Avatar
Hipknox_ (εὐδαιμονία)
0bd1f20c47a4f87d232cfdc70415710a29cb8ee08c10e96c87d880fb3cbb8bc2
μέμνησο θανάτου จงระลึกถึงความตาย

หึย.. นี่มันนมจากวัวกล่องชัด ๆ

จริง ๆ ตั้งใจเรียนแล้วนะ แค่อยากซ้ำชั้นกับเธอ

ฮี้ว~......

สำหรับตัวผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไปก็จำเป็นจะต้องมีความรู้เชิงลึงในเรื่องที่กำลังใช้งานมันครับ เข้าใจได้เพราะความเสี่ยงคือข้อมูลไม่ถูกต้องหรือที่เจอบ่อย ๆ เลยคือ ”อาการหลอน“ เพราะงั้นการใช้งานมันจริง ๆ ที่มองแบบเร็ว ๆ ในตอนนี้ที่ทำแล้วเวิร์คคือ Coding ไม่ก็การสั่งงานให้ทำงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ แทนคน แต่ในอนาคตก็อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับผมคิดว่างั้น

ในตอนนี้ถ้าคิดจะใช้มันเป็นเหมือน Search Engine ตัวหนึ่ง ผมว่ากลับไป Google ดีกว่าครับ ;)

ปล. เพื่อนผมตอนนี้ GPT ล้วน ๆ จนติดเป็นนิสัยไปแล้ว ตั้งแต่ Convert Code ไปยันหายี่ห้อเครื่องดูดฝุ่น 555

10 กว่าปีก่อน #Siamstr

เพื่อน : “ทำไมมึงไม่พูดธรรมดา ๆ ไม่พูดภาษาชาวบ้านให้คนอื่นเขาเข้าใจง่าย ๆ หน่อยวะ ทำไมมึงต้องหลักการเยอะ คนอื่นไม่มีใครเขาคิดเยอะเหมือนมึงหรอกนะ”

อ่า.. เพื่อนเนี่ย เป็นเงาสะท้อนตัวตนของเราในกระจกที่ดีเลยนะว่ามั้ย จากคำพูดในวันนั้นมันทำให้ผมเป็นคนที่คิดลึกยิ่งกว่าตัวผมในวันนั้นซะอีก ต้องขอบคุณมันจริง ๆ ที่ทำให้ผมมีทักษะที่สำคัญอย่างมากในโลกที่ต่อไปปัญญาประดิษฐ์จะกลมกลืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ต่างจากอินเตอร์เน็ตหรือมือถือ

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ทำงานด้วยการมีเบื้องหลังเป็นบิ๊กดาต้า ที่ทุก ๆ คนมีปัญญาประดิษฐ์ไว้ใช้งานเหมือน ๆ กัน จะสามารถเขาถึงข้อมูลได้เหมือน ๆ กัน และแข่งขันกันด้วยข้อมูลที่มีเหมือน ๆ กัน จะเอาตัวรอดกันได้ยังไง? ถ้าหากว่าไม่เคยฝึกตัวเองให้มีความคิดเชิงลึก (อย่างลึกซึ้ง) กันมาก่อนเลย

ถ้าผมตั้งโจทย์ว่าให้เขียนเรียงความโดยแต่งเรื่องจากประโยค ๆ นี้ ”ท้องทะเลกำลังมีพายุโหมกระหน่ำ ใจกลางพายุนั้นมีเรือลำหนึ่ง“ มา 1 หน้า A4

ถ้าเป็นเพื่อนผมมันก็คงจะบอกว่า มึงเป็นบ้าอะไร ฮ่า ๆ ๆ ว่างมากนักหรอ? ถ้าเป็นคุณล่ะ คุณว่าตัวคุณสามารถแต่งเรื่องราวเรียงความให้มีรายละเอียดเชิงลึกที่มีเนื้อหายาวถึง 1 หน้ากระดาษ A4 จากประโยคสั้น ๆ นี้ได้รึเปล่า? กลับกันที่ถ้าเป็นปัญญาประดิษฐ์ มันคงจะไม่อีดออดรีรอและรีบรังสรรค์งานเขียนเรียงความมาให้ผมอย่างเร็วไว มันอาจจะไปลอกงานเขียนของใครมา หรือสวมวิญญานเป็นนักเขียนสักคนหนี่งที่มันมีข้อมูลทั้งรูปแบบของการเขียน การวางโครงเรื่อง หรือแม้แต่ลอกภาษาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้เขียนคนนั้น ๆ ได้ราวกับว่าโทคีนหรืออังเดร ซาพคอฟสกี้มาเขียนเรียงความเรื่องนี้ให้กับผมด้วยตัวเองเลย

ในยุคหนึ่งเราเข้าเรียนเหมือน ๆ กัน จบจากมหาวิทยาลัยในสาขาความรู้หนึ่งเหมือน ๆ กัน คู่แข่งในตลาดรู้และแข่งขันกับเราในเรื่องที่เราเรียนรู้มาเหมือน ๆ กัน แต่หลังจากนี้แม้แต่เด็กที่จบป.ตรีก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เทียบเท่ากับคนที่จบป.เอกจากการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ เราอาจจะเห็นพ่อแม่ที่ Prompt คำสั่งให้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยสอนลูก ๆ จากฐานข้อมูลที่ขึ้นอยู่กับว่า ใคร จะสามารถใช้งานและเข้าใจถึงคำสั่งที่จะใช้งานปัญญาประดิษฐ์ได้ในเชิงลึกที่มากกว่ากัน “เป็นทักษะในการสื่อสารเชิงลึก” ที่เราจะต้องใช้ในการสนทนากับสิ่งที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ กล่าวคือไม่ใช่ว่าปัญญาประดิษฐ์จะวิเศษวิโสในการที่มันจะมอบทุก ๆ สิ่งที่เราต้องการให้กับเรา จากการที่เราแค่ส่ง Prompt คำสั่งอย่างง่ายให้กับมัน ผลลัพธ์ของสิ่งที่ได้จะแตกต่างกันทันทีที่คุณได้ลงดีเทลของรายละเอียดลงในคำสั่งที่คุณต้องการผลลัพธ์

ทักษะทางความคิดเชิงลึก จะมีผลอย่างมากสำหรับมนุษย์ในยุคถัดไป คนที่ไม่ได้พัฒนามันให้ตามทันโลกจะถูกกระแสของเทคโนโลยีกลืนกิน และเป็นได้เพียงแค่แรงงานที่ถูกใช้งานโดยระบบอย่างสมบูรณ์แบบ เหมือน ๆ กับที่วันนี้มือถือได้เอาเวลาจากสายตาของคุณไปเป็น yield ให้กับเจ้าของแพลตฟอร์มนั่นแหละ

ปล.เอาจริง ๆ ในส่วนของผมก็ยังอยู่ในระดับของการใช้ทักษะทางความคิดเชิงลึกเฉพาะในงานอดิเรก ในสิ่งที่ชอบหรือสนใจเท่านั้น ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าใคร ๆ มันยังคงต้องฝึกต่อไปให้สามารถเอามันมาใช้ได้จริงกับทุก ๆ เรื่องที่จำเป็นและต้องการล่ะนะ แต่อย่างน้อย ๆ มันก็เป็นไอเดียที่ดีที่ได้รู้ว่าจะต้องทำอะไร

โทคีนแกไม่ได้แต่งแค่วรรณกรรมน่ะครับ 555 แต่แกเล่นสร้างจักรวาลขึ้นมาจักรวาลนึงที่มีรายละเอียดเชิงลึกทั้งเหตุการณ์ในไทม์ไลน์ต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคของทวยเทพ ในยุคของเอลฟ์ลูกหลานของทวยเทพ มาจนถึงยุคของมนุษย์ในเรื่องราวของ middle earth

ในหนังมันเป็นซูมอินเข้าไปในกรอบเวลาในไทม์ไลน์เล็ก ๆ ของเหตุการณ์ ๆ หนึ่ง ของคนกลุ่มหนึ่งที่ต่อสู้กับเซารอนเองครับ (หนัง 3 ภาคยังเล่าได้แค่นั้น) ถ้าทำหนังจริง ๆ 10 ภาคจะเล่าจบรึเปล่าเถอะ 555

ชอบอีเห็ดม่วงตอนก่อนล่าสุดมาก 555 คนแต่งเอา ref. จากตำนานจริงมาใช้ได้โคตรดี ส่วนไลออสแม่งก็คิดได้เอาเนื้อกริ๊ฟฟอนไปเปลี่ยนเป็นฮิ๊ปโปกริฟจากเห็ดได้เฉย จินตนาการดีโคตร ๆ 555

ดังนั้น Lilith ก็เลยกลายมาเป็นตัวแทนของเหล่าเฟมฯ สินะ น่าสนใจดี ถึงกับต้องไปเอาตัวละครในวรรณกรรมเก่าแก่ของยิวตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 (ค.ศ. 701-800) (Alphabet of Ben Sira) มาใช้เพื่อเป็น reference ของสิทธิความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิงในโลกยุคปัจจุบันกันเลยทีเดียว

ตามตำนาน (หนังสือนอกสารบบ) ได้เล่าว่า Lilith นั้นเกิดจาก “ดิน“ เหมือน ๆ กับ Adam และเป็นหญิงที่มาก่อน Eva ที่เกิดจากกระดูกซี่โครงของ Adam เธอเลยมีแนวคิดที่ว่าชายหญิงนั้นควรจะเท่าเทียมกัน จากเหตุการณ์หนึ่งคือในขณะที่ Lilith และ Adam กำลังจะทำกิจกรรมร่วมรักกัน Lilith ไม่ต้องการให้ Adam นั้นอยู่ในท่าที่อยู่สูงกว่าตัวของเธอ เพราะนั่นแสดงถึงความไม่เท่าเทียมกัน ควรจะมีการสลับกันตำแหน่งกันได้ระหว่างชายหญิง ไม่ควรมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องอยู่ต่ำกว่าอีกฝ่ายในทุก ๆ ครั้งที่ทำกิจกรรมร่วมรักกัน แต่ Adam ปฏิเสธและยืนยันว่าเขาต้องได้อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า Lilith นั่นจึงทำให้เธอเกิดการต่อต้าน Adam ที่เป็นชาย

แค่เรื่องบนเตียงก็สามารถถูกเอามาตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมของชายหญิงได้ ทั้ง ๆ ที่การที่หญิงชายนั้นรักกันและร่วมหลับนอนมันควรจะเป็นความสุข การมอบความต้องการที่พึงพอใจระหว่างกันและกันทั้งสองฝ่าย แต่กลับกลายมาเป็นเรื่องของสิทธิได้ ต้องว่างขนาดไหนก็ลองคิดดูกันครับ ผมอาจจะเข้าไม่ถึงและตื้นเขินเกินไป หรือเข้าใจอะไรผิดอยู่ก็ได้

วรรณกรรมนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในสารบบของพระคำภีร์ ถูกมองว่าเป็นเพียงงานเขียนร่วมสมัยที่เขียนขึ้นเพื่อการเสียดสีสังคมในยุคสมัยนั้น และในอีกหลาย ๆ ตำนานอย่างในแถบสุเมเรียน Lilith ก็มีตัวตนเป็นแค่เพียงปีศาจในตำนานพื้นเมือง หรือในแถบยุโรปเธอก็ถูกหยิบยกนำมาเป็นต้นกำเนิดของ Banshee (ผีสาวที่ร้องเตือนเวลาที่มีคนในบ้านกำลังจะตาย) และเธอไม่ได้มีปรากฏหรือถูกเขียนไว้ในพระคำภีร์แม้แต่น้อย

ไม่ว่าวรรณกรรมนี้จะมีเค้าโครงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างชายหญิงที่แยกทางกันเพราะเรื่องบนเตียงในยุคสมัยนั้นที่ผู้เขียนได้นำเอาตัวละครที่อิงจากคำภีร์ทางศาสนามาเขียนในเชิงส่อเสียด หรือ Lilith อาจมีอยู่จริงเพียงแต่ระบบการชำระพระคำภีร์มองว่าไม่ได้มีหลักฐานเพียงพอให้นำมาควบรวมในฉบับมาตรฐาน สิ่งที่น่าคิดต่อคือคนแบบไหนที่สามารถนำเอาสิ่งที่เขียนเป็นวรรณกรรมมาคิดเป็นจริงเป็นจังถึงขนาดตั้งขึ้นเป็นสัญลักษณ์เป็นตัวแทนของกลุ่มได้ขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวที่ถูกหยิบยกมานั้น เป็นเพียงแค่เรื่องของความแตกร้าวบนเตียงที่ไม่ลงรอยของชายหญิงคู่หนึ่ง และสิ่งที่ Lilith ทำ เธอเพียงแค่เคารพในตัวของเธอเอง และเลือกที่จะเดินออกไปจากชีวิตของ Adam ที่ให้ในสิ่งที่เธอต้องการไม่ได้ โดยที่เธอไม่ได้ออกมาเรียกร้องสิทธิความเป็นสตรีอะไรจากใคร ๆ เลยแม้แต่น้อย

จากทั้งสตรีมสดที่ผ่าน ๆ มา ดูแล้วงานนี้หนังไม่น่าได้ดู เน้น chat ล้วน ๆ 😂

ครับพี่เป็ด ไม่รังนก รังข้าวโพด อาจจะเป็นในคืนงาน TBC2024 นะครับ ^^

Replying to Avatar satuser

การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับจาก AI เป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจาก AI ไม่ได้มีความรู้สมบูรณ์แบบและอาจให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือล้าสมัยได้ มีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้ในการตรวจสอบข้อมูลจาก AI ดังนี้

1. หนังสือและบทความวิชาการ

- ค้นหาข้อมูลเดียวกันจากหนังสือ บทความวิชาการ และแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่มีการตรวจสอบคุณภาพ

- หนังสือเกี่ยวกับวิธีการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และการตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking)

2. แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้บนอินเทอร์เน็ต

- เว็บไซต์ของหน่วยงานราชการ องค์กรที่น่าเชื่อถือ

- บทความจากสื่อมวลชนชั้นนำที่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง

- ฐานข้อมูลออนไลน์ทางวิชาการที่มีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ

3. การเปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูลอื่นๆ

- เปรียบเทียบข้อมูลจาก AI กับแหล่งอื่นๆ เพื่อหาข้อแตกต่างหรือข้อขัดแย้ง

- พิจารณาแหล่งที่มาและความน่าเชื่อถือของข้อมูลแต่ละชุด

4. ติดตามข้อมูลใหม่ล่าสุด

- AI อาจมีฐานความรู้ที่ล้าสมัย จึงต้องติดตามข้อมูลใหม่จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

- อ่านบทวิจารณ์ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเด็นนั้นๆ

5. ใช้วิจารณญาณและความคิดวิเคราะห์ของตนเอง

- ไม่ควรรับข้อมูลจาก AI หรือแหล่งใดๆ เป็นสิ่งสุดท้าย

- ใช้วิจารณญาณในการประเมินความสมเหตุสมผลและสอดคล้องของข้อมูลนั้น

การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจาก AI เป็นพื้นฐานสำคัญในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างระมัดระวัง และการเปรียบเทียบกับข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ จะช่วยให้คุณได้ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้น​​​​​​​​​​​​​​​​

#claudestr #verify #KnowledgeSystem #AI #siamstr nostr:note1432h8mkdsqxa9z8tmttqpcv6j5a2zyn2w68y33ggwr5mxy30r4nqqr32f5

นอกจากเราจะไม่รู้ว่าคนเทรนเอาอะไรเป็นเดต้าให้ AI มันจำ ยังต้องคอยมากังวลต่อด้วยว่า มันไม่ได้กำลังหลอน ๆ อยู่ตอนที่เอาข้อมูลมาตอบเรา 555

เรื่องที่ต้องอาศัย Trust เพราะว่ามีคนที่ชำนาญกว่า มีเครื่องมือเพรียบพร้อมกว่า และมีศักยภาพที่สูงกว่าในการทำ Verify ให้, มันก็ยังจะมีคนที่ต้องการจะ Verify มันด้วยตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อ Trust จากผู้ที่ขาย เพราะความไม่ต้องการในการจะมีภาระค่าใช้จ่ายในสิ่งที่ตัวเองไม่ชำนาญ จากค่าอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีไว้เพื่อการ Verify เท่านั้น จากความต้องการลดระยะเวลาที่ต้องเสียไปกับการต้องเรียนรู้เพื่อที่จะ Verify อะไรบางอย่างที่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องทำด้วยตัวเอง

แต่กับเรื่องที่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ ที่จำเป็นจะต้องอาศัยการ Verify ก่อนที่จะ Trust เช่น การเงิน สุขภาพ ความเชื่อ/ศาสนา ฯลฯ ที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง กลับเลือกที่จะ Trust โดยที่ไม่ต้องการจะไป Verify อะไรกับมันอีก “ผมเชื่อรัฐนะ, โอเคครับหมอ, ดีเลยครับหลวงพ่อ”

โคตรตลก ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คุณลองนึกภาพตามดู คุณซื้อเครื่องมือตรวจสอบมาตรฐานค่าสีของจอภาพ และมีการส่งไปให้หน่วยงานมาตรฐานทำการทดสอบอุปกรณ์ตัวนั้นจนได้รับการรับรอง และนำมันไปใช้ในการทดสอบค่าสีของจอภาพให้ลูกค่า เพื่อตรวจสอบความแม่นยำค่าสีของจอภาพ เพื่อที่จะทำการปรับตั้งค่ามันให้มีความถูกต้องแม่นยำมากที่สุด

แต่โลกของเรามันตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน (Uncertainty) มันไม่มีอะไรที่จะดีเลศ 100% เป๊ะ ๆ จอภาพที่ปรับตั้งค่าตามมาตรฐาน (สมมติว่าการยอมรับอยู่ที่ 95%) แล้วค่าสีของจอภาพที่คุณปรับมันได้ 97% มันก็จะมีคนถามคุณว่าปรับแล้วทำไมมันไม่ได้ 100% ถ้าคุณบอกว่าตามมาตรฐานเกณฑ์การยอมรับมันอยู่ที่ 95% สำหรับจอภาพตัวนี้ที่ค่าสีแม่นยำถึง 97% ซึ่งสูงกว่าค่าเกณฑ์ที่ยอมรับนั้นสามารถใช้งานได้ เพียงพอ และไม่ผิดเพี้ยนอย่างแน่นอนเมื่อนำงานที่ทำผ่านจอภาพนี้ไปใช้ในการสั่งพิมพ์

เขาก็จะถามคุณต่อว่า แล้ว 95% มันคำนวณมาจากไหนทำไมถึงต้องเป็น 95% คุณมี reference ไหนบ้างที่ผมจะสามารถดูได้ว่าจริงอย่างที่คุณบอก? และถึงต่อให้คุณหา reference ตามระบบมาตรฐานจนเจอและเอาให้เขาดู เขาก็จะถามคุณต่อว่า แล้วเครื่องมือที่คุณเอามาใช้ทดสอบจอภาพของเขา ส่งไปตรวจสอบกับหน่วยงานไหน? ใครรับรอง? เชื่อถือได้มั้ย?

สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้ Verify อะไรด้วยตัวเองอยู่ดี สิ่งที่เขาทำเป็นเพียงแค่การคาดคั้นหาความจริงเอาจากคนอื่น เพราะว่าเขาไม่ใช่ผู้ผลิตที่สร้างเครื่องมืออย่างอุปกรณ์ทดสอบความแม่นยำค่าสีของจอภาพ หรือแม้แต่สร้างจอภาพขึ้นมาด้วยตัวเอง สิ่งที่เขาทำได้คือ Verify เพื่อแสวงหาสิ่งที่เข้าคิดว่าจะสามารถ Trust ได้มากว่า Trust อื่น ๆ ก่อนหน้านั้น ไปเรื่อย ๆ อย่างไร้ประโยชน์ มันเหมือนกับคนที่มานั่งตั้งคำถามว่าทำไมเวลาที่เราอยู่บนโลกเราใช้หน่วยวัดความยาวที่เรียกว่าเมตรแล้วมันเวิร์ค แต่ในเวลาที่เราอยู่นอกอวกาศมันถึงได้ไม่เวิร์คต้องไปใช้หน่วยของปีแสงแทน ทั้ง ๆ ที่ในชีวิตประจำวันของเขาเกี่ยวข้องกับหน่วยวัดความยาวเพียงแค่การขับรถไปกลับระหว่างที่ทำงานกับที่บ้านเท่านั้น

เงินเสื่อมค่า เห็นอยู่ตำตาบอกปกติ รัฐ Verify ให้แล้วว่า 3% ต่อปีคือดีแล้วต่อส่วนร่วม เราต้อง Trust มันแล้วอย่าไปส่งสัยอะไรอีก แล้วก็มานั่งร้องห่มร้องไห้ เก็บเงินไม่ได้เลย ข้าวของแพงจัง อยากได้รัฐสวัสดิการ บลา ๆ

เอาจริง ๆ ที่ผมบ่นคนพวกนี้เนี่ย จริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ได้อยากจะ Verify อะไรจริง ๆ หรอก มันเสียเวลาแล้วก็น่ารำคาญ แต่ที่ต้องทำก็เพราะว่าถูกสั่งมาอีกทีว่าต้องทำ เลยจำเป็นจะต้องทำ เขาแค่ต้องการหาคำตอบเพื่อที่จะเอาไปตอบคำถามของคนที่สั่งเขามาอีกที เพราะว่าถ้าเขาเป็นมนุษย์ประเภทที่มี mindset ที่สนใจและสงสัยอะไร ๆ จนต้องค่อย Verify มันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เขาจะไม่ถามอะไรเอาจากคนอื่นง่าย ๆ หรอกครับ เขาจะหาด้วยตัวเขาเองจนกระทั้งมันสุดแล้วจริง ๆ เขาถึงจะไปขอให้คนอื่นช่วย

คนพวกนี้มีอยู่เยอะมาก ๆ เพราะงั้นอย่าแปลกใจที่ทำไมยาส้มมันถึงไม่ค่อยจะได้ผล เขาไม่ต้องการจะ Verify อะไรถ้าเขาไม่ถูกสั่งมาให้ทำ และถึงต่อให้ถูกสั่งมาให้ทำ เขาก็จะทำเพียงแค่ไปหาสิ่งที่ Trust ได้มากว่า Trust ที่มีอยู่เดิมไปเรื่อย ๆ เพื่อเอาไปเป็น Ref. สำหรับตอบคำถามของคนที่สั่งเขามา

คงต้องรอให้ bitcoin มันได้กลายเป็นจุดสูงสุดของ Trust ไปแล้วล่ะนะ ทุก ๆ อย่างมันคงจะง่ายขึ้นที่จะสร้าง user network effect แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น bitcoin ก็ไม่ได้ช่วยแก้นิสัยเสียของมนุษย์พวกนี้ สุดท้ายแล้วมันก็ยังจะต้องมีเรื่องให้ปวดหัวเวลาที่จำเป็นจะต้องทำงานกับมนุษย์จำพวกนี้อยู่ดี

Replying to Avatar Siamstr Update

📚 สรุปหนังสือ Broken Money โดย Lyn Alden

(ยาวมาก แนะนำให้แชร์ไว้ก่อน อ่านไปเพลินๆ จะได้ไม่หาย)

หนังสือที่จะพาคุณไปสำรวจประวัติศาสตร์ของเงิน

ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของเงินผ่านระบบแลกเปลี่ยนแบบดั้งเดิม

การเกิดขึ้นของธนาคาร ระบบการเงินสมัยใหม่

และการเกิดขึ้นของเงินดิจิทัล โดยเฉพาะ Bitcoin

.

✍️*เนื้อหาของหนังสือยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่น่าสนใจ

บทความนี้เป็นเพียงการรีวิวสรุปหนังสือในประเด็นแอดมินสนใจเท่านั้น

-----------------------------------------

💸 ส่วนที่ 1 - WHAT IS MONEY? เงินคืออะไร?

หนังสือเริ่มต้นด้วยการย้อนกลับไปสู่รากฐานของเงิน

โดยอธิบายถึงการใช้ระบบบัญชีตั้งแต่สมัยโบราณ (Ledgers)

ไปจนถึงการเกิดขึ้นของสินค้าที่มีคุณสมบัติเป็นเงิน เช่น เปลือกหอย และโลหะมีค่า

.

📋 บัญชี (Ledgers) คือรากฐานของเงิน

ก่อนการประดิษฐ์ตัวอักษร มนุษย์ก็ใช้ระบบบัญชีแบบปากเปล่า

เพื่อติดตามหนี้สินและเครดิตระหว่างกันในกลุ่มสังคมเล็กๆ

เครดิตทางสังคมนี้ ทำหน้าที่เป็นเสมือนสกุลเงิน

ที่อาศัยความไว้วางใจระหว่างกันเป็นหลักประกัน

ช่วยให้การค้าขายระหว่างคนรู้จักเป็นไปอย่างราบรื่น

.

🐚 เมื่อสังคมขยายตัว ความต้องการเงินก็เพิ่มขึ้น

เมื่อกลุ่มของสังคมขยายใหญ่ขึ้น การค้าขายกับคนแปลกหน้าก็เริ่มเกิดขึ้น

สินค้าที่มีคุณสมบัติเป็นเงินได้ (Commodity Money)

เช่น เปลือกหอย ได้เข้ามามีบทบาทแทนที่เครดิตทางสังคม

เปลือกหอยที่แกะสลักและขัดเงา เป็นตัวอย่างของ "สินค้าที่ซื้อขายคล่องที่สุด" ในยุคนั้น

เนื่องจากมีขนาดเล็กพกพาง่าย หายาก ทนทาน และเป็นที่ต้องการของผู้คน

.

🧂 วิวัฒนาการของสินค้าที่ทำหน้าที่เป็นเงิน

ผู้เขียนสำรวจสินค้าต่างๆ ที่เคยทำหน้าที่เป็นเงิน

เช่น เปลือกหอย เกลือ ขนสัตว์ ผ้า น้ำตาล มะพร้าว

ปศุสัตว์ ทองแดง เงิน และทองคำ

สินค้าเหล่านี้ ต่างก็มีข้อดีข้อเสีย และมักถูกใช้ควบคู่กันไป

เพื่อตอบสนองความต้องการ ในการค้าขายที่หลากหลาย

.

🪙 ทองคำคือผู้ชนะ

ด้วยความสามารถที่เหนือกว่าบรรดาสินค้าอื่นใดทั้งหมด

ทองคำได้กลายเป็นสินค้าที่ทำหน้าที่เป็นเงินที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

เนื่องจากมีคุณสมบัติครบถ้วน เช่น

- แบ่งแยกเป็นหน่วยย่อยได้ (Divisible)

- มีความสามารถในการพกพา (Portable)

- มีความทนทาน (Durable)

- หายาก (Scarce)

ทองคำเก็บรักษารักษามูลค่าได้ดี แม้ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้า

เพราะมนุษย์ไม่สามารถผลิตทองคำเพิ่มขึ้นได้มากมาย อย่างรวดเร็ว

แม้ว่าราคาทองคำจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

.

📈 อัตราส่วน Stock-to-Flow เป็นตัวชี้วัดความหายาก

หนังสืออธิบายแนวคิดเรื่อง "อัตราส่วน Stock-to-Flow"

ซึ่งใช้วัดอัตราส่วนระหว่าง

"ปริมาณสินค้าที่มีอยู่ในระบบ เทียบกับ ปริมาณที่ผลิตเพิ่มได้ในแต่ละปี"

ทองคำมีอัตราส่วน Stock-to-Flow สูงที่สุดในบรรดาสินค้าทั้งหมด

หมายความว่าปริมาณทองคำที่มีอยู่นั้นมีมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ผลิตได้ในแต่ละปี

.

🔴 สรุปส่วนที่ 1 หนังสือได้วางรากฐานความเข้าใจเกี่ยวกับ "เงิน"

โดยชี้ให้เห็นว่าเงินเกิดขึ้นจากความต้องการในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจาก

การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันโดยตรงหรือ Barter

และสินค้าที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดให้ทำหน้าที่เป็นเงินมาอย่างยาวนาน

คือ "ทองคำ" เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าสินค้าอื่นๆ

-----------------------------------------

💸 ส่วนที่ 2 - การกำเนิดขึ้นของธนาคาร

ในส่วนนี้หนังสือได้พาเราเดินทางสำรวจวิวัฒนาการของธนาคาร

ตั้งแต่รูปแบบบริการธนาคารของยุคแรกเริ่มไปจนถึงธนาคารที่ให้บริการครบวงจรอย่างที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน

ผู้เขียนได้อธิบายถึงนวัตกรรมทางการเงิน

ที่เกิดขึ้นจากความพยายามในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงิน

และก็ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงใหม่ๆ ขึ้นมาเช่นกัน

.

💰 บริการธนาคารแบบดั้งเดิม และ ระบบ Hawala

ธนาคารในความหมายอย่างกว้าง คือ การสร้างระบบทางกฎหมายและเทคโนโลยีบนรากฐานของเงิน

ตัวอย่างของบริการธนาคารแบบดั้งเดิม เช่น ระบบ Hawala

ที่ใช้เครือข่ายนายหน้าแลกเปลี่ยนเงิน หรือ Hawaladars

ที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค เพื่อช่วยให้การโอนเงินระหว่างประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ลดความเสี่ยงจากการโจรกรรม และลดความจำเป็นในการขนส่งเงิน

.

📋 นวัตกรรมของระบบบัญชีคู่ (Double-Entry Bookkeeping)

การพัฒนาระบบบัญชีคู่ เกิดขึ้นในช่วงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของอิตาลี และได้ปฏิวัติวงการธนาคาร

โดยระบบนี้แบ่งบัญชีออกเป็นสองส่วน คือ

- ส่วนของสินทรัพย์ (Assets) หรือ เดบิต

- ส่วนของหนี้สิน (Liabilities) หรือ เครดิต

สองส่วนนี้สามารถนำมากระทบยอดหักลบกันได้ ช่วยให้ธนาคารสามารถจัดการ

สินทรัพย์และหนี้สิน ที่มีซับซ้อนได้ง่ายขึ้น และทำให้เกิดบริการทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น

.

🍃 ธนาคารเสรี (Free Banking) กับ ธนาคารกลาง (Central Banking)

หนังสือได้ทำการเปรียบเทียบระหว่างระบบธนาคารเสรี

ที่ธนาคารพาณิชย์สามารถออกธนบัตรที่ผูกติดเอาไว้กับทองคำได้อย่างอิสระ

กับระบบธนาคารกลาง ที่ธนาคารกลางมีอำนาจควบคุมการออกธนบัตร

ระบบธนาคารเสรี มีข้อดีในแง่ของการแข่งขันและนวัตกรรม

แต่ก็มีความเสี่ยงจากการล้มละลายของธนาคาร

ในขณะที่ธนาคารกลาง มีความมั่นคงสูงกว่า

แต่อาจนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่ผิด

.

⏳ ความรวดเร็วในการทำธุรกรรม กับ ความรวดเร็วในการชำระบัญชี

นวัตกรรมทางการเงิน อย่างเช่น ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange)

หรือธนบัตร (Banknotes) ช่วยให้การทำธุรกรรมมีความรวดเร็ว และปลอดภัย มากขึ้น

การปฏิวัติการสื่อสารและการเพิ่มขึ้นของอำนาจธนาคาร

การประดิษฐ์โทรเลขและโทรศัพท์ ทำให้ความเร็วในการทำธุรกรรมเพิ่มขึ้น อย่างก้าวกระโดด

ในขณะที่ทองคำสามารถทำธุรกรรมระหว่างกันได้ช้ากว่ามาก

ความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้อำนาจของธนาคารและธนาคารกลางเพิ่มขึ้น

เนื่องจากพวกเขากลายเป็นผู้ให้บริการการชำระเงินทางไกลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่า

.

🔴สรุปส่วนที่ 2 ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นถึงวิวัฒนาการของธนาคาร

ที่เกิดจากความพยายามในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงิน

แต่นวัตกรรมเหล่านี้นำไปสู่การมีอำนาจที่เพิ่มขึ้นของของธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลาง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มีการสื่อสารแบบทันทีซึ่งส่งผลต่อการควบคุม ระบบการเงินในระยะยาว

-----------------------------------------

💸 ส่วนที่ 3 - การเจริญเติบโตและเสื่อมถอยของระบบการเงินโลก

หนังสือพาเราเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ของระบบการเงินโลก นับตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20

ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและความล้มเหลวของระบบการเงิน

ที่เกิดจากสงคราม การเมือง และ เทคโนโลยี ที่มีผลกระทบเกิดขึ้นกับประเทศต่างๆทั่วทั้งโลก

.

🖨 การพิมพ์เงินเพื่อทำสงคราม (Printing Money for War)

สงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลก

หันมาพิมพ์เงินเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำสงคราม

ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรง เกิดการลดค่าเงินในหลายประเทศ

ตัวอย่างที่โดดเด่น คือ การที่รัฐบาลสหราชอาณาจักร ต้องพิมพ์เงินเพื่อซื้อพันธบัตรสงคราม (War Bonds)

เนื่องจากไม่สามารถระดมทุนจากประชาชนได้เพียงพอ

.

⚖️ ระบบ Bretton Woods

ความพยายามในการสร้างเสถียรภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ทำให้ระบบ Bretton Woods ถือกำเนิดขึ้น

โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบการเงินโลก

ระบบนี้มีการผูกค่าสกุลเงินต่างๆเข้ากับดอลลาร์สหรัฐ

ซึ่งประเทศต่างๆสามารถนำดอลลาร์มาแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้ในอัตราคงที่

ระบบนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงแรก แต่ก็ล้มเหลวไปในที่สุด

เนื่องจากการขาดดุลการค้าและการลดลงของทุนสำรองทองคำในคลังของสหรัฐ

.

⛽️ การเจริญเติบโตของ Petrodollar

หลังจากสหรัฐยกเลิกการแลกเปลี่ยนดอลลาร์เป็นทองคำในปี 1971

ระบบ Petrodollar ก็ถือกำเนิดขึ้น จากการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับซาอุดีอาระเบีย

ที่กำหนดให้การขายน้ำมันจะต้องชำระเงินเป็นดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

และต้องนำเงินส่วนเกินจากการขายน้ำมัน (Petrodollars) ไปลงทุนในพันธบัตรของสหรัฐ

ระบบนี้ช่วยให้สหรัฐรักษาสถานะผู้นำด้านการเงินของโลกเอาไว้ได้

แต่ก็สร้างความไม่สมดุลทางการค้าและความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ

.

❗️ผลักดันความโกลาหล

ระบบ Petrodollar ส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาอย่างรุนแรง

เนื่องจากความต้องการดอลลาร์สหรัฐ ในการนำเข้าสินค้าที่จำเป็น เช่น น้ำมัน

และต้องเผชิญกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่ควบคุมโดยสหรัฐอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ระบบการเงินโลกที่มีดอลลาร์สหรัฐเป็นศูนย์กลาง

ได้สร้างความเหลื่อมล้ำและผลักดันความเสี่ยงไปยังประเทศอื่นๆ

โดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อประเทศกำลังพัฒนา เช่น

- ปัญหาเงินเฟ้อ จากความสามารถในการพิมพ์เงิน และกำหนดนโยบายการเงินได้ตามความต้องการของตนเอง

- วงจรหนี้สินที่ไม่สิ้นสุด จากการกู้ยืมเงินผ่านสถาบันการเงินระดับโลก

- ผลประโยชน์ที่ตกอยู่แค่กับประเทศร่ำรวย ระบบนี้เอื้อประโยชน์ต่อประเทศร่ำรวย

ที่สามารถส่งออกสินค้าและบริการไปยังประเทศกำลังพัฒนา

ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ หรือ วัตถุดิบในการผลิต

เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และนำเข้าสินค้าที่จำเป็น

.

😣 ภาระแห่งการเป็นผู้นำ

การเป็นผู้ออกสกุลเงินสำรองของโลกนั้น มาพร้อมกับต้นทุนและความเสี่ยงสูง

ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน การขาดดุลการค้า และหนี้สินที่เพิ่มขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงสู่เข้าสู่การมีหลายขั้วอำนาจ

ที่แต่ละประเทศต่างแสวงหา อำนาจ และ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

โดยมองข้ามผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นกับประชาชนของตนเองและเสถียรภาพของระบบการเงินโลกในระยะยาว

.

🔴สรุปส่วนที่ 3 หนังสือได้แสดงให้เห็นถึง ความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ของระบบการเงินโลก

ที่เกิดจากสงคราม การเมือง และ การแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจ

ระบบ Petrodollar ในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย

ทั้งจากการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะของสหรัฐ ความไม่สมดุลทางการค้า

และการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์จากประเทศมหาอำนาจอื่นๆ เช่น จีน

-----------------------------------------

💸 ส่วนที่ 4 - ความไม่เป็นระเบียบของระบบเงิน Fiat

หนังสือได้พาเราเจาะลึกเข้าไปในกลไกของระบบการเงินสมัยใหม่

โดยเน้นไปที่เงินเฟ้อ (Inflation) ที่เกิดจากการใช้เงิน Fiat

.

♻️ ระบบการเงินสมัยใหม่ - วงจรหนี้สินที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ระบบการเงินในปัจจุบันนั้น ถูกสร้างขึ้นจากวงจรหนี้สินที่แสนซับซ้อน

สินทรัพย์ทางการเงินส่วนใหญ่ เป็นเพียง "พันธสัญญา" ว่าจะชำระเงินคืนใน อนาคต (IOUs)

ระบบนี้มีความเปราะบาง เนื่องจากต้องอาศัยการเติบโตของหนี้สินอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบล่มสลาย

.

💵 วิธีการสร้างเงิน Fiat และ การทำลาย

เงิน Fiat ถูกสร้างขึ้นเมื่อมีการก่อหนี้ใหม่ และ ถูกทำลายเมื่อหนี้นั้นถูกชำระคืน หรือ มีการผิดนัดชำระ

ธนาคารพาณิชย์ มีบทบาทสำคัญ ในการสร้างเงิน Fiat ผ่านการปล่อยกู้

บนรากฐานของเงินทุนสำรองที่ธนาคารกลางเป็นผู้ควบคุม

.

🏷 การกำหนดราคา กลไกการจัดระเบียบที่ทรงพลัง

การกำหนดราคาเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจ

การพิมพ์เงินโดยรัฐบาลและธนาคารกลาง สามารถบิดเบือนกลไกการ กำหนดราคา

และ นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ

เนื้อหาในบทนี้ยังกล่าวถึง ความเชื่อที่ผิดพลาดของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

ที่มองว่า "เงินเฟ้อ" เป็นสิ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจ

.

🏠 การเงินในทุกสิ่ง

การที่มูลค่าของเงิน Fiat นั้นลดลงได้เองตลอดเวลา

ทำให้นักลงทุน หันมาลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น และ ของสะสม เพื่อรักษามูลค่าของเงินเอาไว้

ส่งผลให้สินทรัพย์เหล่านี้มีราคาแพงขึ้น และ เกิดภาวะฟองสบู่อยู่บ่อยครั้ง

.

💧 ผู้ได้รับประโยชน์จาก Cantillon Effect

Cantillon Effect อธิบายถึง ผลกระทบที่ไม่เท่าเทียมกันที่เกิดขึ้นจากการพิมพ์เงิน

โดย "ผู้ที่อยู่ใกล้" แหล่งกำเนิดของเงินใหม่ เช่น ธนาคาร และ บริษัทขนาดใหญ่

จะได้รับประโยชน์มากกว่า "ผู้ที่อยู่ห่างไกล" เช่น ผู้บริโภค และ ผู้ประกอบการรายย่อย

.

💳 วัฏจักรหนี้ระยะยาว

การสะสมหนี้สินในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องนั้น นำไปสู่วิกฤตทางการเงินเป็นระยะๆ

และรัฐบาลมักแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยการพิมพ์เงินเพื่อชดเชยหนี้สิน

ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อ และเป็นการลดค่าเงินลงในระยะยาว

.

🔴สรุปส่วนที่ 4 ความล้มเหลวของระบบการเงินในปัจจุบัน ที่เกิดจากการใช้เงินตราที่ออกโดยรัฐบาล

และ ธนาคารกลางนั้น สามารถบิดเบือน กลไกการกำหนดราคา สร้างความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ

และ ลดทอนมูลค่าของเงินออมในอนาคต

-----------------------------------------

💸 ส่วนที่ 5 - เงินที่เกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต

หนังสือได้พาเราเดินทางเข้าสู่โลกของ "เงินดิจิทัล" โดยเฉพาะ Bitcoin

ซึ่งเกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต ผู้เขียนนำเสนอ Bitcoin ในฐานะทางเลือกใหม่ที่

ท้าทายระบบการเงินแบบเดิม และอธิบายถึงศักยภาพและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนี้

.

🟠 เงินที่ไร้รัฐ

Bitcoinเป็นนวัตกรรมที่ปฏิวัติวงการการเงิน โดยเป็นสกุลเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized)

ที่ไม่มีรัฐบาล หรือ หน่วยงานกลางใดควบคุม

ผู้เขียนได้ย้อนความพยายามในอดีต ของการสร้างเงินดิจิทัล เช่น DigiCash และ e-gold

ที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ก็ล้มเหลวไปในสุดท้าย เนื่องจากข้อจำกัดด้านการรวมศูนย์ (Centralization)

.

👦 เส้นทางการเติบโตของ Bitcoin

Bitcoin เริ่มต้นจากกลุ่มนักพัฒนา และ ผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี

ก่อนที่จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก

หนังสือได้อธิบายถึง ปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ Bitcoin

เช่น การนำไปใช้ในตลาดมืด (Dark Web) การยอมรับจากสถาบันการเงิน

และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

.

💫 สกุลเงินดิจิทัล และ ข้อดี-ข้อเสีย

ผู้เขียนได้ทำการวิเคราะห์ ข้อดี และ ข้อเสีย ของ Bitcoin เทียบกับ สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ

โดยเน้นถึงความสำคัญของการกระจายศูนย์ (Decentralization)

ความปลอดภัย (Security) และ ความไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (Immutability)

นอกจากนี้ยังอธิบายถึง ระบบ Proof-of-Work ที่ใช้พลังงานในการตรวจสอบธุรกรรม

และรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย Bitcoin

ซึ่งแตกต่างจาก ระบบ Proof-of-Stake ที่ใช้การถือครองเหรียญเป็นหลักประกัน

.

⚡️ Lightning Network

เครือข่าย Lightning Network เป็นเทคโนโลยีเลเยอร์ 2 ที่สร้างขึ้นบน เครือข่ายของ Bitcoin

เพื่อเพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรม ลดค่าธรรมเนียม และ เพิ่มความเป็นส่วนตัว

หนังสืออธิบายถึงกลไกการทำงานของ Lightning และ ศักยภาพในการปรับปรุงการใช้งาน Bitcoin ในชีวิตประจำวัน

.

🔋การใช้พลังงานของ Bitcoin

ส่วนนี้ได้อธิบายถึงการใช้พลังงานของเครือข่าย Bitcoin

และหักล้างข้อกล่าวหาที่ว่า Bitcoin นั้นสิ้นเปลืองพลังงาน

โดยชี้ให้เห็นว่านักขุด Bitcoin มักใช้แหล่งพลังงานราคาถูกที่เหลือใช้ หรือ ไม่สามารถเข้าถึงได้

เช่น ก๊าซธรรมชาติที่ถูกเผาทิ้ง พลังงานน้ำส่วนเกิน และ พลังงานจากหลุมฝังกลบ

.

⚠️การวิเคราะห์ความเสี่ยงของสกุลเงินดิจิทัล

ผู้เขียนได้วิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับ Bitcoin และ สกุลเงินดิจิทัล อื่นๆ เช่น

ความเสี่ยงจากการลดค่าเงิน (Market Dilution)

ข้อผิดพลาดของซอฟต์แวร์ (Software Bugs)

การห้ามใช้โดยรัฐบาล (Government Bans)

และภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Computational Threats)

.

🔴สรุปส่วนที่ 5 ผู้เขียนได้นำเสนอ Bitcoin ในฐานะทางเลือกใหม่

สำหรับระบบการเงินแบบเดิมโดยเน้นย้ำถึงศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัย

และความเป็นส่วนตัวของธุรกรรมทางการเงิน

อย่างไรก็ตามผู้เขียนได้เตือนให้ผู้อ่าน ตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีนี้เช่นกัน

-----------------------------------------

💸 ส่วนที่ 6 - เทคโนโลยีทางการเงินและสิทธิมนุษยชน

ส่วนนี้หนังสือได้เจาะลึกถึงประเด็น ความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพทางการเงินในยุคดิจิทัล

โดยผู้เขียนชี้ให้เห็นถึงภัยคุกคาม จากการสอดแนมที่เพิ่มขึ้น

และการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐบาลและองค์กรขนาดใหญ่

และนำเสนอแนวทางในการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิเหล่านี้

ผ่านการใช้เทคโนโลยี การเข้ารหัส (Encryption) และ เงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Digital Currencies)

*เนื้อหาส่วนนี้กล่าวไปถึงรายละเอียดเรื่องราวที่อัลกอของแอปฟ้าไม่ถูกใจ

.

👁️‍🗨️ การเสื่อมถอยของความเป็นส่วนตัว

ผู้เขียนอธิบายถึงวิวัฒนาการ การละเมิดความเป็นส่วนตัว

ตั้งแต่ยุคก่อนอินเทอร์เน็ตที่การสอดแนมต้องใช้ความพยายามและมีค่าใช้จ่ายสูง

จนถึงยุคดิจิทัลที่ข้อมูลส่วนตัวถูกรวบรวม วิเคราะห์อัตโนมัติโดยรัฐบาลและองค์กรต่างๆ

.

🛡️ การป้องกันแบบอสมมาตร

ผู้เขียนนำเสนอการเข้ารหัส (Encryption) ในฐานะเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้เพื่อความเป็นส่วนตัวในยุคดิจิทัล

การเข้ารหัสทำให้ข้อมูลเป็นความลับและไม่สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ได้รับอนุญาต

แม้แต่รัฐบาลหรือองค์กรที่มีอำนาจมากก็ไม่สามารถถอดรหัสข้อมูลที่เข้ารหัสได้

.

🌐 โลกที่เปิดกว้าง หรือ โลกที่ถูกควบคุม

ผู้เขียนได้ตั้งคำถามที่สำคัญเกี่ยวกับอนาคตของระบบการเงินและสังคม

ว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่โลกที่เปิดกว้าง ที่บุคคลแต่ละบุคคลมีอำนาจควบคุมข้อมูลและการเงินของตนเอง

หรือโลกที่ถูกควบคุม โดยรัฐบาลและองค์กรต่างๆ

ที่มีอำนาจสอดแนม ควบคุมประชาชนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

Bitcoin และ เทคโนโลยี blockchain อื่นๆ

นำเสนอโอกาสในการสร้างระบบที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการควบคุมจากส่วนกลาง

แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลหลายประเทศกำลังพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง หรือ CBDC

ซึ่งอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเพิ่มการควบคุมและลดเสรีภาพของประชาชน

.

🔴 สรุปส่วนที่ 6 ส่วนสุดท้าย

ผู้เขียนได้กระตุ้นให้ผู้อ่านตื่นตัวต่อภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น

ที่มีผลต่อความเป็นส่วนตัว และ เสรีภาพทางการเงิน

โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องสิทธิเหล่านี้ผ่านการใช้งานเทคโนโลยี

ที่กระจายศูนย์ (Decentralization) โปร่งใส (Transparency) มีการเข้ารหัส (Encryption)

เพื่อสร้างระบบการเงินและสังคม ที่มีเสรีภาพมากขึ้น

-----------------------------------------

#siamstrupdate #บิตคอยน์ #Bitcoin #การเงิน #หนังสือน่าอ่าน #สรุปหนังสือ #Brokenmoney #เศรษฐกิจ #siamstr

สุดยอด long-form 🔥🔥🔥

ถ้าเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ก็จะรู้สึกแค่เฉย ๆ หรือไม่สนใจอยู่นะครับ แต่พอเป็นการพยายามจะบิดเบือนสิ่งที่มีอยู่เดิม ที่มีประวัติศาสตร์ของตัวเองมาอย่างยาวนาน มันเหมือนคนพวกนี้กำลังพยายามจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มันเคยถูกปิดลงบล็อคไปแล้ว คนแบบไหนกันที่ต้องการจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์เพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มของตัวเอง 🤔

หลอกเอาเงินคนแก่ไปดองตั้ง 10 ปีเลยนะ โคตรบาป จิตใจทำด้วยอะไร 🤣