู้จักกับอาจารย์สองท่านในคณะเนี่ยแหละ คนนึงคือบ้าเครื่องยนต์มากชอบออกแบบเครื่องยนต์ชอบดูกลไกการทำงานเครื่องยนต์ ล่าสุดอาจารย์ได้ทำเครื่องยนต์หรือไปออกแบบดาวเทียมอะไรซักอย่าง

ส่วนอีกคนทำโปรเจกท์เรื่องแบตเตอรี่รถไฟฟ้าและเรื่องพลังงานไฮโดรเจนอยู่

อาจารย์ท่านแรกตอนที่พวกเรากำลังเรียนเรื่องชิ้นส่วนต่างๆและการทำงานของเครื่องยนต์ อาจารย์ถามว่า "นักศึกษาทุกคนครับ ผมมีคำถาม ตอนนี้ทุกคนคงได้เห็นได้ดูกันมาแล้วว่ารถอีวี(รถไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ล้วน ไม่ไฮบริด ไม่เติมน้ำมันไปปั่นไฟ มีแต่แบตเลยที่ให้พลังงาน) ว่าช่วงนี้บูมมาก เลยอยากจะถามว่าทุกคนคิดว่ารถอีวีจะสามารถกินส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ทั่วทั้งโลกได้กี่เปอร์เซ็นต์"

นายสุริสัก " 80 เปอร์เซ็นต์ครับ "

นางสาวปิยะทิด๊า " 50 เปอร์เซ็นต์ค่ะ "

นายสุทิวุฒระไตรเมสิขาองครฉัตรินธร " 20 ครับ "

อาจารย์ถามต่อว่า " มีใครคิดว่าน้อยกว่า 20 มั้ย "

ผมที่พึ่งอ่านข่าวเรื่องลิเธียมจะหมดโลกมา " *ยกมือ " ( ผมก็ตอบไม่ได้ว่ามันกี่เปอร์แต่คืออ่านข่าวมาแค่คร่าวๆ ของ bbc )

อาจารย์ถามว่า "ทำไมคิดแบบนั้น"

ผมก็ตอบตามตรงว่า "ผมอ่านข่าวมาเขาบอกว่าลิเธียมกำลังจะหมดโลกครับ"

อาจารย์บอกว่า "ใช่" และอธิบายต่อว่า "ถูกอย่างเพื่อนว่า ลิเธียมจะหมดโลก การคาดการณ์ของทางฝั่งเมกา เขาตีพิมพ์เป็นตัวเลขคร่าวๆว่าลิเธียมเนี่ย เมื่อเราเอามาผลิตแบตเตอรี่ทั้งหมดจนหมดโลกเราจะทำรถอีวีได้แค่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรถยนต์"

หลังจากวันนั้นมันทำให้ผมมีความคิดอะไรบางอย่างเกิดขึ้น คือ คนทั่วไปเราไม่รู้หรอกว่ามันจะกินส่วนแบ่งค์ในตลาดได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่คนที่เป็นคนทำขึ้นมาเขาอาจจะรู้อยู่แล้ว ทำไมเลือกที่จะไม่บอกเหมือนฟองสบู่ที่รอวันแตก ผมคิดว่าตอนนี้มันแค่เพิ่งเริ่ม ยุคของรถไฟฟ้ามันจะบูมจนคนเกือบทั้งโลกคิดแล้วว่ามาเปลี่ยนโลกแน่มาแน่ น้ำมันแกจะไปไหนก็ไปไป๊ ทำให้น้ำมันร่วงเหมือนกับที่โควิดที่คนคิด่ามันจบแล้วไม่ได้ใช้ละน้ำมัน ผมเลยมองว่าวิกฤตที่ส่งผลเสียต่อน้ำมันแบบชั่วคราวอาจเกิดขึ้นได้อีกเร็วๆนี้(ที่เกี่ยวกับอีวี)

2.เห้ย รถไฟฟ้า(EVs Car)มันมีมาก่อนเราเกิดอีก

ต่อมาเป็นอาจารย์ที่ทำเรื่องแบตเตอรี่รถยนต์ เราจะมีบทนึงที่ได้เรียนเรื่องการส่งกำลังของแบตเตอรี่ พวกผมที่เป็นผู้เรียนจะได้ทำการทดลองว่าแบตเท่านี้ จ่ายไฟเท่านี้ ได้ทอร์คได้กำลังได้รอบเท่าไหร่ แล้วกระแส ความดันไฟฟ้า ในแบตเตอรี่ลดลงมั้ย (มันเป็นอะไรที่โคตรยากเพราะห้องแล็บนั้นมันเป็นแบบ diy เราไม่ได้มีไดโน่มาวัดความเร็วรถ หรือวัดทอร์ค สิ่งที่ทำก็คือเราจะใช้แรงเบรกของเบรกมาคิดเป็นทอร์คอีกที)(ไดโน่คือไอเครื่องที่มันจะให้เราเอารถไปไว้ด้านบนแล้วเร่งสุดๆ จะมีความเร็วออกมาให้เลย แบบพวกร้านแต่งรถที่โมรถให้เร็วขึ้น หรือพวกที่เขามีแข่งที่ต้องเทสรถไรงี้ ซึ่งของพวกผมมันมีตัวแปรภายนอกเยอะมากทำให้ไม่ได้ค่าจริง %error สูงอยู่นะหลังการทดลอง)

แต่ทำไมเราต้องทดลองแล้วมันเกี่ยวอะไรกับรถอีวี ก่อนอื่นเลยรถที่นำมาทดสอบเป็นรถอีวี แต่ผมจะบอกตอนท้ายว่าการทดลองเนี่ยได้อะไร ขอเล่าที่จารสอนก่อน

เปิดมาด้วยประวัติของรถอีวี ผมจะเล่าแบบรวบรัดนิดนึง

คศ.1828 นักประดิษฐ์ชาวฮังการีคิดค้นมอเตอร์ไฟฟ้า และสร้างโมเดลรถขนาดเล็กเพื่อเทสมอเตอร์

คศ.1834 ทีมของ Sibrandus Stratingh สร้างรถที่ใช้แบตเตอรี่แต่ยังชาร์จไม่ได้

คศ.1859 มีการคิดค้นแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด แบตที่ชาร์จซ้ำได้อันแรก

คศ.1880 Gustave Trouve คิดค้นรถไฟฟ้าที่ใช้มอเตอร์ขนาดเล็ก และชาร์จซ้ำได้

คศ.1884 Thomas Parker สร้างรถยนต์ไฟฟ้าแบบสี่ล้อคันแรกในอังกฤษ

คศ.1888 Andreas Flocken ออกแบบรถไฟฟ้าชื่อ Flocken Elektrowagen

*แต่ถึงอย่างนั้นรถไฟฟ้าก็ไม่เป็นที่นิยมเพราะแต่ก่อนวิ่งได้แค่4-8กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งได้ไม่ไกล

คศ.1915-1935 มีการค้นพบบ่อน้ำมันปิโตรเลียมทั่วโลก ช่วงเวลาเดียวกันที่ Hery Ford ผลิตรถยนต์ Ford Model T ออกมาปริมาณมาก ยุคแรกเริ่มของรถยนต์สันดาปแบบฮอตฮิต

*รถน้ำมันบูมมากเพราะมีการตัดถนนระหว่างเมืองที่มีเส้นทางยาวและไกล รถไฟฟ้าวิ่งไกลไม่ได้ แต่รถน้ำมันวิ่งได้แน่นอน เลยบูม

คศ.1970-1980 สหรัฐออกกฎหมายจูงใจ ชื่อ " Public Law 94-413 " หรืออีกชื่อ " Electric And Hybrid Vehicle Research ,Development And Demonstration Act " ให้มีการทำตลาดรถไฟฟ้าอีกครั้งหลังจากหายไปนาน เพราะว่าองค์กรส่งออกน้ำมันแห่งชาติอาหรับ(ไม่ใช่่โอเปก)ผูกขาดน้ำมัน so น้ำมันแพงนั่นแหละ เลยอยากหาทางเลิกใช้

*อะหรือว่ารถไฟฟ้าเป็นแค่แนวคิดที่เอามาต่อต้านชาติอาหรับ เพื่อความแข็งแแกร่งของสหรัฐที่มากขึ้นเพื่อพยุงเงินและอำนาจของตัวเอง เลยเอาเรื่องลดโลกร้อนมาเล่น แบบที่ผมบอกในโน๊ตเทอโมไดนามิกที่เล่าไปก่อนหน้านี้ว่าโลกร้อนมันไม่มีจริงตั้งแต่แรกเพราะมันจะร้อนอยู่แล้ว

คศ.1990-2008 General Motors ทดสอบรถไฟฟ้า Electrovette ที่ใช้แบตเตอรี่นิเกิลเมทัลไฮไดรด์แบบชาร์จซ้ำได้ และได้ทำการวางจำหน่ายปีต่อๆมาแต่สุดท้ายล้มละลายเพราะขายไม่ดี แต่ก็มีเทคโนโลยีเด็ดๆเยอะเหมือนกันจนหลายๆแบรนด์เอามาเป็นต้นแบบจนถึงปัจจุบัน เช่น HVAC heat pump ,สตาร์ทรถแบบไม่ใช้กุญแจ ,การขับเคลื่อนด้วยสายและการเบรกด้วยสาย(มันคือสายน้ำมันไฮโดรลิกนั่นเอง) และเทคโนโลยีสุดท้ายคือพวงมาลัยไฟฟ้าไฮโดรลิก

คศ.1995-1997 Toyota มีทีมพัฒนาชื่อว่า toyota prius concept พัฒนารถไฮบริด จนได้ปล่อยจำหน่าย (เครื่องยนต์แบบ Atkinson-Cycle ช่วยให้เผาไหม้สมบูรณ์ + กำลังรอบต้นของมอเตอร์ไฟฟ้า เกียร์ออโต้) ส่วนตัวพรีอุสปี2003ใช้แบตเตอรี่นิเกิลเมทัลไฮไดรด์ ชาร์จซ้ำได้ทั้งสองรุ่นเน้อ

คศ.2011 ทั่วโลกมีกฎหมายสนับสนุนรถไฟฟ้าเป็นของตัวเองในแต่ละประเทศ

3.ความต่างของรถไฟฟ้า(EVs Car)และรถสันดาปน้ำมันที่เด่นๆ

ต่อมาจะพูดเรื่องความต่างเด่นๆของรถไฟฟ้าและรถสันดาปที่ใช้น้ำมัน

รถไฟฟ้าไม่เสียพลังงานในรูปของความร้อน(แต่เสียพลังงานในการส่งผ่านไฟฟ้ากว่าจะมาถึงรถ) รถสันดาปก็ตรงข้ามเลย

รถไฟฟ้าไม่ปล่อยมลพิษ(ในแง่ของผลลัพ ที่มาพลังงานว่ากันอีกที) รถสันดาปก็ตรงข้ามเลย มีมลพิษ

รถไฟฟ้าเงียบกว่ารถสันดาป

รถไฟฟ้ากำลังรอบต้นสูงกว่าเยอะมากกกกกกกกกก(มีรูปประกอบ ที่เป็นกราฟ) และประหยัดพลังงานมากกว่าในรถไฮบริด(ข้อนี้เดี๋ยวถกอีกที)

จากรูปทุกคนจะเห็นว่ารถไฟฟ้ามีกำลังมากกว่ามากในรอบต้นและจะค่อยๆลดลงในรอบปลาย ส่วนรถสันดาปจะค่อยๆสูงขึ้นแล้วก็ต่ำลงอีกที การที่รอบปลายต่ำลงคือเขาออกแบบเครื่องยนต์มาให้มันแต่รักษาความเร็วปลาย กำลังเลยไม่ต้องสูงมากและเพื่อความปลอดภัยของเครื่องยนต์ไม่ให้ระเบิดก่อน(คนที่ขับรถจะเห็นสีแดงๆตรงเกจวัดรอบ คือถ้าเกินนั้นมันระเบิด มันพัง ) ต่อมามาถกกันเรื่องรถไฟฟ้าไฮบริดมันประหยัดพลังงานมากกว่าในแง่ของกำลังและรอบปลาย คืองี้ ด้วยความที่รอบต้นมันสูงอยู่แล้ว(บางคนมีรถไฟฟ้าจะรู้สึกว่าเหยียบลงไปนิดเดียวมันดึงแล้ว อันนั้นคือปกติของรถไฟฟ้าเพราะว่ากำลังมันสูงตั้งแต่รอบต้น) พอรอบมันสูงทำให้รถไปถึงความไวที่ต้องการไว พอถึงรอบปลายมันก็จะตกเหมือนรถสันดาป รถไฮบริดโดยทั่วไปเราจะเริ่มใช้ไฟฟ้าก่อนแล้วค่อยใช้น้ำมันเพื่อให้ได้รอบสูงไวๆเพราะกำลังมอเตอร์สูงกว่าและจะปรับมาใช้น้ำมันในรอบปลาย คือรอบต้นที่ใช้ไฟฟ้ามันกินพลังงานนิดเดียวก็ได้ความเร็วที่ต้องการละ ผิดกับรถน้ำมันที่ต้องเผามากขึ้นเรื่อยๆถึงจะได้กำลังที่มากพอที่จะได้รอบที่สูงขึ้น

ตรงนี้มีข้อสังเกต:แบรนด์รถไฟฟ้าจะออกมาบอกว่า1-100ได้กี่วิจริงๆคือมันก็เร่งได้เท่าๆกัน วัดกันแค่ที่ระดับเสี้ยววินาที ซึ่งไม่รู้สึกต่าง และคนเราก็ไม่ได้จะเอารถไปใช้แข่งกันทุกวัน แต่ละแบรนด์ 3-4วิคือเบสิคของรถไฟฟ้า มันเป็นแค่การตลาด แต่เราจะว้าวแหละเพราะมันดูสุดยอดมากเมื่อเทียบกับรถน้ำมัน แต่ก่อนผมก็ว้าวเหมือนกัน

4.รถไฟฟ้าเสียพลังงานทิ้งมากกว่าที่คิด

โอเคหลังจากเล่าที่อาจารย์สอนในห้องไปแล้วได้เวลากลับมาที่การทดลองในห้องเรียน

สูตรหลักที่ใช้คือสูตรหาค่าประสิทธิภาพ คือ ค่าพลังงานที่เราใช้ได้ ส่วนด้วย ค่าพลังานที่ใส่มา(พลังงานที่มี) เลขออกมาเท่าไหร่ถ้าเราคูณ 100 มันจะได้ว่าเราเอาพลังงานที่มีมาใช้ได้จริงๆกี่เปอร์เซ็นต์ พอเราทำการทดลองปุ๊บๆปั๊บๆพวกผมได้ออกมาว่ารถไฟฟ้าที่นำมาทดลองเอาพลังงานไปใช้ได้จริงๆแค่ 19.02% โอ้วชิท โคตรน้อย เสียพลังงานฟรี 80% แต่ว่าๆๆๆๆค่าที่ได้คือค่าจากการที่มีปัจจัยและเครื่องทดสอบที่ diy กันขึ้นมา มันไม่ได้มีประสิทธิภาพขนาดนั้น ไดโน่ที่เอามาวัด มันเสียแรงทิ้งเยอะอยู่เหมือนกัน ค่าที่ควรจะเกิดขึ้นจะอยู่ที่ 70%-80% แต่ว่าๆๆๆๆ เราอาจจะคิดว่าเออ 20% ที่เสียไปมันก็พอจะคุ้มค่า ทะว่ามันไม่ได้เสียแค่ 20% เพราะกว่าจะมาถึงรถไฟฟ้าของเราเนี่ย มันหลายกระบวนการหลายขั้นตอนมากกกก ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ผลิตไฟฟ้า ส่งเข้าสายไฟ สายไฟจุกระแสมากๆแรงดันมากๆเกิดความร้อน พลังงานก็ระเหยไปตามความร้อน จากกฎเทอโมที่เคยบอกไป พลังงานมันไม่หายไปไหนมันแค่เปลี่ยนรูป จากพลังงานไฟฟ้าเป็นความร้อน และความร้อนก็ระเหยทิ้ง กว่าจะมาถึงต้องไปผ่านกระบวนการนั่นนี่เยอะแยะมากมายจนมาถึงรถไฟฟ้าตอนที่เราชาร์จ แล้วเราก็ต้องเสียเพิ่มอีก20%จากการนำมาใช้จริงบนรถ เพราะฉนั้นพลังงานที่เราเสียไปจริงๆตั้งแต่ต้นสายโรงงานผลิตไฟฟ้ามันน่าจะเยอะมากกว่า 20%

#nostr #siamstr #zap

หรือรถไฟฟ้ามันจะเป็นภาพมายาที่เอาไว้หลอกคนอีกแล้ว?

nostr:nevent1qqsptjd7y548k5hckfnzjqnh23cyxa5mz5k7aj29e5sf8svyh2nqlgcpz3mhxue69uhhyetvv9ujumn0wd68ytnzvupzqj4uugdpapg6dz7vgrzz4t639q55xd7dvyrdwtqpjmdvt6e9cj37qvzqqqqqqyupj5zr

ขันธ์ 5 ไม่ใช่ของเรา

มันเกิดและทำงานตามธรรชาติของมัน

ร่างกายไม่ใช่ของเรา(รูป)

ความชอบความไม่ชอบไม่ใช่ของเรา(เวทนา)

ความจำไม่ใช่ของเรา(สัญญา)

ความคิดไม่ใช่ของเรา(สังขาร)

ความรู้สึกไม่ใช่ของเรา(วิญญาณ)

เราไม่มีอยู่

เราคิดไปเอง

#siamstr

#m=image%2Fjpeg&dim=933x1920&blurhash=%5BQH.E5-%3B-%3DM%7B.ToLtRWBRPM%7BM_oftRRiRifRMxf6ozWBt8t8ofayV%3FV%40ayofWAtRogj%5B%25%23t8WBWB&x=93a28887dab88deed39ea51f5bde1014d68c6dfb22d733f935adaf018ef814cd

ต้นไม้ที่โตด้วยสารเคมี จะให้ผลเยอะในช่วงเวลาหนึ่ง ผลมันจะไม่อร่อย และมักจะตายเร็ว เพราะเหมือนยืมพลังงานจากอนาคตมาใช้มากจนเกินไป

ต้นไม้ที่โตตามธรรมชาติ ได้รับปุ๋ยธรรมชาติ จะให้ผลอยู่ในเกณฑ์ปรกติ ไม่มากไม่น้อย ผลมันจะอร่อย และอายุของมันยืนยาว

ไม่รู้เกี่ยวกับโพสไหม แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่ามนุษย์ถูกออกแบบมาให้อยู่กับธรรมชาติ แต่มนุษย์ปัจจุบันกลับถูกเลี้ยงด้วยสารเคมีจนสุขภาพมันบิดเบี้ยวไปหมด

#siamstr

nostr:nevent1qqsd65mz3pc0w3uc7qaw0zrutkegycqdgv2c9flcummhgt9he5ajutqpz3mhxue69uhhyetvv9ujuerpd46hxtnfdupzpcz8lqhadyzljgjdn2f8upr5sxw0fhyx2nh4nyjqkwrk6hmaqkctqvzqqqqqqylrnc2g

Replying to Avatar 9shrek

ผมรู้สึกไปคนเดียวรึป่าว ว่าการเป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบพูด สังคมอักเสบ มันจะเริ่มมาบูมในช่วงยุคของผม(เด็กปี2000+)

ผมมองว่ามันเกิดจากการที่เป็นยุคเดียวกันกับที่โซเชียลมีเดียเริ่มบูม โซเชียลมีเดียทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด พูดคุยกันโดยไม่ต้องฝึกพูด มีเพื่อนได้โดยการแค่ขยับนิ้ว ทุกอย่างมันง่ายไปหมด

เมื่อเทียบกับยุคของคุณพ่อคุณแม่ของผม ยุคก่อนจะมีไฟฟ้าใช้ ทุกคนจะต้องสื่อสารกันจริงๆคุยกันจริงๆเพื่อแลกเปลี่ยน สื่อสาร หรือบอกความต้องการ ผมสังเกตว่ามีผู้ใหญ่หลายๆคน แทบจะ 90% เป็นคนพูดเก่ง น่าจะเพราะที่ผมกล่าวไปก่อนหน้าคือยุคที่โซเชียลยังมาไม่ถึง ผู้คนได้พูดคุยสื่อสารกันจริงๆบนโลกความจริง

กลับมาที่เวลาไล่เลี่ยปัจจุบัน ต่อมาหลังจากที่ทุกอย่างมันง่ายซะเหลือเกิน ;social disrupt เป็นช่วงเดียวกันที่การจำแนกประเภทคนได้มีการบูมเป็นอย่างมาก mbti infj entp ฯ ผมมองว่ามันอาจจะมีอยู่จริง ใช้ได้จริง แต่ก็ต่อเมื่อเจ้าตัวไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนประเภทไหน เพราะหากเจ้าตัวรู้เมื่อไหร่ เจ้าตัวจะยอมจำนนทันทีว่าตัวเองเป็นแบบนี้จริงและแบบนี้ตลอดไป

กลายเป็นว่าการจำแนกประเภทคนถูกสมองนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ให้เราไม่กล้าที่จะก้าวข้ามความเป็นตัวเรา(ณ ตอนนั้น)(ใช้ ณ ตอนนั้น เพราะจริงๆแล้วคนเราเปลี่ยนได้) ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนตัวเอง สมองคงอยากรักษาพลังงานไว้ เพราะหลังจากที่เกิดการเปลี่ยนแปลง มันคือการทำพฤติกรรมใหม่ เหตุการณ์ใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ สมองจะต้องคิดหาวิธีรับมือกับสิ่งใหม่ๆที่ไม่รู้จัก ซึ่งใช้พลังงานเยอะกว่าการเจออะไรเดิมๆรับมืออะไรเดิมๆ สมองจึงเลือกที่จะรักษาพลังงานไว้โดยไม่ให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือทำอะไรใหม่ๆ(การพัมนาตัวเองเลยเป็นเรื่องยาก เพราะมันคือการเปลี่ยนแปลง)

เป็นช่วงเวลาเดียวกันเลยที่ extrovert และ introvert มีความแพร่หลายเป็นอย่างมาก แต่ๆๆๆเราจะพูดแค่เรื่อง introvet(=รู้สึกได้ชาร์จเอเนอจีตอนอยู่คนเดียว แนวๆนั้น) แต่คนยุคผม(ปี2000+) มักจะเข้าใจว่า introvert = ไม่ชอบเจอคน ไม่อยากเจอคน ไม่อยากมีสังคม แต่มันไม่ใช่เลย พอหลายๆคนมองว่า introvert คือไม่ชอบเจอคน จึงทำให้สมองหยิบเอาคำว่า introvert ไปเป็นเครื่องมือ(อีกครั้ง) ให้คนที่เชื่อเหลือเกินว่าตัวเองนั้นเป็นอินโทรเวิร์ต ไม่ต้องไปเข้าสังคม ไม่เจอคนใหม่ๆ (เหตุผลจะวนกลับไปที่การรักษาพลังงาน)

ส่วนตัวผมนั้นไม่เชื่อว่าการจำแนกประเภทคนมีอยู่จริง แต่มันเป็นแค่เครื่องมือที่ถูกหยิบมาใช้เพื่อให้เราไม่กล้าก้าวข้ามความเป็นตัวเรา(ณ ตอนนั้น)เท่านั้น (ส่วนตัวผมเคยเชื่อมากๆว่าตัวเองนี่แหละอินโทรเวิร์ตไม่เข้าสังคม แต่ผมได้ลองดูแล้วว่าการจำแนกประเภทคนนั้นใช้ไม่ได้ผลจริง กลับกันเหมือนกับว่ามันเป็นแค่การจำแนกพฤติกรรมของคน ณ เวลานั้นๆมากกว่า ไม่ใช่การจำแนกเพื่อบอกว่าใครเป็นแบบไหนไปตลอดชีวิต)

#zap #nostr #siamstr

เห็นด้วย เราเป็นคนทุกรูปแบบนั่นแหละ ขึ้นอยู่กับสถานะการ ณ ขณะนั้น เรารู้สึกดีหรือปลอดภัยกับอะไร เราก็เอาtagชนิดนั้นมาติด บางคนยังเอาtagโรคซึมเศร้ามาติดได้เลย

#reflecting2023 (น่าจะคนสุดท้ายที่เขียนแล้ว สายสุดแล้ว 55555)

ตอนแรกว่าจะไม่พิมพ์แล้ว เพราะวุ่นๆแล้วก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรมาเล่า แต่พอมานั่งไล่อ่านข้ามปี มันมีบางอย่างมาจุกที่อก จนต้องตัดสินว่าคงต้องพิมพ์แล้วล่ะ

.

ปี 2023 เป็นปีแห่งความวุ่นวายปีหนึ่งในชีวิต

ไม่ว่าเศรษฐกิจที่แย่ลงอีกจนกระทบกับธุรกิจที่ทำอยู่

ปัญหาทั้งภายในและภายนอกที่ยังดำเนินอยู่

การ burn out ในเพจสุขภาพที่ทำมาเข้าปีที่ 4

ย้ายที่อยู่อาศัย

การถามถึงตัวตน คุณค่า ของตัวเอง ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา

และบทบาทใหม่ในเส้นทางสายใหม่ที่เข้มข้นขึ้น

.

จากต้นปีที่กำลังพยายามปล่อยวางทุกอย่าง อยากอยู่อย่างสงบ ไม่อยากสนโลกภายนอก เหตุเพราะสิ่งต่างๆที่มันวุ่นวายถาถมเข้ามา แต่ก็มีคำทักทายของคนๆนึงที่พยายามดึงเราให้ออกมาจากห้วงนั้นเสมอแม้จะรู้จักกันมาแค่ปีกว่าๆ 55555 ไม่ว่าเขาจะรู้สถานการณ์ของผมหรือไม่ก็ตาม แน่นอนครับไม่ใช่ใครครับ ผู้ทรงอิทธิพลและชักใยใส่พวกเราหลายๆคนในทุ่งม่วงนี้ nostr:npub1mqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43q7rnz85 55555 (ขอบคุณนะครับที่ลากผมไปด้วยตลอด)

.

ตั้งแต่เริ่มได้รู้จักในต้นปี 2022 ก็ลากผมมาในจุดที่เคยแค่แอบมอง คือการเขียนบทความ ก็ได้ลงพิมพ์ครั้งแรกในธันวาคมปี 2022 และได้ตีพิมพ์อีก 2 Ep กับอีก 1 งานแปล ในช่วงต้นปี 2023 โดยมอบหมายให้ กระบี่มือหนึ่งในการเขียนบทความอย่าง บก. nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk มาดูแลผมอย่างใกล้ชิด แล้วแถมเป็นเด็กปืนเหมือนกันอีก 55555 (ขออภัยที่ทำให้วุ่นวายมึนงงกับภาษานะครับ)

.

มกรา 2023 ลากผมไป fountain ไปทำ podcast

มีนาคม 2023 มาเชิญผม ไปออก alt tab !!!!!!!!!

.

จากที่ผมกำลังจะปล่อยจอย กลายเป็นความตื่นเต้นที่กำลังจะได้ออกรายการคู่กับ อาจารย์ nostr:npub1prya33fnqerq0fljwjtp77ehtu7jlsjt5ydhwveuwmqdsdm6k8esk42xcv ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่ก็มีแค่โพสคุยกันในFB ทำให้ไฟที่กำลังจะมอดๆ เริ่มคุกรุ่นอีกครั้ง

.

จากวันที่เริ่มพูดคุยงาน จนมาถึงวันเลือกตั้ง เดือน พฤษภาคม วันที่นัดถ่ายทำ ได้เจอทีมงาน Rightshift หลายคน nostr:npub1a8wreeghu0j8g4zqgzex53sq38gjwjdp5czxnu3rfydnz8n8yu2spqkavy nostr:npub1qd6zcgzukmydscp3eyauf2dn6xzgfsevsetrls8zrzgs5t0e4fws7re0mj nostr:npub16hpaqcm8zhc6n4d79tu2mtsf9464093r4v3r7l5hq5tpsng3txesw3tu5f และ nostr:npub1e963pmyq9q6873njkzxu279l8rh3mymxj9y5lq3x3hkeyj5s2pkqut3z4f รู้สึกประทับใจในความเป็นครอบครัวในทีมมากๆ (รวมทั้งไม่คิดว่า อ.ตั๊ม nice มากขนาดนี้)

.

จนล่วงเลยมาถึงวันที่ รายการ ได้เผยแพร่ไปใน เดือนมิถุนา มันส่งแรงกระเพื่อมอย่างมากสำหรับผม มันทำให้การแสดงตัวในเรื่อง bitcoin เรื่อง fiat ของผมได้รับการยอมรับในวงกว้างขึ้น

.

ในที่สุด วันที่ทุ่งม่วง #nostr เกิดขึ้น ก็แน่นอนครับ เขาก็ลากผมไปเดินเล่นในทุ่งม่วง ตั้งแต่ คนไทยมีแค่ชาว RS วิ่งเล่นกันเอง จนคนเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้น มันก็คือจุดเริ่มต้นของรายการต่างๆมากมาย จนได้ไปร่วมจัด "สภายาม่วง" ในบางโอกาส และแน่นอนครับ มันก็คือจุดเริ่มต้นของรายการ "หมอบ่นfiat"ด้วยเช่นกัน

.

หลังจากที่ทุ่งม่วงเริ่มเติบโต เราก็เติบโตตามไปด้วย พร้อมกับเกิดคำถามขึ้นในใจว่าสิ่งที่เราทำลงไปในทุ่งม่วงนั้น ผลลัพธ์มันจะออกมาแบบใน mainstream ไหม และสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมได้สังเกตเห็นในยามเช้า ชาวทุ่งม่วง เริ่มโพสรูปตากแดด ทำ earthing กัน รูปอาหารก็เริ่มเปลี่ยนจากอาหารทั่วไป กลายเป็นเนื้อสัตว์ที่มากขึ้น

.

ผมเริ่มรู้สึกว่า คุณค่าของสิ่งที่ทำลงไป มันได้เริ่มออกผลแล้ว จนเมื่อ nostr nest ได้เริ่มเกิดขึ้น และทำให้ผมได้คุยกับคนระดับตำนานของ RS อีกท่าน พี่ nostr:npub1ysvk3na2kzmfy3yw9mj2947srkqpm7w3m4nmhey2sdet9xg9480qjn54x4 เราได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกันเกือบทุกวัน ทำให้ผมรู้สึกมั่นคงในตัวเองมากขึ้น

.

และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด กับ #reflecing2023 ผมนั่งอ่านทุก note ที่พิมพ์ลง จากที่เราแค่อยากอ่านว่าพูดอะไรกัน แต่กลายเป็นว่าเกือบทุก note ที่อ่าน พูดถึงผมด้วยไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม(ผมอาจจะคิดเข้าข้างตัวเอง) ต่างขอบคุณในสิ่งที่ผมถ่ายทอดลงไปในทุ่งม่วง จนผมรู้สึกได้ถึง คุณค่า( หรือ"เกียรติ" ที่พี่ชิตพูดถึง) ของสิ่งที่ผมได้ทำลงไป

.

จึงได้ตัดสินใจเขียน note นี้ขึ้นมาเพื่อ อยากจะขอบคุณทุกคนในครอบครัว Rightshift ที่สนับสนุน ผลักดัน ผม จนเกิด POW มากมายขนาดนี้ ไม่ว่าจะที่กล่าวมาก่อนนี้หรือจะ nostr:npub1ju8la595yg7h90qm8lm95hvqajgdgu2c6f9mf8uwwe7lurrxarcsycsv5w nostr:npub1z7k4pffj7250eaydd3ya0v07mmzecylcq9cw5af68zu39q0k4u3qj6xre4

nostr:npub1vm0kq43djwdd4psjgdjgn9z6fm836c35dv7eg7x74z3n3ueq83jqhkxp8e nostr:npub1xzh2kqynr29x6j3ln6x05f26ha0c0ucfr280uzljftlgcthv9r6skqe7dt nostr:npub1eahsj3ngx39s3dvk78frad0dwsw09q8nqprudy8vld4sjqd8uafsu362ah nostr:npub1wzlj8qxwzwfls9fez23ne90rjey6kxkaqz7nltfajqx5kmp7w2tqfkkad0 (ครบไหม ผมลืมใครไปหรือเปล่า) ซึ่งมันคือห้วงเวลาที่ผมกำลัง burn out มันทำให้ผมมีพลังขึ้นมากจริงๆ

โดยเฉพาะ nostr:npub1en9ma92rj4ksr64l0ed0fh9588g8mn0ht0v0m87ssx0slvgrnkasf5ws53 ที่แม้เราจะไม่เคยได้คุยกันเลย แต่วันหนึ่ง ก็มาคุยกับผมเพื่อจะมอบ microphone อย่างดีให้ผมใช้ฟรี ด้วยเหตุผลว่า อยากฟังผม live แบบสบายหู 55555555 (หมอจนๆมีอยู่จริงในสังคมนะครับ)

.

และในท้ายที่สุดของที่สุด คือพวกคุณเหล่า #siamstr #siamstrOG ทุกคนในทุ่งม่วงที่ให้กำลังใจให้เครดิตและเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้ผมเห็นว่า POW , Value และ Low time มันมีอยู่จริง ขอบคุณจากใจครับ

ในปี2024นี้ ผมจะรักษามาตรฐานและเพิ่มเติมให้สิ่งเหล่านี้ดีขึ้นๆไปอีกครับ

Don't trust , Verify

สิ่งที่ท่านได้อ่านจบไป คือตอนหนึ่งของนิยายซีรี่ย์เกาเหลาที่น่าจะได้วางขายในเลวๆนี้ ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ

#fastingfatdentist

#หมอบ่นfiat

#healthstr

#health

#IFF

#nutrition

#fiat

#siamstr

#siamstrOG

#bitcoin

#siamesebitcoiners

ผมชอบรายการหมอบ่นมากๆ เพราะหาความรู้แบบนี้ไม่ค่อยได้บน Mainstream 👍แล้วก็รูัสึกอุ่นใจว่าในกลุ่มพวกเรามีหมอเก่งๆสักคนนึงไว้ปรึกษาสุขภาพได้

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

พระเจ้ามีจริงหรือไม่ ?

จากมุมมองของ Friedrich Nietzsche ที่ปฏิเสธกฏหรือศีลธรรมของเหล่า Christian จากยุคศาสนนิยม สู่ ยุคปฏิวัติอุตสหกรรม กับการตอบคำถามที่ว่าพระเจ้ามีจริงหรือไม่ ?

และสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สิ่งที่ดูคล้ายกันคือเหล่า Atheist(อเทวนิยม) ผู้ที่ไม่ฝักใฝ่ในพระเจ้า คนเหล่านี้อยู่ในกลุ่มของลัทธิสุญกาศ หรือแนวคิด สุญนิยม (Nihilism)

ในด้านตัวของนิทเช่เองนิยามตัวเองว่าเป็นผู้ฝักใฝ่หรือสร้างตัวตนอีกแขนงหนึ่งขึ้นมาคือ อัตถิภาวะนิยม(Existentialism) ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับ สุญนิยม(Nihilism) โดยสิ้นเชิง

ดังนั้นคำว่าพระเจ้าตายแล้วและการมองเข้าไปในตัวของเค้าคือควายตาย ผู้หลั่งเลือดพระเจ้านั้นคือเรา ไม่ได้แสดงเจตจำนงแห่งชัยชนะของเหล่ามวลมนุษย์แต่อย่างใด

ในด้านกลับกันมุมมองที่ว่าเราได้ฆ่าพระเจ้าไม่ได้สิ้นสุดแค่นั้น

เพียงแต่ประโยคสั้นๆที่ว่า “God is dead,He Remains dead and we have killed him”

ถูกปู้ยี้ปู้ยำโดยลัทธิ Postmodernism(ลัทธิหลังโลกสมัยใหม่) ประโยคนี้ถูกใช้จากพวก Woke, LGBTQ+ หรือ กระทั่งพวกลัทธิไร้ศาสนาในปัจจุบัน

ซึ่งเป็นความเข้าใจและการตีความที่ผิด เหมือนกับการฟังพรรคก้าวไกลและเห็นความดีงามของพวกสังคมนิยม

นี่ถือเป็นเรื่องน่ารังเกียจที่สุด ของเหล่าลัทธิที่หลงตัวเอง และ มองไม่เห็นความจริงอีกด้านหนึ่งของความทุกข์ หรือ มองว่าชีวิตคือความสุข

“To live is to suffer; to survive is to find some meaning in the suffering.”

และเมื่อเราอ่านเนื้อในประโยคจริง ของ นิทเช่ถูกกล่าวไว้ดังนี้

“God is dead. God remains dead. And we have killed him. How shall we comfort ourselves, the murderers of all murderers? What was holiest and mightiest of all that the world has yet owned has bled to death under our knives: who will wipe this blood off us? What water is there for us to clean ourselves? What festivals of atonement, what sacred games shall we have to invent? Is not the greatness of this deed too great for us? Must we ourselves not become gods simply to appear worthy of it?”

“พระเจ้าได้ตายลงไปแล้ว พระเจ้ายังเป็นความตาย และ เราคือผู้ที่ฆ่าพวกเค้า พวกเรากล้าที่จะสุขสบายได้อย่างไร ฆาตรกรในหมู่เหล่าฆาตรกร สิ่งที่ดูศักดื์สิทธิ์และทรงพลังแห่งโลกาถูกปักโดยมีดของเหล่ามวลมนุษย์ ใครจะเช็ดคราบเลือดนั้น? น้ำวิเศษจากที่ไหนจะช่วยชำระล้างตัวเรา? เทศกาลใดจะช่วยให้เราไถ่โทษ สิ่งใดจะทำให้เรารอดพ้นเพื่อเป็นการอุทศแก่พระเจ้า? ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดของความเป็นตัวเราหรอกหรือ? ต้องเป็นเรา ตัวเราที่คู่ควรกับการเป็นผู้ที่เทียบเคียงและคู่ควรกับพระเจ้า“

นี่คือประโยคเต็มที่เราพึงระลึกมันไว้

#siamstr #siamstrOG

ธรรมชาติคือพระเจ้า พระเจ้าคือธรรมชาติ

คนนึงเรียกพ่อ คนนึงเรียกบิดา

แล้วสองคนเถียงกันทำไม