Avatar
TonAnaii
fb9814d6a43a9cd400345d53098a47df0b2f2bf632f765862300afd4eece041d
#อ่านะ
Replying to Avatar Bitmania

ใกล้ครบ 1 ปีของการทดลองเปิด Lightning แบบเบี้ยน้อยหอยน้อย 😂😂😂

Lightning node จัดเป็น proof of work อย่างนึงยิ่งคุณเปิดแชลแนลนาน ไม่ล่ม ความน่าเชื่อถือที่มากขึ้น จะทำให้มีคุณเปิดแชลแนลหาคุณได้ง่ายกว่าแชลแนลที่พึ่งสร้าง Noname

และนี้คือสิ่งที่ได้จากการทดลอง ณ เวลานี้

1. จะทำ Routing ให้ได้กำไร(ธุรกิจ) ต้องมี Bitcoin เยอะมากๆ

2. จากข้อ1 แต่การเปิดเพื่อใช้งานนั้นไม่จำเป็นว่าต้องมีบิทคอยน์จำนวนเยอะๆ เริ่มต้นที่คุ้มค่าจะเป็น 1,000,000 sats (และเปิดหาคนที่เราใช้งานบ่อยที่สุดก็พอแล้ว)

3.คำว่ากำไรของแต่ละคนไม่เท่ากัน ดังนั้นส่วนตัวผมแค่เปิดไว้ออม Bitcoin ชั่วคราวบน Lightning Node ประโยชน์ที่ได้จากการทดลอง ประหยัดที่ต้องถอนไป On-chain บ่อยๆ ผมประหยัดได้หลายร้อย-พันเลย(ช่วง mempool แน่นๆ) /เดือนเลย

4. จากข้อ2 หากคุณต้องเปิดหาKraken ควรเหลือสภาพคล่องไว้ให้เขาด้วย เพื่อป้องกันการโดน Force close , หรือฝั่งตรงข้ามปิดแชลแนล

ดังนั้นหากจะใช้งาน รับ-ส่ง 1 ล้าน sats ควรปิดช่อง 2ล้าน sats แล้วค่อยโอนออกไป ให้เหลือ50:50 (หากน้อยเกินไปฝั่งเขาจะปิดคุณแน่นอนนนน)

5. เปิดเพลินๆ การสลับกันเปิดหากันจะทำให้คุณใช้บิทคอยน์น้อยลง/แชลแนล

( Lightning network+ เป็นต้น)

6.อย่าเก็บ Backup channels (SCB) บนออนไลน์ (Amboss…) และควรแยกเก็บให้ปลอดภัย

จากข้อ6 ด้วยความ Lightning จะอยู่ออนไลน์ตลอด(คล้าย Hot wallet) แต่ปลอดภัยกว่า ซึ่งหากใครเข้าถึงได้แล้วเอา aezeed ไปแปลง เขาจะดึงเงินในส่วนของ Onchain ไปได้ แต่เค้าไม่สามารถปิดแชลแนลเพื่อเอาเงินใน channel ไปได้ เนื่องจากเค้าไม่สามารถกู้แชลแนลได้เพราะเค้าไม่มี backup

แต่ถ้าหากเราไป backup ไว้บน cloud แล้วเค้าเข้าถึงได้ 🤡 จบครับ

7.จากข้อ6 ตอนแรกก็กล้าๆกลัวๆทดลองเปืดแชลแนลหลักแสนต้นๆ

เริ่มเพิ่มมากขึ้น

8.อ่านมาทั้งหมดเป็นแค่คหสต. ผมทดลองผิดลองถูกไปเรื่อย เอาเงินของตัวเองลองให้ได้รู้

9. ✅ระหว่างเปิดได้ fee rounting แบบขำๆ

10. เรียนรู้ตั้ง rounting fee inbound เยอะ outbound เยอะ ตั้ง fee ยังไง

#Siamstr

Replying to Avatar Gracialo679

การจัดการ UTXOs สำหรับมือใหม่

ทุกๆครั้งที่คุณกำลังรับ Bitcoin จริงๆแล้วคุณกำลังรับกลุ่มก้อนของหน่วยย่อยของมันที่เรียกว่า Satosshi

(1Bitcoin=100,000,000Satoshi)

กลุ่มก้อนของ Satosshi ที่คุณได้รับมาเรียกว่า Unspent Transaction Output (UTXO).

ถ้าคุณได้รับ 0.01 BTC จากธุรกรรม A และ 0.02 BTC จากธุรกรรม B คุณก็จะมี 2 UTXOs ที่รวมกันได้ 0.03 BTC

เมื่อคุณจะทำธุกรรมบน Blockchain ของ Bitcoin จำนวน BTC ไม่ใช่สิ่งสำคัญ

เพราะสิ่งที่สำคัญคือ คุณเพิ่มข้อมูลมากแค่ไหนลงไปใน Blockchain

ทุก UTXO ที่คุณจะส่งต้องการพลังในการประมวลผลที่มากขึ้น และใช้พื้นบน Blockchainมากขึ้น

ยิ่งธุรกรรม Bitcoin ของคุณมี UTXO มากเท่าไหร่ คุณจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น

เพราะขนาดและน้ำหนักของธุรกรรมนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลที่คุณส่งไป

หาก fees ในการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมาก UTXO บางส่วนอาจจะไม่คุ้มกับการส่ง

ทำให้บางครั้ง บางครั้ง fees ในการทำธุรกรรมอาจมีราคาสูงกว่ามูลค่าของแต่ละ UTXO

เพื่อป้องกันตัวคุณเองจาก UTXO ที่ใช้งานไม่ได้ จะดีกว่าถ้าถอนจาก Exchange ไปยัง address ของคุณเอง

เมื่อมียอดถึงอย่างน้อย 0.01 BTC (1,000,000 Satoshi)

เพื่อให้แน่ใจว่าว่าUTXOsคุณจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นพอในอนาคตเมื่อคุณต้องการใช้ BTC

การมี UTXOs ขนาดเล็กอาจจะสร้างปัญหาให้กับผู้ถือครอง Bitcoin ได้ในอนาคต

ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยการ Consolidate UTXOs ของคุณเมื่อค่า fees ของระบบ ไม่ได้สูงจนเกินไป

(แต่ก็อย่าหวังว่าจะได้พบ 1 sats/vbyte อีกนนะ)

การทำ Consolidate UTXOs

1.สร้าง fresh address ใน wallet ของคุณ

2.ส่ง UTXOs จำนวนเล็กๆทั้งหลายเหล่านั้นไปยัง fresh address เพื่อรวมพวกมันเข้าด้วยกัน

คุณจะได้รับ UTXO ขนาดใหญ่ 1 รายการ (สามารถใช้ coin control ในการเลือก UTXOs ที่จะเอามามัดรวมกันได้)

#siamstr

#siamstrog

#siamesebitcoiners

Replying to Avatar Khing_T21

-------

แค่เดา

-------

.

ถ้า story ที่จุดตลาดกระทิงรอบที่แล้วคือ De-Fi

story ที่จะจุดตลาดกระทิงรอบถัดไปคือ Bitcoin layer2 (แต่ไม่ใช่ layer2 แบบที่บิตคอยเนอร์เข้าใจ)

.

ผมกำลังพูดถึงของอย่าง Rootstock, Stack และ Ordinal (ยี้!)

.

สาเหตุเพราะ

.

1. มนุษยชาติ(ที่เป็นชิตคอยเนอร์) ได้รีดเค้นความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไปได้แทบทุกอย่างเกี่ยวกับ EVM ออกมาหมดแล้ว ตั้งแต่ DEX, GameFi, NFT, DAO, etc. โอกาสที่จะมี use case แบบใหม่ๆ เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีนี้เป็นไปได้ยากมากๆ และการพัฒนาใดๆ ที่เห็นอยู่ในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากการพัฒนาประสิทธิภาพ เช่น ทำให้เร็วกว่าเดิม ถูกกว่าเดิม เป็นแค่การทำเรื่องเดิมๆ ได้ดีขึ้น ไม่ได้สร้างอะไรใหม่ๆ แล้ว (จะมีอะไรใหม่ๆ ได้ก็คงจะหลังจากมี technology breakthrough ครั้งใหม่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็น)

.

2. ผมเห็นด้วยกับตี้(เมื่อไหร่แกจะมาเล่น nostr?) ว่าวงการ De-Fi เป็นตลาดแบบ winner takes all นั่นคือถ้าหากว่า De-Fi มีประโยชน์กับมนุษยชาติและมีคนใช้จริงๆ ก็จะเหลือผู้เล่นใหญ่(ไม่อยากใช้คำเรียกว่าโปรโตคอลเลย)รอดอยู่แค่ไม่กี่เจ้า ในขณะที่ตัวเล็กตัวน้อยอื่นๆ ล้มหายตายจากไป Dev ที่สร้างของพวกนั้นไม่สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดนั้นได้ ต้องถอยออกมาและมองหาโอกาสใหม่ๆ

.

3. บิตคอยน์เพิ่งได้รับอนุมัติให้มี Spot ETF ซึ่งเป็นหมุดหมายต่อวงการ Traditional Finance ว่าภาครัฐยอมรับบิตคอยน์แล้ว บวกกับฮาล์ฟวิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น จะมี angel/VC อีกมากที่รอบที่แล้วยังมองว่าแถวนี้เถื่อน ไม่เข้ามายุ่ง แต่คราวนี้เหมือนได้ไฟเขียวแล้ว เชื่อแล้วว่าบิตคอยน์ไปรอดได้ยาวๆ แน่ ก็อยากจะเข้ามาหาโอกาสด้วย แต่ว่าไม่ได้ซื้อบิตคอยน์เฉยๆ หรอกนะ

.

4. ฝนตกขี้หมูไหล คนไฉไลก็ไหลมารวมตัวกัน Dev จาก De-Fi รอบที่แล้วก็จะเข้าหา VC/angel หน้าใหม่เหล่านั้น นำเสนอโปรเจคเดิมที่เคยทำ เพิ่มเติมคือ "เราจะทำมันบนบิตคอยน์" (ซึ่งจริงๆ คือทำบน Rootstock หรือ Stack ที่อ้างว่าตัวเองเป็น Layer2 smart contract on Bitcoin) เสริมด้วย narrative ว่าเห็นที่คนเค้าใช้ๆ กันอยู่บนอีเธอเรียมนั่นมั้ย มันมีการใช้งานจริงๆ นะเว้ย เราก็จะทำเหมือนมันน่ะแหละ แต่เราจะเจ๋งกว่าเพราะเราทำบน "บล็อกเชน" ที่ใหญ่ที่สุด แกร่งที่สุด และได้รับการยอมรับจากรัฐและประชาชนมากที่สุด เพราะงั้นเราจะดึงผู้ใช้งานหน้าเก่ามาให้หมด และตกผู้ใช้งานหน้าใหม่ที่กำลังจะเข้ามาด้วย!

.

5. เงินมาผ้าหลุด พอมีทุน การตลาดก็มา แจกนั่นแจกนี่ ปั่นข่าวนั้นนี่ แอร์ดงแอร์ดรอป ท่าเดิมๆ น่ะแหละทำมันเข้าไป จะแย่งคนใช้ที่เค้าใช้ De-Fi ในเชนของรอบที่แล้วมาได้มั้ยไม่รู้ แต่ล่อตาล่อใจคนที่เข้ามาใหม่ได้แน่นอน นึกสภาพนักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาเพราะเห็นว่าบิตคอยน์ได้รับการยอมรับแล้ว มีฮาล์ฟวิ่ง มี ETF สนใจบิตคอยน์เป็นหลักแน่ล่ะ แต่พอเข้ามาแล้วเจอ "Smart contract on Bitcoin" โอโห จะหนีไปไหนได้

.

6. ถ้าเป็นตามที่คิดไว้ โปรเจกต์และเชนพวกนั้นจะบูม บูมมากๆ ซ้ำรอยกับ De-Fi รอบก่อนด้วยจำนวนเม็ดเงินที่มากกว่า แต่หลังจากบูมแล้วจะหายไปเลยมั้ย หรือจะยังมีคนใช้จริงหลังจากนั้นคงยากที่จะตอบ

.

สรุป: บิตคอยเนอร์คนไหนรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ อยากสนุกอยากซิ่งไม่ว่ากัน แต่ช่วยกันดูแลคนใหม่ๆ ที่เพิ่งเข้ามาในรอบหน้านี้ด้วย อย่าให้หลงไปเจ็บหนักกับของพวกนั้นโดยเข้าใจว่ามันคือบิตคอยน์

#Siamstr

ปล. ไม่อนุญาตให้แคปไปลงเมนสตรีมมีเดีย กลัวทัวร์ลง 555

Replying to Avatar Jingjo

"สมัยอยุธยานั้นหญิงชายจำนวนมากมีเพศสัมพันธ์กันก่อนแต่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือต้องประณามกัน แต่เรียกด้วยคำศัพท์ให้ดูดีมีระดับว่า “เทพอุ้มสม” หรือเทวดาจัดแจงให้มีคู่ เหมือนอย่าง “อนิรุทธ์สมอุษา” ใน อนิรุทธ์คำฉันท์ วรรณคดีต้นกรุงศรีฯ ประมาณ พ.ศ. 2000 ที่เทวดาสงสารอนิรุทธ์ไม่มีคู่ เลยอุ้มไปสมสู่กับนางอุษา เมื่อเสร็จกิจแล้ว ก่อนเช้าก็อุ้มกลับมาคืน อย่างที่ปัจจุบันเรียกว่า 'one night stand' "

"บริการทางเพศที่มีขาย สำหรับบ้านไหนที่เรื่องเพศสัมพันธ์ในบ้านไม่โอเค จะด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ สมัยอยุธยามีซ่องและโสเภณี บริการ นอกเกาะเมืองด้านทิศใต้ มีโรงโสเภณี 4 แห่ง รับจ้างทำชำเราบุรุษ อยู่ตลาดบ้านจีน ปากคลองขุนละครชัย (คลองตะเคียน) และกิจการก็ใหญ่โตพอสมควรทีเดียว เจ้าของซ่องรายหนึ่งมีโสเภณีในสังกัดมากถึง 600 คน และเป็นกิจการธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย และซ่องทุกแห่งส่งเงินภาษีเข้าท้องพระคลังหลวง สุดท้ายถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ 'หย่าร้าง' กันไป ซึ่งมักเป็นเรื่องของชาวบ้านทั่วไป คนมั่งคั่งหรือขุนนางที่มีภรรยาหลายคนก็ยังเลี้ยงดูภรรยาที่หมดรักแล้วหรือที่ตนยังรักอยู่ไว้ทั้งโขยง"

ลองศึกษาประวัติศาสตร์แบบ #redpill ก็สนุกดีนะ 555

https://www.silpa-mag.com/culture/article_102341

#siamstr

Replying to Avatar Jingjo

500 Days of Summer คือตัวอย่างคลาสสิกเหนือกาลเวลาโคตร ๆ ถึงการทำความเข้าใจไดนามิกของ sexual marketplace ซึ่งผมไม่แปลกใจเลยที่สังคมภายใต้ 4th และ 5th wave feminism จะอวยตัวละครซัมเมอร์และแขวนป้ายให้ทอมว่าเป็นผู้ร้ายที่น่ารังเกียจ

https://youtu.be/FnIEsrFO0fc?si=ZuqB16AZ1TVczxDl

ทั้งที่ความจริงแล้วทั้งคู่ต่างมีข้อบกพร่องที่เป็น red flags สำคัญที่พร้อมนำหายนะมาสู่ความสัมพันธ์ได้ไม่ช้าก็เร็ว

ซัมเมอร์นั้นค่อนข้างตรงกับผู้หญิงโดยทั่วไปในสังคมสมัยใหม่ คือนอกจากรูปร่างหน้าตามีแรงดึงดูดทางเพศแล้ว เธอแม่งโคตรน่าเบื่อ เธอไม่ได้มีเป้าหมายอะไรสลักสำคัญในชีวิต และเธอไม่ต้องการ serious relationship กับใคร แต่ก็ยังอยากมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีเซ็กส์กับทอมอย่างสม่ำเสมอ (situationship + hookup culture through and through)

ในขณะที่ทอมนั้นฉายภาพชัดของผู้ชายที่โคตรบลูพิล ไร้มาตรฐานและจุดยืนที่ชัดเจนว่าต้องการอะไรในชีวิตคู่ เขาหลงกับรูปลักษณ์ภายนอกของซัมเมอร์ และพร้อมจะเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองไปเรื่อย ๆ เพื่อเอาใจเธอไม่หยุดหย่อน ทั้งที่คุณค่าเดียวที่เธอจะมีมอบให้เขาได้คือเซ็กส์ มิใช่ความรักหรือความเคารพ

จริง ๆ ประเด็นการศึกษาหนังเรื่องนี้เพื่อเรียนรู้การ set frames and standards สำหรับชีวิตคู่ถือว่าเป็นยัติที่ผมเองก็อยากเปิด #สภายาแดง EP ใหม่ แต่มันต้องรบกวนเวลาสมาชิกสภาฯ ไปดูหนังอีก ซึ่งโคตรเกรงใจตั้งแต่เรื่องบาร์บี้ละ (แต่หนังเรื่องนี้ดีกว่าบาร์บี้เยอะครับ ดูแล้วไม่อีหยังวะแน่นอน)

เอางี้ละกันครับ ขอถามไอเดียชาว #siamstr คร่าว ๆ ดีกว่าว่าสนใจประเด็นไหนของ redpill เผื่อจะได้เอาไปถกกับทีมงานดูครับ🫂