fun thing again 😄
"ก้าวเล็กๆ ของชายคนหนึ่ง แต่เป็นก้าวกระโดดของมนุษยชาติ"

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วศูนย์บัญชาการภารกิจ ทุกสายตาจับจ้องไปยังจอภาพหลักที่แสดงให้เห็นชายคนแรกที่ยืนอยู่บนดาวอังคาร
ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงจินตนาการ กลับกลายเป็นความจริงที่มนุษย์สัมผัสได้แล้วในวันนี้
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดี ผมยืนอยู่ในฝูงชนเงียบๆ สังเกตใบหน้าของผู้คนที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความภาคภูมิใจ
ผมจำได้ว่าเมื่อสามปีก่อน.. ตอนที่ไม่มีใครเชื่อว่าภารกิจนี้จะสำเร็จ ตอนที่ความฝันนี้ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ตอนที่ใครๆ ต่างพูดว่า “มันไกลเกินไป” “มันยากเกินไป” “ไม่มีวันเกิดขึ้นได้”
แต่เขา.. ชายที่ยืนอยู่บนนั้นในวันนี้
เขาเชื่อ และผมก็เชื่อในตัวเขา รวมถึงทีมงานร่วมภารกิจของเขา
ในวันนั้น... ผมไม่ได้พูดอะไรนอกจาก “ลองดูสิครับ”
สามปีผ่านไป..
สิ่งที่เคยเป็นแค่ความคิด กลายเป็นความจริง
ภาพของมนุษย์บนดาวอังคารที่เราเคยเห็นแต่ในหนังไซไฟ บัดนี้เป็นภาพที่ถ่ายทอดสดจริงจากดาวเคราะห์สีแดง ผู้คนทั้งโลกยืนปรบมือให้เขา มนุษย์คนแรกที่เหยียบบนดาวอังคาร
หลังจากงานจบลง.. ผู้คนเริ่มแยกย้าย เสียงเฮดังค่อยๆ จางหาย
ผมเดินเข้าไปหาชายที่เคยเป็นเพียงนักฝัน แต่วันนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไปได้
“ยินดีด้วยนะครับพี่” ผมพูด พร้อมส่งรอยยิ้มที่เขาคุ้นเคย
เขาหันมามองผม.. ดวงตาที่เต็มไปด้วยความตื้นตัน ยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นก่อนที่เขาจะตอบกลับเบาๆ ว่า
“กลายเป็นความจริงจนได้ ขอบคุณนะ :)”
…แต่เราสองคนรู้ดี ว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น
การเหยียบดาวอังคารในวันนี้ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ทอดยาวไปสู่ความเป็นไปได้ที่ยังไม่มีใครเคยสัมผัสมาก่อน
เพราะความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ได้อยู่แค่การไปถึงจุดหมายแรก แต่อยู่ที่การเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ที่ไม่มีที่สิ้นสุด
วันหนึ่ง… เราหวังว่า
เราจะได้เห็นอาณานิคมของมนุษย์บนดาวอังคาร ไม่ใช่เพียงแค่รอยเท้าของนักสำรวจคนแรก ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของการไปถึง
แต่เป็นการสร้างโลกใหม่ สร้างระบบใหม่ สร้างสังคมที่มีเสรีภาพและอิสระในการคิด การเติบโต และการเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง
และเมื่อนั้น… พวกเราจะมองย้อนกลับมา และรู้ว่า ทุกสิ่งที่เริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ นี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของใครคนหนึ่ง
แต่คือแรงกระเพื่อมที่เปลี่ยนแปลงสิ่งที่จะเป็นไปได้ของทั้งโลกใบนี้
เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียว แต่มันคือกระบวนการที่ไม่มีวันสิ้นสุด
เรารู้ดี… ว่าเส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล
แต่เราเองก็รู้ดีเช่นกัน ว่าการเดินทางที่แท้จริง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ยินดีด้วยอีกครั้งครับ nostr:nprofile1qqsxcs68s0mk6q26y6cmq75ughzj2p3fn4kcefe8pt9l4twr0lzj5tc8q2m4r
#เงินเฟ้อคือคดีอาญา #Siamstr
การหายใจลึก ๆ กับระบบประสาทอัตโนมัติ
📌 การหายใจลึก ๆ (Deep Breathing) มีผลโดยตรงต่อ ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System – PNS) ซึ่งช่วยให้ร่างกายเข้าสู่โหมดผ่อนคลาย ลดอัตราการเต้นของหัวใจ และลดระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol)
📌 การหายใจตื้น ๆ หรือเร่งรีบมักจะเปิดใช้ ระบบซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System – SNS) ซึ่งเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับ "Fight or Flight" ทำให้ร่างกายเครียด ตึงเครียด และขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองอย่างเพียงพอ
การหายใจลึก ๆ กับสมองและอารมณ์
📌 สมองต้องการออกซิเจนมากกว่ากล้ามเนื้ออื่น ๆ ถึง 20% ของออกซิเจนที่ร่างกายใช้ทั้งหมด
📌 การหายใจลึก ๆ ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด ส่งผลโดยตรงต่อสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์และการตัดสินใจ (Prefrontal Cortex)
📌 เทคนิค "Box Breathing" (สูดหายใจเข้า 4 วินาที – กลั้นหายใจ 4 วินาที – หายใจออก 4 วินาที – พัก 4 วินาที) ถูกใช้โดยนักกีฬาและหน่วย SEAL ของกองทัพสหรัฐฯ เพื่อเพิ่มสมาธิและลดความเครียด
การหายใจลึก ๆ กับการสร้างพลังงานและลดความเมื่อยล้า
📌 เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น >> ระบบเผาผลาญทำงานดีขึ้น >> เพิ่มพลังงานและลดอาการเหนื่อยล้า
📌 เมื่อออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น >> ร่างกายสร้างพลังงาน ATP ได้ดีขึ้น >> สมองปลอดโปร่ง มีแรงทำงาน
📌 การหายใจลึก ๆ เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้เรา "กลับมาอยู่กับตัวเอง" และมีสติในการตัดสินใจมากขึ้น
📌 "เมื่อคุณเครียดและวุ่นวาย ลองหยุด หายใจลึก ๆ และอยู่กับปัจจุบัน"
"สิ่งที่ฉุดรั้งเราไว้ ไม่ใช่สถานการณ์ แต่เป็นความคิดและปฏิกิริยาของเรา"
"การมีอยู่ในขณะนี้ (Being Present) คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง"
การหายใจลึก ๆ เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด แต่ถูกมองข้ามมากที่สุด
มันฟรี – ไม่มีค่าใช้จ่าย
มันง่าย – ทำได้ทุกที่ ทุกเวลา
หายใจเข้าให้สุด… แล้วปล่อยทุกอย่างออกไป
"บางครั้ง เราวิ่งตามทุกอย่างมากเกินไป จนลืมหายใจเต็มปอด"
ลองสังเกตตัวเอง…
ตอนที่เครียด ตอนที่คิดมาก ตอนที่ไล่ล่าความสำเร็จ
เรามักจะหายใจสั้น ๆ ตื้น ๆ
เหมือนคนที่พยายามวิ่งต่อไป ทั้งที่ลมหายใจแทบไม่เหลือ
แต่รู้ไหม…?
แค่หายใจลึก ๆ สมองก็ได้รับออกซิเจนเพิ่มแล้ว
แค่หายใจเต็มปอด หัวใจก็เต้นช้าลง ความเครียดก็ลดลง
แค่หยุด 5 นาที สูดลมหายใจเข้าให้สุด
เราจะพบว่า… เรายังมีพลังมากกว่าที่คิด
"ถ้าเรารู้สึกหนัก ลองหายใจให้เต็มที่… แล้วปล่อยสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป"
ให้โอกาสตัวเองได้พัก…
ให้ร่างกายได้ฟื้น…
ให้หัวใจได้สงบ…
แล้วเราจะพบว่า… คำตอบที่เรากำลังมองหา อาจไม่ได้อยู่ข้างนอก
แต่อยู่ในลมหายใจของเราเอง
ลองเลย… หายใจลึก ๆ แล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
#LifeShift #Siamstr
On October 6, 1990, Sega released its Game Gear handheld video game console.

ยินดีที่ได้รู้จักครับริน.. ขอบคุณที่ตามเสพครับ 555
GM #Siamstr
มีใครพึ่งมาใหม่ ยังไม่ค่อยมีเพื่อนบ้างครับ?
แนะนำตัวกันหน่อยเร้ววื😃
"Narrative Leadership" [Nostr only]
อำนาจของเรื่องเล่า และความรับผิดชอบของผู้นำ
"โลกนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่มันถูกขับเคลื่อนโดยเรื่องเล่า (Narratives)"
1. ผู้นำสร้างเรื่องเล่า หรือเรื่องเล่าสร้างผู้นำ?
เราทุกคนใช้ชีวิตอยู่ใน "เรื่องเล่า" ที่ถูกสร้างขึ้น
- บางเรื่องเล่ามาจากสังคม ("ชีวิตที่ดีต้องมั่นคง")
- บางเรื่องเล่ามาจากตัวเราเอง ("ฉันเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก")
- และบางเรื่องเล่ามาจาก "ผู้นำ" ที่เราฟัง
เรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้น... มีพลังมากกว่าที่เราคิด
มันสามารถ "ผลักดัน" คนให้เติบโต หรือ "ผูกมัด" คนให้อยู่ที่เดิม
และนี่คือเหตุผลที่ผู้นำทุกคนควรตั้งคำถามกับ Narrative ที่ตนเองสร้างขึ้น
2. ผู้นำที่ดีใช้ Narrative เพื่อนำ ไม่ใช่เพื่อควบคุม
"Narrative Leadership ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องให้คนฟัง แต่มันคือการสร้างเรื่องเล่าที่คนอยากเป็นส่วนหนึ่งของมัน"
ตัวอย่างง่าย ๆ
- Steve Jobs ไม่ได้ขายแค่คอมพิวเตอร์ แต่เขาสร้างเรื่องเล่าว่า "Think Different"
- Elon Musk ไม่ได้ขายแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่เขาสร้างเรื่องเล่าว่า "เรากำลังช่วยโลก"
- Bitcoin ไม่ใช่แค่เงินดิจิทัล แต่มันคือเรื่องเล่าของ "อิสรภาพทางการเงิน"
เรื่องเล่าเหล่านี้ทำให้คนอยากเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เพราะ.. พวกเขาเห็นตัวเองอยู่ในเรื่องราวนั้น
3. Narrative ที่ปลดปล่อย vs. Narrative ที่ผูกมัด
Narrative ที่ปลดปล่อย (Empowering Narrative)
- กระตุ้นให้คนคิดเอง >> ไม่ใช่เชื่อเพราะ "ผู้นำบอก"
- ให้เครื่องมือและมุมมอง >> ไม่ใช่ข้อสรุปตายตัว
- ทำให้คนรู้สึกว่าเขาเป็นเจ้าของเรื่องราว >> ไม่ใช่แค่ "ตามผู้นำ"
Narrative ที่ผูกมัด (Controlling Narrative)
- บอกว่ามีแค่ "ทางเดียว" ที่ถูกต้อง
- ทำให้คนกลัวที่จะตั้งคำถาม
- ทำให้คนรู้สึกว่า ถ้าไม่มีผู้นำ พวกเขาจะเดินต่อไปไม่ได้
ผู้นำต้องถามตัวเองเสมอว่า "Narrative ของฉันกำลังปลดปล่อย หรือกำลังผูกมัด?"
4. Narrative Leadership ไม่ใช่ Manipulation แต่ต้องมีความรับผิดชอบ
"ทุกครั้งที่คุณมีอิทธิพลต่อความคิดของคนอื่น คุณต้องรับผิดชอบต่อมัน"
มีบางคนบอกว่า..
"Jakk ใช้จิตวิทยาชักใยคนอื่น"
"Jakk สร้างเรื่องเล่าให้คนคล้อยตาม"
ผมไม่ปฏิเสธครับว่าผมใช้ Narrative...
แต่คำถามสำคัญคือ "ผมใช้มันเพื่ออะไร?"
- ผมสร้าง Narrative เพื่อทำให้คนคิดเอง >> ไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาเชื่อแบบไม่มีข้อกังขา
- ผมใช้ Narrative เพื่อให้คนเห็นโอกาส >> ไม่ใช่เพื่อให้พวกเขาเดินตามโดยไม่ตั้งคำถาม
- ผมสร้าง Narrative ที่ให้พลัง >> ไม่ใช่ที่ทำให้พวกเขาพึ่งพาผม
สิ่งสำคัญของ Narrative Leadership คือ "ผู้นำต้องมีความรับผิดชอบต่อเรื่องเล่าที่ตนสร้างขึ้น"
ต้องมี Skin in the Game, ต้องลงสนามจริง
5. Narrative ที่ดี ควรอยู่ได้โดยไม่มีตัวผู้นำ
"ผู้นำที่ดีที่สุด คือคนที่สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขาเอง"
ถ้าวันหนึ่ง #Siamstr เติบโตได้โดยไม่มีผู้นำ
ถ้าสิ่งที่พวกเราสร้าง ยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าพวกเราหลายคนจะไม่อยู่แล้ว
นั่นแปลว่า Narrative ที่เราสร้าง มันทำงานได้จริง
Bitcoin ยังคงอยู่ แม้ไม่มี Satoshi
Open-source ยังคงพัฒนา แม้ไม่มีผู้สร้างดั้งเดิม
ถ้าคอมมูนิตี้ต้องพึ่งผู้นำตลอดไป แปลว่าเหล่าผู้นำล้มเหลว
So.. Narrative ที่ดี ควรเป็นสะพาน ไม่ใช่โซ่ตรวน >> ปลดปล่อย ไม่ใช่ผูกมัด
"โลกนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย Narrative… คำถามคือ เรากำลังสร้างเรื่องเล่าที่ทำให้ผู้คนเป็นอิสระ หรือทำให้พวกเขาติดอยู่กับบางอย่าง?"
#NarrativeLeadership #WebWeaving #BeTheCause




