สวัสดีครับ คุณ nostr:npub1p0glyrz85nu86gevlhrsg9t3pg5uhrhq3sgwjmy8mzq0k09m30pq2jv9kv ขออนุญาตติดต่อทางนี้นะครับ กลัวDM ไปไม่ถึง

เมื่อวันงาน tbc ที่เราคุยกันเรื่อง วัฏสังสาร ในคติของยิว(คริสต์) คุณ hipknox สะดวกขยายความอีกนิดหน่อยได้มั้ยครับ พอดีว่าผมไปเจอคติการเวียนว่ายใน วัฏสังสาร ของฝั่งฮินดูในบทสวดมา แล้วคิดว่ามีบางอย่างที่น่าสนใจมาก และที่มันแอบคล้ายกันอยู่

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

ทีมปูเสื่อรอ...

ออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าผมไม่ได้เชี่ยวชาญยูดาห์อะไรขนาดนั้น 555 อ่านเป็นบทความและจำ ๆ มา (ยังอยู่กับการอ่านไบเบิล [ไม่จบ] แต่มีเฉี่ยว ๆ ไปสำรวจทางยูดาห์นิดหน่อยเพราะมองว่าเป็นรากฐานของอีกสองศาสนาซึ่งน่าสนใจดีครับ)

ในกลุ่มศาสนาอับราฮัมมิก ยูดาห์ คริสต์​ อิสลาม จะเชื่อในเรื่องของวิญญาณเดียวคือตายแล้วจะมีสถานที่สำหรับรอไว้เฉพาะเพื่อวันแห่งการพิพากษา หรือรอการฟื้นขึ้นจากความตาย อย่างของยูดาห์จะมีเรื่องของโลกหน้า Olam Ha-Ba สถานที่สำหรับการพักของวิญญาณเพื่อรอการฟื้นคืนชีพ คริสต์ที่มีการรอวันแห่งการพิพากษาที่จะเกิดขึ้นเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา และอิสลามที่เชื่อว่าวิญญาณจะถูกนำไปยัง Barzakh สถานที่สำหรับรอคอยการพิพากษา คือตายแล้วไม่เกิดใหม่ ชีวิตเดียวครั้งเดียว พลาดแล้วพลาดเลย

แต่ในศาสนายูดาห์จะมีสาขาหนึ่งของนิกายอัลตราออร์โธดอกซ์ เรียกว่า "ฮาซิดิก" ที่จะมีศาสตร์ลึกลับเฉพาะของพวกเขาที่เรียกว่า "Kabbalah" จะเป็นศาสตร์ที่ใช้ศึกษาคุณลักษณะทั้ง 10 ประการของพระเจ้า ซึ่งนอกจากคับบาลาห์แล้ว พวกเขายังมีแนวคิดในเรื่องของ "Gilgul" ที่พูดถึงเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งต่างจากความเชื่อของศาสนาในกลุ่มอับราฮัมมิกอื่น ๆ หรือนิกายอื่น ๆ ของยูดาห์

Gilgul ในภาษาฮีบรูหมายถึง การหมุน หรือ การวน ซึ่งจะพูดถึงการที่วิญญาณของมนุษย์จะต้องกลับมาเกิดในร่างกายใหม่หลังจากการตาย เพื่อการพัฒนาทางจิตวิญญาณต่อไป จนกว่าจะบรรลุถึงความสมบูรณ์ Tikkun (การแก้ไขหรือการฟื้นฟู) ซึ่งมองว่าวิญญาณของมนุษย์ไม่ได้สมบูรณ์แบบมาตั้งแต่ต้น และอาจจะไม่สามารถบรรลุถึงภาระกิจบางอย่าง หรือบรรลุถึงความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณได้ภายในชีวิตเดียว ดังนั้นมนุษย์จึงต้องมีกระบวนการเวียนว่ายตายเกิด

บางการตีความมองว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้นก็เพื่อให้มนุษย์บรรลุถึงสถานะที่สมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้สามารถกลับคืนสู่ความเป็นเอกะกับพระเจ้า (คุ้น ๆ เนอะ) หรือบางการตีความก็มองว่าเพื่อให้มนุษย์บรรลุถึงสถานะที่สมบูรณ์เพื่อการไม่กลับมาเกิดใหม่คือได้ทำภาระกิจเสร็จสิ้นลุล่วงแล้ว (คุ้น ๆ อีกแล้ว)

[ปล.1 อันนี้ไม่ใช่ fact เล่าเอาสนุก ๆ คือ มีบางคนที่อ่านเรื่องพวกนี้แล้วก็มีการตีความเรื่องการวนลูปที่เกิดขึ้นมาแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างการเอาไปใช้ตีความในเรื่องของอาดัมกับเอวาที่จักรวาลนี้มีพวกเขาเกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เพียงเพราะว่าพวกเขาถูกล่อล่วงให้ตกสู่บาปก่อนที่จะได้ออกจากสวนเอเดน คือถูกขับไล่ออกมาจากส่วนก่อนที่ทั้งคู่จะบรรลุถึงความสมบูรณ์ ซึ่งหนึ่งในตัวละครอย่าง "Lilith" ที่ในหนังสือนอกสารบบกล่าวว่าเป็นผู้หญิงที่ถูกสร้างขึ้นมาก่อนอาดัม ในแง่มุมนี้ก็ถูกนำไปตีความว่า พระเจ้าได้เคยสร้างจักรวาลและโลกมาก่อนหน้านี้แล้ว และมีการ Reset ไปเพื่อที่จะสร้างใหม่ มันจึงทำให้โลกในไทม์ไลน์ปัจจุบันยังคงหลงเหลือชื่อของ Lilith ในไทม์ไลน์ที่ถูกพระเจ้า Reset ไปแล้วมีปรากฏขึ้นมา (นั้นแหละ ย้ำว่าอันนี้ไม่ใช่ fact)]

ประมาณนี้ครับเท่าที่รู้(น้อยมาก)ในตอนนี้สำหรับเรื่องของความเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของคนยิวฮาซิดิก

ส่วนศาสตร์ของ "Kabbalah" ถ้าสนใจลองเอาคำนี้เป็น Keyword ไปค้นหาเพิ่มเติมได้นะครับ อ่อ.. แล้วก็ Kabbalah ในเรื่องของต้นไม้แห่งชีวิต Tree of Life หรือ Sefirot มีการนำเอาไปประกอบเนื้อเรื่องของอนิเมะอย่าง Fullmetal Alchemist ที่ตัวเอกอย่าง เอ็ดเวิร์ด กับ อัลฟองส์ เผลอไปแปรธาตุด้วยความต้องการจะชุบชีวิตของแม่ที่ตาย ไปจนถึงการได้พบกับประตูแห่งแก่นแท้ ที่ลวดลายบนประตูในเรื่องนั่นก็เอามาจาก Tree of Life ของ Kabbalah หรือ Neon Genesis Evangelion อันนี้ก็เอาแนวคิดเกี่ยวกับ Kabbalah มาใช้ด้วยเหมือนกันครับ สนุกดี

ปล.2 บางทีเวลาค้นหา Kabbalah หรือ Tree of Life บางการค้นหาอาจจะเจอว่ามีการเอาไปเชื่อมโยงกับระบบจักระของฮินดูที่มีอยู่ 7 ตำแหน่ง ซึ่ง อ่า..น่าสนใจดี

---

รูปประกอบ Kabbalah (คุณลักษณะทั้ง 10 ประการของพระเจ้า)

เทียบกับ Tree of Life ที่เอามาประกอบประตูแห่งแก่นแท้ในเรื่อง FMA

จะบอกว่า genshin มันก้เล่นกับไอนี่

จะถามเรื่องการสร้างหอบาเบลหน่อย ที่เค้าเขียนว่าพระเจ้าขัดขวางการสร้างเพราะไม่พอใจความทะเยอทะยานของมนุด ดูมันเป็น propaganda ของศาสนจักรไหมงะ

เรื่องของหอบาเบล มีเขียนเอาไวในไบเบิลบทปฐมกาล ทั้งในทานักของยูดาห์ และไบเบิลฉบับพันธสัญญาเก่าของคริสต์เลยครับ

ใด ๆ คือสิ่งที่เราได้อ่านมักจะถูกตีความตามความเข้าใจของเราเอง ซึ่งจากคำถามว่าเรื่องของบาเบลเป็นโพรปากันดาของศาสนจักรมั้ย ก็เป็นไปได้ครับถ้าหากว่าถูกเอามาใช้เพื่อการสอนให้ผู้เชื่อมีความเคารพยำเกรงต่อตัวของศาสนจักรเองที่เป็นดั่งตัวแทนของพระเจ้า คือทำให้เกรงกลัวศาสนจักรพอ ๆ กับการที่ผู้เชื่อเกรงกลัวต่อพระเจ้า

สำหรับผมมองเรื่องของบาเบลเป็นเพียงความพยายามในการที่จะอธิบายในแง่มุมหนึ่งว่าทำไมมนุษย์จึงมีหลายภาษา

ส่วนในทางความเชื่อ เรื่องของบาเบลใช้บอกในสองส่วนคือ 1. ในปฐมกาลพระเจ้าให้มนุษย์ขยายเผ่าพันธุ์เพื่อกระจายออกไปครอบครองทั่วทั้งแผ่นดินโลก แต่หลังเหตุการณ์น้ำท่วมโลกมนุษย์กลับร่วมกลุ่มกันกระจุกกันอยู่ในพื้นที่เดียวกันเพราะสามารถพูดภาษาเดียวกันมีสำเนียงเดียวกัน พระเจ้าจึงลงมาทำให้ภาษาของพวกเขาสับสน (บาเบล แปลว่า สับสน) พอคุยกันไม่รู้เรื่องเลยมีการแยกย้ายกระจัดกระจายกันไปอยู่ในที่ต่าง ๆ ตามกลุ่มของคนที่ยังคงคุยกันรู้เรื่อง 2. ส่วนของการพยายามจะสร้างสิ่งก่อสร้างอย่างหอบาเบลให้สูงจนสามารถขึ้นไปถึงสวรรค์ มันเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะไปถึงสวรรค์ผ่านการสร้างสิ่งต่าง ๆ ในโลกของวัตถุ แต่ต้องผ่านการขัดเกลาทางจิตวิญญาณ ดังนั้นการพยายามในด้านวัตถุจึงเป็นการไปผิดทางของมนุษย์ พระเจ้าเลยลงมาทำลายหอบาเบลที่ยังสร้างไม่เสร็จนั้น

จริง ๆ มันจะมีเรื่องของการที่ศาสนจักรถูกมองว่าผูกขาดความเชื่อของพระเจ้า เลยทำให้กำเนิดเป็นนิกายโปรเตสแตนส์ที่มีแนวคิดว่าเราทุกคนสามารถเข้าถึง อธิฐาน หรือสารภาพบาปต่อพระเจ้าได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านคนกลางอย่างศาสนจักรหรือผ่านบาทหลวง ใด ๆ ก็แล้วแต่ว่าผู้เชื่อจะเลือกหนทางไหนและตีความแบบไหนครับ

พบทางสว่างยัง ถ้าไม่พบ มีไฟฉายขายนะ

ขอยืมได้ไหม

ตะเกียงมีมั้ย

ขอบคุณครับ🙏 พอดีช่วงนี้กำลังศึกษา วิษณุสหัสรนาม แล้วมันมีอยู่ 22 โศลกที่อธิบายว่าทำแล้วได้อะไร วิธีคิดก็คล้ายๆกันเลยอย่างที่คาด หากว่าตามปรัชญาสางขยะ(สาง-ขะ-ยะ)มนุษย์ประกอบจากปุรุษะ และ ประกฤติ

ปุรุษะ(The witnessing consciousness)

ประกฤติ(root of creation)

ประกฤติ คือ ธาตุของพระเจ้าในจักรวาลประกอบสร้างเป็นทุกสิ่งรูปธรรมในจักรวาลที่เรียกว่า พรหมัน อ่านว่า พรัม-มัน (คนละอย่างกับพระพรหม) พรหมันเป็นเหมือนกับพระเจ้าของฝั่ง islamic เป็นนามธรรม ไม่ปรากฏรูปร่าง

ปุรุษะ คือ จิตของเราที่ปล่อยไปตามประกฤติ

หากประกฤติของเราคือ พรหมันที่ก่อสร้างเป็นร่างกายมนุษย์ แล้วร่างกายบอกอยากกินน้ำตาลแล้วเราปล่อยใจไปกินตามร่างกายสั่ง นั่นคือปุรุษะที่ยังไม่ถูกขัดเกลา

การขัดเกลาปุรุษะทำได้ด้วยการฝึกชญาณโยคะ อย่างการสวดสหัสรนาม สวดภควัตคีตาหรือนั่งสมาธิ ฝึกจิตเพื่อเข้าถึงพระเจ้าที่อยู่ในกายเรา เพื่อบรรลุโมกขษะ หากบรรลุในขณะที่ยังมีชีวิตเรียกว่า ชีวันมุกติ(ไม่รู้ความหมายเดียวกับอรหันต์มั้ย) เมื่อตายไปจะได้กลับคืนสู่พระเจ้า กลับคืนสู่พรหมัน สู่ปรมาตมัน สู่ศรีริน เรียกว่า วิเทวันมุกติ

หากทำไม่ได้ในชีวิตนี้ก็จะติดอยู่ในสังสาระเวียนว่ายตายเกิดกันใหม่ #siamstr

ขออนุญาตแสดงความเห็น ครับ 🙏🏼

โมกขษะ ถ้าเทียบเคียง น่าจะเป็นอารมณ์อรูปฌาน ๔

แนว สมถะที่เน้นการน้อมจิต ตามจุด จักระ ต่างๆ เพื่อเป็นอุบายให้ จิตให้ใจ “สงบ” พบเจออุเบกขารมณ์

แต่ยังไม่ใช้ ”ทางพ้นทุกข์” ขออริยสาวก (อรหัน)

ซึ่งผมใช้พระสูตร ที่เกี่ยวข้องกับ “อาฬารดาบส กับ อุททกดาบส “ อ้างประกอบความเห็นครับ

ขอบคุณที่ช่วยเพิ่มเติมครับ ผมเองก็ไม่ได้รู้เยอะ อยู่ในช่วงกำลังศึกษา

🙏🏼จะเป็นเยี่ยงมิตรที่ดี ช่วยสืบค้นธรรมครับ

ผมยังไม่มีความรู้เรื่องของ 22 โศลกว่าคืออะไรนะครับแต่น่าสนใจดี สำหรับของ Kabbalah ถ้าสังเกตในรูปจะมีการเชื่อมโยงแต่ละ Sefirot ทั้ง 10 ด้วยตัวอักษรฮีบรูทั้ง 22 ตัว ซึ่งอักษรแต่ละตัวตั้งแต่ א (อเลฟ) ถึง ת (ทาฟ) ล้วนมีความหมายเฉพาะในแต่ละตัวอักษรซึ่งคนยิวฮาซิดิกจะมีการใช้ตัวอักษรพวกนี้ในเวลาที่สวดมนต์หรือทำสมาธิด้วยครับ (มี 22 เหมือนกันเลยน่าสนใจดี)

มีคำกล่าวหนึ่งในความเชื่อเรื่องของพระเจ้าคือ นอกจากสิ่งที่เป็นตำนานอย่าง เรือโนอาห์ หรือ วิหารของโซโลมอน ที่ในคัมภีร์บันทึกรายละเอียดของการสร้างเอาไว้ ว่าสิ่งเหล่านี้คือพิมพ์เขียวของพระเจ้าที่มอบให้กับมนุษย์ นอกจากวัตถุที่ถูกสร้าง มนุษย์เองก็เป็นพิมพ์เขียวหนึ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้น หรือตัวอักษรฮีบรูเองทั้ง 22 ตัว ก็คือพิมพ์เขียวที่พระเจ้าใช้ในการสร้างทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ตามความเชื่อ ดั้งนั้นพวกเขาจึงพยายามที่จะทำความเข้าใจคุณลักษณะของพระเจ้าผ่านศาสตร์ ๆ นี้ครับ :)

คัมภีร์ของฮินดู ถูกเขียนในลักษณะของบทกลอนเพื่อให้ขับเป็นท่วงทำนองได้ครับ เพราะสังคมฮินดูรวมถึงแถบเอเชียบ้านเราเป็นสังคมมุขปาฐะ(เล่าเรื่องปากต่อปาก) ไม่เน้นการอ่าน เรื่องราวต่างๆทั้งในภควัตคีตาหรือ วิษณุสหัสรนามก็เขียนขึ้นลักษณะของกลอนแบ่งเป็นแต่ละโศลก(บท) ครับ

วิษณุสหัสรนามมี 174 โศลก

อารัมภบท 34 โศลก

สหัสนาม(เริ่มขานชื่อพระวิษณุทั้ง 1000 ชื่อ) 108 โศลก(อุ๊ย108 เลขนี้เห็นบ่อยอีกแล้ว)

อานิสงส์(สวดแล้วได้อะไร) 22 โศลก

บทสนทนาของบุคคลในบริบทของบทสวดนี้ 10โศลก

วิษณุสหัสรนาม เป็นคำสอนครั้งสุดท้ายของปู่ภีษมะก่อนสิ้นชีพหลังการรบที่ทุ่งกุรุเกษตรครับ เป็นคำสอนสำหรับยุธิษฐิระที่ต้องสืบบัลลังก์และพี่น้องปาณฑพให้เข้าใจถึงหน้าที่ของตนทั้งในฐานะกษัตริย์และในฐานะมนุษย์ ผู้แสวงหาความจริงแท้ 10โศลก สุดท้ายจะเป็นการคุยกันของคนที่อยู่รอบๆภีษมะที่โดนลูกธนูเสียบอยู่ตรงกลางครับ #siamstr

ขอบคุณครับ :)

ฟังสวดได้ครับ เร็วไปหน่อยแต่เพราะดี ถ้าไปแกะแต่ละโศลก มีคำสอนน่าสนใจหลายอันเลย

https://youtu.be/nM57HilOUNs?si=hMg_fklhvnHgyE6D

ที่ยืนคุยตอนงานกลางคืนใช่มั้ยนะครับ

ใช่ครับทตอนนั้นเริ่มตั้งแต่ adam กับ eva เลยครับ มาตั้งแต่สร้างโลก แต่จบงานแล้ว ยังๆม่ถึงพระเยซูเลย 5555

เห็นอยู่ครับ ,, ว่าจะไปร่วมฟังด้วย แต่ติดนั่งล้อมวงที่พรมกันอยู่ 55555

ยาวจัดเลย 555

หวังว่าจะได้ต่อในซักวันนะครับ จริงๆอยากต่อในงานวันที่ 2 แต่เกรงใจ🥹

ครับพี่เจน :)

แน่นอนครับผม