
สรุปเนื้อหาบทที่ 11 ของหนังสือ Money โดย Jacob Goldstein: ประวัติศาสตร์ธนาคารกลาง
เกริ่นนำ
บทที่ 11 ของหนังสือ Money อธิบายถึงวิวัฒนาการของธนาคารกลาง (Central Banks) ในประวัติศาสตร์ โดยแสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก แต่เกิดขึ้นจากความจำเป็นในการสร้างเสถียรภาพทางการเงินในประเทศต่าง ๆ ความท้าทายที่ระบบการเงินเผชิญ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ การควบคุมเงินเฟ้อ และการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ธนาคารกลางกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการเงินโลก
สาระสำคัญสรุปเป็น 10 ข้อ
1. จุดเริ่มต้นของธนาคารกลาง:
• ธนาคารกลางแห่งแรกในโลกคือ ธนาคารแห่งสวีเดน (Sveriges Riksbank) ก่อตั้งในปี 1668
• ตามมาด้วย ธนาคารแห่งอังกฤษ (Bank of England) ในปี 1694 ซึ่งกลายเป็นต้นแบบสำคัญของธนาคารกลาง
2. บทบาทเริ่มต้นของธนาคารกลาง:
• ธนาคารกลางเริ่มต้นจากการเป็นธนาคารของรัฐบาล เพื่อช่วยรัฐบาลจัดการหนี้และสนับสนุนเงินทุนสำหรับสงคราม
• ตัวอย่าง: ธนาคารแห่งอังกฤษช่วยระดมทุนให้รัฐบาลในช่วงสงครามกับฝรั่งเศส
3. การออกธนบัตร:
• ธนาคารกลางมีบทบาทในการออกธนบัตรที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงิน
• ในยุคแรก การออกธนบัตรยังเชื่อมโยงกับทองคำ (Gold Standard)
4. การควบคุมปริมาณเงิน:
• ธนาคารกลางเริ่มมีบทบาทในการควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันเงินเฟ้อและเงินฝืด
5. ธนาคารกลางในสหรัฐอเมริกา:
• สหรัฐฯ ก่อตั้ง First Bank of the United States ในปี 1791 และ Second Bank of the United States ในปี 1816 แต่ทั้งสองแห่งถูกยุบเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง
• จนกระทั่งปี 1913 สหรัฐฯ จึงก่อตั้ง Federal Reserve (เฟด) ซึ่งเป็นธนาคารกลางที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน
6. การจัดการวิกฤตเศรษฐกิจ:
• ธนาคารกลางมักมีบทบาทสำคัญในการจัดการวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 1929 (Great Depression)
• การพิมพ์เงินและการให้กู้ยืมฉุกเฉินเป็นเครื่องมือที่ธนาคารกลางใช้
7. การเปลี่ยนแปลงจากมาตรฐานทองคำ:
• ในศตวรรษที่ 20 หลายประเทศเริ่มละทิ้งระบบ Gold Standard เพื่อให้ธนาคารกลางสามารถใช้นโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
8. การเป็นผู้ให้กู้ในภาวะวิกฤต (Lender of Last Resort):
• ธนาคารกลางรับหน้าที่เป็น “ผู้ให้กู้ทางเลือกสุดท้าย” เพื่อช่วยธนาคารที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง
9. บทบาทสมัยใหม่ของธนาคารกลาง:
• ปัจจุบัน ธนาคารกลางมีหน้าที่ดูแล อัตราเงินเฟ้อ การจ้างงาน และ เสถียรภาพทางการเงิน
• ตัวอย่าง: ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ดูแลเสถียรภาพของเงินยูโรในกลุ่มสหภาพยุโรป
10. ข้อวิพากษ์ธนาคารกลาง:
• มีการถกเถียงว่าธนาคารกลางบางครั้งอาจทำให้เศรษฐกิจเสียสมดุล เช่น การพิมพ์เงินมากเกินไปหรือการตั้งดอกเบี้ยผิดพลาด
• อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางยังคงเป็นสถาบันที่สำคัญในการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก
สรุป:
ธนาคารกลางเกิดขึ้นจากความพยายามของประเทศต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาทางการเงินและสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การจัดการเงินทุนของรัฐบาลไปจนถึงการควบคุมเศรษฐกิจในระดับมหภาค ธนาคารกลางจึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ระบบการเงินโลกดำเนินไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
**เพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับสกุลเงินจำนวนมาก, การเกลียดชังธนาคาร, และการวางแผนตั้งธนาคารกลาง
1. สหรัฐอเมริกาในยุคที่มี “สกุลเงินจำนวนมาก”
• ในศตวรรษที่ 19 สหรัฐอเมริกายังไม่มีธนาคารกลางอย่างถาวร แต่ระบบการเงินถูกควบคุมโดยธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศ
• ปัญหา:
• ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้มีสิทธิ์ออกธนบัตรของตัวเอง ซึ่งหมายความว่ามี “เงิน” มากกว่า 8,000 ชนิด หมุนเวียนอยู่ในระบบ
• สกุลเงินเหล่านี้มีความน่าเชื่อถือแตกต่างกัน บางธนาคารไม่สามารถรับรองมูลค่าของธนบัตรได้
• ทำให้เกิดปัญหาในการแลกเปลี่ยนเงินระหว่างรัฐต่าง ๆ และลดความเชื่อมั่นในระบบการเงิน
2. ประธานาธิบดีผู้เกลียดธนาคาร: แอนดรูว์ แจ็กสัน (Andrew Jackson)
• แอนดรูว์ แจ็กสัน ซึ่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 1829-1837 เป็นผู้ที่ ต่อต้านธนาคารอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ Second Bank of the United States
• เหตุผลที่เกลียดธนาคาร:
• แจ็กสันมองว่าธนาคารเป็นสถาบันที่เอื้อนายทุนและขัดกับประชาธิปไตย
• เขาเชื่อว่าธนาคารรวมอำนาจทางเศรษฐกิจไว้ในมือของคนกลุ่มเล็ก ๆ และทำให้ประชาชนทั่วไปเสียเปรียบ
• ผล:
• แจ็กสันไม่ต่ออายุใบอนุญาตของ Second Bank of the United States ในปี 1836 ทำให้สหรัฐฯ ไม่มีธนาคารกลางไปอีกหลายทศวรรษ
3. ประเทศที่มีเงิน 8,370 ชนิด
• ตัวเลข “8,370 ชนิด” สะท้อนถึงความหลากหลายของธนบัตรที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ ช่วงศตวรรษที่ 19
• แต่ละธนาคารออกธนบัตรของตัวเอง โดยระบุชื่อธนาคาร มูลค่าเงิน และสถานที่ตั้ง
• ผลกระทบ:
• เกิดความวุ่นวายในระบบการเงินเพราะประชาชนไม่มั่นใจว่าแต่ละธนบัตรมีมูลค่าที่แท้จริงหรือไม่
• หากธนาคารล้มละลาย ธนบัตรของธนาคารนั้นจะกลายเป็นกระดาษไร้ค่า
4. ความตื่นตระหนกทางการเงิน (Panic of 1907)
• วิกฤตครั้งนี้เกิดจาก การขาดเสถียรภาพในระบบการเงิน เนื่องจากไม่มีธนาคารกลางคอยดูแล
• สาเหตุ:
• ธนาคารและธุรกิจบางแห่งเก็งกำไรในตลาดหุ้นจนล้มเหลว
• เกิดการ “แห่ถอนเงิน” (Bank Runs) ซึ่งประชาชนจำนวนมากรีบไปถอนเงินออกจากธนาคาร ทำให้ธนาคารล้มละลาย
• ผลกระทบ:
• ระบบการเงินเกือบล่มสลาย
• เจพี มอร์แกน (J.P. Morgan) ซึ่งเป็นนายธนาคารเอกชนคนสำคัญ ต้องใช้เงินส่วนตัวช่วยกอบกู้ระบบธนาคาร
• วิกฤตครั้งนี้นำไปสู่การตระหนักว่าจำเป็นต้องมี ธนาคารกลาง เพื่อควบคุมและรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
5. วุฒิสมาชิกและนายธนาคารวางแผนตั้งธนาคารกลางที่เกาะเจคิล (Jekyll Island)
• หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1907 กลุ่มผู้มีอิทธิพลด้านการเมืองและการเงินเริ่มหารือเกี่ยวกับการจัดตั้งธนาคารกลาง
• การประชุมลับที่เกาะเจคิล (Jekyll Island):
• ในปี 1910 กลุ่มวุฒิสมาชิก นักการเงิน (รวมถึงตัวแทนจากธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ เช่น เจพี มอร์แกน) เดินทางไปประชุมลับที่เกาะส่วนตัวชื่อ Jekyll Island ในรัฐจอร์เจีย
• เป้าหมาย: วางแผนจัดตั้งธนาคารกลางเพื่อแก้ปัญหาความไม่เสถียรทางการเงิน
• ผลลัพธ์:
• แผนที่วางไว้กลายเป็นพื้นฐานของ Federal Reserve Act ซึ่งผ่านในปี 1913 นำไปสู่การก่อตั้ง Federal Reserve System (เฟด) ซึ่งเป็นธนาคารกลางของสหรัฐฯ
สรุป
• การไม่มีธนาคารกลางและการใช้สกุลเงินหลายชนิดในสหรัฐฯ ช่วงศตวรรษที่ 19 สร้างปัญหาความวุ่นวายทางการเงิน
• ประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสันต่อต้านธนาคารและปิด Second Bank of the United States
• วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ (Panic of 1907) แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีธนาคารกลาง
• การประชุมลับที่เกาะเจคิลนำไปสู่การก่อตั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ซึ่งยังคงเป็นกลไกสำคัญในการจัดการเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จนถึงปัจจุบัน
#Siamstr #สินทรัพย์ดิจิทัล #สินทรัพย์ #บิทคอยน์ #การเมืองการปกครอง #ธนาคาร #ประวัติศาตร์ #bitcoin #nostr #BTC
อังกฤษ
อังกฤษมี ธนาคารแห่งอังกฤษ (Bank of England) ซึ่งก่อตั้งในปี 1694 และทำหน้าที่คล้ายธนาคารกลางในยุคก่อน:
1. บทบาทของธนาคารแห่งอังกฤษ:
• เริ่มต้นจากการเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ให้กู้ยืมแก่รัฐบาลในช่วงสงคราม
• ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 ธนาคารแห่งอังกฤษเริ่มมีบทบาทสำคัญในการ:
• ออกธนบัตร
• จัดการระบบเงินตราของประเทศ
• ควบคุมปริมาณเงินในระบบ
• Bank Restriction Act (1797): อนุญาตให้ธนาคารระงับการแลกธนบัตรเป็นทองคำชั่วคราว ซึ่งทำให้ธนาคารแห่งอังกฤษมีอำนาจเพิ่มขึ้น
2. สถานะ:
• แม้ว่าธนาคารแห่งอังกฤษจะยังไม่เป็นธนาคารกลางอย่างเป็นทางการในช่วงก่อนปี 1819 แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการควบคุมเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
สหรัฐอเมริกา
ในช่วงก่อนปี 1819 สหรัฐอเมริกายังไม่มีธนาคารกลางอย่างเป็นทางการที่ดำเนินการต่อเนื่องเหมือนในปัจจุบัน แต่มีการก่อตั้งธนาคารที่มีบทบาทคล้ายธนาคารกลางในระยะสั้น:
1. First Bank of the United States (1791–1811):
• ก่อตั้งโดยอเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคลังในขณะนั้น
• ทำหน้าที่:
• ควบคุมปริมาณเงิน
• ออกธนบัตร
• เป็นตัวกลางในการเก็บรายได้จากภาษีของรัฐบาลกลาง
• อย่างไรก็ตาม ธนาคารนี้ถูกปิดในปี 1811 เนื่องจากสภาคองเกรสไม่ต่ออายุใบอนุญาต (charter) เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลกลางและฝ่ายที่เน้นสิทธิมลรัฐ
2. Second Bank of the United States (1816–1836):
• ก่อตั้งขึ้นหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1819 เพื่อฟื้นฟูระบบการเงิน
• ทำหน้าที่คล้ายธนาคารกลางในช่วงเวลานั้น แต่ก็เผชิญการต่อต้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน

‼️กำเนิดธนาคารกลาง 🏦
ประวัติศาสตร์การก่อตั้งธนาคารกลางของสหรัฐฯ (Fed) เป็นเรื่องราวการต่อสู้ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีรากฐานลึกซึ้งในแนวคิดประชาธิปไตยและการจัดการเงินของประเทศ เรื่องนี้เริ่มต้นจากความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มอำนาจใหญ่ในอเมริกา คือ นายธนาคารและรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้ระหว่าง นิโคลัส บิดเดิล ประธานธนาคารแห่งที่สองของสหรัฐฯ กับ แอนดรูว์ แจ็คสัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในยุคที่อำนาจทางการเงินและการเมืองยังไม่ถูกแบ่งแยกชัดเจน
1. พื้นฐานของระบบธนาคารในยุคแรก
• สหรัฐฯ เคยถกเถียงกันยาวนานว่าจะมีธนาคารกลางหรือไม่
• ธนาคารเอกชนในยุคนั้นพิมพ์เงินกระดาษเอง โดยใช้ทองคำหรือเงินเป็นหลักประกัน
2. การก่อตั้งธนาคารแห่งชาติ
• มีความพยายามตั้งธนาคารแห่งชาติ (เช่น Second Bank of the United States) เพื่อควบคุมระบบการเงิน
• นิโคลัส บิดเดิล เป็นผู้นำธนาคารแห่งนี้ และทำให้ระบบธนาคารมีความเสถียรภาพมากขึ้น
3. บทบาทของนิโคลัส บิดเดิล
• บิดเดิลถือเป็น “นายธนาคารกลางคนแรก” ที่นำแนวคิดการควบคุมระบบธนาคารทั้งหมด
• เขาช่วยลดความผันผวนในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงิน
4. แอนดรูว์ แจ็คสัน กับการต่อต้านธนาคาร
• แจ็คสันเป็นประธานาธิบดีที่เชื่อว่าธนาคารกลางเป็นการรวมอำนาจที่อันตราย
• เขาเคยประสบปัญหาจากเงินกระดาษในอดีต จึงเกลียดธนาคารและสนับสนุนระบบที่ใช้เหรียญทอง-เงิน
5. ความขัดแย้งระหว่างบิดเดิลและแจ็คสัน
• แจ็คสันใช้สิทธิยับยั้ง (วีโต้) การต่ออายุใบอนุญาตของธนาคารแห่งที่สอง
• เขามองว่าธนาคารแห่งนี้ให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มคนร่ำรวยและขัดต่อประชาธิปไตย
6. ผลลัพธ์ของความขัดแย้ง
• ธนาคารแห่งที่สองของสหรัฐฯ ถูกปิด และอเมริกาไม่มีธนาคารกลางเป็นเวลา 70 ปี
• บิดเดิลเสียอำนาจ และธนาคารล้มละลาย ส่วนแจ็คสันได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำที่ปกป้องเสรีภาพ
7. แนวคิดสำคัญที่ได้จากเรื่องนี้
• การรวมอำนาจทางการเงินไว้ที่เอกชนอาจขัดต่อความเป็นประชาธิปไตย
• ระบบธนาคารกลางที่ดีต้องสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของรัฐ เอกชน และประชาชน
บทเรียน:
การบริหารเงินและอำนาจทางเศรษฐกิจเป็นหัวใจสำคัญของเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม ระบบที่ดีต้องมีความโปร่งใส ยุติธรรม และคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย
#Siamstr #nostr #สินทรัพย์ดิจิทัล #สินทรัพย์ #บิทคอยน์ #ประวัติศาตร์ #การเมืองการปกครอง #ธนาคาร #BTC #bitcoin

Bitcoin กับ สังคม ปรัชญา และ ประวัติศาสตร์
Bitcoin ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีทางการเงิน แต่ยังมีมิติทางสังคม ประวัติศาสตร์ และปรัชญาที่ลึกซึ้ง มันสะท้อนถึงความพยายามของมนุษย์ในการสร้างระบบที่โปร่งใส ยุติธรรม และปลอดจากการควบคุมโดยศูนย์กลางอำนาจ นี่คือการอธิบายในเชิงลึก:
1. บทเรียนจากประวัติศาสตร์: ความล้มเหลวของระบบเงินกระดาษ
• ระบบเงินกระดาษ (Fiat Money):
ตลอดประวัติศาสตร์ เงินกระดาษถูกควบคุมโดยรัฐบาลและธนาคารกลาง ซึ่งมีอำนาจในการพิมพ์เงินเพิ่มตามนโยบายเศรษฐกิจของตน
• ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เยอรมนีในยุค Weimar Republic (1920s): การพิมพ์เงินจำนวนมากเพื่อลดหนี้หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้เกิดเงินเฟ้อขั้นรุนแรงจนเงินสูญเสียมูลค่า
• ซิมบับเว (2000s): การพิมพ์เงินจำนวนมหาศาลทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงถึงระดับที่ต้องใช้เงินหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อซื้อขนมปังหนึ่งแถว
• บทเรียน:
การพิมพ์เงินอย่างไร้ขอบเขตโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาวมักนำไปสู่ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงทางสังคม และความเสื่อมศรัทธาในระบบ
Bitcoin จึงถูกออกแบบให้มีจำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ) เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดเหล่านี้
2. สังคมในยุคดิจิทัล: ความโปร่งใสและความยุติธรรม
• Bitcoin กับการกระจายศูนย์อำนาจ (Decentralization):
ในอดีต ระบบการเงินมักถูกควบคุมโดยชนชั้นนำ เช่น ราชวงศ์ ธนาคาร หรือรัฐบาล แต่ Bitcoin เป็นระบบแรกที่ “ไม่มีศูนย์กลางอำนาจ”
• ทุกคนสามารถตรวจสอบธุรกรรมได้ในบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็นระบบบัญชีที่โปร่งใสและแก้ไขไม่ได้
• ไม่มี “บุคคลพิเศษ” ที่สามารถควบคุมหรือเปลี่ยนกฎได้
• การคืนอำนาจให้ประชาชน (Empowerment):
Bitcoin เปิดโอกาสให้ทุกคนในโลกเข้าถึงระบบการเงินได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือมีรายได้เท่าใด ต่างจากธนาคารที่มักมีข้อจำกัด เช่น ค่าธรรมเนียมสูงหรือการจำกัดการเข้าถึงในประเทศที่ยากจน
ปรัชญา: Bitcoin เป็นตัวแทนของความเสมอภาค (Equality) ในยุคดิจิทัล ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมในการใช้และถือครองมัน
3. ปรัชญาแห่งความหายาก (Scarcity) และมูลค่า
• แนวคิดของ “ความหายาก” (Scarcity):
ในธรรมชาติ สิ่งที่หายากมักมีมูลค่าสูง เช่น ทองคำหรือเพชร ในโลกดิจิทัล Bitcoin เป็นตัวแทนของ “ความหายาก” นี้ เพราะถูกตั้งค่าไว้ให้มีจำนวนจำกัดเพียง 21 ล้านเหรียญ
• ต่างจากเงินกระดาษที่รัฐบาลสามารถพิมพ์เพิ่มได้ไม่จำกัด
• ทำให้ Bitcoin มีสถานะคล้าย “ทองคำในโลกดิจิทัล”
• ความหายากและปรัชญาของเวลา:
Bitcoin ไม่ใช่เพียง “หายาก” ในแง่จำนวน แต่ยัง “ใช้เวลา” ในการขุด (Mining) แต่ละเหรียญออกมา ซึ่งสะท้อนปรัชญาเกี่ยวกับความสำคัญของการสร้างคุณค่าด้วยความพยายาม
4. Bitcoin กับเสรีภาพทางการเงิน (Financial Freedom)
• การต่อต้านการควบคุม:
ในอดีต ผู้มีอำนาจมักใช้เงินเป็นเครื่องมือในการควบคุม เช่น การอายัดทรัพย์สิน หรือการกำหนดค่าธรรมเนียมสูงในระบบธนาคาร Bitcoin เป็นระบบที่ไม่มีใครสามารถยึดหรือควบคุมได้
• ตัวอย่าง: ในประเทศที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น เวเนซุเอลา ประชาชนใช้ Bitcoin แทนเงินเฟียตที่ไม่มีมูลค่า
• เสรีภาพในโลกที่เชื่อมโยงกัน:
Bitcoin ช่วยให้ผู้คนสามารถทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องพึ่งธนาคารหรือรัฐบาลกลาง ทำให้เกิด “เสรีภาพทางการเงิน” ที่แท้จริง
5. มุมมองทางปรัชญา: Bitcoin และอุดมการณ์
• มนุษย์และความยุติธรรม:
Bitcoin ถูกมองว่าเป็นระบบที่สะท้อนถึงความยุติธรรมและความโปร่งใสในระดับสูงสุด ไม่มีการเลือกปฏิบัติหรือการให้สิทธิพิเศษกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
• แนวคิดแห่งความเป็นนิรันดร์ (Timelessness):
Bitcoin ถูกออกแบบให้คงอยู่ตลอดไป โดยไม่ต้องพึ่งพาองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เช่นเดียวกับ “ปรัชญาแห่งความเป็นนิรันดร์” ของโครงสร้างในธรรมชาติที่ยั่งยืน
• Bitcoin กับอุดมคติแบบเสรีนิยม:
แนวคิดของ Bitcoin สอดคล้องกับอุดมคติของเสรีนิยม (Libertarianism) ที่เชื่อในสิทธิส่วนบุคคล การลดบทบาทของรัฐบาล และเสรีภาพจากการควบคุมของรัฐ
6. บทสรุป: Bitcoin คืออะไรในมิติที่ลึกซึ้งกว่าเทคโนโลยี
Bitcoin ไม่ใช่แค่ “เงินดิจิทัล” แต่คือสัญลักษณ์ของยุคใหม่ที่ท้าทายระบบเก่าที่ล้มเหลว มันรวมเอาปรัชญาแห่งความยุติธรรม ความหายาก และเสรีภาพเข้าไว้ด้วยกัน
ในโลกอนาคตที่ AI และเทคโนโลยีสร้างทุกสิ่งได้ไม่จำกัด Bitcoin ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าเพราะความหายาก ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นในระบบที่ไม่มีใครควบคุมได้
#Siamstr #economy #economics #nostr #การเงิน #ปรัชญา #บิทคอยน์ #สินทรัพย์ #สินทรัพย์ดิจิทัล

‼️ข้อสังเกตของบุคคลที่ประสบความสำเร็จโดยสังเขป 👨🎨
สิ่งที่ทั้ง 4 คนนี้มีเหมือนกัน
1. รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต: ทั้งสี่คนเป็นนักอ่านที่ใช้หนังสือเพื่อเปิดมุมมอง สร้างแรงบันดาลใจ และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง
2. ความคิดเชิงวิสัยทัศน์: พวกเขาเลือกอ่านหนังสือที่ช่วยกระตุ้นการคิดนอกกรอบ สร้างแรงบันดาลใจทางปรัชญา และทำความเข้าใจสังคมและมนุษยชาติได้ลึกซึ้ง
3. การพัฒนาตนเอง: ทุกคนให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางปัญญาและความรู้ โดยการอ่านอย่างต่อเนื่อง
นิสัยการอ่านของพวกเขา
• โดยเฉลี่ย ทั้ง 4 คนอ่านหนังสือประมาณ 50 เล่มต่อปี หรือ สัปดาห์ละ 1 เล่ม ขึ้นอยู่กับตารางงาน
หนังสือของ Steve Jobs
1. 1984 โดย George Orwell
• เนื้อหา: นิยายดิสโทเปียที่ว่าด้วยการควบคุมเสรีภาพและอำนาจเผด็จการ
• ข้อคิด: ท้าทายกรอบความคิดเดิมๆ และกล้าที่จะคิดต่าง เหมือนกับที่ Jobs ปฏิวัติโลกเทคโนโลยี
2. Autobiography of a Yogi โดย Paramahansa Yogananda
• เนื้อหา: อัตชีวประวัติที่เล่าถึงการค้นพบจิตวิญญาณผ่านการทำสมาธิ
• ข้อคิด: แรงบันดาลใจให้ Jobs เน้นความเรียบง่ายและการอยู่กับปัจจุบัน
3. Zen Mind, Beginner’s Mind โดย Shunryu Suzuki
• เนื้อหา: ปรัชญาเซนที่เน้นการมี “จิตใจแบบผู้เริ่มต้น” ที่เปิดรับและสงสัยในทุกสิ่ง
• ข้อคิด: การโฟกัสกับปัจจุบันส่งผลต่อดีไซน์ที่เรียบง่ายและทรงพลังของ Apple
4. King Lear โดย William Shakespeare
• เนื้อหา: บทละครโศกนาฏกรรมเกี่ยวกับอำนาจและการทรยศ
• ข้อคิด: การเตือนให้มีความถ่อมตัวและไม่หลงลืมความจริง
5. On the Road โดย Jack Kerouac
• เนื้อหา: นิยายเกี่ยวกับการเดินทางค้นหาตัวตนและอิสรภาพ
• ข้อคิด: การเปิดรับความคิดสร้างสรรค์และการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่
หนังสือของ Elon Musk
1. The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy โดย Douglas Adams
• เนื้อหา: นิยายไซไฟที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันและการค้นหาความหมายของชีวิต
• ข้อคิด: สร้างแรงบันดาลใจให้ Musk คิดนอกกรอบและมองชีวิตอย่างมี อารมณ์ขัน
2. Zero to One BBCโดย Peter Thiel
• เนื้อหา: คู่มือการสร้างธุรกิจที่แตกต่างและมีนวัตกรรม
• ข้อคิด: การคิดแบบก้าวกระโดดและการสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
3. Dune โดย Frank Herbert
• เนื้อหา: นิยายไซไฟเกี่ยวกับการเป็นผู้นำ การเอาตัวรอด และการมองอนาคต
• ข้อคิด: ความสำคัญของการมองการณ์ไกลและการเผชิญอุปสรรค
4. The Lord of the Rings โดย J.R.R. Tolkien
• เนื้อหา: นิยายแฟนตาซีเกี่ยวกับความกล้าหาญและมิตรภาพ
• ข้อคิด: ความอดทนและความเป็นฮีโร่ในตัวทุกคน
5. Structures: Or Why Things Don’t Fall Down โดย J.E. Gordon
• เนื้อหา: การออกแบบและหลักการทางวิศวกรรม
• ข้อคิด: วางรากฐานสำคัญในการทำงานของ Musk ในด้านวิทยาศาสตร์และอวกาศ
หนังสือของ Bill Gates
1. Capital in the Twenty-First Century โดย Thomas Piketty
• เนื้อหา: วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการกระจายทรัพย์สิน
• ข้อคิด: ผลักดันการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมผ่านการทำงานการกุศล
2. The Better Angels of Our Nature โดย Steven Pinker
• เนื้อหา: ชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงในโลกลดลงเมื่อมนุษย์พัฒนา
• ข้อคิด: ความหวังในศักยภาพของมนุษยชาติในการปรับปรุงโลก
3. Factfulness โดย Hans Rosling
• เนื้อหา: การมองโลกในแง่ดีโดยใช้ข้อมูลที่แม่นยำ
• ข้อคิด: การตัดสินใจอย่างมีเหตุผลเพื่อแก้ปัญหาระดับโลก
4. Guns, Germs, and Steel โดย Jared Diamond
• เนื้อหา: สำรวจว่าปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมกำหนดการพัฒนาสังคมมนุษย์
• ข้อคิด: ทำความเข้าใจรากฐานของความเหลื่อมล้ำ
5. The Billion Dollar Whale โดย Tom Wright และ Bradley Hope
• เนื้อหา: เรื่องอื้อฉาวทางการเงินระดับโลกที่แสดงถึงความโลภและการคอร์รัปชัน
• ข้อคิด: ตอกย้ำความสำคัญของจริยธรรมในการทำธุรกิจ
หนังสือของ Barack Obama
1. The Nickel Boys โดย Colson Whitehead
• เนื้อหา: เรื่องเล่าความอยุติธรรมและการเหยียดสีผิวในอเมริกายุค 1960
• ข้อคิด: เตือนถึงความจำเป็นในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม
2. The Collected Works of James Baldwin
• เนื้อหา: รวมบทความและเรื่องสั้นเกี่ยวกับอัตลักษณ์และความเป็นมนุษย์
• ข้อคิด: เสริมสร้างความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจในปัญหาสังคม
3. How Democracies Die โดย Steven Levitsky และ Daniel Ziblatt
• เนื้อหา: วิเคราะห์ภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย
• ข้อคิด: ตอกย้ำความสำคัญของการปกป้องคุณค่าของประชาธิปไตย
4. A Promised Land โดย Barack Obama
• เนื้อหา: ชีวประวัติของโอบามาเกี่ยวกับเส้นทางการเมืองและชีวิตส่วนตัว
• ข้อคิด: การเป็นผู้นำที่ยึดมั่นในความหวังและความยืดหยุ่น
5. Song of Solomon โดย Toni Morrison
• เนื้อหา: เรื่องราวเกี่ยวกับอัตลักษณ์และการค้นหาตัวตน
• ข้อคิด: ความสำคัญของการเข้าใจรากเหง้าของตัวเอง
ปรัชญาชีวิต
1. Steve Jobs: เน้นความเรียบง่ายและความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนแปลงโลกด้วยเทคโนโลยี
2. Elon Musk: กล้าคิดและเสี่ยงเพื่อแก้ปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติ
3. Bill Gates: ใช้ปัญญาและทรัพยากรเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก
4. Barack Obama: นำด้วยความเห็นอกเห็นใจและความหวัง พร้อมสร้างความสามัคคีและความก้าวหน้า
การอ่านหนังสือและปรัชญาชีวิตของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าความสำเร็จนั้นต้องอาศัยการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการสะท้อนตนเองอย่างลึกซึ้ง
บทสรุป:
ทั้ง Steve Jobs, Elon Musk, Bill Gates และ Barack Obama มีความสำเร็จที่แตกต่างกันในด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ การกุศล และการเมือง แต่สิ่งที่พวกเขามีร่วมกันคือการอ่านหนังสืออย่างจริงจัง ซึ่งช่วยหล่อหลอมความคิด ทัศนคติ และความสามารถในการแก้ปัญหาใหญ่ในชีวิตและโลก พวกเขาเลือกหนังสือที่ไม่ใช่แค่สร้างแรงบันดาลใจ แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ในด้านการพัฒนาตนเอง จิตวิญญาณ และความเข้าใจสังคม
• Steve Jobs ใช้หนังสือเพื่อสำรวจปรัชญาและจิตวิญญาณ สร้างแรงบันดาลใจให้เขานำหลักการเรียบง่ายมาสร้างผลิตภัณฑ์เปลี่ยนโลก
• Elon Musk อ่านหนังสือที่กระตุ้นความคิดนอกกรอบและเสริมจินตนาการ ทำให้เขากล้าฝันใหญ่และเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้กลายเป็นจริง
• Bill Gates ใช้หนังสือเพื่อเข้าใจปัญหาโลกและหาแนวทางแก้ไขในเชิงระบบ เป็นเครื่องมือช่วยเขาทำงานด้านการกุศลและการพัฒนามนุษยชาติ
• Barack Obama อ่านหนังสือที่สะท้อนปัญหาสังคมและความเป็นมนุษย์ เพื่อพัฒนาความเห็นอกเห็นใจและสร้างวิสัยทัศน์การนำที่เน้นความสามัคคี
บทเรียนสำคัญ:
การอ่านหนังสือช่วยพัฒนาความคิด ความเข้าใจ และปรัชญาชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง ทุกคนสามารถนำแนวคิดเหล่านี้มาปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกการคิดสร้างสรรค์ การตัดสินใจอย่างมีเหตุผล หรือการเข้าใจความซับซ้อนของโลก เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในแบบของตัวเอง
#nostr #Siamstr #ศิลปะ #หนังสือน่าอ่าน #ปรัชญาชีวิต #ประวัติศาสตร์ #การใช้ชีวิต #ปรัชญา
**ในกรณีที่สินค้าราคาถูกลงเพราะเงินมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระบบมาตรฐานทองคำ (Deflation หรือเงินฝืด) ชาวนาไม่ได้ประโยชน์ เนื่องจาก:
1. ราคาพืชผลตกต่ำ
แม้ว่าสินค้าต่าง ๆ จะราคาถูกลง แต่ราคาผลผลิตทางการเกษตร (เช่น ข้าว) ก็ลดลงเช่นกัน ส่งผลให้รายได้จากการขายพืชผลลดลง
2. หนี้สินมีมูลค่าสูงขึ้น
ในยุคเงินฝืด ค่าเงินมีมูลค่าเพิ่มขึ้น หากชาวนายืมเงินไว้ หนี้ที่ต้องชำระจะมีมูลค่าจริงเพิ่มขึ้น ต้องขายพืชผลในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อใช้หนี้
3. ต้นทุนการผลิตไม่ลดลงเท่าที่ควร
แม้ว่าสินค้าทั่วไปจะถูกลง แต่ต้นทุนการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา หรือน้ำมัน อาจไม่ได้ลดลงในอัตราเดียวกัน ชาวนาอาจยังเผชิญกับต้นทุนสูง
4. ความต้องการลดลงในระบบเศรษฐกิจ
เงินฝืดทำให้คนชะลอการใช้จ่าย รอให้ราคาสินค้าลดลงอีก ส่งผลให้ความต้องการซื้อพืชผลลดลง ชาวนาขายของได้ยากขึ้น
5. รายได้ชาวนาไม่ปรับตามเงินฝืด
แม้ค่าเงินมีมูลค่าเพิ่ม แต่รายได้ของชาวนาไม่ได้เพิ่มตาม เพราะราคาสินค้าพื้นฐานลดลง จึงไม่ได้รับประโยชน์จากมูลค่าเงินที่สูงขึ้น
สรุป:
ในระบบมาตรฐานทองคำ ชาวนาได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าลดลงและหนี้สินที่หนักขึ้น แม้เงินจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจของชาวนากลับลดลงแทนที่จะได้ประโยชน์

✝️สุนทรพจน์ “กางเขนทองคำ” ของวิลเลียม เจนนิงส์ ไบรอันในปี 1896 เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การเงินและการเมืองของสหรัฐอเมริกา สุนทรพจน์นี้สะท้อนความขัดแย้งระหว่างสองแนวคิดทางการเงินหลัก: มาตรฐานทองคำ (gold standard) และแนวคิดที่เสนอให้ใช้ โลหะเงิน ร่วมกับทองคำ (bimetallism)
ประเด็นหลักจากบทความ:
1. มาตรฐานทองคำ
• มาตรฐานทองคำทำให้ค่าเงินคงที่และเสถียรภาพในเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้กู้ยืม เช่น เกษตรกรในชนบท ที่ประสบปัญหาเนื่องจากราคาสินค้าลดลงและหนี้สินเพิ่มมูลค่าขึ้นในแง่ของแรงงานที่ต้องจ่ายคืน
• ผู้สนับสนุนมาตรฐานทองคำ เช่น วิลเลียม แม็คคินลีย์ มองว่ามันเป็นการรักษาความมั่นคงทางการเงิน และให้รางวัลแก่ความมัธยัสถ์
2. ข้อเรียกร้องของเกษตรกร
• เกษตรกรต้องการให้โลหะเงินถูกนำกลับมาใช้เป็นพื้นฐานในการออกเงิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น และช่วยลดภาระหนี้สินของพวกเขา
3. การปราศรัย “กางเขนทองคำ”
• ไบรอันประณามมาตรฐานทองคำว่าเป็น “การกดขี่” และเปรียบเทียบว่าแรงงานของประชาชนถูกตรึงบน “กางเขนทองคำ” ซึ่งสะท้อนความเจ็บปวดของผู้ที่ต้องทนทุกข์จากระบบการเงินที่เอื้อประโยชน์ต่อคนรวยและเจ้าหนี้
• สุนทรพจน์ปลุกเร้าผู้ฟังจนทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต
4. ผลกระทบของมาตรฐานทองคำต่อสังคม
• ระบบนี้ส่งผลดีต่อชนชั้นเจ้าของทุนที่ถือเงินสดหรือเงินฝาก แต่ส่งผลร้ายต่อชนชั้นแรงงานและเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาการกู้ยืม
• การขัดแย้งระหว่างชนชั้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
ในที่สุด ไบรอันแพ้การเลือกตั้งให้กับแม็คคินลีย์ ซึ่งยืนยันในมาตรฐานทองคำ สุนทรพจน์ของไบรอันยังคงได้รับการจดจำในฐานะตัวอย่างของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางการเงินและเศรษฐกิจในยุคนั้น
5. ความล้มเหลวของการกำหนดค่าเงินในระบบโลหะสองมาตรฐาน (ทองคำและเงิน):
อังกฤษและประเทศส่วนใหญ่ไม่สามารถกำหนดอัตราที่เหมาะสมระหว่างเหรียญทองคำและเหรียญเงินได้ ส่งผลให้เหรียญเงินถูกหลอมเพื่อนำไปขายเป็นวัตถุดิบแทนการใช้เป็นเงินตรา
6. การเริ่มต้นยุคมาตรฐานทองคำ:
ในปี 1816 อังกฤษกำหนดให้เงินปอนด์สเตอร์ลิงเท่ากับทองคำ 123 เกรน และสิ่งนี้ได้เริ่มยุคมาตรฐานทองคำระหว่างประเทศซึ่งทำให้เงินตราของประเทศต่าง ๆ มีค่าคงที่เมื่อเทียบกับทองคำ
7. ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของมาตรฐานทองคำ:
การใช้มาตรฐานทองคำช่วยให้การค้าระหว่างประเทศง่ายขึ้น เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินตราของประเทศต่าง ๆ คงที่ แต่มาตรฐานนี้ทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าอุปทานทองคำที่มีอยู่
8. ผลกระทบต่อผู้กู้ยืมและเจ้าหนี้:
ภายใต้มาตรฐานทองคำ ราคาสินค้าลดลงในช่วงยี่สิบปีในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลดีต่อเจ้าหนี้ (เงินที่ถืออยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น) แต่เป็นปัญหาสำหรับผู้กู้ยืม (ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อจ่ายหนี้ในสภาพเงินเฟ้อที่ลดลง)
9. ความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องมาตรฐานเงินตราในสหรัฐฯ:
พรรคกรีนแบ็กและเกษตรกรสนับสนุนการเพิ่มเงินกระดาษหรือโลหะเงินเข้ามาในระบบการเงินเพื่อลดภาระหนี้ แต่ชนชั้นนำและพรรครีพับลิกันยืนหยัดสนับสนุนมาตรฐานทองคำเพื่อรักษา “เกียรติ” ทางการเงิน
10. การต่อสู้เชิงอุดมการณ์เรื่องมาตรฐานทองคำ:
การปราศรัย “กางเขนทองคำ” ของวิลเลียม เจนนิงส์ ไบรอัน ในปี 1896 วิจารณ์มาตรฐานทองคำว่าเป็นการกดขี่ชนชั้นแรงงานและเกษตรกร ในขณะที่ฝ่ายตรงข้าม เช่น วิลเลียม แม็คคินลีย์ สนับสนุนมาตรฐานทองคำด้วยเหตุผลด้านความรับผิดชอบและเกียรติของประเทศ
**เพิ่มเติม:
การประยุกต์แนวคิดมาตรฐานทองคำกับบิทคอยน์และเงินเฟียต
1. ข้อจำกัดทางปริมาณเงิน
มาตรฐานทองคำและบิทคอยน์มีความคล้ายคลึงกันในแง่ของการมีจำนวนจำกัด (ทองคำมีปริมาณที่ขุดได้จำกัด และบิทคอยน์มีเพียง 21 ล้านเหรียญ) ซึ่งตรงข้ามกับเงินเฟียตที่สามารถพิมพ์เพิ่มได้ตามนโยบายของธนาคารกลาง ส่งผลให้บิทคอยน์ถูกมองว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว
2. ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ
ระบบมาตรฐานทองคำช่วยควบคุมอัตราเงินเฟ้อเพราะปริมาณทองคำเพิ่มขึ้นช้ากว่าความต้องการทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับบิทคอยน์ที่มีการผลิตลดลงตาม “Halving” ทุก 4 ปี แต่เงินเฟียตมีแนวโน้มเกิดเงินเฟ้อสูง เพราะสามารถพิมพ์เงินเพิ่มได้ไม่จำกัด
3. ความเสถียรและความผันผวนของมูลค่า
• มาตรฐานทองคำให้ความเสถียรในระยะยาว แต่ในระยะสั้นก็อาจทำให้เกิดวิกฤติสภาพคล่อง เช่นเดียวกับบิทคอยน์ที่มูลค่าผันผวนมากในระยะสั้น แต่เป็นตัวเก็บมูลค่าในระยะยาว
• เงินเฟียตให้ความยืดหยุ่นและเสถียรภาพในระยะสั้น แต่เสี่ยงต่อการลดค่าของเงิน (เงินเฟ้อ) ในระยะยาว
4. ความขัดแย้งทางอุดมการณ์
เช่นเดียวกับที่มาตรฐานทองคำเคยถูกวิจารณ์ว่าให้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้มากกว่าลูกหนี้ บิทคอยน์เองก็ถูกวิจารณ์ในมุมที่ว่ามันเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่สะสมตั้งแต่ต้น (early adopters) มากกว่าคนทั่วไป ในขณะที่เงินเฟียตถูกมองว่ารองรับเศรษฐกิจได้ดีกว่า แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐในการควบคุมประชาชนผ่านการเพิ่มปริมาณเงิน
5. อำนาจการกระจายตัว
ระบบมาตรฐานทองคำถูกควบคุมโดยรัฐบาลและธนาคารกลาง เช่นเดียวกับเงินเฟียต แต่บิทคอยน์มีลักษณะกระจายศูนย์ (Decentralized) ทำให้ไม่มีใครควบคุมระบบได้ ซึ่งสะท้อนแนวคิดใหม่ที่เน้นอิสรภาพทางการเงิน
6. บทบาทในเศรษฐกิจโลก
• หากมาตรฐานทองคำเคยเป็นกลไกที่ทำให้การค้าโลกมีเสถียรภาพ บิทคอยน์อาจกลายเป็นกลไกใหม่สำหรับเศรษฐกิจโลกดิจิทัล
• เงินเฟียตยังคงครองบทบาทในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเมื่อเทียบกับทางเลือกอย่างบิทคอยน์ที่ตอบโจทย์ความมั่นคงของมูลค่าในระยะยาว
สรุป
บิทคอยน์สะท้อนคุณสมบัติหลายประการของมาตรฐานทองคำในยุคดิจิทัล เช่น การควบคุมปริมาณเงิน ความสามารถในการป้องกันเงินเฟ้อ และบทบาทในการรักษามูลค่า ขณะที่เงินเฟียตยังคงเป็นเครื่องมือหลักในระบบเศรษฐกิจ แต่เผชิญความเสี่ยงในระยะยาวจากการลดค่าของเงิน บิทคอยน์จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกใหม่ในระบบการเงินที่กระจายศูนย์และโปร่งใสกว่า
#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

ในมุมมองของคนที่ซื้อ Bitcoin แบบ DCA (Dollar Cost Averaging) เพื่อเก็บมูลค่าทรัพย์สินและป้องกันการเสื่อมค่าของเงินเฟียต:
1. MicroStrategy กับการสะสม Bitcoin: กราฟแสดงให้เห็นว่า MicroStrategy มีการซื้อ Bitcoin อย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เพิ่มขึ้นแม้ราคาจะแกว่งตัว ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดระยะยาวที่เชื่อมั่นในมูลค่าของ Bitcoin ว่าเป็นสินทรัพย์ที่เก็บรักษามูลค่าได้ดีกว่าเงินเฟียตที่อาจเสื่อมค่าลงจากภาวะเงินเฟ้อ
2. Ethereum Foundation กับการขาย ETH: กราฟนี้ชี้ให้เห็นว่า Ethereum Foundation มีการขาย ETH เป็นระยะ แม้ในช่วงที่ราคามีการปรับตัวขึ้นลง โดยการกระทำเช่นนี้อาจทำให้ผู้ที่เก็บ ETH รู้สึกกังวล เนื่องจากแม้แต่ผู้สร้างเองยังมีการเทขายอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในมูลค่าของ ETH ระยะยาว
3. เปรียบเทียบมุมมองการลงทุน:
• Bitcoin ถูกมองว่าเป็น “store of value” หรือทองคำดิจิทัล ที่มีจำนวนจำกัดและสามารถต้านทานเงินเฟ้อได้
• Ethereum แม้จะมีประโยชน์ในด้าน smart contracts และการพัฒนา DeFi แต่ความจริงที่ว่าผู้พัฒนายังคงขายออกอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ ETH ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากกว่า
ดังนั้น สำหรับผู้ที่ต้องการเก็บมูลค่าในระยะยาว Bitcoin ดูจะเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือกว่าจากมุมมองนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาเรื่องความเชื่อมั่นในตัวสินทรัพย์จากกราฟที่แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของผู้ใช้งานหลักในตลาดทั้งสอง
**เพิ่มเติม:
Ethereum (ETH) เปรียบเสมือน “บริษัทเฟียต” เพราะลักษณะของมันมีความคล้ายคลึงกับระบบของเงินเฟียต (Fiat) ในหลายๆ ด้าน โดยอธิบายง่ายๆ ดังนี้:
1. ETH ไม่มีจำนวนจำกัด
ต่างจาก Bitcoin ที่มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ ETH สามารถผลิตเพิ่มได้เรื่อยๆ ผ่านระบบการขุดและกลไกอื่นๆ เช่น Staking ในระบบ Proof of Stake
• เมื่อสิ่งใดมีจำนวนไม่จำกัด (เหมือนเงินเฟียตที่พิมพ์เพิ่มได้เรื่อยๆ) มูลค่าจะลดลง เพราะอุปทานล้นตลาด
• ผู้ที่ถือ ETH อาจเสี่ยงต่อการเจือจางมูลค่า (Dilution) ในอนาคต เนื่องจากไม่มีการกำหนดเพดานที่แน่นอน
2. ทีมผู้สร้างหรือองค์กรมีอำนาจในการควบคุม
Ethereum มีผู้ก่อตั้งและทีมงานหลัก เช่น Vitalik Buterin และ Ethereum Foundation ที่สามารถ ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงระบบได้
• ตัวอย่างเช่น การอัปเกรดระบบหรือการตัดสินใจที่เกี่ยวกับการเผาเหรียญ (Burn) หรือการเพิ่มอุปทาน
• สิ่งนี้เหมือนกับรัฐบาลหรือธนาคารกลางที่สามารถกำหนดนโยบายการเงินเพื่อพิมพ์เงินหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ
3. Ethereum Foundation ขาย ETH ต่อเนื่อง
กราฟแสดงให้เห็นว่าผู้พัฒนาหรือเจ้าของระบบยังขาย ETH เป็นระยะๆ แม้ในช่วงราคาสูง
• การขายออกอย่างต่อเนื่องเหมือน “ธนาคารกลางปล่อยเงินเฟียตเข้าสู่ระบบ” ซึ่งอาจลดความเชื่อมั่นในมูลค่าของ ETH
• ถ้าผู้ก่อตั้งยังเทขายเองเรื่อยๆ นักลงทุนรายย่อยอาจตั้งคำถามว่า “แล้วเราจะถือ ETH ไว้ทำไม?”
4. การพึ่งพาโครงสร้างคล้ายบริษัท
Ethereum ทำงานผ่านระบบ Smart Contract และมีการใช้งานในแอปพลิเคชัน Decentralized Finance (DeFi) แต่ระบบทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ โครงสร้างพื้นฐานและการตัดสินใจของทีมงาน
• หากเทียบกับ Bitcoin ซึ่งเป็นเครือข่ายที่กระจายศูนย์ (Decentralized) อย่างแท้จริง Ethereum อาจถูกมองว่าคล้ายกับ “บริษัทเทคโนโลยี” มากกว่า เพราะยังมี “เจ้าของ” ที่มีอำนาจควบคุม
5. ETH มีประโยชน์แต่ไม่ใช่ที่เก็บมูลค่าที่แท้จริง
ETH มีบทบาทในระบบ DeFi และการพัฒนาเทคโนโลยี Web3 ซึ่งน่าสนใจในระยะสั้นและกลาง แต่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเป็นที่เก็บมูลค่า (Store of Value) เพราะมีการเพิ่มปริมาณเหรียญได้เรื่อยๆ
• ในขณะที่ Bitcoin ถูกมองว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” ที่เก็บมูลค่าได้ในระยะยาว Ethereum อาจเปรียบได้กับ “หุ้นบริษัท” ที่มีประโยชน์ แต่มีความเสี่ยงสูงและไม่มีการการันตีมูลค่าระยะยาว
สรุป: ETH = บริษัทเฟียต
Ethereum เปรียบเสมือน “บริษัท” ที่ผู้ก่อตั้งและองค์กรสามารถควบคุมและเปลี่ยนแปลงได้ คล้ายกับเงินเฟียตที่รัฐบาลและธนาคารกลางสามารถพิมพ์เพิ่มหรือกำหนดนโยบายได้ สำหรับผู้ที่ต้องการเก็บมูลค่าระยะยาว ETH อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่มั่นคง เพราะยังมีความเสี่ยงจากการขายของผู้ก่อตั้งและจำนวนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่างจาก Bitcoin ที่มีจำนวนจำกัดและเป็นสินทรัพย์ที่กระจายศูนย์อย่างแท้จริง
#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

ในยุคที่เทคโนโลยีการเงินก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ระบบการโอนเงินแบบดั้งเดิม เช่น Visa, ACH และ Fedwire กำลังเผชิญกับการแข่งขันจากเทคโนโลยีใหม่ เช่น Bitcoin และ Stablecoins ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว กราฟนี้ช่วยแสดงภาพรวมของปริมาณธุรกรรมประจำปีของระบบต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2013 ถึง 2023 พร้อมเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการการเงินโลก
สรุปประเด็นสำคัญ
1. Bitcoin (สีส้ม)
• เติบโตจากปริมาณธุรกรรมต่ำในปี 2013 จนใกล้เคียงระบบดั้งเดิม เช่น Visa และ ACH ในช่วงปี 2020–2021
• มีการชะลอตัวในปี 2023 แต่อยู่ในระดับที่สูงกว่า PayPal และ Remittances
2. Stablecoins (สีน้ำเงินเข้ม)
• เริ่มมีการใช้งานชัดเจนตั้งแต่ปี 2017 และเติบโตอย่างต่อเนื่อง
• ปี 2023: ปริมาณธุรกรรมสูงกว่า Bitcoin และใกล้เคียง Visa และ ACH แสดงถึงบทบาทสำคัญในระบบ DeFi
3. ระบบการเงินดั้งเดิม (Fedwire, ACH, Visa)
• Fedwire: ครองอันดับ 1 ด้านปริมาณธุรกรรมตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
• ACH และ Visa: มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่เริ่มถูก Bitcoin และ Stablecoins เข้ามาเทียบเคียงในบางปี
4. PayPal และ Remittances (ระบบส่งเงินระหว่างประเทศ)
• PayPal: ถูก Bitcoin แซงหน้าในปี 2020
• Remittances: เติบโตช้าและมีปริมาณธุรกรรมน้อยกว่า Bitcoin และ Stablecoins
บทสรุปที่น่าสนใจ
• Bitcoin และ Stablecoins กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของระบบการเงินโลก โดยเริ่มแข่งขันกับระบบการเงินดั้งเดิมอย่างจริงจัง
• Stablecoins มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในฐานะระบบการโอนเงินที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ
• ระบบดั้งเดิมอย่าง Fedwire และ Visa ยังคงมีความแข็งแกร่ง แต่การเข้ามาของคริปโตแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการเงินแบบใหม่
กราฟนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงในวงการการเงินที่ทุกคนควรจับตามอง
Cr. KhaoBitcoin
#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

‼️กระทรวงยุติธรรมสหรัฐเตรียมขาย Bitcoin มูลค่า 6.5 พันล้านดอลลาร์จาก Silk Road
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DOJ) ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขาย Bitcoin จำนวน 69,370 เหรียญที่ยึดได้จากตลาดมืด Silk Road ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีที่ซับซ้อนและยืดเยื้อเกี่ยวกับทรัพย์สินดิจิทัล เรามาสรุปประเด็นสำคัญกันแบบเข้าใจง่าย:
1. DOJ ได้รับอนุญาตขาย Bitcoin จำนวนมหาศาล
ศาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ให้กระทรวงยุติธรรมขาย Bitcoin มูลค่าปัจจุบันประมาณ 6.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกยึดจากตลาดมืด Silk Road หลังผ่านการพิจารณาคดีที่ยืดเยื้อหลายปี
2. ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ยาวนานหลายปี
กลุ่ม Battle Born Investments เคยยื่นคัดค้านการขาย โดยอ้างสิทธิใน Bitcoin ชุดนี้ผ่านกระบวนการล้มละลายของพวกเขา แต่สุดท้ายแพ้คดี
3. พยายามเปิดเผยตัวตน “Individual X” ล้มเหลว
Battle Born ยังเคยใช้กฎหมายข้อมูลสาธารณะ (FOIA) เพื่อพยายามเปิดเผยตัวบุคคลที่ชื่อ “Individual X” ซึ่งเป็นผู้ส่งมอบ Bitcoin ชุดนี้ให้รัฐบาลในตอนแรก แต่ความพยายามนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
4. ข้อกล่าวหาต่อกระทรวงยุติธรรม
ทนายของ Battle Born กล่าวหาว่า DOJ ใช้กลยุทธ์ทางกฎหมายเพื่อปกปิดความจริง โดยหลีกเลี่ยงการเปิดเผยรายละเอียดสำคัญในคดีนี้
5. เหตุผลในการเร่งขาย
DOJ อ้างว่าเนื่องจากราคา Bitcoin มีความผันผวนสูง การขายครั้งนี้จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งศาล
6. ขั้นตอนต่อไป
ตัวแทน DOJ ยืนยันว่ากระบวนการขายจะดำเนินไปตามคำตัดสินของศาล
บทสรุป:
Bitcoin ที่เกี่ยวข้องกับ Silk Road กำลังจะถูกขายโดยรัฐบาลหลังผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อนและยืดเยื้อ นี่เป็นตัวอย่างสำคัญของการจัดการทรัพย์สินดิจิทัลในยุคปัจจุบัน และแสดงถึงการควบคุมที่เข้มงวดของรัฐต่อสินทรัพย์เหล่านี้ในกรณีที่มีความเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม‼️
Cr. The BIG Secret
#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

🌊ภูเก็ตเตรียมทดลองใช้คริปโทเคอร์เรนซีสำหรับนักท่องเที่ยวในปีนี้
รัฐบาลไทยเล็งนำคริปโทเคอร์เรนซีมาช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิชัย จุนหวัชระ ประกาศโครงการนำร่องในภูเก็ต เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถชำระเงินด้วย Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ในการซื้อสินค้าและบริการ สร้างความสะดวกและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ
สรุปหัวข้อข่าว
1. วัตถุประสงค์ของโครงการ
• โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อทดลองใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นทางเลือกในการชำระเงินแทนเงินสดในพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต
• เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้สินทรัพย์ดิจิทัลของพวกเขาได้สะดวกยิ่งขึ้น
2. นโยบายและกรอบกฎหมาย
• การทดลองครั้งนี้จะอยู่ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน โดยไม่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม
• นายพิชัยยืนยันว่าโครงการนี้จะไม่กระทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย
3. ขั้นตอนการใช้งาน
• นักท่องเที่ยวที่ต้องการใช้ Bitcoin ต้องลงทะเบียนผ่านตลาดซื้อขายคริปโทในประเทศไทยและยืนยันตัวตน
• ธุรกรรมที่ใช้ Bitcoin จะถูกแปลงเป็นเงินบาทผ่านระบบ Clearing House
4. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
• ช่วยให้นักท่องเที่ยวสะดวกในการใช้เงินดิจิทัล เช่น กรณีผู้ย้ายถิ่นฐานที่ประสบปัญหาในการโอนเงินจำนวนมากผ่านระบบธนาคาร
• สร้างความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก
5. ตัวอย่างความสำเร็จในประเทศ
• ในจังหวัดกาฬสินธุ์ มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ริเริ่มใช้ Bitcoin ในชีวิตประจำวัน โดยมีหมู่บ้านในอำเภอห้วยผึ้งได้รับฉายา “หมู่บ้าน Bitcoin แห่งประเทศไทย”
• ธุรกิจในหมู่บ้าน เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านขายของชำ และบริการรถตุ๊กตุ๊ก ยอมรับการชำระเงินด้วย Bitcoin ผ่านแอป Lightning
6. ความน่าสนใจของ Bitcoin
• Bitcoin มีอุปทานจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ ซึ่งทำให้มูลค่ารวมของมันเกิน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนทั่วโลก
บทสรุป
โครงการนำร่องในภูเก็ตนี้ถือเป็นการเปิดประตูให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการท่องเที่ยว โดยใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นเครื่องมือสำคัญที่ไม่เพียงเพิ่มความสะดวก แต่ยังช่วยส่งเสริมธุรกิจในท้องถิ่นและสร้างภาพลักษณ์ความทันสมัยให้ประเทศ
Cr. The BIG Secret
#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

Bitcoin: จากสินทรัพย์ดิจิทัลสู่เครื่องมือสร้างความมั่นคงระดับประเทศ
ในอดีต Bitcoin ถูกมองว่าเป็นเพียงสกุลเงินดิจิทัลที่ไม่เสถียรและเหมาะสำหรับการเก็งกำไร แต่ในปัจจุบัน กระแสโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว หลายประเทศเริ่มเปิดใจมอง Bitcoin ในฐานะ “สินทรัพย์สำรอง” ที่อาจช่วยป้องกันเงินเฟ้อและลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ รวมถึงเสริมความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจของประเทศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การพิจารณานี้ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิดอีกต่อไป เมื่อธนาคารกลางและผู้นำระดับโลก เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และล่าสุด สาธารณรัฐเช็ก เริ่มหยิบ Bitcoin ขึ้นมาสู่โต๊ะเจรจาในฐานะทางเลือกแห่งอนาคต
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางการเงิน แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติระบบเศรษฐกิจที่อาจกำหนดอนาคตของประเทศทั่วโลก
สรุปและแปลเนื้อหาบทความ
1. Bitcoin กำลังถูกพูดถึงในฐานะสินทรัพย์สำรองระดับประเทศ
• หลายประเทศเริ่มพิจารณา Bitcoin เป็นสินทรัพย์สำรอง (Reserve Asset) เช่นเดียวกับทองคำหรือตราสารหนี้
• ล่าสุด Aleš Michl ผู้ว่าการธนาคารกลางเช็ก (ČNB) ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการซื้อ Bitcoin เพื่อกระจายความเสี่ยงในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ
2. จุดยืนของธนาคารกลางเช็กเกี่ยวกับ Bitcoin
• Michl ระบุว่าธนาคารอาจพิจารณาซื้อ “Bitcoin เล็กน้อย” เพื่อกระจายความเสี่ยง แต่จะไม่ใช่การลงทุนครั้งใหญ่
• การตัดสินใจต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคาร 7 คน
3. Donald Trump มีบทบาทสำคัญในกระแส Bitcoin
• หลังชนะการเลือกตั้งในปี 2024 ทรัมป์สนับสนุน Bitcoin และเสนอให้จัดตั้งทุนสำรอง Bitcoin ในสหรัฐฯ เพื่อเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
• แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากคนสำคัญ เช่น Cynthia Lummis (วุฒิสมาชิก) โดยมองว่า Bitcoin มีศักยภาพเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ
4. ประเทศอื่นที่เริ่มพิจารณา Bitcoin
• สวิตเซอร์แลนด์: อาจจัดทำประชามติเพื่อเพิ่ม Bitcoin ในทุนสำรองของธนาคารแห่งชาติ
• เยอรมนี: อดีตรัฐมนตรีการคลังเสนอให้ Bitcoin ช่วยลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์
• ฮ่องกง: นักการเมืองสนับสนุนการนำ Bitcoin มาปรับใช้ในทุนสำรองเพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
• รัสเซีย: ใช้ Bitcoin และคริปโตในธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์และหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร
5. ข้อดีของ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์สำรอง
• อุปทานจำกัดของ Bitcoin ช่วยป้องกันเงินเฟ้อ
• เป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยงจากการถือเงินดอลลาร์และทองคำ
6. กระแสโลกที่เปลี่ยนไป
• แนวคิดเกี่ยวกับ Bitcoin ในฐานะสินทรัพย์สำรองกำลังได้รับความสนใจจากหลายประเทศทั่วโลก
• หากนำมาปรับใช้จริง อาจเปลี่ยนแปลงระบบการเงินระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม
บทความนี้สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในมุมมองของรัฐบาลและธนาคารกลางที่มีต่อ Bitcoin ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเสี่ยงและไร้เสถียรภาพ แต่ตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต
Cr. ลองลงทุน
#Siamstr #economy #economics #Bitcoin #nostr #BTC #finance

‼️ประวัติศาสตร์การพิมพ์เงินครั้งใหญ่ของธนาคารฝรั่งเศษ ที่จัดตั้งโดย “John Law” ชายหนุ่มนักพนัน และเคยก่อคดีฆาตรกรรม จับมือร่วมกับ เพื่อนที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนของกษัตริย์ “ดยุกแห่งออร์เลอ็อง” ทำให้เศรษฐกิจฟองสบู่ในมิสซิสซิปปีแตก
ในศตวรรษที่18 ได้อย่างไร ⁉️
เรื่องราวของฟองสบู่มิสซิสซิปปี
นี่คือเรื่องราวของจอห์น ลอว์ (John Law) และความพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 18 ด้วยระบบเงินกระดาษและบริษัทมิสซิสซิปปี ซึ่งจบลงด้วยความล้มเหลว สะท้อนบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่แท้จริงและระบบการเงิน
1. ความฝันแห่งความมั่งคั่งในแม่น้ำมิสซิสซิปปี
• บริษัทมิสซิสซิปปีได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะลอว์อ้างถึงความร่ำรวยในดินแดนอเมริกา เช่น ภูเขาโลหะเงิน และพื้นที่อุดมสมบูรณ์
• ความจริงกลับไม่มีทรัพยากรที่ลอว์โฆษณา ผู้ตั้งถิ่นฐานส่วนใหญ่เสียชีวิตเพราะโรคภัยและความอดอยาก
2. ราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นจากความหวังลมๆ แล้งๆ
• ราคาหุ้นของบริษัทมิสซิสซิปปีพุ่งสูง เพราะประชาชนเชื่อว่าจะขายต่อได้ราคาดี
• การเงินเริ่มแยกจาก “เศรษฐกิจที่แท้จริง” ซึ่งเป็นรากฐานของการสร้างมูลค่าที่แท้จริง
3. ความล้มเหลวของนโยบายควบคุมตลาด
• ลอว์กำหนดราคาหุ้นให้ต่ำกว่าตลาด หวังสร้างเสถียรภาพ แต่กลับทำให้ผู้คนแห่ขายหุ้นคืน
• ธนาคารต้องพิมพ์เงินกระดาษเพิ่มเพื่อซื้อหุ้น ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง
4. การบังคับใช้เงินกระดาษที่ล้มเหลว
• ลอว์พยายามบังคับใช้เงินกระดาษแทนโลหะเงินและทองคำ แต่ประชาชนขาดความเชื่อมั่น
• การสั่งห้ามครอบครองโลหะเงินและทองคำทำให้เกิดความวุ่นวาย ประชาชนลุกฮือและจลาจล
5. จุดจบของจอห์น ลอว์และฟองสบู่
• เมื่อระบบล่มสลาย ลอว์ถูกขับไล่ออกจากฝรั่งเศสและเสียชีวิตในฐานะผู้ล้มเหลว
• ฝรั่งเศสกลับไปใช้ระบบเงินเหรียญโลหะอีกครั้ง
6. บทเรียนสำคัญ
• ระบบการเงินต้องมีความสมดุลและกลไกถ่วงดุล เช่น สภาผู้แทนราษฎรในอังกฤษ
• ความล้มเหลวของลอว์สะท้อนว่า การรวมอำนาจไว้ที่คนเพียงคนเดียวในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นำไปสู่การล่มสลายได้ง่าย
เรื่องราวนี้ชี้ให้เห็นว่า การเงินที่แยกตัวจากเศรษฐกิจที่แท้จริงอาจสร้างความเสียหายใหญ่หลวง และระบบการเงินต้องตั้งอยู่บนความไว้วางใจของประชาชน
#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

‼️สรุปหนังสือบทที่ 6 : Jacob Goldstein
Money: The True Story of a Made-Up Thing
“มันคือเงิน เมื่อทุกคนเชื่อว่ามันคือเงิน !“ 💸👌
ประวัติศาสตร์การเงินโลกเต็มไปด้วยเรื่องราวของการทดลอง ความล้มเหลว และความสำเร็จ หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจคือการกำเนิด ธนาคารแห่งอังกฤษ และ ธนาคารของจอห์น ลอว์ ในฝรั่งเศส ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบการเงินโลก ที่เปลี่ยน “ความเชื่อ” ให้กลายเป็น “เงิน” อย่างแท้จริง นี่คือบทสรุปสำคัญในเรื่องนี้:
สรุปเรื่องราว
1. ความท้าทายของการเงินในยุโรป
• รัฐบาลยุโรปในอดีตเผชิญปัญหาเงินไม่พอใช้ พวกเขาเก็บภาษีและกู้ยืมเงินจากประชาชน แต่กระบวนการขาดความเป็นระบบ เช่น ออกลอตเตอรี่หรือกู้เงินโดยไม่มีกลไกที่มั่นคง
2. การก่อตั้งธนาคารแห่งอังกฤษ (ปี 1694)
• อังกฤษสร้าง ธนาคารแห่งอังกฤษ (Bank of England) ด้วยการระดมทุนจากประชาชน 1.2 ล้านปอนด์ผ่านการขายหุ้น
• ธนาคารให้รัฐบาลกู้เงินในรูปแบบ ธนบัตร ที่สามารถไถ่ถอนเป็นทองคำและเงินได้ พร้อมดอกเบี้ย 8%
• สิ่งนี้ช่วยแก้ปัญหาการเงินของรัฐบาล และสร้างระบบการกู้ยืมที่มั่นคงและโปร่งใส
3. การสร้าง “เงิน” ใหม่
• ธนาคารแห่งอังกฤษสามารถปล่อยกู้มากกว่าเงินที่มีจริงในห้องนิรภัย เป็นการสร้าง “เงินใหม่” ที่เพิ่มความมั่งคั่งให้เศรษฐกิจอังกฤษอย่างยั่งยืน
4. จอห์น ลอว์ และแนวคิดการเงินในฝรั่งเศส
• จอห์น ลอว์ มองเห็นศักยภาพของธนาคารและเสนอแนวคิดการปฏิวัติการเงินในฝรั่งเศส
• ในปี 1716 เขาได้ตั้ง แบงค์ เจเนอราล (Banque Générale) ธนาคารแห่งแรกในฝรั่งเศส ด้วยเงินทุนสนับสนุนจากดยุคแห่งออร์เลออง
5. ความสำเร็จของธนบัตรจอห์น ลอว์
• ในปี 1717 รัฐบาลฝรั่งเศสบังคับให้ประชาชนใช้ ธนบัตรของลอว์ ในการจ่ายภาษี
• นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเมื่อรัฐยอมรับธนบัตรเป็นเงิน ภายใต้กฎที่มั่นคง มันจึงกลายเป็น “เงิน” ที่ใช้กันในประเทศ
6. บทเรียนสำคัญ: “ความเชื่อ” คือหัวใจของการเงิน
• ความสำเร็จของธนาคารขึ้นอยู่กับ “ความเชื่อมั่น” ของประชาชน หากทุกคนเชื่อว่าธนาคารมั่นคง มันก็จะมั่นคง แต่ถ้าประชาชนไม่เชื่อ ธนาคารก็ล้มเหลว แม้ระบบการเงินจะแข็งแรง
บทสรุป
เรื่องราวของ ธนาคารแห่งอังกฤษ และ จอห์น ลอว์ แสดงให้เห็นว่า “เงิน” ไม่ได้มีค่าเพราะทองคำที่หนุนหลังเท่านั้น แต่มีค่าเพราะ “ความเชื่อ” ของผู้คนในระบบนั้น และ “ความเชื่อมั่น” ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจในปัจจุบัน
#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

‼️Michael Saylor คาดการณ์ราคา Bitcoin สูงถึง $820,000
1. Bitcoin อาจมีราคาสูงถึง $820,000 หากมูลค่าตลาดเทียบเท่าทองคำ
• Michael Saylor (ผู้สนับสนุน Bitcoin และผู้ร่วมก่อตั้ง MicroStrategy) คาดการณ์ว่าราคา Bitcoin จะสูงถึง $820,513 หากมูลค่าตลาดของ Bitcoin เพิ่มขึ้นเทียบเท่ากับทองคำที่ $16 ล้านล้าน
• ทองคำถือเป็นแหล่งเก็บมูลค่าระดับโลก (store of value) ซึ่ง Bitcoin มีศักยภาพที่จะก้าวมาแทนที่ทองคำในอนาคต
2. นโยบายใหม่ของ Trump: กองทุนสำรอง Bitcoin สหรัฐ (Strategic Bitcoin Reserve)
• ในเดือนกรกฎาคม 2024, Donald Trump ประกาศแผนสร้าง US Strategic Bitcoin Reserve ในการประชุม Bitcoin 2024
• Trump อธิบายว่า Bitcoin มีคุณสมบัติที่ดีกว่าทองคำ เช่น:
• ความหายาก (scarcity)
• ความเป็นเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ (decentralized digital currency)
• ศักยภาพในการเก็บมูลค่าแทนทองคำ
• Trump มองว่า Bitcoin มีศักยภาพที่จะกลายเป็น “digital gold” และราคาอาจสูงถึง $820,513 หากมูลค่าตลาดเทียบเท่าทองคำ
3. Michael Saylor สนับสนุนนโยบายของ Trump
• Saylor เชื่อว่า Bitcoin มีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่สุดในการเป็น store of value ระดับโลก เนื่องจากความหายากและความมั่นคงทางดิจิทัล
• MicroStrategy (บริษัทของ Saylor) ลงทุน Bitcoin อย่างต่อเนื่อง:
• ถือ Bitcoin มากที่สุดในโลก: ปัจจุบันมี 447,470 BTC มูลค่ารวม $27.97 พันล้าน
• แผน “21/21” ที่จะซื้อ Bitcoin มูลค่า $42 พันล้านยังคงดำเนินต่อ
• ในไตรมาส 4 ปี 2024 เพียงไตรมาสเดียว บริษัทซื้อเพิ่มอีก 1,070 BTC มูลค่าประมาณ $101 ล้าน
4. ราคาปัจจุบันของ Bitcoin และแนวโน้มอนาคต
• ราคา Bitcoin ในเดือนมกราคม 2025 อยู่ที่ประมาณ $100,981
• กราฟราคาแสดงรูปแบบขาขึ้น (bullish momentum) และอาจไปแตะระดับแนวต้านถัดไปที่ $107,500
• อย่างไรก็ตาม RSI (Relative Strength Index) อยู่ที่ 75.64 ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดอยู่ในภาวะ overbought อาจเกิดการปรับฐานระยะสั้น
5. Bitcoin เทียบกับมูลค่าตลาดทองคำ
• ทองคำมีมูลค่าตลาดที่ $16 ล้านล้าน และถูกใช้เป็นแหล่งเก็บมูลค่าระดับโลก
• Bitcoin มีข้อได้เปรียบ เช่น:
• สามารถโอนย้ายข้ามประเทศได้ง่าย
• ไม่มีหน่วยงานใดควบคุม
• หาก Bitcoin มีมูลค่าตลาดเท่าทองคำจริง ราคาต่อ BTC จะสูงถึง $820,513
สรุปใจความสำคัญ:
• การสร้าง US Strategic Bitcoin Reserve ของ Trump และการสะสม Bitcoin ของ MicroStrategy ช่วยกระตุ้นการเติบโตของ Bitcoin
• Michael Saylor มองว่า Bitcoin มีศักยภาพสูงในการเป็น “digital gold” และเป็นแหล่งเก็บมูลค่าแทนทองคำ
• ราคา Bitcoin อาจพุ่งสูงถึง $820,000 หากมูลค่าตลาดเทียบเท่ากับทองคำที่ $16 ล้านล้าน
Cr. CryptoNews
ที่มา : https://www.thecoinrepublic.com/2025/01/06/michael-saylor-predicts-bitcoin-price-surge-to-820k/
#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance