Avatar
ped66
241968cfaab0b692448e2ee4a2d7d01d801df9d1dd67bbe48a8372b29905a9de
ทางเลือกเกิดขึ้นในทุกวินาที และเมื่อเรามีสติเราจึงมองเห็นมัน ILP11

ไม่จริงจังเพราะมีชื่อผมนี่แหล่ะ 5555

อยากเห็นว่าคำสั่งบังคับใช้ มันส่งไปเร็วแค่ไหน

Replying to Avatar Panai Lawasut

ขอเหลาเรื่องรองเท้านิด

เนื่องจากหลายท่านเห็นผมเล่นออกกำลังกายแล้วใส่รองเท้าที่ไม่มีซัพพอร์ตใดๆ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

จริงๆเรื่องนี้ก็เป็นยากลืนยากเริ่องนึงเหมือนกัน แต่เข้าใจว่า ทุกคนในทุ่งม่วงเป็นคนเปิดใจ ผมจากลองพยายามเล่าตามความเข้าใจผมดู

ผมเล่นบาสมาตั้งแต่เด็ก เล่นอยู่กีฬาเดียว จริงจังมาก ช่วงมัธยมเดินสายแข่งไปทั่ว ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงไประดับประเทศ เรียกว่าแทบไม่มีวันไหนที่ผมไม่ได้จับลูกบาสเลย

แต่ก็เป็นเหมือนเด็กมัธยมยุคนั้นทั่วไป เราไม่มีสตางค์จะไปซื้อรองเท้าดีๆมาใช้หรอก พวกเรามีตัวเลือกกันตัวเดียวคือ”นันยาง”

แต่มันดันใช้งานได้ดีซะนี่ เป็นที่รู้กันว่าพื้นมันหนึบมาก ลุยได้ทุกสนาม เคลื่อนไหวได้คล่องตัว แถมราคาสามัญชน แล้วผมดันใช้รองเท้าเปลืองมากซะด้วย ผมไม่เคยซักรองเท้าเลย พื้นมันทะลุก่อนที่มันจะดำทุกคู่ไป (ประมาณเดือนละคู่)

ไม่แปลกที่ตลอดอายุนักกีฬาในวัยเด็กของผมจะใส่อยู่ยี่ห้อเดียว

พอเข้ามหาลัยจนไปถึงตอนเริ่มทำงานช่วงแรก วิถีในระบบมันพาให้เราต้องเลิกทำสิ่งที่เราชอบไป มีโอกาสได้กลับมาเล่นบาสอีกทีตอนย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองชลแล้ว

ตอนนั้นพอเริ่มมีสตางค์บ้างก็พยามหารองเท้าดีๆมาใส่ ทั้งลอง ทั้งใช้ ทั้งสะสม ในช่วง 4-5 ปีนั้นผมมีรองเท้าบาสไม่ต่ำกว่า 20 คู่แน่นอน

ในช่วงนี้ผมเริ่มมีอาการบาดเจ็บ มาเป็นพักๆ เดี๋ยวเข่า เดี๋ยวหลัง แถมทำอะไรในสนามก็ไม่ได้ดั่งใจซักอยาก ในตอนนั้นคิดว่าคงเป็นเรื่องของอายุ และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น(ตอนนั้นเพิ่งจะ 30 อยากจะกลับไปเข้กหัวตัวเองจริงๆ)

นั่นทำให้ผมเริ่มหาข้อมูลเรื่องสุขภาพ เพราะเหตุผลเรื่อง performance ตอนเล่นบาสเป็นหลักเลย

ทุกคนน่าจะเป็นเหมือนกัน พอศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเข้า เราจะเริ่มเชื่อมโยงและ simplify มันได้

ข้อสรุปผมคือ

“ร่างกายเราทำทุกอย่างตามสิ่งเร้า อะไรที่เราใช้มันจะพัฒนา อะไรที่เราไม่ได้ใช้มันจะไม่เก็บไว้ และเราควรทำทุกอย่างให้เข้าใกล้ธรรมชาติเดิมของมนุษย์มากที่สุด”

ซึ่งผมบังเอิญได้ไปฟังเรื่องราวมา 2-3 เรื่อง ทำให้ผมตัดสินใจเลิกใช้รองเท้าที่มีซัพพอร์ตใดๆ และหารองเท้าที่พื้นบางที่สุดมาใส่ จริงๆผมวางเป้าหมายไว้ถึง barefoot runner เลยด้วยซ้ำ

โฮโมเซเปียนเรามีอายุ ประมาณ 2 ล้านปี แต่หลักฐานการค้นพบอาวุธชิ้นแรกที่เจอ ย้อนกลับไปแค่ประมาณ 2 แสนปีเท่านั้นเอง

คำถามคือในช่วงก่อนที่จะมีอาวุธนั้น มนุษย์ที่ทั้งอ่อนแอ วิ่งช้า และไม่มีแม้แต่กรงเล็บนั้นล่าสัตว์ได้ด้วยวิธีการใด..?

(คนเราต้องการโปรตีนนะครับ พืชไม่ใช่ผู้ผลิตโปรตีน คนเราต้องล่าสัตว์แหละ)

คุณ คริสโตเฟอร์ แม็คโดกัล ตั้งสมมติฐานไว้ในหนังสือ Born to run ว่าสิ่งที่มนุษย์เรามีความสามารถมากกว่าสัตว์ทุกชนิดบนโลกคือ เราเป็นสัตว์ระบายความร้อนได้ดีที่สุดในโลก เราเหงื่อออกเก่ง..ว่างั้นก็ได้

วิธีการล่าสัตว์ของเราก็คือ

“ วิ่งไล่เหยื่อจนเหยื่อโอเวอร์ฮีทตาย..!!!!! ”

นี่เป็นวิธีการของสิ่งมีชีวิตที่บอกว่าตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์ฉลาดที่สุดจริงๆหรือวะเนี่ย

คุณคริสโตเฟอร์สามารถตอบคำถามนี้ได้จากการเข้าไปศึกษาวิถีชีวิตของชนเผ่าที่ชื่อ “ทาราฮูมารา” เป็นชนเผ่าที่หลบหนีการรุกรานของยุโรป ไปอาศัยอยู่แถบหุบเข้าในอเมริกาใต้ที่ลึกลับซับซ้อนจนไม่มีความเจริญใดเข้าถึงได้

วิถีชีวิตของพวกเค้าจึงเป็นเหมือนในอดีตที่สืบทอดกันมาทุกประการ

พวกเค้าออกล่าสัตว์กันทั้งเผ่า หนุ่ม สาว เด็ก คนแก่อายุ 60-70 หรือแม้แต่คนท้อง เพราะว่าระยะทางในการวิ่งไล่เหยื่อแต่ละครั้งจะอยู่ราวๆ 150-300 กิโลิเมตร..!!!! ระยะนั้นคงไม่มีใครแบกอาหารกลับมาส่งให้ที่หมู่บ้านหรอก

เรื่องนี้บ้าบอมากกกก

คุณต้องวิ่งเพซเท่าไหร่?

คุณคงต้องท้องว่างอยู่ด้วยใช่มั้ย?

เส้นทางวิ่งคงไม่ใช่ลู่วิ่งยางคอร์ด 400 แน่ๆ

ตอนทางชันๆก็วิ่งรึ?

มีหยุดพักบ้างไหม?

ปู่ย่าตายายคนท้องก็มาหมดเลยรึ?

ทั้งหมดนั้นเป็นกิจกรรมธรรมดาๆของชนเผ่าวันนึง ที่ทำด้วยความสนุกสนานด้วย!! (วิ่งอัลตรายังไงให้สนุกวะ)

และที่สำคัญที่สุดทุกคน ใช้แค่หนังสัตว์บางๆมาทำรองเท้า เรียกว่าเท้าเปล่าไปเลยก็ยังได้

ทุกคนไม่มีอาการบาดเจ็บที่เราๆนักวิ่งเจอกัน ไม่ต้องพูดถึงเมตาโบลิกซินโดรม ชนเผ่านี้ไม่รู้จัก

เท้าเปล่ามันดียังไง เรื่องกราวน์ดิ่งคงไม่ต้องเหลา เรารู้กันดีอยู่แล้ว เท้าเป็นตัวส่งสัญญาณหลายๆอย่างให้กับสมอง มีจุดรับสัญญาณบนฝ่าเท้าเป็นร้อยจุด เราสามารถเอาเท้าลูบหน้าเพื่อนแล้วบอกได้ว่าเป็นใคร ไม่เชื่อลองดู

สัญญาณตัวหนึ่งที่มีความสำคัญมากคือ เท้าส่งสัญญาณไปที่สมองว่าได้รับแรงกระแทก สมองจะเตรียมร่างกายให้พร้อมรับกับแรงกระแทกนั้น ตั้งแต่ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อต่อ หรือแม้กระทั่งความหนาแน่นของกระดูก (นักบินอวกาศกลับลงมาโลกแล้วจะพบว่ากระดูกบางลงนะครับ)

ลองนึกดึว่าเราพยามลดแรงกระแทกเพราะคิดว่าจะเป็นผลดีกับหัวเข่า แต่มันตรงกันข้ามเลยครับ

เท้ามีกล้ามเนื้อยิบย่อยเล็กเต็มไปหมด รวมแล้วประมาณ 15% ของร่างกาย แต่ละมัดช่วยทำให้เท้าเคลื่อนที่ได้ค่อนข้างอิสระ แต่เรากลับล็อคมันไว้ให้ทำงานเฉพาะกล้ามเนื้อบางส่วนด้วยรองเท้า มันทำให้กล้ามเนื้อบางมัดไม่แข็งแรง

เวลาเราบังเอิญไปเรียกใช้งานมัน แต่มันดันไม่พร้อม เราจะไปเอากล้ามเนื้อหลังล่างมาช่วยโดยไม่รู้ตัว หลายๆเคสส่งผลให้ปวดหลังได้ บางทีเรื้อรังเลยทีเดียว

ลองสังเกตเวลาเปลี่ยนรองเท้า แล้วจุดซัพพอร์ตต่างจากคู่เดิม เราจะปวดไม่ตรงไหนก็ตรงไหนซักที่ เพราะมันใช้กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน ในเคสที่โชคร้ายบาดเจ็บได้เลย เหมือนผมเป็นต้น ใส่นันยางวิ่งอยู่ดีๆ อยากลองมีรองเท้าวิ่งกับเค้าบ้าง สุดท้ายเจ็บ ทุกวันนี้ยังไม่หาย วิ่งยาวหน่อยไม่ได้เลย

สำหรับนักกีฬา กล้ามเนื้อเท้าคือสิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่ควรถูกพัฒนา การออกแรงในหลายๆกีฬาส่งแรงมาจากเท้าทั้งสิ้น

นักวิ่งเท้าเปล่าเองจะถูกบังคับฟอร์มวิ่งโดยอัตโนมัติ เพราะถ้าวิ่งฟอร์มผิดจะวิ่งไม่ได้ และฟอร์มวิ่งที่ดีจะทำให้เราใช้พลังงานในการวิ่งน้อยมาก

ผมลองกลับมานึกๆดู เด็กๆเราใส่รองเท้า zero drop มาตลอดไม่เคยมีอาการบาดเจ็บ ทั้งที่ใช้ร่างกายหนักขนาดนั้น(ไม่นับรวมอุบัติเหตุนะ) เพิ่งมาเริ่มเจ็บก็ตอนใส่รองเท้าแพงๆนี่แหละ จะมีรุ่นที่ใส่แล้วดีก็ล้วนพื้นบางๆทั้งนั้น แถมทุกวันนี้ก็ยังมีรุ่นใหญ่ๆหลายคนที่เล่นบาสด้วยกันโดยที่ใส่แต่นันยาง

ที่สำคัญในวันที่อายุมากๆ กล้ามเนื้อเท้าจะเริ่มเสื่อมลง และถ้าคุณไม่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว คุณจะเริ่มมีปัญหาด้านการทรงตัว ล้มง่าย ดีไม่ดีกระดูกคุณอาจจะบางอยู่แล้วเพราะร่างกายไม่ได้รับสัญญาณว่ามีแรงกระแทกเลยมาตลอดชีวิต ถ้าล้มแล้วกระดูกจะหักเอาง่ายๆ ต่อไม่ติดด้วย ทีนี้ติดเตียง จะพาลำบากเอาทั้งตระกูล

นี่ไม่ได้ขู่ให้กลัวนะ คน 70% ไม่มีกล้ามเนื้อเท้าที่แข็งแรง และกระดูกบางกว่าที่ควรจะเป็น

รองเท้าคือตัวปิดกัน information ของเท้ากับสมอง

อยากให้ลองสักเกตุเวลาเด็กๆวิ่งดู ฟอร์มสวยถูกต้องทุกคน!! แล้วทำไมถึงกลายเป็นเรื่องที่เราต้องฝึกกันอย่างหนักเพื่อให้ได้ฟอร์มวิ่งที่ทุกคนมีมาแต่เกิดอยู่แล้ว

เป็นเพราะรองเท้ารึเปล่า..!?

เราจะสามารถเรียกรองเท้ายุคนี้ว่า “fait footwear”ได้มั้ย

ผมตั้งใจว่าจะพยามค่อยๆ transform จนกลายเป็น barefoot runner ให้ได้ แต่ตอนนี้คงต้องใช้ zero drop อย่างนันยางและเบรคเกอรึไปก่อน

ทั้งหมดนี่ความเห็นส่วนตัวสุดๆนะครับ ผมเข้าใจดีถ้าจะเห็นไม่ตรงกันครับ

#siamstr

ปล.ผมไม่ได้อ่านหนังสือ born to run นะ ผมฟังมาจาก ted talk

ปล.2 พักหลังสื่อน่าจะเข้าถึงชนเผ่าเยอะ ดูพวกพี่เค้าเริ่มออกทรง elite ละ สีจัดจ้าน

ปล.3 มีคนทำรองเท้าทาราฮูมาราขาย มีหมุดทองแดงติดที่หูหนีบไว้กราน์วดิ่งด้วย

"อยากให้ลองสักเกตุเวลาเด็กๆวิ่งดู ฟอร์มสวยถูกต้องทุกคน!! แล้วทำไมถึงกลายเป็นเรื่องที่เราต้องฝึกกันอย่างหนักเพื่อให้ได้ฟอร์มวิ่งที่ทุกคนมีมาแต่เกิดอยู่แล้ว"

ทุกวันนี้กะลังหัดเลยครับ 555

แฟนเดินไปมาพี่พูดไรมากไม่ได้ 555

ลืมแท๊กคุณจิ๊บ ไม่ได้ยินเสียงอ่ะครับ 555

เขียนได้ว้าวมากอ่ะ คุยกันสั้นกว่านี้อีก 555

จบค่ำคืนที่ครบเครื่อง เรื่องไร้สาระ กับเราชาวรังนก ปิดค่ำคืนแสนฟิลกู้ด กับแจ๊ค กู้ดไนท์

ดีจนต้องมาโน๊ต

#Siamstr

nostr:npub1mqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43q7rnz85

nostr:npub1qd6zcgzukmydscp3eyauf2dn6xzgfsevsetrls8zrzgs5t0e4fws7re0mjสายดาร์ค

nostr:npub16unl8g9ucanlpfvp94sdjdv2f4mukm2ywmgrywnrfdgt98qwrrdq0qcn35 น้ำไม่อาบ

nostr:npub1evyyvw07frve02gdqxk5f3y66k8pw6tvu63enm0u3xadgtck2q4q0ld6wx

nostr:npub1wz3jzk6d26qzwsdd4e4arzh9jwm8v9qgjyn2nslplj9etpwj7jusj54md2

แต้วกิ้วที่ร่วมใช้เวลาไปด้วยกันครับ

Replying to Avatar Jingjo

500 Days of Summer คือตัวอย่างคลาสสิกเหนือกาลเวลาโคตร ๆ ถึงการทำความเข้าใจไดนามิกของ sexual marketplace ซึ่งผมไม่แปลกใจเลยที่สังคมภายใต้ 4th และ 5th wave feminism จะอวยตัวละครซัมเมอร์และแขวนป้ายให้ทอมว่าเป็นผู้ร้ายที่น่ารังเกียจ

https://youtu.be/FnIEsrFO0fc?si=ZuqB16AZ1TVczxDl

ทั้งที่ความจริงแล้วทั้งคู่ต่างมีข้อบกพร่องที่เป็น red flags สำคัญที่พร้อมนำหายนะมาสู่ความสัมพันธ์ได้ไม่ช้าก็เร็ว

ซัมเมอร์นั้นค่อนข้างตรงกับผู้หญิงโดยทั่วไปในสังคมสมัยใหม่ คือนอกจากรูปร่างหน้าตามีแรงดึงดูดทางเพศแล้ว เธอแม่งโคตรน่าเบื่อ เธอไม่ได้มีเป้าหมายอะไรสลักสำคัญในชีวิต และเธอไม่ต้องการ serious relationship กับใคร แต่ก็ยังอยากมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีเซ็กส์กับทอมอย่างสม่ำเสมอ (situationship + hookup culture through and through)

ในขณะที่ทอมนั้นฉายภาพชัดของผู้ชายที่โคตรบลูพิล ไร้มาตรฐานและจุดยืนที่ชัดเจนว่าต้องการอะไรในชีวิตคู่ เขาหลงกับรูปลักษณ์ภายนอกของซัมเมอร์ และพร้อมจะเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองไปเรื่อย ๆ เพื่อเอาใจเธอไม่หยุดหย่อน ทั้งที่คุณค่าเดียวที่เธอจะมีมอบให้เขาได้คือเซ็กส์ มิใช่ความรักหรือความเคารพ

จริง ๆ ประเด็นการศึกษาหนังเรื่องนี้เพื่อเรียนรู้การ set frames and standards สำหรับชีวิตคู่ถือว่าเป็นยัติที่ผมเองก็อยากเปิด #สภายาแดง EP ใหม่ แต่มันต้องรบกวนเวลาสมาชิกสภาฯ ไปดูหนังอีก ซึ่งโคตรเกรงใจตั้งแต่เรื่องบาร์บี้ละ (แต่หนังเรื่องนี้ดีกว่าบาร์บี้เยอะครับ ดูแล้วไม่อีหยังวะแน่นอน)

เอางี้ละกันครับ ขอถามไอเดียชาว #siamstr คร่าว ๆ ดีกว่าว่าสนใจประเด็นไหนของ redpill เผื่อจะได้เอาไปถกกับทีมงานดูครับ🫂

โห ลืมหมดละ

เงียบเหงา เหาหลับ เม่าขยับจับแดก แหกใย ในดงอาร์ท

Replying to bdcdd365...

หลังจากวันหยุดปีใหม่ผ่านพ้นไป วันต่อมาผมก็ขับรถไปเรียนตามปกติ ปรากฏว่าตอนเข้าวงเวียนไปแล้ว มีรถบัสที่มาจากอีกทางทำท่าจะไม่หยุดจนเกือบชนกัน แต่ก็ไม่เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นเนื่องจากผมชะลอรถทัน ผมคิดในใจว่า " เปิดเรียนวันแรกของปีก็ซวยแล้ว555 "

พออยู่ในช่วงระหว่างพักก็เอาหนังสือที่พกมาออกมาอ่านชื่อหนังสือว่า " THE RICHEST MAN IN BABYLON " และบทที่ผมกำลังจะอ่านต่อจากครั้งก่อนนั้นก็พูดถึงเรื่องโชคพอดี (โคตรบังเอิญ)

โดยมีเนื้อหาประมาณว่า ณ อาคารแห่งหนึ่งที่ชาวบาบิโลนชอบมาประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ นั้น ในวันนี้มีชายหนึ่งเสนอประเด็นเรื่องเรามีวิธีที่จะดึงดูดโชคได้หรือไม่ บางคนก็ตอบว่ามันแค่เรื่องบังเอิญ บางคนก็บอกว่าเทพธิดาบัลดาลให้ หัวหน้าในที่ประชุมก็ถามว่ามีใครเคยเจอทรัพย์สินโดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามบ้าง ซึ่งในที่ประชุมก็มีแค่คนเดียวคือคนที่บังเอิญเก็บเงินที่หล่นได้ นอกจากนั้นก็ไม่มีเลย ต่อมาก็มีชายหนึ่งเสนอเรื่องการพนันขึ้นมาแต่ทุกคนก็สรุปได้ว่าสุดท้ายยังไงเจ้ามือก็ชนะเสมอ และคนที่ประสบความสำเร็จในบาบิโลนก็ไม่ได้เริ่มต้นความสำเร็จจากการพนัน

ถัดมาก็พูดถึงแวดวงการทำธุรกิจโดยมีพ่อค้าคนหนึ่งพูดถึงโอกาสหรือความสำเร็จที่เราเกือบจะได้แต่มันก็หลุดมือไป ซึ่งหลายๆ คนในที่ประชุมก็เคยเจอเหมือนกัน พ่อค้าก็เล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนเคยเจอว่าสมัยวัยรุ่น พ่อของเขาแนะนำให้เขาลงทุนในโครงการซื้อที่ดินของคนที่พ่อเขารู้จัก ซึ่งเหมือนว่าพ่อของเขาจะประเมินความเสี่ยงไว้แล้วถึงมั่นใจขนาดนั้นและพ่อของพ่อค้าก็ไม่อยากให้ลูกเป็นเหมือนตนสมัยวัยรุ่นที่ไม่ได้เริ่มต้นทำอะไรเลยจนรู้ตัวอีกทีก็แก่แล้ว แต่พ่อค้าสมัยวัยรุ่นก็ลังเลเพราะมีค่าใช้จ่ายเยอะและก็ได้นำเงินไปซื้อเสื้อพรีเมี่ยมตัวหนึ่งมา.......

และในภายหลังโครงการนั้นก็สร้างกำไรมหาศาลจนพ่อค้าต้องมาเสียใจภายหลังที่ปล่อยให้โชคลาภหลุดลอยไป และคนในที่ประชุมก็เรียกคนที่ไม่คว้าโอกาสและปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปว่า "คนผัดวันประกันพรุ่ง" ซึ่งปัจจุบันเหมือนว่าพ่อค้าคนนั้นจะประสบณ์ความสำเร็จและเอาชนะนิสัยผัดวันประกันพรุ่งได้แล้วนั่นเอง และทุกคนในที่ประชุมก็สรุปกันได้ว่าเราสามารถดึงดูดโชคลาภได้ด้วยการยอมรับโอกาสที่เข้ามา

และอีกเรื่องที่พึ่งนึกได้จากการดูอนิเมะเรื่อง Zom 100 ~100 สิ่งที่อยากทำก่อนจะกลายเป็นซอมบี้~ตอนที่ 11 ที่นางเอกมีการพูดถึงทฤษฎีการมุ่งเน้นการรับรู้ ที่เอาไว้อธิบายเรื่องโชคแบบวิทยาศาสตร์ (ผมไม่รู้ว่ามันมีทฤษฎีนี้จริงป่าวนะยังไม่ได้ค้น555) ไว้ประมาณว่า ยิ่งเราคิดถึงตัวเราในวันข้างหน้าและคนรอบข้างรวมถึงสังคมในอนาคตมากขึ้นเท่าไร ในเวลาที่เรากำลังเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ เราก็ยิ่งมีโอกาสโชคดีมากขึ้นเท่านั้น

ผมมองว่าทฤษฎีมันน่าสนใจดีนะเหมือนกับการเพิ่มความน่าจะเป็น ถ้าให้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบง่ายๆ ก็คงจะเป็นยิ่งเราซื้อหวยมากขึ้นเท่าไรเราก็มีโอกาสถูกรางวัลมากขึ้นเท่านั้น แต่ทฤษฎีนี้จะเปลี่ยนจากหวยเป็นคนในสังคมที่อยู่รอบตัวเรารวมไปถึงตัวเราเองด้วยนั่นเอง

https://youtu.be/4Dskqa5Aokg?si=dP2_Ujx2ub13d3Ap

ทั้งหมดนี่ก็เป็นมุมมองเรื่องโชคที่ผมไปรู้มาและอยากนำมาแชร์ครับ

#Siamstr #Siamanimestr #Thanimestr

ขอบคุณที่แชร์ครับ

หนังสือน่าสนุกดี

ส่วนตัวไม่สามารถพิสูจน์สิ่งที่มองไม่เห็นทั้งหมดได้ จึงไม่กล้าที่จะตัดสินลงไปในสิ่งต่างๆ

สร้างเป้าหมายในงานที่ทำอยู่ ตั้งขึ้นมาครับอะไรที่มันท้าทายคุณในงานนี้ยังมีอีกมั้ย

หรือ

แบ่งเวลากับความคิดไปให้ ความสนุกอันใหม่ มองหาสิ่งใหม่ๆที่คุณอาจจะสนุก

ไม่ต้องเร่งรัดนะครับ ถ้าคิดไม่ออก

มีวิธีทำให้สมองแจ่มใส สมองโล่งหลากหลายวิธีครับ ทำมันขั่นเวลาระหว่างหาคำตอบก็ได้ครับ เช่นออกกำลังกาย

กินอาหารสุขภาพ

ขอให้เจอวิธีที่ดีครับ