Avatar
Jakk Goodday
d830ee7b7c30a364b1244b779afbb4f156733ffb8c87235086e26b0b4e61cd62
#Siamstr

น่าซื้อมาเล่น เครื่องนี้

## รอมึงอยู่ใต้คณะเสมอนะ

วัยที่เริ่มบรรลุนิติภาวะ วัยที่เคยผ่านความโลดโผนกันมาเยอะแล้ว วัยที่เราต้องเริ่มรับผิดชอบกับตัวเอง วัยที่เรารักใคร่เพื่อนฝูงมากกว่าช่วงเวลาใดๆ ช่วงชีวิตและเรื่องราวภายในรั้วมหาลัยที่หลายๆ คนคงได้เคยผ่านกันมาแล้ว

#m=image%2Fjpeg&dim=1344x1024&blurhash=%234N%5Ee%3A%25M4T%3Fb%25M-%3B-%3B%25gM%7B%7Eq%25MM%7BD%25xuM%7Baxt7D%25%3FbRjM%7Boej%5BWBIURjRj%7EqRjD%25%3Fbt7oeoyIU_3%7Eqa%7CRjD%2500M%7BIUIUofIU%25M%25Mxu9FxuWBM%7Bof-%3B%3Fb4nt7M%7B%25M%25MM%7B-%3B&x=91676946fd3f2138fed37c9387743aaff2e21bb597af14db9d4af472a63c20e5

ผมเชื่อว่า... ทุกคนคงจะพอคุ้นหูกับคำว่า "เดี๋ยวกูรอมึงอยู่ ใต้คณะ/ใต้ตึก แล้วกันนะ" ..อะไรแบบนี้มาไม่มากก็น้อยล่ะนะ

ความรู้สึกสุขเล็กๆ ฟินแปลกๆ ที่เราจะได้เว้นวรรคจากภาวะสมองหวานในห้องเรียน ออกไปทำกิจกรรมอะไรบางอย่าง สนุกสนานเฮฮาร่วมกับแก๊งค์เพื่อนฝูงของตัวเอง

สำหรับผมในอดีต... มันแทบจะเป็นหนึ่งในแรงจูงใจเพียงไม่กี่อย่าง ที่ทำให้ผมต้องพยายามเอาชนะความเกียจคร้านในยามเช้า ลากสังขารพาตัวเองไปเรียนให้ได้ในสภาพที่ยังนอนไม่เต็มตื่นเท่าไหร่นัก

นั่นก็เพราะ... ผมอยากจะไปเจอกับพื่อนๆ

อยากออกไปรับเอาพลังความสุขในลักษณะนั้นให้ได้ในทุกๆ วัน

มีใครใน #siamstr เคยเป็นแบบนั้นเหมือนผมบ้างไหม?

ช่างหัวการเรียนมันปะไร!

อยากเจอหน้าไอ้ Y จังเลยว่ะ

อยากโม้เรื่องตีบอสเมื่อคืนให้ไอ้ X มันฟัง

เชี่ยแม่ม! สาวเมื่อคืนแม่งโคตรแจ่มเลย คันปากอยากฝอยชิบหาย แล้วไอ้ M มันไปถึงไหนแล้วว่ะ เรื่องคั่วสาวนิเทศน่ะ?

ฯลฯ

สารพัดเรื่องราว (ไร้สาระ) ที่เราต่างอยากรู้อยากเห็น คันปากอยากเล่า สั่นกระเส่าอยากฟังใจจะขาด ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับภารกิจหลักหรือการเรียนเลยแม้แต่น้อย..

บางครั้งเราไม่มีอะไรจะไปแชร์ให้พวกมันฟังกันหรอก

แต่ก็แค่.. อยากเจอหน้าแม่ง อยากจะทำบางอย่างร่วมกัน กระทั่งแดกข้าวด้วยกันก็ฝันดีแล้วคืนนั้น

นี่คงจะเป็น"ความสัมพันธ์แบบเพื่อน" ที่มันได้ค่อยๆ เฟดหายไปบ้างแล้วตามกาลเวลา

อืม.... มันเริ่มหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ?

พวกเราเคยสังเกตุกันบ้างไหม?

สำหรับผม.. มันจางลงไปเรื่อยๆ หลังเราออกไปใช้ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัย ต่างคนต่างแยกย้ายกันออกไปทำงาน ตามบุญตามวาสนา ต่างกรรมต่างวาระกันไป แม้กระทั่งกับแฟนที่คบกันมาตั้งแต่คราวนั้น คงไม่มีกี่คู่ที่ยังนอนข้างกันจนถึงวันนี้

พออายุเราเริ่มมากขึ้น..

พอเราต้องเจอกับสังคมที่ไม่ค่อยคุ้นชิน สังคมที่เราไม่เคยรู้สึกถึงความกลมเกลียวจริงๆ แบบคราวนู้น.. บางทีมันก็มีรู้สึกโหยหาช่วงเวลาแบบนั้นเหมือนกันนะ...

ในกลุ่มเพื่อนแบบนั้น มันไม่มีการแก่งแย่งชิงดีกัน (ยกเว้นเรื่องสาว) ห่วงหาอาทรกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ใครเหลี่ยมจัดก็แค่เลิกคบกันไป เพื่อนที่รักเราจริงๆ ..คือรักแบบรักจริงๆ น่ะ.. มันทำเราเจ็บปวดไม่ได้หรอกนะ เพราะตัวมันเองก็จะเจ็บกับเราไปด้วย..

วันนี้เราเหลือเพื่อนแบบนั้นกี่คนกันนะ?

ผมคิดว่า.. การหวนคิดถึงห้วงเวลาแห่งความสุขแบบนี้ มันคนละเรื่องกันกับ "การยึดติดในอดีต" เพราะทุกๆ ครั้งที่เรานึกถึงเรื่องราวเหล่านี้ เรามักยิ้มได้.. เรามักได้รับพลังบางอย่างดีๆ เป็นการตอบแทน... เราไม่เห็นได้เศร้าตรงไหนเลย ก็แค่คิดถึงเพื่อนๆ

วันนี้... มันไม่มีตึกแบบนั้นให้เราไปนั่งรอใครแล้ว..

ไม่มีไอ้ A ไม่มีไอ้ B ไม่มีสาว C ไว้คอยส่อง..

แต่เรามี " # Nostrnest " !!

https://nostrnests.com/gtjrpf

สยามเสตอร์เรดิโอ (Siamstr Radio) คลื่นคนเหงาแห่งทุ่งม่วง มันได้ให้ความรู้สึกเดิมๆ แบบนั้นกับผม มันเรียกความทรงจำของผมกลับมา..

ถึงแม้ช่วงวัยเราจะต่างกัน มาจากคนละที่กัน แต่ผมก็สามารถเรียกทุกคนที่นี่ได้เต็มปากว่า "เพื่อน" (ต่อให้ใครบางคนจะเรียกผมว่าลุงก็ตาม)

ใต้ตึก "รังนก" ที่ว่านี้ มันเปิดตลอด 24 ชั่วโมง..

บางวันก็จะเจอกับไอ้ A, บางวันไอ้ B ไม่มา.. บางเวลาก็ไม่เจอใครเลย เป็นเราเองที่ต้องไปนั่งรอพวกมัน

แต่แล้วยังไงล่ะ?

ที่นี่มันก็คือที่ๆ เราจะได้เจอ ได้พูดคุยสัพเพเหระกับเพื่อนๆ ขิงเราไม่ใช่หรอ?

มันจะมีเพื่อนเราสักคนนั่งรอเราอยู่ตรงนั้นเสมอ..

วันไหนโชคดี เราก็คงได้เจอกับดาวคณะ 555

เราเหนื่อยกันมามากแล้วตลอดทั้งวันกับการเรียน (งานประจำ, ชีวิตเฟียต) สักครึ่ง ชม. หรือ 1 ชม. ที่ได้แวะเข้าไปทักทายเพื่อนๆ ได้ไปฟังพวกมันคุยกัน ได้ไปซึมซับบรรยากาศที่ไม่มีอะไรให้ตึงหัว.. มันช่วยให้เราหลับสบายมากขึ้นจริงๆ นะ

การคุยกับเพื่อนมันต้องเตรียมตัวอะไรมากมายด้วยเหรอ?

ถ้าว่างก็ลองไปหาพวกมันหน่อยแล้วกันนะครับ มีหลายคนที่คงยังไม่รู้ว่ามันมีเพื่อนๆ เราเม้ามอยกันสนุกอยู่ใต้ตึกคณะนั่น.. คณะทุ่งม่วง

ว่าแต่..

นี่ผมก็หายตัวไปเรียนมาหลายวันแล้ว..

มันจะพอมีใครที่รอผมอยู่ใต้ตึกบ้างรึเปล่านะ?

#jakk

Replying to Avatar Panai Lawasut

ขอเหลาเรื่องรองเท้านิด

เนื่องจากหลายท่านเห็นผมเล่นออกกำลังกายแล้วใส่รองเท้าที่ไม่มีซัพพอร์ตใดๆ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

จริงๆเรื่องนี้ก็เป็นยากลืนยากเริ่องนึงเหมือนกัน แต่เข้าใจว่า ทุกคนในทุ่งม่วงเป็นคนเปิดใจ ผมจากลองพยายามเล่าตามความเข้าใจผมดู

ผมเล่นบาสมาตั้งแต่เด็ก เล่นอยู่กีฬาเดียว จริงจังมาก ช่วงมัธยมเดินสายแข่งไปทั่ว ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงไประดับประเทศ เรียกว่าแทบไม่มีวันไหนที่ผมไม่ได้จับลูกบาสเลย

แต่ก็เป็นเหมือนเด็กมัธยมยุคนั้นทั่วไป เราไม่มีสตางค์จะไปซื้อรองเท้าดีๆมาใช้หรอก พวกเรามีตัวเลือกกันตัวเดียวคือ”นันยาง”

แต่มันดันใช้งานได้ดีซะนี่ เป็นที่รู้กันว่าพื้นมันหนึบมาก ลุยได้ทุกสนาม เคลื่อนไหวได้คล่องตัว แถมราคาสามัญชน แล้วผมดันใช้รองเท้าเปลืองมากซะด้วย ผมไม่เคยซักรองเท้าเลย พื้นมันทะลุก่อนที่มันจะดำทุกคู่ไป (ประมาณเดือนละคู่)

ไม่แปลกที่ตลอดอายุนักกีฬาในวัยเด็กของผมจะใส่อยู่ยี่ห้อเดียว

พอเข้ามหาลัยจนไปถึงตอนเริ่มทำงานช่วงแรก วิถีในระบบมันพาให้เราต้องเลิกทำสิ่งที่เราชอบไป มีโอกาสได้กลับมาเล่นบาสอีกทีตอนย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองชลแล้ว

ตอนนั้นพอเริ่มมีสตางค์บ้างก็พยามหารองเท้าดีๆมาใส่ ทั้งลอง ทั้งใช้ ทั้งสะสม ในช่วง 4-5 ปีนั้นผมมีรองเท้าบาสไม่ต่ำกว่า 20 คู่แน่นอน

ในช่วงนี้ผมเริ่มมีอาการบาดเจ็บ มาเป็นพักๆ เดี๋ยวเข่า เดี๋ยวหลัง แถมทำอะไรในสนามก็ไม่ได้ดั่งใจซักอยาก ในตอนนั้นคิดว่าคงเป็นเรื่องของอายุ และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น(ตอนนั้นเพิ่งจะ 30 อยากจะกลับไปเข้กหัวตัวเองจริงๆ)

นั่นทำให้ผมเริ่มหาข้อมูลเรื่องสุขภาพ เพราะเหตุผลเรื่อง performance ตอนเล่นบาสเป็นหลักเลย

ทุกคนน่าจะเป็นเหมือนกัน พอศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเข้า เราจะเริ่มเชื่อมโยงและ simplify มันได้

ข้อสรุปผมคือ

“ร่างกายเราทำทุกอย่างตามสิ่งเร้า อะไรที่เราใช้มันจะพัฒนา อะไรที่เราไม่ได้ใช้มันจะไม่เก็บไว้ และเราควรทำทุกอย่างให้เข้าใกล้ธรรมชาติเดิมของมนุษย์มากที่สุด”

ซึ่งผมบังเอิญได้ไปฟังเรื่องราวมา 2-3 เรื่อง ทำให้ผมตัดสินใจเลิกใช้รองเท้าที่มีซัพพอร์ตใดๆ และหารองเท้าที่พื้นบางที่สุดมาใส่ จริงๆผมวางเป้าหมายไว้ถึง barefoot runner เลยด้วยซ้ำ

โฮโมเซเปียนเรามีอายุ ประมาณ 2 ล้านปี แต่หลักฐานการค้นพบอาวุธชิ้นแรกที่เจอ ย้อนกลับไปแค่ประมาณ 2 แสนปีเท่านั้นเอง

คำถามคือในช่วงก่อนที่จะมีอาวุธนั้น มนุษย์ที่ทั้งอ่อนแอ วิ่งช้า และไม่มีแม้แต่กรงเล็บนั้นล่าสัตว์ได้ด้วยวิธีการใด..?

(คนเราต้องการโปรตีนนะครับ พืชไม่ใช่ผู้ผลิตโปรตีน คนเราต้องล่าสัตว์แหละ)

คุณ คริสโตเฟอร์ แม็คโดกัล ตั้งสมมติฐานไว้ในหนังสือ Born to run ว่าสิ่งที่มนุษย์เรามีความสามารถมากกว่าสัตว์ทุกชนิดบนโลกคือ เราเป็นสัตว์ระบายความร้อนได้ดีที่สุดในโลก เราเหงื่อออกเก่ง..ว่างั้นก็ได้

วิธีการล่าสัตว์ของเราก็คือ

“ วิ่งไล่เหยื่อจนเหยื่อโอเวอร์ฮีทตาย..!!!!! ”

นี่เป็นวิธีการของสิ่งมีชีวิตที่บอกว่าตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์ฉลาดที่สุดจริงๆหรือวะเนี่ย

คุณคริสโตเฟอร์สามารถตอบคำถามนี้ได้จากการเข้าไปศึกษาวิถีชีวิตของชนเผ่าที่ชื่อ “ทาราฮูมารา” เป็นชนเผ่าที่หลบหนีการรุกรานของยุโรป ไปอาศัยอยู่แถบหุบเข้าในอเมริกาใต้ที่ลึกลับซับซ้อนจนไม่มีความเจริญใดเข้าถึงได้

วิถีชีวิตของพวกเค้าจึงเป็นเหมือนในอดีตที่สืบทอดกันมาทุกประการ

พวกเค้าออกล่าสัตว์กันทั้งเผ่า หนุ่ม สาว เด็ก คนแก่อายุ 60-70 หรือแม้แต่คนท้อง เพราะว่าระยะทางในการวิ่งไล่เหยื่อแต่ละครั้งจะอยู่ราวๆ 150-300 กิโลิเมตร..!!!! ระยะนั้นคงไม่มีใครแบกอาหารกลับมาส่งให้ที่หมู่บ้านหรอก

เรื่องนี้บ้าบอมากกกก

คุณต้องวิ่งเพซเท่าไหร่?

คุณคงต้องท้องว่างอยู่ด้วยใช่มั้ย?

เส้นทางวิ่งคงไม่ใช่ลู่วิ่งยางคอร์ด 400 แน่ๆ

ตอนทางชันๆก็วิ่งรึ?

มีหยุดพักบ้างไหม?

ปู่ย่าตายายคนท้องก็มาหมดเลยรึ?

ทั้งหมดนั้นเป็นกิจกรรมธรรมดาๆของชนเผ่าวันนึง ที่ทำด้วยความสนุกสนานด้วย!! (วิ่งอัลตรายังไงให้สนุกวะ)

และที่สำคัญที่สุดทุกคน ใช้แค่หนังสัตว์บางๆมาทำรองเท้า เรียกว่าเท้าเปล่าไปเลยก็ยังได้

ทุกคนไม่มีอาการบาดเจ็บที่เราๆนักวิ่งเจอกัน ไม่ต้องพูดถึงเมตาโบลิกซินโดรม ชนเผ่านี้ไม่รู้จัก

เท้าเปล่ามันดียังไง เรื่องกราวน์ดิ่งคงไม่ต้องเหลา เรารู้กันดีอยู่แล้ว เท้าเป็นตัวส่งสัญญาณหลายๆอย่างให้กับสมอง มีจุดรับสัญญาณบนฝ่าเท้าเป็นร้อยจุด เราสามารถเอาเท้าลูบหน้าเพื่อนแล้วบอกได้ว่าเป็นใคร ไม่เชื่อลองดู

สัญญาณตัวหนึ่งที่มีความสำคัญมากคือ เท้าส่งสัญญาณไปที่สมองว่าได้รับแรงกระแทก สมองจะเตรียมร่างกายให้พร้อมรับกับแรงกระแทกนั้น ตั้งแต่ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อต่อ หรือแม้กระทั่งความหนาแน่นของกระดูก (นักบินอวกาศกลับลงมาโลกแล้วจะพบว่ากระดูกบางลงนะครับ)

ลองนึกดึว่าเราพยามลดแรงกระแทกเพราะคิดว่าจะเป็นผลดีกับหัวเข่า แต่มันตรงกันข้ามเลยครับ

เท้ามีกล้ามเนื้อยิบย่อยเล็กเต็มไปหมด รวมแล้วประมาณ 15% ของร่างกาย แต่ละมัดช่วยทำให้เท้าเคลื่อนที่ได้ค่อนข้างอิสระ แต่เรากลับล็อคมันไว้ให้ทำงานเฉพาะกล้ามเนื้อบางส่วนด้วยรองเท้า มันทำให้กล้ามเนื้อบางมัดไม่แข็งแรง

เวลาเราบังเอิญไปเรียกใช้งานมัน แต่มันดันไม่พร้อม เราจะไปเอากล้ามเนื้อหลังล่างมาช่วยโดยไม่รู้ตัว หลายๆเคสส่งผลให้ปวดหลังได้ บางทีเรื้อรังเลยทีเดียว

ลองสังเกตเวลาเปลี่ยนรองเท้า แล้วจุดซัพพอร์ตต่างจากคู่เดิม เราจะปวดไม่ตรงไหนก็ตรงไหนซักที่ เพราะมันใช้กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน ในเคสที่โชคร้ายบาดเจ็บได้เลย เหมือนผมเป็นต้น ใส่นันยางวิ่งอยู่ดีๆ อยากลองมีรองเท้าวิ่งกับเค้าบ้าง สุดท้ายเจ็บ ทุกวันนี้ยังไม่หาย วิ่งยาวหน่อยไม่ได้เลย

สำหรับนักกีฬา กล้ามเนื้อเท้าคือสิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่ควรถูกพัฒนา การออกแรงในหลายๆกีฬาส่งแรงมาจากเท้าทั้งสิ้น

นักวิ่งเท้าเปล่าเองจะถูกบังคับฟอร์มวิ่งโดยอัตโนมัติ เพราะถ้าวิ่งฟอร์มผิดจะวิ่งไม่ได้ และฟอร์มวิ่งที่ดีจะทำให้เราใช้พลังงานในการวิ่งน้อยมาก

ผมลองกลับมานึกๆดู เด็กๆเราใส่รองเท้า zero drop มาตลอดไม่เคยมีอาการบาดเจ็บ ทั้งที่ใช้ร่างกายหนักขนาดนั้น(ไม่นับรวมอุบัติเหตุนะ) เพิ่งมาเริ่มเจ็บก็ตอนใส่รองเท้าแพงๆนี่แหละ จะมีรุ่นที่ใส่แล้วดีก็ล้วนพื้นบางๆทั้งนั้น แถมทุกวันนี้ก็ยังมีรุ่นใหญ่ๆหลายคนที่เล่นบาสด้วยกันโดยที่ใส่แต่นันยาง

ที่สำคัญในวันที่อายุมากๆ กล้ามเนื้อเท้าจะเริ่มเสื่อมลง และถ้าคุณไม่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว คุณจะเริ่มมีปัญหาด้านการทรงตัว ล้มง่าย ดีไม่ดีกระดูกคุณอาจจะบางอยู่แล้วเพราะร่างกายไม่ได้รับสัญญาณว่ามีแรงกระแทกเลยมาตลอดชีวิต ถ้าล้มแล้วกระดูกจะหักเอาง่ายๆ ต่อไม่ติดด้วย ทีนี้ติดเตียง จะพาลำบากเอาทั้งตระกูล

นี่ไม่ได้ขู่ให้กลัวนะ คน 70% ไม่มีกล้ามเนื้อเท้าที่แข็งแรง และกระดูกบางกว่าที่ควรจะเป็น

รองเท้าคือตัวปิดกัน information ของเท้ากับสมอง

อยากให้ลองสักเกตุเวลาเด็กๆวิ่งดู ฟอร์มสวยถูกต้องทุกคน!! แล้วทำไมถึงกลายเป็นเรื่องที่เราต้องฝึกกันอย่างหนักเพื่อให้ได้ฟอร์มวิ่งที่ทุกคนมีมาแต่เกิดอยู่แล้ว

เป็นเพราะรองเท้ารึเปล่า..!?

เราจะสามารถเรียกรองเท้ายุคนี้ว่า “fait footwear”ได้มั้ย

ผมตั้งใจว่าจะพยามค่อยๆ transform จนกลายเป็น barefoot runner ให้ได้ แต่ตอนนี้คงต้องใช้ zero drop อย่างนันยางและเบรคเกอรึไปก่อน

ทั้งหมดนี่ความเห็นส่วนตัวสุดๆนะครับ ผมเข้าใจดีถ้าจะเห็นไม่ตรงกันครับ

#siamstr

ปล.ผมไม่ได้อ่านหนังสือ born to run นะ ผมฟังมาจาก ted talk

ปล.2 พักหลังสื่อน่าจะเข้าถึงชนเผ่าเยอะ ดูพวกพี่เค้าเริ่มออกทรง elite ละ สีจัดจ้าน

ปล.3 มีคนทำรองเท้าทาราฮูมาราขาย มีหมุดทองแดงติดที่หูหนีบไว้กราน์วดิ่งด้วย

ผมไม่เคยมีรองเท้าดีๆ ใส่เลย เตะบอลยังใส่แค่ซัพอังเกิ้ล ไม่เคยปวดหลังเลยครับ แต่ตีนแหกแทน บางทีก็หวดก้อนหินเต็มๆ 555

ท่ามกลางกระแสสังคมที่เชี่ยวกรากไปด้วยพืชเชิงเดี่ยว และเฟื่องฟูไปด้วยสารเคมี ในยุคสมัยที่ผู้คนยังไม่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารเหมือนดังสมัยนี้

ปลูกต้นไม้แล้วจะกินอะไร

กว่าต้นไม้จะโตกว่าจะได้ตัดขาย

ปลูกอย่างอื่นได้ขายแล้วป่านนี้

ตัดหญ้าทั้งปีเลยทำไมไม่ฉีดยาฆ่าหญ้า

ไม่แปลกหรอกที่สมัยนั้นผู้คนจะมองเราว่าผิดเพี้ยนแปลกแยกจากคนอื่นไป

แต่ในยุคสมัยนี้ที่เราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว แต่ก็ยังน่าแปลกใจที่ผู้คนส่วนใหญ่ในภาคเกษตรกรรมยังคงตกอยู่ในสายธารแห่งพืชเชิงเดี่ยวและสารเคมี

#วนเกษตร คืออะไร ?

#เกษตรกรรมธรรมชาติ คืออะไร ?

#ป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่าง คืออะไร ?

#ป่าเจ็ดระดับ คืออะไร ?

#เกษตรเชิงนิเวศ คืออะไร ?

นั่นนะสิ ?

ในป่าไม่ได้มีแค่ต้นไม้

ใต้ต้นไม้ก็ไม่ได้มีแค่ผืนดิน

พืชพันธุ์มากมายสรรพสัตว์หลากหลาย

ต่างพึ่งพาอาศัยกันจนเป็นระะบบนิเวศป่า

พืชที่ปลูกร่วมกับสวนป่าได้มีมากมายหลายชนิด สัตว์ที่เลี้ยงร่วมสวนป่าได้ก็มีมากมายหลายชนิด

ไฉนเลยเมื่อมนุษย์รู้จักการเพาะปลูก รู้จักการปศุสัตว์ อิสรภาพในการใช้ชีวิตของมนุษย์ กลับเริ่มขาดหายไป

ไถแล้วไถอีก (ไถพรวนดิน

ปลูกแล้วปลูกอีก

ใส่ปุ๋ยแล้วใส่ปุ๋ยอีก

ฉีดยาฆ่าหญ้าแล้วฉีดยาฆ่าหญ้าอีก

ฉีดยาฆ่าแมลงแล้วฉีดยาฆ่าแมลงอีก

ถ้าเข้าใจหลักเกษตรกรรมธรรมชาติ พืชมากมายหลายชนิด ปลูกร่วมสวนป่าได้ และปลูกเพียงครั้งเดียว น้ำไม่ต้องรด ปุ๋ยไม่ต้องใส่ การไถพรวนก็ไม่จำเป็น แต่เก็บกินเก็บขายได้จนหลานของหลานบวช

การเลี้ยงปศุสัตว์ในสวนป่าแบบธรรมชาติ ก็เช่นเดียวกัน หากเราเข้าใจหลักเกษตรกรรมธรรมชาติ

เมื่อเริ่มเพาะปลูกจงเพาะปลูกด้วยหลักเกษตรกรรมธรรมชาติ เมื่อเริ่มเลี้ยงปศุสัตว์จงเลี้ยงด้วยหลักเกษตรกรรมธรรมชาติ

แล้วเราจะมีเวลาไปทำอย่างอื่น เราจะมีเวลาไปสร้างสรรค์สิ่งอื่นๆ และเราก็จะมีเวลาไปนอนเกาไข่เพิ่มขึ้น…..

#กวีนอนนา ผู้ไม่หิวแสงแต่ชอบ

แสดงกล้ามดาก

#siamstr

พืชพันธุ์บางชนิดกว่าจะผลิดอกออกผล อาจใช้เวลา 5 ปีบ้าง 7 ปีบ้าง 10 ปีบ้าง บางชนิดผลิดอกออกผลได้จนอายุเป็นร้อยๆปี ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวดอกผลได้จนหลานของหลานบวช

อาจช้าหน่อยในการสร้างการปลูกการดูแลในช่วงเริ่มต้น แต่ยั่งยืน……

🥰

ภาพประกอบเรื่องเมื่อคืน

#m=image%2Fjpeg&dim=1078x887&blurhash=%23JKwwP00_24p_2n%7EM%7ExUNL_MxvMyxtIVofoIR%3At3%25fngt8jrM%7DRjogWUoM%3FGV%40Rjt7kCj%5Bt7ayRkxuRQt7aeozoJRkWUa%7Dt7t6ozM%7Ba%7EfPWBofj%5BRkt6WBWqaea%23j%5Bj%5Boe&x=8a1272f4dd35e0d998181c57f07a615474f4576dda02db06fd07b29aa24e255e

มีข่าวมาฝากชาว #siamstr ที่สนใจศึกษาเศรษฐศาสตร์, การเมืองฝั่ง Libertarian ครับ ตอนนี้ทางอิสรนิยมศึกษามีเว็บไซต์ทางการสำหรับเผยแพร่บทความและเนื้อหาเฉพาะแล้ว บุ๊คมาร์คกันไว้ได้เลยครับ

https://libertarianstudies.co/

สวัสดีครับ แต่ก้อยังไม่ว่างเลยครับ คิดถึงๆ

ขอบคุณมากนะหวี ;)

55555 ทำงาน ทำงาน ทำงาน แดกให้น้อย