จริง ๆ ตั้งใจเรียนแล้วนะ แค่อยากซ้ำชั้นกับเธอ
ฮี้ว~......
สำหรับตัวผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไปก็จำเป็นจะต้องมีความรู้เชิงลึงในเรื่องที่กำลังใช้งานมันครับ เข้าใจได้เพราะความเสี่ยงคือข้อมูลไม่ถูกต้องหรือที่เจอบ่อย ๆ เลยคือ ”อาการหลอน“ เพราะงั้นการใช้งานมันจริง ๆ ที่มองแบบเร็ว ๆ ในตอนนี้ที่ทำแล้วเวิร์คคือ Coding ไม่ก็การสั่งงานให้ทำงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ แทนคน แต่ในอนาคตก็อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับผมคิดว่างั้น
ในตอนนี้ถ้าคิดจะใช้มันเป็นเหมือน Search Engine ตัวหนึ่ง ผมว่ากลับไป Google ดีกว่าครับ ;)
ปล. เพื่อนผมตอนนี้ GPT ล้วน ๆ จนติดเป็นนิสัยไปแล้ว ตั้งแต่ Convert Code ไปยันหายี่ห้อเครื่องดูดฝุ่น 555
10 กว่าปีก่อน #Siamstr
เพื่อน : “ทำไมมึงไม่พูดธรรมดา ๆ ไม่พูดภาษาชาวบ้านให้คนอื่นเขาเข้าใจง่าย ๆ หน่อยวะ ทำไมมึงต้องหลักการเยอะ คนอื่นไม่มีใครเขาคิดเยอะเหมือนมึงหรอกนะ”
อ่า.. เพื่อนเนี่ย เป็นเงาสะท้อนตัวตนของเราในกระจกที่ดีเลยนะว่ามั้ย จากคำพูดในวันนั้นมันทำให้ผมเป็นคนที่คิดลึกยิ่งกว่าตัวผมในวันนั้นซะอีก ต้องขอบคุณมันจริง ๆ ที่ทำให้ผมมีทักษะที่สำคัญอย่างมากในโลกที่ต่อไปปัญญาประดิษฐ์จะกลมกลืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ต่างจากอินเตอร์เน็ตหรือมือถือ
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ทำงานด้วยการมีเบื้องหลังเป็นบิ๊กดาต้า ที่ทุก ๆ คนมีปัญญาประดิษฐ์ไว้ใช้งานเหมือน ๆ กัน จะสามารถเขาถึงข้อมูลได้เหมือน ๆ กัน และแข่งขันกันด้วยข้อมูลที่มีเหมือน ๆ กัน จะเอาตัวรอดกันได้ยังไง? ถ้าหากว่าไม่เคยฝึกตัวเองให้มีความคิดเชิงลึก (อย่างลึกซึ้ง) กันมาก่อนเลย
ถ้าผมตั้งโจทย์ว่าให้เขียนเรียงความโดยแต่งเรื่องจากประโยค ๆ นี้ ”ท้องทะเลกำลังมีพายุโหมกระหน่ำ ใจกลางพายุนั้นมีเรือลำหนึ่ง“ มา 1 หน้า A4
ถ้าเป็นเพื่อนผมมันก็คงจะบอกว่า มึงเป็นบ้าอะไร ฮ่า ๆ ๆ ว่างมากนักหรอ? ถ้าเป็นคุณล่ะ คุณว่าตัวคุณสามารถแต่งเรื่องราวเรียงความให้มีรายละเอียดเชิงลึกที่มีเนื้อหายาวถึง 1 หน้ากระดาษ A4 จากประโยคสั้น ๆ นี้ได้รึเปล่า? กลับกันที่ถ้าเป็นปัญญาประดิษฐ์ มันคงจะไม่อีดออดรีรอและรีบรังสรรค์งานเขียนเรียงความมาให้ผมอย่างเร็วไว มันอาจจะไปลอกงานเขียนของใครมา หรือสวมวิญญานเป็นนักเขียนสักคนหนี่งที่มันมีข้อมูลทั้งรูปแบบของการเขียน การวางโครงเรื่อง หรือแม้แต่ลอกภาษาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้เขียนคนนั้น ๆ ได้ราวกับว่าโทคีนหรืออังเดร ซาพคอฟสกี้มาเขียนเรียงความเรื่องนี้ให้กับผมด้วยตัวเองเลย
ในยุคหนึ่งเราเข้าเรียนเหมือน ๆ กัน จบจากมหาวิทยาลัยในสาขาความรู้หนึ่งเหมือน ๆ กัน คู่แข่งในตลาดรู้และแข่งขันกับเราในเรื่องที่เราเรียนรู้มาเหมือน ๆ กัน แต่หลังจากนี้แม้แต่เด็กที่จบป.ตรีก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เทียบเท่ากับคนที่จบป.เอกจากการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ เราอาจจะเห็นพ่อแม่ที่ Prompt คำสั่งให้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยสอนลูก ๆ จากฐานข้อมูลที่ขึ้นอยู่กับว่า ใคร จะสามารถใช้งานและเข้าใจถึงคำสั่งที่จะใช้งานปัญญาประดิษฐ์ได้ในเชิงลึกที่มากกว่ากัน “เป็นทักษะในการสื่อสารเชิงลึก” ที่เราจะต้องใช้ในการสนทนากับสิ่งที่เรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ กล่าวคือไม่ใช่ว่าปัญญาประดิษฐ์จะวิเศษวิโสในการที่มันจะมอบทุก ๆ สิ่งที่เราต้องการให้กับเรา จากการที่เราแค่ส่ง Prompt คำสั่งอย่างง่ายให้กับมัน ผลลัพธ์ของสิ่งที่ได้จะแตกต่างกันทันทีที่คุณได้ลงดีเทลของรายละเอียดลงในคำสั่งที่คุณต้องการผลลัพธ์
ทักษะทางความคิดเชิงลึก จะมีผลอย่างมากสำหรับมนุษย์ในยุคถัดไป คนที่ไม่ได้พัฒนามันให้ตามทันโลกจะถูกกระแสของเทคโนโลยีกลืนกิน และเป็นได้เพียงแค่แรงงานที่ถูกใช้งานโดยระบบอย่างสมบูรณ์แบบ เหมือน ๆ กับที่วันนี้มือถือได้เอาเวลาจากสายตาของคุณไปเป็น yield ให้กับเจ้าของแพลตฟอร์มนั่นแหละ
ปล.เอาจริง ๆ ในส่วนของผมก็ยังอยู่ในระดับของการใช้ทักษะทางความคิดเชิงลึกเฉพาะในงานอดิเรก ในสิ่งที่ชอบหรือสนใจเท่านั้น ไม่ได้วิเศษวิโสไปกว่าใคร ๆ มันยังคงต้องฝึกต่อไปให้สามารถเอามันมาใช้ได้จริงกับทุก ๆ เรื่องที่จำเป็นและต้องการล่ะนะ แต่อย่างน้อย ๆ มันก็เป็นไอเดียที่ดีที่ได้รู้ว่าจะต้องทำอะไร
โทคีนแกไม่ได้แต่งแค่วรรณกรรมน่ะครับ 555 แต่แกเล่นสร้างจักรวาลขึ้นมาจักรวาลนึงที่มีรายละเอียดเชิงลึกทั้งเหตุการณ์ในไทม์ไลน์ต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคของทวยเทพ ในยุคของเอลฟ์ลูกหลานของทวยเทพ มาจนถึงยุคของมนุษย์ในเรื่องราวของ middle earth
ในหนังมันเป็นซูมอินเข้าไปในกรอบเวลาในไทม์ไลน์เล็ก ๆ ของเหตุการณ์ ๆ หนึ่ง ของคนกลุ่มหนึ่งที่ต่อสู้กับเซารอนเองครับ (หนัง 3 ภาคยังเล่าได้แค่นั้น) ถ้าทำหนังจริง ๆ 10 ภาคจะเล่าจบรึเปล่าเถอะ 555
ชอบอีเห็ดม่วงตอนก่อนล่าสุดมาก 555 คนแต่งเอา ref. จากตำนานจริงมาใช้ได้โคตรดี ส่วนไลออสแม่งก็คิดได้เอาเนื้อกริ๊ฟฟอนไปเปลี่ยนเป็นฮิ๊ปโปกริฟจากเห็ดได้เฉย จินตนาการดีโคตร ๆ 555
ดังนั้น Lilith ก็เลยกลายมาเป็นตัวแทนของเหล่าเฟมฯ สินะ น่าสนใจดี ถึงกับต้องไปเอาตัวละครในวรรณกรรมเก่าแก่ของยิวตั้งแต่ศตวรรษที่ 8 (ค.ศ. 701-800) (Alphabet of Ben Sira) มาใช้เพื่อเป็น reference ของสิทธิความเท่าเทียมระหว่างชายและหญิงในโลกยุคปัจจุบันกันเลยทีเดียว
ตามตำนาน (หนังสือนอกสารบบ) ได้เล่าว่า Lilith นั้นเกิดจาก “ดิน“ เหมือน ๆ กับ Adam และเป็นหญิงที่มาก่อน Eva ที่เกิดจากกระดูกซี่โครงของ Adam เธอเลยมีแนวคิดที่ว่าชายหญิงนั้นควรจะเท่าเทียมกัน จากเหตุการณ์หนึ่งคือในขณะที่ Lilith และ Adam กำลังจะทำกิจกรรมร่วมรักกัน Lilith ไม่ต้องการให้ Adam นั้นอยู่ในท่าที่อยู่สูงกว่าตัวของเธอ เพราะนั่นแสดงถึงความไม่เท่าเทียมกัน ควรจะมีการสลับกันตำแหน่งกันได้ระหว่างชายหญิง ไม่ควรมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องอยู่ต่ำกว่าอีกฝ่ายในทุก ๆ ครั้งที่ทำกิจกรรมร่วมรักกัน แต่ Adam ปฏิเสธและยืนยันว่าเขาต้องได้อยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า Lilith นั่นจึงทำให้เธอเกิดการต่อต้าน Adam ที่เป็นชาย
แค่เรื่องบนเตียงก็สามารถถูกเอามาตั้งคำถามถึงความเท่าเทียมของชายหญิงได้ ทั้ง ๆ ที่การที่หญิงชายนั้นรักกันและร่วมหลับนอนมันควรจะเป็นความสุข การมอบความต้องการที่พึงพอใจระหว่างกันและกันทั้งสองฝ่าย แต่กลับกลายมาเป็นเรื่องของสิทธิได้ ต้องว่างขนาดไหนก็ลองคิดดูกันครับ ผมอาจจะเข้าไม่ถึงและตื้นเขินเกินไป หรือเข้าใจอะไรผิดอยู่ก็ได้
วรรณกรรมนี้เป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในสารบบของพระคำภีร์ ถูกมองว่าเป็นเพียงงานเขียนร่วมสมัยที่เขียนขึ้นเพื่อการเสียดสีสังคมในยุคสมัยนั้น และในอีกหลาย ๆ ตำนานอย่างในแถบสุเมเรียน Lilith ก็มีตัวตนเป็นแค่เพียงปีศาจในตำนานพื้นเมือง หรือในแถบยุโรปเธอก็ถูกหยิบยกนำมาเป็นต้นกำเนิดของ Banshee (ผีสาวที่ร้องเตือนเวลาที่มีคนในบ้านกำลังจะตาย) และเธอไม่ได้มีปรากฏหรือถูกเขียนไว้ในพระคำภีร์แม้แต่น้อย
ไม่ว่าวรรณกรรมนี้จะมีเค้าโครงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างชายหญิงที่แยกทางกันเพราะเรื่องบนเตียงในยุคสมัยนั้นที่ผู้เขียนได้นำเอาตัวละครที่อิงจากคำภีร์ทางศาสนามาเขียนในเชิงส่อเสียด หรือ Lilith อาจมีอยู่จริงเพียงแต่ระบบการชำระพระคำภีร์มองว่าไม่ได้มีหลักฐานเพียงพอให้นำมาควบรวมในฉบับมาตรฐาน สิ่งที่น่าคิดต่อคือคนแบบไหนที่สามารถนำเอาสิ่งที่เขียนเป็นวรรณกรรมมาคิดเป็นจริงเป็นจังถึงขนาดตั้งขึ้นเป็นสัญลักษณ์เป็นตัวแทนของกลุ่มได้ขนาดนั้น ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวที่ถูกหยิบยกมานั้น เป็นเพียงแค่เรื่องของความแตกร้าวบนเตียงที่ไม่ลงรอยของชายหญิงคู่หนึ่ง และสิ่งที่ Lilith ทำ เธอเพียงแค่เคารพในตัวของเธอเอง และเลือกที่จะเดินออกไปจากชีวิตของ Adam ที่ให้ในสิ่งที่เธอต้องการไม่ได้ โดยที่เธอไม่ได้ออกมาเรียกร้องสิทธิความเป็นสตรีอะไรจากใคร ๆ เลยแม้แต่น้อย
เป็นเพื่อนที่คุยสนุกดีครับ แต่ติดตรงที่เพื่อนคนนั้นไม่มีความทรงจำที่เกี่ยวกับเรา และลืมเราทุกครั้งที่เราออกจากห้องสนทนา :)
จากทั้งสตรีมสดที่ผ่าน ๆ มา ดูแล้วงานนี้หนังไม่น่าได้ดู เน้น chat ล้วน ๆ 😂
ครับพี่เป็ด ไม่รังนก รังข้าวโพด อาจจะเป็นในคืนงาน TBC2024 นะครับ ^^
ข้อดีคือได้เรียนรู้ความหลากหลายของมนุษย์ดีครับ 555 แต่เจอแบบนี้บ่อย ๆ ก็ไม่ไหว 😂🥹
จริง ๆ อยากจะทำเป็นเดินออกมาง่าย ๆ แบบนั้นเหมือนกันครับ ติดที่การงานมันครอบทับไว้อยู่ ดีที่สุดเท่าที่ทำได้คือไกล่เกลี่ยให้ผ่านพ้นไป 😅😂
เรื่องที่ต้องอาศัย Trust เพราะว่ามีคนที่ชำนาญกว่า มีเครื่องมือเพรียบพร้อมกว่า และมีศักยภาพที่สูงกว่าในการทำ Verify ให้, มันก็ยังจะมีคนที่ต้องการจะ Verify มันด้วยตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อ Trust จากผู้ที่ขาย เพราะความไม่ต้องการในการจะมีภาระค่าใช้จ่ายในสิ่งที่ตัวเองไม่ชำนาญ จากค่าอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีไว้เพื่อการ Verify เท่านั้น จากความต้องการลดระยะเวลาที่ต้องเสียไปกับการต้องเรียนรู้เพื่อที่จะ Verify อะไรบางอย่างที่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องทำด้วยตัวเอง
แต่กับเรื่องที่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ ที่จำเป็นจะต้องอาศัยการ Verify ก่อนที่จะ Trust เช่น การเงิน สุขภาพ ความเชื่อ/ศาสนา ฯลฯ ที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง กลับเลือกที่จะ Trust โดยที่ไม่ต้องการจะไป Verify อะไรกับมันอีก “ผมเชื่อรัฐนะ, โอเคครับหมอ, ดีเลยครับหลวงพ่อ”
โคตรตลก ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คุณลองนึกภาพตามดู คุณซื้อเครื่องมือตรวจสอบมาตรฐานค่าสีของจอภาพ และมีการส่งไปให้หน่วยงานมาตรฐานทำการทดสอบอุปกรณ์ตัวนั้นจนได้รับการรับรอง และนำมันไปใช้ในการทดสอบค่าสีของจอภาพให้ลูกค่า เพื่อตรวจสอบความแม่นยำค่าสีของจอภาพ เพื่อที่จะทำการปรับตั้งค่ามันให้มีความถูกต้องแม่นยำมากที่สุด
แต่โลกของเรามันตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน (Uncertainty) มันไม่มีอะไรที่จะดีเลศ 100% เป๊ะ ๆ จอภาพที่ปรับตั้งค่าตามมาตรฐาน (สมมติว่าการยอมรับอยู่ที่ 95%) แล้วค่าสีของจอภาพที่คุณปรับมันได้ 97% มันก็จะมีคนถามคุณว่าปรับแล้วทำไมมันไม่ได้ 100% ถ้าคุณบอกว่าตามมาตรฐานเกณฑ์การยอมรับมันอยู่ที่ 95% สำหรับจอภาพตัวนี้ที่ค่าสีแม่นยำถึง 97% ซึ่งสูงกว่าค่าเกณฑ์ที่ยอมรับนั้นสามารถใช้งานได้ เพียงพอ และไม่ผิดเพี้ยนอย่างแน่นอนเมื่อนำงานที่ทำผ่านจอภาพนี้ไปใช้ในการสั่งพิมพ์
เขาก็จะถามคุณต่อว่า แล้ว 95% มันคำนวณมาจากไหนทำไมถึงต้องเป็น 95% คุณมี reference ไหนบ้างที่ผมจะสามารถดูได้ว่าจริงอย่างที่คุณบอก? และถึงต่อให้คุณหา reference ตามระบบมาตรฐานจนเจอและเอาให้เขาดู เขาก็จะถามคุณต่อว่า แล้วเครื่องมือที่คุณเอามาใช้ทดสอบจอภาพของเขา ส่งไปตรวจสอบกับหน่วยงานไหน? ใครรับรอง? เชื่อถือได้มั้ย?
สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้ Verify อะไรด้วยตัวเองอยู่ดี สิ่งที่เขาทำเป็นเพียงแค่การคาดคั้นหาความจริงเอาจากคนอื่น เพราะว่าเขาไม่ใช่ผู้ผลิตที่สร้างเครื่องมืออย่างอุปกรณ์ทดสอบความแม่นยำค่าสีของจอภาพ หรือแม้แต่สร้างจอภาพขึ้นมาด้วยตัวเอง สิ่งที่เขาทำได้คือ Verify เพื่อแสวงหาสิ่งที่เข้าคิดว่าจะสามารถ Trust ได้มากว่า Trust อื่น ๆ ก่อนหน้านั้น ไปเรื่อย ๆ อย่างไร้ประโยชน์ มันเหมือนกับคนที่มานั่งตั้งคำถามว่าทำไมเวลาที่เราอยู่บนโลกเราใช้หน่วยวัดความยาวที่เรียกว่าเมตรแล้วมันเวิร์ค แต่ในเวลาที่เราอยู่นอกอวกาศมันถึงได้ไม่เวิร์คต้องไปใช้หน่วยของปีแสงแทน ทั้ง ๆ ที่ในชีวิตประจำวันของเขาเกี่ยวข้องกับหน่วยวัดความยาวเพียงแค่การขับรถไปกลับระหว่างที่ทำงานกับที่บ้านเท่านั้น
เงินเสื่อมค่า เห็นอยู่ตำตาบอกปกติ รัฐ Verify ให้แล้วว่า 3% ต่อปีคือดีแล้วต่อส่วนร่วม เราต้อง Trust มันแล้วอย่าไปส่งสัยอะไรอีก แล้วก็มานั่งร้องห่มร้องไห้ เก็บเงินไม่ได้เลย ข้าวของแพงจัง อยากได้รัฐสวัสดิการ บลา ๆ
เอาจริง ๆ ที่ผมบ่นคนพวกนี้เนี่ย จริง ๆ แล้วพวกเขาไม่ได้อยากจะ Verify อะไรจริง ๆ หรอก มันเสียเวลาแล้วก็น่ารำคาญ แต่ที่ต้องทำก็เพราะว่าถูกสั่งมาอีกทีว่าต้องทำ เลยจำเป็นจะต้องทำ เขาแค่ต้องการหาคำตอบเพื่อที่จะเอาไปตอบคำถามของคนที่สั่งเขามาอีกที เพราะว่าถ้าเขาเป็นมนุษย์ประเภทที่มี mindset ที่สนใจและสงสัยอะไร ๆ จนต้องค่อย Verify มันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เขาจะไม่ถามอะไรเอาจากคนอื่นง่าย ๆ หรอกครับ เขาจะหาด้วยตัวเขาเองจนกระทั้งมันสุดแล้วจริง ๆ เขาถึงจะไปขอให้คนอื่นช่วย
คนพวกนี้มีอยู่เยอะมาก ๆ เพราะงั้นอย่าแปลกใจที่ทำไมยาส้มมันถึงไม่ค่อยจะได้ผล เขาไม่ต้องการจะ Verify อะไรถ้าเขาไม่ถูกสั่งมาให้ทำ และถึงต่อให้ถูกสั่งมาให้ทำ เขาก็จะทำเพียงแค่ไปหาสิ่งที่ Trust ได้มากว่า Trust ที่มีอยู่เดิมไปเรื่อย ๆ เพื่อเอาไปเป็น Ref. สำหรับตอบคำถามของคนที่สั่งเขามา
คงต้องรอให้ bitcoin มันได้กลายเป็นจุดสูงสุดของ Trust ไปแล้วล่ะนะ ทุก ๆ อย่างมันคงจะง่ายขึ้นที่จะสร้าง user network effect แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น bitcoin ก็ไม่ได้ช่วยแก้นิสัยเสียของมนุษย์พวกนี้ สุดท้ายแล้วมันก็ยังจะต้องมีเรื่องให้ปวดหัวเวลาที่จำเป็นจะต้องทำงานกับมนุษย์จำพวกนี้อยู่ดี
ถ้าเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ก็จะรู้สึกแค่เฉย ๆ หรือไม่สนใจอยู่นะครับ แต่พอเป็นการพยายามจะบิดเบือนสิ่งที่มีอยู่เดิม ที่มีประวัติศาสตร์ของตัวเองมาอย่างยาวนาน มันเหมือนคนพวกนี้กำลังพยายามจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มันเคยถูกปิดลงบล็อคไปแล้ว คนแบบไหนกันที่ต้องการจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์เพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มของตัวเอง 🤔
หลอกเอาเงินคนแก่ไปดองตั้ง 10 ปีเลยนะ โคตรบาป จิตใจทำด้วยอะไร 🤣





