Avatar
Hipknox_ (εὐδαιμονία)
0bd1f20c47a4f87d232cfdc70415710a29cb8ee08c10e96c87d880fb3cbb8bc2
μέμνησο θανάτου จงระลึกถึงความตาย

GM Nostr, #Siamstr

Last night I dreamed about people who think they are smart and can hits the market price, but the wall street man got the cheap.

classic.

https://video.nostr.build/c45ead79205cd4e9819cedbf810ab28c4f16a5de16802384e3a3c506e4f30618.mp4

อุ๊ปส์.. ถ้าหากเราอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงของธรรมชาติ ไม่ใช่อยู่บนพื้นฐานความจริงของกฎที่เราตั้งขึ้นมาเอง

บางทีเราอาจไม่จำเป็นจะต้องมีอาชีพที่ว่า.. เพราะกฎของมนุษย์ มีไว้เปลี่ยนไปตามความต้องการของผู้คุมกติกา

#### ความจริง (the truth)

ภาษาสันสกฤต : सत्य - สตฺย (sàt)

ภาษาบาลี : สจฺจ (sàt-jà)

ภาษาละติน : veritas

ภาษาฮีบรู : אמת - เอเมต (emet)

ในภาษาละตินมีสำนวนเกี่ยวกับความจริงว่า “in vino veritas" หรือ ความจริงอยู่ในไวน์, เมื่อไวน์เข้าปาก “ความจริง” ก็ปรากฏ

ตรงกับสำนวนในภาษาฮีบรูว่า נכנס יין יצא סוד - (nik'nas yayin yatsa sod) หรือ เมื่อไวน์เข้าไป “ความลับ” ก็ปรากฏ

สิ่งที่น่าสนใจในภาษาฮีบรูที่เกี่ยวกับ “ความจริง” คือ ตัวอักษรที่ใช้เขียนคำว่า “ความจริง” และ “เรื่องโกหก” ในภาษาฮีบรูเมื่อนำไปเทียบเป็นการเรียงลำดับของตัวอักษรจากทั้งหมดในภาษาฮีบรูจะพบว่า

ตัวอักษรทั้ง 22 ตัวของภาษาฮีบรู (เรียงจากขวาไปซ้าย)

‎א ב ג ד ה ו ז ח ט י כ ל מ נ ס ע פ צ ק ר ש ת

ความจริง : אמת - เอเมต - จะใช้ตัวอักษรตัวแรก ตัวที่ 1 א (Alef) ตัวที่ 13 מ (mem) และ ตัวสุดท้าย ตัวที่ 22 ת (tav) ซึ่งจะครอบคลุมตัวอักษรทั้งหมดตั้งแต่ตัวที่ 1 ถึง 22

เรื่องโกหก : שקר - เชเคล - จะใช้ตัวอักษรตัวที่ 21 ש (sin) ตัวที่ 19 ק (qoof) และ ตัวที่ 20 ר (Res) จะเป็นกลุ่มตัวอักษรที่อยู่ลำดับท้าย ๆ เป็นส่วนเล็ก ๆ ตั้งแต่ตัวที่ 19 ถึง 21

ซึ่งจากสิ่งนี้จะเห็นได้ว่า คำว่า “ความจริง” หรือ אמת - เอเมต ในภาษาฮีบรู จะใช้ตัวอักษรตั้งแต่ตัวแรกไปจนถึงตัวสุดท้าย กล่าวคือ “ความจริง” คือส่วนทั้งหมด และ “เรื่องโกหก” שקר - เชเคล คือชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของความจริง

‎א----------- מ----- [קרש] ת

-

“เรื่องโกหก” จึงเป็นเพียงเศษชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของ “ความจริง” และการที่มีคนกำลังพูดถึงความจริงเพียงส่วนเดียวก็อาจจะเป็นการที่เขาคนนั้นกำลังพูดเรื่องโกหก

ความจริงคืออะไร?

พวกเราไม่มีวันรับรู้เรื่องราวทั้งหมดของทุก ๆ สรรพสิ่งที่กำลังซ้อนทับกันเป็นเลเยอร์ที่แยกกันไม่ออกว่าสิ่งไหนคือสิ่งเดียวกัน สิ่งไหนไม่เกี่ยวข้องกัน ความจริงของระบบ ๆ นี้มันคืออะไร?

จากความซับซ้อนเดิมของระบบตามธรรมชาติที่เราไม่อาจจะเข้าใจมันได้ทั้งหมดอยู่แล้วนั้น เรายังซ้อนทับมันด้วยเลเยอร์ของความเป็นเราเข้าไป เพื่อสร้างความจริงอื่นที่ดำเนินอยู่บนความจริงแท้ของธรรมชาติ เราสร้างกฎระเบียบขึ้นเพื่อเป็นความจริงเพียงส่วนเดียวสำหรับเรา และใช้มันเพื่อตัวของพวกเราเอง

ถ้าหามันเป็นเพียงเศษชิ้นส่วนหนึ่งไม่ใช่จากทั้งหมด เราอาจจะกำลังดำรงอยู่ภายใต้เรื่องโกหกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่เราไม่มีวันจะได้รับรู้ถึงความจริง

-

ปล. ภาษาละติน ฮีบรู และสำนวน ผมไถ่ Youtube เล่น แล้วบังเอิญไปเจอรายการชื่อ “สัตตะ” มีช่วงหนึ่งของรายการพูดสถึงสำนวนของความจริงในสองภาษาที่เขียนสรุปไว้ น่าสนใจดีเลยเอามาเขียนแชร์ให้ครับ

#Siamstr

#SiamstrOG

Replying to Avatar Pong 🟠

bitcoin กำลังทำให้ผมนิสัยเสีย

นี่คือเรื่องจริง ตั้งแต่เก็บบิทคอยน์มา

มันก็ทำให้ผมมั่นใจว่า ทรัพย์สินที่ถือครอง เราเลือกถูกตัว

ความสุขมากล้นกำลังถาโถม

เป้าหมายระยะยาวดูมีทรงมากขึ้น

ทั้งหมดคิดไปเองรึเปล่าก็ไม่รู้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด กำลังอนุญาติให้ผมสามารถทำตามใตตัวเองได้มากขึ้นสำหรับเป้าหมายระยะสั้น

“นิสัยเสีย” = ทำตามใจตัวเอง

หลายครั้งต้องเตือนตัวเองให้กลับเข้ามาในวินัยตัวเอง แม้การทำตามใจตัวเองจะไม่ได้ทำให้เป้าหมายระยะสั้นมันพลาดหรือลดระดับลง แต่การทำตามใจตัวเอง ก็อาจทะให้ความ secure สำหรับแผนระยะกลางหรือยาวมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

หมากที่วางไว้อาจล้มทั้งกระดานถ้าเราเดินเอาแต่ใจมากไปเพียง 1 ตา

ปีนี้ก็เป็นอีกปีที้ผมไม่เคยรู้สึกว่างานของผมมัน secure เลย เป็นแบบนี้มา 5-6 ปีแล้ว ไม่รู้ว่าถูกกระแสสังคมหล่อหลอมหรือเราหลอนไปเอง แม้ว่าจะผ่านมาได้ทุกปีแบบหล่อๆบ้าง แบบปางตายบ้าง นี่อาจจะเป็นสาเหตุนึงที่ทำให้ผมพยายามทำงานไม่หยุดหย่อนเพื่อหาเงินมาเก็บ satoshi ให้ได้มากเท่าที่จะทำไหว

และอีก 1 ในเรื่องที้ผมทำตามใจตัวเองก็คือ ไป north101 ปกติแล้วผมไม่ค่อยเดินทาง แต่กับเรื่องนี้ ผมอยากไปมากๆ จริงๆผมจะไปงานที่ชลบุรีตั้งแต่ปลายปีที่แล้วละ แต่ร่างพังซะก่อน

หวังว่า north101 ผมจะไม่พลาดนะ

หัวข้ออาจ clickbait ไปบ้าง แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ทุกวันนี้หลายๆครั้งต้องพยายามเตือนตัวเองเสมอ ว่ากลับไปทำงานซะ อย่าตามใจตัวเองมากเกินไป #siamstr

ตั้งแต่เด็กจนกระทั้งทำงานครึ่งค่อนชีวิตตามหามาตลอดว่าอะไรจะเป็นสิ่งที่เราสามารถที่จะเป็นเจ้าของมันได้อย่างแท้จริง

มันไม่ใช่การออมเงินที่โดนลดทอนมูลค่าอยู่ตลอดเวลา มันไม่ใช่ทองคำที่ใคร ๆ ก็สามารถทำปลอมและปล้นมันไปได้ มันไม่ใช่ที่ดินที่สักวันหนึ่งรัฐผู้ออกโฉนดจะเวนคืนมันไปทำอย่างอื่น สิ่งเหล่านี้เราจะเป็นเจ้าของมันจนกระทั้งเราได้พบกับเหตุการณ์ที่มันกลายไปเป็นของคนอื่นอย่างที่เราไม่ได้ตั้งใจจะมอบมันให้ไป

มันไม่ใช่กับบิตคอยน์ ไม่มีอยางอื่นอีกแล้วที่ให้ความเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงได้อย่างบิตคอยน์ มูลค่าที่จับต้องไม่ได้นี่แหละที่ทำให้มันเป็นทรัพย์สินในรูปแบบของปัจเจก ที่มีเฉพาะผู้ที่ประกาศสิทธิ์ในการถือครองบิตคอยน์เข้าไปในระบบเท่านั้น คือผู้ครอบครองที่แท้จริง

มันไม่ได้มอบความรู้สึก Secure เฉพาะแค่เรื่องของการเก็บรักษามูลค่าข้ามกาลเวลา หรือการเพิ่มมูลค่าเมื่อ Network มีการขยายตัวตามผู้ที่จะเข้าร่วมระบบมากขึ้น มันยังมอบความ Secure ในมิติของการได้เป็นเจ้าของสิ่ง ๆ หนึ่งได้อย่างแท้จริง ที่จะไม่มีวันมีใครเอามันไปจากเราได้ ถ้าเราไม่อนุญาตหรือยกสิทธิ์ในการครอบครองให้ (ยกเว้นทำตัวเองอย่างลืม seed ทำ seed หายอันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง)

ผมเข้าใจความรู้สึกสุขใจแบบนั้นของพี่พงเลย :)

กฎข้อที่ 1 ของการเป็น Bitcoiner “ทำตัวให้เป็นมือใหม่อยู่เสมอ”

#Siamstr

https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_9873762362891860441704776793.webp

Replying to bdcdd365...

หลังจากวันหยุดปีใหม่ผ่านพ้นไป วันต่อมาผมก็ขับรถไปเรียนตามปกติ ปรากฏว่าตอนเข้าวงเวียนไปแล้ว มีรถบัสที่มาจากอีกทางทำท่าจะไม่หยุดจนเกือบชนกัน แต่ก็ไม่เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นเนื่องจากผมชะลอรถทัน ผมคิดในใจว่า " เปิดเรียนวันแรกของปีก็ซวยแล้ว555 "

พออยู่ในช่วงระหว่างพักก็เอาหนังสือที่พกมาออกมาอ่านชื่อหนังสือว่า " THE RICHEST MAN IN BABYLON " และบทที่ผมกำลังจะอ่านต่อจากครั้งก่อนนั้นก็พูดถึงเรื่องโชคพอดี (โคตรบังเอิญ)

โดยมีเนื้อหาประมาณว่า ณ อาคารแห่งหนึ่งที่ชาวบาบิโลนชอบมาประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ นั้น ในวันนี้มีชายหนึ่งเสนอประเด็นเรื่องเรามีวิธีที่จะดึงดูดโชคได้หรือไม่ บางคนก็ตอบว่ามันแค่เรื่องบังเอิญ บางคนก็บอกว่าเทพธิดาบัลดาลให้ หัวหน้าในที่ประชุมก็ถามว่ามีใครเคยเจอทรัพย์สินโดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามบ้าง ซึ่งในที่ประชุมก็มีแค่คนเดียวคือคนที่บังเอิญเก็บเงินที่หล่นได้ นอกจากนั้นก็ไม่มีเลย ต่อมาก็มีชายหนึ่งเสนอเรื่องการพนันขึ้นมาแต่ทุกคนก็สรุปได้ว่าสุดท้ายยังไงเจ้ามือก็ชนะเสมอ และคนที่ประสบความสำเร็จในบาบิโลนก็ไม่ได้เริ่มต้นความสำเร็จจากการพนัน

ถัดมาก็พูดถึงแวดวงการทำธุรกิจโดยมีพ่อค้าคนหนึ่งพูดถึงโอกาสหรือความสำเร็จที่เราเกือบจะได้แต่มันก็หลุดมือไป ซึ่งหลายๆ คนในที่ประชุมก็เคยเจอเหมือนกัน พ่อค้าก็เล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนเคยเจอว่าสมัยวัยรุ่น พ่อของเขาแนะนำให้เขาลงทุนในโครงการซื้อที่ดินของคนที่พ่อเขารู้จัก ซึ่งเหมือนว่าพ่อของเขาจะประเมินความเสี่ยงไว้แล้วถึงมั่นใจขนาดนั้นและพ่อของพ่อค้าก็ไม่อยากให้ลูกเป็นเหมือนตนสมัยวัยรุ่นที่ไม่ได้เริ่มต้นทำอะไรเลยจนรู้ตัวอีกทีก็แก่แล้ว แต่พ่อค้าสมัยวัยรุ่นก็ลังเลเพราะมีค่าใช้จ่ายเยอะและก็ได้นำเงินไปซื้อเสื้อพรีเมี่ยมตัวหนึ่งมา.......

และในภายหลังโครงการนั้นก็สร้างกำไรมหาศาลจนพ่อค้าต้องมาเสียใจภายหลังที่ปล่อยให้โชคลาภหลุดลอยไป และคนในที่ประชุมก็เรียกคนที่ไม่คว้าโอกาสและปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปว่า "คนผัดวันประกันพรุ่ง" ซึ่งปัจจุบันเหมือนว่าพ่อค้าคนนั้นจะประสบณ์ความสำเร็จและเอาชนะนิสัยผัดวันประกันพรุ่งได้แล้วนั่นเอง และทุกคนในที่ประชุมก็สรุปกันได้ว่าเราสามารถดึงดูดโชคลาภได้ด้วยการยอมรับโอกาสที่เข้ามา

และอีกเรื่องที่พึ่งนึกได้จากการดูอนิเมะเรื่อง Zom 100 ~100 สิ่งที่อยากทำก่อนจะกลายเป็นซอมบี้~ตอนที่ 11 ที่นางเอกมีการพูดถึงทฤษฎีการมุ่งเน้นการรับรู้ ที่เอาไว้อธิบายเรื่องโชคแบบวิทยาศาสตร์ (ผมไม่รู้ว่ามันมีทฤษฎีนี้จริงป่าวนะยังไม่ได้ค้น555) ไว้ประมาณว่า ยิ่งเราคิดถึงตัวเราในวันข้างหน้าและคนรอบข้างรวมถึงสังคมในอนาคตมากขึ้นเท่าไร ในเวลาที่เรากำลังเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ เราก็ยิ่งมีโอกาสโชคดีมากขึ้นเท่านั้น

ผมมองว่าทฤษฎีมันน่าสนใจดีนะเหมือนกับการเพิ่มความน่าจะเป็น ถ้าให้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบง่ายๆ ก็คงจะเป็นยิ่งเราซื้อหวยมากขึ้นเท่าไรเราก็มีโอกาสถูกรางวัลมากขึ้นเท่านั้น แต่ทฤษฎีนี้จะเปลี่ยนจากหวยเป็นคนในสังคมที่อยู่รอบตัวเรารวมไปถึงตัวเราเองด้วยนั่นเอง

https://youtu.be/4Dskqa5Aokg?si=dP2_Ujx2ub13d3Ap

ทั้งหมดนี่ก็เป็นมุมมองเรื่องโชคที่ผมไปรู้มาและอยากนำมาแชร์ครับ

#Siamstr #Siamanimestr #Thanimestr

โชค หรือ ปาฏิหาริย์ เป็นอีกชื่อหนึ่งของความพยายาม