Avatar
Hipknox_ (εὐδαιμονία)
0bd1f20c47a4f87d232cfdc70415710a29cb8ee08c10e96c87d880fb3cbb8bc2
μέμνησο θανάτου จงระลึกถึงความตาย
Replying to Avatar HereTong

จนผมมาพบกับคนใน nostr

ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่ผมเบื่องาน FIAT มากกว่าปีอื่นๆ

นอกจากเหตุผลทางวิธีทำงานแล้ว

ส่วนใหญ่เลยยังมาจากการต้องร่วมค้ากับพนักงาน

ที่เป็น gen z

จากกระบวนการทางความคิดของ gen y

ซึ่งผมได้เห็นมาแล้ว 1 gen พยากรณ์ไว้แต่แรก

ว่า DNA นี้ถูกส่งต่อมา gen z เมื่อไหร่ บรรลัยแน่

แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ไม่ว่าจะความคิดสร้างสรรค์ การจัดการเวลา

ระบบความคิดแบบครบด้าน

การมี logic ความมีเหตุผลต่างๆ

มันเหลือแค่ว่า บริษัทใหญ่ๆและบริษัทระดับโลก

โชคดีที่มีบุญเก่าเยอะ มีไว้ให้คนรุ่นหลังล้างผลาญได้มาก

ความแข็งแรงของระบบเงินทุน มีบัฟเฟอร์เพียงพอ

กับการที่จะให้พนักงานระดับ marketing officer

ทำโปรเจคผักชีได้หลายไร่

ที่ผ่านมาผมค้านตัวเองมาตลอด ว่ายังมีความหวังในคนรุ่นใหม่

แต่ปีที่แล้วนี่ผมกำลังหมดหวังเลยเชียว แต่แล้วผมก็ได้เห็นกลุ่มก้อน

คนรุ่นใหม่ ที่มีเคมีร้อนแรง

ผิดถูก ดีด้อยยังไง ไม่ใช่ประเด็น อันนั้นความเชี่ยวชาญจะเป็นคนสอนเขาเอง

แต่ระบบความคิด ความสร้างสรรค์ ความมุ่งมั่นในการทำงาน

มันทำให้ผมรู้สึกว่า ยังมีความหวัง

มันดูเป็นพลังงานสะอาดครับ

คนรุ่นเก่าเราไม่ได้มองว่าทำไมคนรุ่นใหม่ไม่เก่งเท่าที่เขาต้องการหรอกครับ

เรามองมวลรวมๆ มองความเป็นไปได้ในการเติบโตของพวกเขา

ความเป็นไปได้นี่ ไม่ได้ใช้อะไรวิเคราะห์หรอกครับ

ความรู้สึกล้วนๆ มันเหมือนสัญชาตญาณบางอย่างอะครับ

ทุกวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนความคิดนะว่า gen z และหลังจากนั้นไป

น่าเป็นห่วง ห่วงทั้งรุ่นต่อไปห่วงทั้งตัวเอง

จนคิดว่าน่าจะต้องเร่งสร้างดินแดนของตัวเอง ในเวลาที่ยังจับจอบเสียมไหวอยู่

จนผมมาพบกับคนใน nostr

#siamstr

🫂

เฟรนฟราย กับ เบอร์เกอร์ ในตู้โชว์อาจจะดูเป็นอมตะข้ามกาลเวลา แต่คนที่เอามันเข้าปากอาจจะได้ไปเฝ้าท่านยมเร็วขึ้น

ท่านยม : เจ้าทำอะไรมา ถึงได้ตายก่อนจะสิ้นอายุไข?

คนกิน : ข้านึกอยากจะเป็นอมตะ เพราะข้าเห็นเฟรนฟรายในตู้โชว์สำหรับ selfie ที่ทอดตั้งแต่ปี 2009 มันดูไม่เหี่ยวลงเลย ข้าเลยสั่งชุด Big Mac มากินทุก ๆ วัน เผื่อจะได้ความอมตะและไม่เหี่ยวแบบนั้นบ้าง

ท่านยม : โอ้.. สุวรรณ!

สุวรรณ : ว่ายังไงท่าน..

ท่านยม : ทำไมตอนนี้เราเจอเคสบ้าบอแบบนี้เยอะจัง บนโลกเขาทำอะไรกัน?

สุวรรณ : ไม่รู้สิท่าน.. ว่าแต่ข้าเพิ่งสั่งชุด Big Mac มา ท่านจะลองชิมสักหน่อยมั้ยละ?

หลังจากนั้น ยมโลกก็...

ขำ ๆ นะครับ

กราบงาม ๆ ครับพี่ป้ำ note ดีมาก ๆ เลย, เห็นภาพเลยว่ากล้ามเนื้อ หรือกระดูก ถ้าจะให้มันแข็งแรงมันต้องมีการใช้งาน ถ้าไม่ได้ใช้แปลว่ายังไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น ร่างกายก็จัดลำดับความสำคัญเอาทรัพยากรไปพัฒนาส่วนอื่น ๆ ก่อน

ผมนึกไม่ออกจริง ๆ จนกระทั้งได้อ่านข้อมูลนี้ ว่าอยู่ดี ๆ ทำไมผมถึงเป็นตะคริวที่ส่วนข้างฝ่าเท้า ช่วงที่อยู่ระหว่างข้างนิ้วโป้งเท้าถึงส้นเท้า คือเมื่อก่อนผมใส่พวก Converse ที่พื้นมันก็บางและแข็งในระดับหนึ่งก็ไม่เคยมีปัญหา (เดินไปที่ทำงานทุกเช้า-เย็น ทุกวันสบาย ๆ ) แต่หลังจากได้ไปญี่ปุ่นแล้วสอยรองเท้า Nike Air Force 270 ที่มีพื้นโฟม + ส่วนรองส้นที่เป็นซัพพอร์ทแรงกระแทก (bubble) นั่นแหละจำได้เลยว่าใส่เดินเที่ยวยังรู้สึกว่าเฉย ๆ แต่พอขึ้นเครื่องกลับไทยแล้วต้องนั่งอยู่กับที่หลาย ชม. กับร้องเท้าที่ใส่แล้วมันรู้สึกเจ็บเท้ามาก ๆ เจ็บจนแทบอยากจะถอดรองเท้าทิ้งตรงนั้น หลังจากนั้นก็มีอาการเป็นตะคริวที่เท้า บางที่นั่ง ๆ ทำงานอยู่ในออฟฟิศ ขยับตัวผิดท่าก็เป็นตะคริวแล้ว

ที่พี่บอกว่า “ลองสังเกตุเวลาเปลี่ยนร้องเท้า” โอ้.. ชัดเลย เปลี่ยนทั้งทรงร้องเท้า ความหนาบาง ความแข็งของพื้นร้องเท้า แล้วยังใส่เป็นรุ่นที่มีพื้นเป็นโฟมรับแรงกดเวลายืน เวลาเดินหรือวิ่งอีก เละ..

เรื่องกระดูกกับแรงกระแทก อันนี้ส่วนตัวตอนเด็ก ๆ สมัยเรียนในโรงเรียนนี่ ทั้งวิ่ง ทั้งกระโดด บางที่วิ่งไล่จับกับเพื่อนกระโดดจากสแตนเชียร์สูง 2 - 3 เมตร ลงมาที่พื้นยังเฉย ๆ ถ้าเป็นตอนนี้คงไม่กล้า 555 เสียวหัวเข่ามาก ทำไมตอนเด็ก ๆ ทำได้ ตอนโตแล้วอ่อนลงไปเยอะขนาดนี้ น่าคิดมาก ๆ เลยครับ

เอาเถอะ คงต้องพยายามกลับไปเดินด้วยเท้าเปล่าบ่อย ๆ แล้วก็อาจจะลองกลับไปหาร้องเท้าพื้นบาง ๆ มาใส่แทนพวก NMD, Air Force ที่ใส่ ๆ อยู่ อาจจะดีขึ้น

ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่เอามาแบ่งปันนะครับ :)

บางทีเห็นร้องเท้าทรงสวย ๆ แล้วอยากได้ พอซื้อมาใส่จริงแล้วมันไม่เป็นอย่างที่คิด เจ็บตัวแต่เพราะเสียดายเงินเลยต้องใส่ ๆ ไปทั้ง ๆ อย่างนั้น หลัง ๆ ผมก็ไม่คิดจะสั่งรองเท้าโดยที่ยังไม่ได้ไปลองใส่ดูก่อนอีกแล้วครับ 🤣

แต่ถือว่ากำไรสองเด้งเลยนะครับ 555 เด้งแรกคือได้รู้ว่าใส่แล้วไม่เหมาะ (จะได้ไม่ซื้ออีก) เด้งสองคือกำไรจากราคารีเซล

Replying to Avatar LATES

ตื่นมาเจอข่าว bitcoin etf ผ่านการอนุมัติซักทีก็ดีใจที่พวกเราไม่ได้ไปตื่นเต้นอะไรกับมันนะครับ เรื่องแบบนี้ระยะสั้นอาจจะดี แต่ระยะยาวไม่ดีเท่าไหร่ เพราะมันแปลว่ารัฐพยายามหาวิธีจะ control bitcoin ด้วยวิธีที่เหนือชั้นขึ้นไปอีกระดับคือ legalized การปลอมมันโต้งๆเลย

การยอมรับ bitcoin ด้วยวิธีตอแหลของรัฐแบบนี้ ถ้าเดาไม่ผิดผมเชื่อว่าในเวลาอีกไม่นาน Bitcoin ETF จะประสบความสำเร็จ ทุกประเทศในโลกรวมทั้งไทยจะยอมรับและเลียนแบบวิธีการจัดการ bitcoin แบบนี้ แล้วในที่สุด adoption ก็จะออกมาในรูปที่ว่า etf เท่านั้นที่ถูกกฎหมาย หลังจากนั้นรัฐจะเริ่มแยบๆว่า self-custody bitcoin ควรจะผิดกฎหมาย และขอโอกาสรัฐ criminalised การถือครอง bitcoin ด้วยตัวเองของประชาชน

ก็ต้องมาคอยดูกันไปว่า bitcoin จะเอาตัวรอดจากการที่รัฐใช้กฎหมาย fake bitcoin พร้อมกันทั้งโลกยังไง ความรู้ของผู้คนที่มีต่อ bitcoin จะตามเท่าทันการโกหกมดเท็จของรัฐไหม โจทย์นี้ไม่ง่าย ผมเชื่อว่าถ้าทำเซอร์เวย์ตอนนี้โดยถามว่า bitcoin ที่อนุมัติโดยรัฐแบบนี้เท่านั้นที่ถูกกฎหมาย bitcoin แบบถือด้วยตัวเองเป็น bitcoin เถื่อน เป็น bitcoin ใต้ดิน ผมว่าคนส่วนใหญ่เชื่อ ถ้ารัฐขออนุญาตจากประชาชนส่วนใหญ่จัดการกับคนที่ถือ bitcoin เถื่อน ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่อนุมัติ

แต่ผมยังมองโลกในแง่ดีนะครับ ก็จะถือมันไป ไม่สนหอยสนแดดอะไร เอาจริงผมไม่ค่อยดูราคามันบ่อยๆมานานแล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อนถือครองทรัพย์สินอะไรที่ขาดทุนกำไรขึ้นลงได้เป็นล้านนี่ผมคงหวั่นไหวน่าดู แต่ตอนนี้ไม่สนใจเลย ถ้าสักวันมันจะผิดกฎหมาย รัฐบอกมันมีมูลค่าเหลือศูนย์ ก็ช่างแ..่ง เพราะมีแต่เราเท่านั้นที่รู้ดีว่าระหว่างกฎหมายกับ self-custody อะไรปลอมอะไรจริง

ที่ผ่านมาโหนดผมโดน FC ขาดทุนหมื่นนึง ผมซึมกะทือมากกว่า bitcoin ผมขาดทุนไม่รู้กี่ล้านอีก วันนึงมีคนใช้ฬาเทศเยอะ เก็บ fee ได้สิบบาท ผมดีใจมากกว่า bitcoin ผมกำไรเป็นล้านด้วยซ้ำ เล่าให้เมียฟัง เธอว่าผมบ้า 555 จริงๆนะครับความเข้าใจที่เรามีต่อ bitcoin พอถึงจุดหนึ่งมันจะสวนตรรกะดั้งเดิมที่คนส่วนใหญ่เชื่อ

มาบ่นให้ฟังไม่มีอะไรหรอกครับนอกจากมาชวนให้คิดว่าอย่าไปดีใจอะไรกับมันมาก การ manipulate bitcoin แบบนี้อาจจะกำลังขยายร่างเป็นอสุรกายอะไรก็ไม่รู้ในอนาคต มันจะไซโค กดดันจนพวกเราบางคนต้องยอมคาย bitcoin เดิมแล้วไปถือแบบที่มันบังคับให้ถือ ผมเชื่อว่าเกิดแน่ภายในอีกสิบปี หนทางแห่งการปลดแอกไม่มีทางจะง่ายครับ

ขอให้ถือมันแบบฟายๆนี่แหละ ตอกมันเป๊กๆไป ศิลาจารึกหอยบิตคอยน์จงเจริญ..

#siamstr #bitcoinetf

รัฐ :

บิตคอยน์ (21M) ❌

บิตคอยน์กระดาษ (Unlimited) ✅

เป็นการ fork บิตคอยน์แบบเนียน ๆ ที่คนรู้จะรู้ แต่คนที่ไม่รู้...

Replying to Avatar Panai Lawasut

ขอเหลาเรื่องรองเท้านิด

เนื่องจากหลายท่านเห็นผมเล่นออกกำลังกายแล้วใส่รองเท้าที่ไม่มีซัพพอร์ตใดๆ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

จริงๆเรื่องนี้ก็เป็นยากลืนยากเริ่องนึงเหมือนกัน แต่เข้าใจว่า ทุกคนในทุ่งม่วงเป็นคนเปิดใจ ผมจากลองพยายามเล่าตามความเข้าใจผมดู

ผมเล่นบาสมาตั้งแต่เด็ก เล่นอยู่กีฬาเดียว จริงจังมาก ช่วงมัธยมเดินสายแข่งไปทั่ว ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงไประดับประเทศ เรียกว่าแทบไม่มีวันไหนที่ผมไม่ได้จับลูกบาสเลย

แต่ก็เป็นเหมือนเด็กมัธยมยุคนั้นทั่วไป เราไม่มีสตางค์จะไปซื้อรองเท้าดีๆมาใช้หรอก พวกเรามีตัวเลือกกันตัวเดียวคือ”นันยาง”

แต่มันดันใช้งานได้ดีซะนี่ เป็นที่รู้กันว่าพื้นมันหนึบมาก ลุยได้ทุกสนาม เคลื่อนไหวได้คล่องตัว แถมราคาสามัญชน แล้วผมดันใช้รองเท้าเปลืองมากซะด้วย ผมไม่เคยซักรองเท้าเลย พื้นมันทะลุก่อนที่มันจะดำทุกคู่ไป (ประมาณเดือนละคู่)

ไม่แปลกที่ตลอดอายุนักกีฬาในวัยเด็กของผมจะใส่อยู่ยี่ห้อเดียว

พอเข้ามหาลัยจนไปถึงตอนเริ่มทำงานช่วงแรก วิถีในระบบมันพาให้เราต้องเลิกทำสิ่งที่เราชอบไป มีโอกาสได้กลับมาเล่นบาสอีกทีตอนย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองชลแล้ว

ตอนนั้นพอเริ่มมีสตางค์บ้างก็พยามหารองเท้าดีๆมาใส่ ทั้งลอง ทั้งใช้ ทั้งสะสม ในช่วง 4-5 ปีนั้นผมมีรองเท้าบาสไม่ต่ำกว่า 20 คู่แน่นอน

ในช่วงนี้ผมเริ่มมีอาการบาดเจ็บ มาเป็นพักๆ เดี๋ยวเข่า เดี๋ยวหลัง แถมทำอะไรในสนามก็ไม่ได้ดั่งใจซักอยาก ในตอนนั้นคิดว่าคงเป็นเรื่องของอายุ และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น(ตอนนั้นเพิ่งจะ 30 อยากจะกลับไปเข้กหัวตัวเองจริงๆ)

นั่นทำให้ผมเริ่มหาข้อมูลเรื่องสุขภาพ เพราะเหตุผลเรื่อง performance ตอนเล่นบาสเป็นหลักเลย

ทุกคนน่าจะเป็นเหมือนกัน พอศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเข้า เราจะเริ่มเชื่อมโยงและ simplify มันได้

ข้อสรุปผมคือ

“ร่างกายเราทำทุกอย่างตามสิ่งเร้า อะไรที่เราใช้มันจะพัฒนา อะไรที่เราไม่ได้ใช้มันจะไม่เก็บไว้ และเราควรทำทุกอย่างให้เข้าใกล้ธรรมชาติเดิมของมนุษย์มากที่สุด”

ซึ่งผมบังเอิญได้ไปฟังเรื่องราวมา 2-3 เรื่อง ทำให้ผมตัดสินใจเลิกใช้รองเท้าที่มีซัพพอร์ตใดๆ และหารองเท้าที่พื้นบางที่สุดมาใส่ จริงๆผมวางเป้าหมายไว้ถึง barefoot runner เลยด้วยซ้ำ

โฮโมเซเปียนเรามีอายุ ประมาณ 2 ล้านปี แต่หลักฐานการค้นพบอาวุธชิ้นแรกที่เจอ ย้อนกลับไปแค่ประมาณ 2 แสนปีเท่านั้นเอง

คำถามคือในช่วงก่อนที่จะมีอาวุธนั้น มนุษย์ที่ทั้งอ่อนแอ วิ่งช้า และไม่มีแม้แต่กรงเล็บนั้นล่าสัตว์ได้ด้วยวิธีการใด..?

(คนเราต้องการโปรตีนนะครับ พืชไม่ใช่ผู้ผลิตโปรตีน คนเราต้องล่าสัตว์แหละ)

คุณ คริสโตเฟอร์ แม็คโดกัล ตั้งสมมติฐานไว้ในหนังสือ Born to run ว่าสิ่งที่มนุษย์เรามีความสามารถมากกว่าสัตว์ทุกชนิดบนโลกคือ เราเป็นสัตว์ระบายความร้อนได้ดีที่สุดในโลก เราเหงื่อออกเก่ง..ว่างั้นก็ได้

วิธีการล่าสัตว์ของเราก็คือ

“ วิ่งไล่เหยื่อจนเหยื่อโอเวอร์ฮีทตาย..!!!!! ”

นี่เป็นวิธีการของสิ่งมีชีวิตที่บอกว่าตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์ฉลาดที่สุดจริงๆหรือวะเนี่ย

คุณคริสโตเฟอร์สามารถตอบคำถามนี้ได้จากการเข้าไปศึกษาวิถีชีวิตของชนเผ่าที่ชื่อ “ทาราฮูมารา” เป็นชนเผ่าที่หลบหนีการรุกรานของยุโรป ไปอาศัยอยู่แถบหุบเข้าในอเมริกาใต้ที่ลึกลับซับซ้อนจนไม่มีความเจริญใดเข้าถึงได้

วิถีชีวิตของพวกเค้าจึงเป็นเหมือนในอดีตที่สืบทอดกันมาทุกประการ

พวกเค้าออกล่าสัตว์กันทั้งเผ่า หนุ่ม สาว เด็ก คนแก่อายุ 60-70 หรือแม้แต่คนท้อง เพราะว่าระยะทางในการวิ่งไล่เหยื่อแต่ละครั้งจะอยู่ราวๆ 150-300 กิโลิเมตร..!!!! ระยะนั้นคงไม่มีใครแบกอาหารกลับมาส่งให้ที่หมู่บ้านหรอก

เรื่องนี้บ้าบอมากกกก

คุณต้องวิ่งเพซเท่าไหร่?

คุณคงต้องท้องว่างอยู่ด้วยใช่มั้ย?

เส้นทางวิ่งคงไม่ใช่ลู่วิ่งยางคอร์ด 400 แน่ๆ

ตอนทางชันๆก็วิ่งรึ?

มีหยุดพักบ้างไหม?

ปู่ย่าตายายคนท้องก็มาหมดเลยรึ?

ทั้งหมดนั้นเป็นกิจกรรมธรรมดาๆของชนเผ่าวันนึง ที่ทำด้วยความสนุกสนานด้วย!! (วิ่งอัลตรายังไงให้สนุกวะ)

และที่สำคัญที่สุดทุกคน ใช้แค่หนังสัตว์บางๆมาทำรองเท้า เรียกว่าเท้าเปล่าไปเลยก็ยังได้

ทุกคนไม่มีอาการบาดเจ็บที่เราๆนักวิ่งเจอกัน ไม่ต้องพูดถึงเมตาโบลิกซินโดรม ชนเผ่านี้ไม่รู้จัก

เท้าเปล่ามันดียังไง เรื่องกราวน์ดิ่งคงไม่ต้องเหลา เรารู้กันดีอยู่แล้ว เท้าเป็นตัวส่งสัญญาณหลายๆอย่างให้กับสมอง มีจุดรับสัญญาณบนฝ่าเท้าเป็นร้อยจุด เราสามารถเอาเท้าลูบหน้าเพื่อนแล้วบอกได้ว่าเป็นใคร ไม่เชื่อลองดู

สัญญาณตัวหนึ่งที่มีความสำคัญมากคือ เท้าส่งสัญญาณไปที่สมองว่าได้รับแรงกระแทก สมองจะเตรียมร่างกายให้พร้อมรับกับแรงกระแทกนั้น ตั้งแต่ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อต่อ หรือแม้กระทั่งความหนาแน่นของกระดูก (นักบินอวกาศกลับลงมาโลกแล้วจะพบว่ากระดูกบางลงนะครับ)

ลองนึกดึว่าเราพยามลดแรงกระแทกเพราะคิดว่าจะเป็นผลดีกับหัวเข่า แต่มันตรงกันข้ามเลยครับ

เท้ามีกล้ามเนื้อยิบย่อยเล็กเต็มไปหมด รวมแล้วประมาณ 15% ของร่างกาย แต่ละมัดช่วยทำให้เท้าเคลื่อนที่ได้ค่อนข้างอิสระ แต่เรากลับล็อคมันไว้ให้ทำงานเฉพาะกล้ามเนื้อบางส่วนด้วยรองเท้า มันทำให้กล้ามเนื้อบางมัดไม่แข็งแรง

เวลาเราบังเอิญไปเรียกใช้งานมัน แต่มันดันไม่พร้อม เราจะไปเอากล้ามเนื้อหลังล่างมาช่วยโดยไม่รู้ตัว หลายๆเคสส่งผลให้ปวดหลังได้ บางทีเรื้อรังเลยทีเดียว

ลองสังเกตเวลาเปลี่ยนรองเท้า แล้วจุดซัพพอร์ตต่างจากคู่เดิม เราจะปวดไม่ตรงไหนก็ตรงไหนซักที่ เพราะมันใช้กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน ในเคสที่โชคร้ายบาดเจ็บได้เลย เหมือนผมเป็นต้น ใส่นันยางวิ่งอยู่ดีๆ อยากลองมีรองเท้าวิ่งกับเค้าบ้าง สุดท้ายเจ็บ ทุกวันนี้ยังไม่หาย วิ่งยาวหน่อยไม่ได้เลย

สำหรับนักกีฬา กล้ามเนื้อเท้าคือสิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่ควรถูกพัฒนา การออกแรงในหลายๆกีฬาส่งแรงมาจากเท้าทั้งสิ้น

นักวิ่งเท้าเปล่าเองจะถูกบังคับฟอร์มวิ่งโดยอัตโนมัติ เพราะถ้าวิ่งฟอร์มผิดจะวิ่งไม่ได้ และฟอร์มวิ่งที่ดีจะทำให้เราใช้พลังงานในการวิ่งน้อยมาก

ผมลองกลับมานึกๆดู เด็กๆเราใส่รองเท้า zero drop มาตลอดไม่เคยมีอาการบาดเจ็บ ทั้งที่ใช้ร่างกายหนักขนาดนั้น(ไม่นับรวมอุบัติเหตุนะ) เพิ่งมาเริ่มเจ็บก็ตอนใส่รองเท้าแพงๆนี่แหละ จะมีรุ่นที่ใส่แล้วดีก็ล้วนพื้นบางๆทั้งนั้น แถมทุกวันนี้ก็ยังมีรุ่นใหญ่ๆหลายคนที่เล่นบาสด้วยกันโดยที่ใส่แต่นันยาง

ที่สำคัญในวันที่อายุมากๆ กล้ามเนื้อเท้าจะเริ่มเสื่อมลง และถ้าคุณไม่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว คุณจะเริ่มมีปัญหาด้านการทรงตัว ล้มง่าย ดีไม่ดีกระดูกคุณอาจจะบางอยู่แล้วเพราะร่างกายไม่ได้รับสัญญาณว่ามีแรงกระแทกเลยมาตลอดชีวิต ถ้าล้มแล้วกระดูกจะหักเอาง่ายๆ ต่อไม่ติดด้วย ทีนี้ติดเตียง จะพาลำบากเอาทั้งตระกูล

นี่ไม่ได้ขู่ให้กลัวนะ คน 70% ไม่มีกล้ามเนื้อเท้าที่แข็งแรง และกระดูกบางกว่าที่ควรจะเป็น

รองเท้าคือตัวปิดกัน information ของเท้ากับสมอง

อยากให้ลองสักเกตุเวลาเด็กๆวิ่งดู ฟอร์มสวยถูกต้องทุกคน!! แล้วทำไมถึงกลายเป็นเรื่องที่เราต้องฝึกกันอย่างหนักเพื่อให้ได้ฟอร์มวิ่งที่ทุกคนมีมาแต่เกิดอยู่แล้ว

เป็นเพราะรองเท้ารึเปล่า..!?

เราจะสามารถเรียกรองเท้ายุคนี้ว่า “fait footwear”ได้มั้ย

ผมตั้งใจว่าจะพยามค่อยๆ transform จนกลายเป็น barefoot runner ให้ได้ แต่ตอนนี้คงต้องใช้ zero drop อย่างนันยางและเบรคเกอรึไปก่อน

ทั้งหมดนี่ความเห็นส่วนตัวสุดๆนะครับ ผมเข้าใจดีถ้าจะเห็นไม่ตรงกันครับ

#siamstr

ปล.ผมไม่ได้อ่านหนังสือ born to run นะ ผมฟังมาจาก ted talk

ปล.2 พักหลังสื่อน่าจะเข้าถึงชนเผ่าเยอะ ดูพวกพี่เค้าเริ่มออกทรง elite ละ สีจัดจ้าน

ปล.3 มีคนทำรองเท้าทาราฮูมาราขาย มีหมุดทองแดงติดที่หูหนีบไว้กราน์วดิ่งด้วย

กราบงาม ๆ ครับพี่ป้ำ note ดีมาก ๆ เลย, เห็นภาพเลยว่ากล้ามเนื้อ หรือกระดูก ถ้าจะให้มันแข็งแรงมันต้องมีการใช้งาน ถ้าไม่ได้ใช้แปลว่ายังไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น ร่างกายก็จัดลำดับความสำคัญเอาทรัพยากรไปพัฒนาส่วนอื่น ๆ ก่อน

ผมนึกไม่ออกจริง ๆ จนกระทั้งได้อ่านข้อมูลนี้ ว่าอยู่ดี ๆ ทำไมผมถึงเป็นตะคริวที่ส่วนข้างฝ่าเท้า ช่วงที่อยู่ระหว่างข้างนิ้วโป้งเท้าถึงส้นเท้า คือเมื่อก่อนผมใส่พวก Converse ที่พื้นมันก็บางและแข็งในระดับหนึ่งก็ไม่เคยมีปัญหา (เดินไปที่ทำงานทุกเช้า-เย็น ทุกวันสบาย ๆ ) แต่หลังจากได้ไปญี่ปุ่นแล้วสอยรองเท้า Nike Air Force 270 ที่มีพื้นโฟม + ส่วนรองส้นที่เป็นซัพพอร์ทแรงกระแทก (bubble) นั่นแหละจำได้เลยว่าใส่เดินเที่ยวยังรู้สึกว่าเฉย ๆ แต่พอขึ้นเครื่องกลับไทยแล้วต้องนั่งอยู่กับที่หลาย ชม. กับร้องเท้าที่ใส่แล้วมันรู้สึกเจ็บเท้ามาก ๆ เจ็บจนแทบอยากจะถอดรองเท้าทิ้งตรงนั้น หลังจากนั้นก็มีอาการเป็นตะคริวที่เท้า บางที่นั่ง ๆ ทำงานอยู่ในออฟฟิศ ขยับตัวผิดท่าก็เป็นตะคริวแล้ว

ที่พี่บอกว่า “ลองสังเกตุเวลาเปลี่ยนร้องเท้า” โอ้.. ชัดเลย เปลี่ยนทั้งทรงร้องเท้า ความหนาบาง ความแข็งของพื้นร้องเท้า แล้วยังใส่เป็นรุ่นที่มีพื้นเป็นโฟมรับแรงกดเวลายืน เวลาเดินหรือวิ่งอีก เละ..

เรื่องกระดูกกับแรงกระแทก อันนี้ส่วนตัวตอนเด็ก ๆ สมัยเรียนในโรงเรียนนี่ ทั้งวิ่ง ทั้งกระโดด บางที่วิ่งไล่จับกับเพื่อนกระโดดจากสแตนเชียร์สูง 2 - 3 เมตร ลงมาที่พื้นยังเฉย ๆ ถ้าเป็นตอนนี้คงไม่กล้า 555 เสียวหัวเข่ามาก ทำไมตอนเด็ก ๆ ทำได้ ตอนโตแล้วอ่อนลงไปเยอะขนาดนี้ น่าคิดมาก ๆ เลยครับ

เอาเถอะ คงต้องพยายามกลับไปเดินด้วยเท้าเปล่าบ่อย ๆ แล้วก็อาจจะลองกลับไปหาร้องเท้าพื้นบาง ๆ มาใส่แทนพวก NMD, Air Force ที่ใส่ ๆ อยู่ อาจจะดีขึ้น

ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่เอามาแบ่งปันนะครับ :)

Upload video on nostr.build and get link video clip for post (notes) krub

https://nostr.build

Replying to Avatar Leave

“อย่าเป็นสายเทรดแตรดหมา” คำสอนง่ายๆ simple ที่พี่เค้าสอน อย่าเก่งกว่าตลาด ถ้าเปรียบกับ bitcoiner ก็ประมาณ “stay humble stack sats” ถ่อมตัวเข้าไว้ เก็บ sats

เพราะอะไร เพราะการเทรดในตลาดนี้ มันค่อนข้างยากมาก มัน 24/7 แล้วคนในตลาดนี้ก็อ่อนไหวมากๆ ข่าวอะไรก็พร้อมจะลากราคาได้ตลอด สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ที่มีการปล่อย fake news ของ bitcoin ETF เพราะ “ใครบางคน” รู้ ว่านี่คือสิ่งที่ตลาดคาดหวังกันมาก เหล่านักเก็งกำไรหวังปัจจัยนี้มาดันราคา ถ้าพวกเค้าเหล่านั้น อยากให้นักเก็งกำไร ปลาซิวปลาซ่อย ปล่อยของ ทางที่ดีที่สุดคือการเขย่า เขย่าราคา เหมือนที่ในคลิปบอก เขย่าเพื่อให้เหล่าสายเทรดทั้งหลายปล่อยของออกมาให้มากที่สุด

ย้อนความนิดนึง ก่อนหน้าที่ผมจะมาศึกษา bitcoin จริงจัง ผมเคยเป็นพวกเทรดมาก่อน วันๆนึง นั่งจ้องมันแต่โทรศัพท์ จะกินข้าว กินปลา ก็ต้องเปิด binance ไปด้วย ดูราคาเหรียญ นั่งดู rsi จะเกิด divergence ไหม นั่งดูปฏิทินเศรษฐกิจ ว่าจะมีประกาศตัวเลข cpi ป่าว จะมี fomc ป่าว เพราะช่วงนี้ราคาเหรียญจะผันผวนมากๆ วันว่าง แทนที่จะเอาเวลาไปพักผ่อน อยู่กับสิ่งที่รัก ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ผมกลับเอาเวลาไปนั่งดูเหล่า “กูรู” “เซียนกราฟ”

ในยูทูปทั้งหลายบอก เห้ย เหรียญนี้กราฟสวย จะขึ้นเวฟ3 เห้ย เหรียญนี้มี Divergence บลาๆ ซึ่งสุดท้ายมันก็ไม่ได้ขึ้นอะไรแบบที่พวกเขาเหล่านั้นพูด ผมเจ็บตัว หนักมากๆ โชคดีว่าตอนนั้นยังไม่ทำงานเพิ่งเรียนจบ ไม่งั้นได้เสียงานเสียการแน่นอน กลางค่ำกลางคืน นั่งจ้องแต่กราฟ เครียด ไม่อยากเสียเงิน

ด้วยความที่อยากเทรด อยากได้เงินเร็ว วาง stop loss ไว้ แต่ก็ทำใจไม่ได้ที่ต้องเสียเงิน เพราะชินกับภาพอันหอมหวานของ bullrun ที่เทรดไงก็ได้เงิน เงินมันหาง่าย ผมบ้าอย่างนั้นอยู่นาน จนมานั่งคิดกับตัวเองจริงๆ ว่า เราทำอะไรอยู่ ตอนนี้เราเหมือนคนบ้าเลย เราไม่มีความสุข

จนผมได้มาดูพี่นิค กับ จารย์ตั๊ม จริงจังนี่แหละ เลยเดินตามมา เลิกเทรด เลิกสนกราฟ เก็บ ออม จบ จากวันนั้น ถึงวันนี้ ก็เกือบ 2 ปีแล้ว ที่ผมไม่ค่อยรู้ข่าวเศรษฐกิจไรมากมาย การดู “ราคา” ไม่ใช่สิ่งแรกที่ผมทำตอนตื่นนอนอีกต่อไป ทุกวันนี้ ผมรู้ราคาจากในสื่อออนไลน์ที่มีคนมาโพสต์ มากกว่ามาดูเองซะอีก

ผมยังจำได้เลยว่า ตอนที่มูลค่าในหน่วยเงินดอลล่าร์มันขึ้นมาจาก 16,000 กว่าๆ ช่วงต้นปี 2023 จนถึง สิ้นปี 2023 อยู่ที่ 40,000 กว่าเหรียญ ผมทึ่งเพราะผมแทบไม่ทำอะไรเลยในเชิงของการเทรด ผมทำงาน ผมแบ่งเงินที่ได้จากการทำงานมาออมใน bitcoin ส่วนเหรียญอื่น ไม่รู้ ไม่ได้สนใจไปพร้อมๆกับการเทรด นั่นน่าจะเป็นครั้งแรก ที่ผมรู้สึกว่า มันก็ไม่ได้ยากไรนี่หว่า ที่ผ่านมา เราแค่ทำให้อะไรมันยากเอง ผมเพิ่งได้เข้าใจคนเค้าพูดๆกันว่า เงินเฟียตน่ะ มันมีปัญหา bitcoin มันแค่อยู่ของมันดีๆ ก็ตอนนั้นแหละ ผมเริ่มได้ยินคนไกล้ตัวที่ยังอยู่ในตลาดบ่นๆ กัน โอ๊ย ทำไมราคามันผันผวนจังวะ เมื่อวาน 35,000 วันนี้ลงมา 32,000 โอ๊ย จาก 45,000 ลงมา 42,000 ผมฟังแล้วก็เหมือนเห็นตัวเองในอดีตเลย สายตาสั้น มองอะไรแคบๆ ทั้งๆที่ตลอดปี 2023 มันขึ้นมาตลอด แต่ก็ยังมีคนเจ็บตัว ขาดทุน เพราะรอไม่ได้ High Time Preference สูงปรี๊ด

พอเห็นโน๊ตนี้ มันอดยิ้มไม่ได้ เพราะผมเหมือนได้มองตัวเองที่ผ่านๆมา เออ เราก็เปลี่ยนไปเยอะเลยแหะ เกือบ 2 ปีที่แล้ว ตัวกูยังบ้ากับกราฟอยู่เลย ยังพยายามจะตักตวงผลประโยชน์ระยะสั้นอยู่เลย รอไม่เป็น อยากได้ไรเร็วๆ แต่ไม่เหนื่อย ยังตามข่าวอะไรก็ตามที่มีผลกับราคาเหรียญอยู่เลย แฟนยังทักว่าทำไมไม่นอนอยู่เลย

ผมในตอนนี้ ไม่สนใจ noise ระหว่างทาง เลิกตามข่าว เลิกตามราคาแบบคนบ้า ไม่หลับไม่นอน เลิกฟังกูรูกราฟ กูรูวิเคราะห์เหรียญคริปโต เลิกติดตามทั้งหมด ทุกวันนี้เช็คแต่ fee ของ bitcoin เพื่อจะได้ดูว่า ช่วงนี้โอนออกมาเก็บเข้า Hardware wallet ได้ยัง หรือรออีกหน่อย ส่วน bitcoin spot ETF น่ะหรอ? ช่างมันดิ มีก็ดี ไม่มีก็ IDGAF ทำงาน เก็บออม ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น แล้วไปใช้ชีวิต ทำในสิ่งที่รัก มีเวลาว่างถ้าไม่เหนื่อยเกินไป ก็ศึกษาอะไรที่มันพัฒนา skill ตัวเอง หาหนทางเพิ่มรายได้ให้กับตัวเอง ถ้าเหนื่อยมากไป ก็พักสักหน่อย หาเกมไรมาเล่นไหม ? หาหนังสนุกๆ มาดูสักเรื่องไหม ?

Algorithm youtube จากแต่ก่อนยูทูปผม มีแต่ เหรียญนี้ โอกาส 10x ,วิเคราะห์กราฟวันที่ xx.xxx.xxx, ส่องเหรียญตระกูลนี้, พี่…วิเคราะห์กราฟ live วันที่ xx

ตอนนี้ youtube ผม มีแต่ cdc bitcoin talk, ฝึกสกิลภาษาอังกฤษ, สภายาส้ม, รีวิวหนังดีๆ, รีวิวเกมสนุกๆ, สอนทำอาหาร, นมดิบต่อสุขภาพ, คลิปแมว บลาๆ

จะบอกว่าไงดีนะ ผมคงพูดไม่เกินจริงถ้าจะบอกว่า bitcoin ได้คืนชีวิตของผมมาอีกครั้ง จากที่ก่อนหน้านี้ ลองมองย้อนกลับไป ตัวเองเหมือนคนโดนผีเข้าเลย ผีพนันเข้าสิง ผีคนสายตาสั้น High Time Preference สุดๆ จริงๆอีกคนที่เปลี่ยนผมนอกจากพี่นิคกับ จารย์ตั๊ม ก็พี่ชิต นี่แหละ จากนั้นก็เริ่มรู้จัก right shift ช่วงต้นปี 2023 เริ่มหาบทความมาอ่าน จนทุกอย่างมันก็หล่อหลอมผมจนกลายเป็นผมในทุกวันนี้ :)

เพิ่มอีกนิด การเทรด ไม่ใช่เรื่องที่ผิด คนเราแต่ละคนก็คงมีเป้าหมายอะไรในชีวิตที่ต่างกัน มีคนมากมายประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้ แต่มันไม่ใช่สำหรับผม มันมีอะไรต้องเรียนรู้เยอะมาก แล้วกับตลาดนี้ มันมีปัจจัยที่ไม่แน่นอนเยอะไปหมด อย่างวันนี้ก็ Fake news ไป 1 แมตซ์ หนำซ้ำ ตลาดนี้มันไม่เปิด ปิด เหมือนตลาดหุ้น มัน 24/7 ผมรู้สึกว่ามันเหนื่อยเกินความจำเป็น มันกินเวลาชีวิตผมมาก มากจนเกินไป จนตัวเองโฟกัสกับอย่างอื่นไม่ได้ แถมพอได้ศึกษา bitcoin ลึกลงเรื่อยๆ ผมรู้สึกอยากมี bitcoin เก็บเพิ่มมากกว่า มาเทรดเข้า เทรดออก

เขียนดีมาก ๆ เลยครับ ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ที่เขียนแชร์มาให้อ่านนะครับ ❤️ หายากมากเลย คนที่จะออกจากวังวนของการนั่งเฝ้าชาร์ตราคาโดยเฉพาะกับ digital asset ที่เทรดกันตลอด 24 ชม. ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าของคนในกลุ่มที่นั่งเฝ้าชาร์ตราคากันจนสายตาเสียไปอย่างเอามันกลับคืนมาไม่ได้ บางคนก็เสียแฟนที่คบกันมาก็มี

ออกจาก gambler ที่นั่งเฝ่ากราฟ 1 นาที ก็ไปเป็น speculator ที่นั่งเฝ่ากราฟราย ชม. รายวัน แล้วก็กลับไปเป็น gambler อีกครั้งกับตลาด future กดกัน x5 x25 x50 x100 x125 หวังผลตอบแทนในระดับของเสี้ยววินาที

ได้มาเท่าไหร่ก็คืนให้ตลาดไปทั้งหมด

ผมเองตอนที่เริ่มก็เรียนเรื่องกราฟ การใช้ indicator แต่ละตัว ติดตามข่าวการเคลื่อนไหวของตลาด ติดตามอ่านสรุปการเพิ่มลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด ตอนนั้นก็เป็นกิจวัตรที่ต้องทำทุกวันเช้าหลังตื่น พักกลางวัน หลังเลิกงาน ก่อนนอน พอ ๆ กันเลยแค่ผมไม่ได้นั่งเฝ้าชาร์ตขนาดนั้น

เอาจริง ๆ ในตอนนี้ถึงจะเข้าใจบิตคอยน์แล้วผมก็ยังทำอยู่บ้างนะ ของที่เรียนไปแล้วรู้ไปแล้วก็ไม่ได้อยากจะทิ้งมันไปซะทีเดียว

เรื่องกราฟราคาผมใช้ TF 1 อาทิตย์ กับ TF 1 เดือน บวกกับ indicator dma200 กับอีกบางตัว เพื่อดูแนวโน้มของเทรน เพื่อเฝ้าดูความคิดของผู้คนในตลาด

ผมยังตามข่าวของเฟด SEC หรือ ETF อยู่บ้าง เพื่อรับรู้ความฉ่อฉลของกลุ่มคนที่พยายามทำตัวเป็นพระเจ้าที่กุมชะตาชีวิตทางการเงินของคนอื่น ๆ

ในตอนนี้ก็มีเวลาเยอะขึ้นกว่าวันที่เพิ่งเริ่มเข้ามาในตลาด ๆ ใหม่ ๆ เหมือนกันเลยครับ ได้เอาเวลาไปเรียนรู้ ไปค้นหาคำตอบของอะไรบางอย่างที่เคยค้นหา ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ ได้มาเจอกับผู้คนใน Nostr ได้เอาเวลามาเขียนสิ่งที่อยากจะเขียน

และสิ่งเหล่านี้ก็มาจากพลังของการออมในเงินที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างบิตคอยน์ เมื่อเราค้นพบหนทางที่เรียบง่ายที่สุด และไม่ต้องคอยกระเสือกกระสนในการหาเงินให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่จะมีทางให้หาได้

ง่าย ๆ แค่ออมบิตคอยน์

Nick Ragan : “ส่วนไหนของคำว่า ออม.. ที่มึงไม่เข้าใจ?”

ความจริงกำลังชัดขึ้น

Press release ของรัฐสภาสหรัฐจากกรรมการติดตามตรวจสอบและหาผู้รับผิดชอบ

Committee on oversight and accountability

คำให้การของ Anthony Fauci ต่อสภาคองเกรส สหรัฐ ในวันแรกของการสอบสวนเกี่ยวกับโควิด

แสดงให้เห็นความล้มเหลว ในด้านการบริหารขององค์กร NIAID

Fauci ให้ทุน การวิจัยทั้งในและนอกประเทศสหรัฐฯโดยอ้างว่าไม่ได้ตรวจสอบโครงการก่อน

นอกจากนั้น อ้างว่าเขาไม่รู้ หรือไม่ทราบว่ามีการ ตรวจสอบหรือ มีกระบวนการตรวจสอบ การดำเนินการดังกล่าวหลังจากที่ให้ทุนไปแล้วหรือไม่

และเขาพูดประมาณ 100 ครั้งว่า จำไม่ได้ เกี่ยวข้องกับ ข้อมูลและการติดต่อที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่อง โควิด-19 ที่เป็นประเด็นในการสอบสวน

และ ปฏิเสธอย่างแข็งขัน ยืนยันคำให้การต่อรัฐสภาคราวที่แล้วว่า

เขาไม่ได้ให้ทุน Ralph Baric และ สถาบันวิจัยไวรัส อู่ฮั่น ในเรื่องการสร้างไวรัสใหม่โดยการตัดต่อพันธุกรรมที่เรียกว่า gain of function (gof)และกระบวนการที่ทำนั้น ไม่ใช่เป็น gof

(ราย ละเอียดคำให้การต่อสภาของเกรส ดังกล่าวมีบันทึกเป็นวิดีโอ)

แต่จากหลักฐานอีเมล ของ Fauci ในปี 2020 กลับยืนยันว่าเขา ทราบเรื่องการวิจัย gof ที่สถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น และความเชื่อมโยงกับการให้ทุนทั้งในและนอกประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้

การสอบสวนในวันที่สองจะมุ่งประเด็นเรื่องการปกปิดหลักฐานเกี่ยวกับการกำเนิดของโควิดที่มาจากห้อง lab และการสร้างบทความที่กล่าวหาว่าการหลุดจากห้อง lab เป็นทฤษฎีสมคบคิดโดยตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 และในเรื่องอื่นๆอีก

https://www.facebook.com/thiravat.h/posts/pfbid0fDbYH7FuR4S2RiyoAtjr8JhBZtHLxsrMYgDDP1FxNgUXeUZJxgdRqSbnSQ4TLejSl

#nortr

#fastingfatdentist

#หมอบ่นfiat

#healthstr

#health

#IFF

#nutrition

#fiat

#siamstr

#siamstrOG

#bitcoin

#siamesebitcoiners

#covid

ช่วงโควิดใหม่ ๆ โทษจีนว่าเป็นต้นตอ

พอสอบสวน คนของอเมริกาให้ทุนทำวิจัยไวรัส

คอมพิวเตอร์ถ้าจะขาย anit-virus ก็ต้องสร้าง virus คอมพิวเตอร์ก่อน 🤔

แล้วถ้าสำหรับในคนล่ะ 🫢

ด่าจีนกันเละเทะถึงกับเยียดเชื้อชาติกันเลยทีเดียว พอหวยออกว่าคนของอเมริกามีเอี่ยวเรื่องเงียบขึ้นมาทันที

GM ครับ

ผ่านประสบการณ์สัก 1 ไซเคิล น่าจะแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานแรงเขย่ากันนะครับ อย่าเอา sats ฉันไป.. 555

Free Palestine ที่ไม่ได้มีความหมายว่าการปลดปล่อยหรือสร้างสันติภาพให้กับปาเลสไตน์

แต่เป็น Free Palestine ที่หมายถึงให้โลกมุสลิมช่วยกันส่งอาวุธให้กับปาเลสไตน์ เพื่อให้ปาเลสไตน์ลบยิวออกไปจากแผ่นที่โลก