สงกานต์นี้มีเสื้อไปใส่เที่ยวละนะ 🙆♀️
ขอบคุณพี่สมนึก nostr:npub1xzh2kqynr29x6j3ln6x05f26ha0c0ucfr280uzljftlgcthv9r6skqe7dt และทีมงานค้าาาา
#siamstr
#เอียงตัวตามพรีเซนเตอร์ 🤣

ตีลังกาม้วนหน้าบิดเป็นเกลียวเลี้ยวไปทางซ้ายม้วนหงายมาทางขวาม้วนหลังมือเชิดฟ้าก้มหน้ากราบขอบพระคุณหัวจุ่มดินครับ
ตีลังกาม้วนหน้ากราบหัวจุ่มดินก้นชี้ฟ้าที่ช่วยอุดหนุนเนื้อหมาของเราครับ
ปูเสื่อนอนฟังติดเวทีเลยน่าจะดีกว่าครับ ไม่เมื่อย
และบิตคอยน์ได้ใช้ประโยชน์จากสันดานมนุษย์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบได้ดีที่สุด นับตั้งแต่มนุษย์ถือกำเนิดมา
ระบบการบริหารใดๆ มันจะดีและมีประสิทธิภาพได้ ก็ต่อเมื่อระบบนั้นมันเป็นมิตรกับสันดานมนุษย์มนุษย์ทุกคนมีความโลภและความกลัว ทุกคนใช้สิ่งนี้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง
ระบบรัฐบาลและราชการคือระบบที่ออหแบบม่ให้ล้มเหลวเพราะมันเป็นศัตรูกับสันดานมนุษย์ เราต้องหวังพึ่งคนดี มีน้ำใจ ใฝ่คุณธรรม ไม่คดโกง ให้มาเป็นผู้นำ และคาดหวังว่าผู้มีอำนาจในทุกภาคส่วนจะเป็นคนดีทั้งหมด ซึ่งกุตาย 100 ชาติ มันก็ไม่มีวันนั้น
ทฤษฎีเกม: Bitcoin นำทฤษฎีเกมมาใช้อย่างไร
วิธีการทำงานของ Bitcoin เป็นตัวอย่างในชีวิตจริงของทฤษฎีเกม โดยเชื่อว่าเจ้าของ Bitcoin ทุกคนมีความสนใจเหมือนกัน ดังนั้นนักขุดทุกคนที่เรียกว่าเจ้าของ Bitcoin จะแสดงพฤติกรรมที่คล้ายกันในตลาดเหรียญที่เข้ารหัส ด้วยวิธีนี้ ตลาดจะค่อนข้างมีเสถียรภาพและปลอดภัย เนื่องจากพฤติกรรมและการกระทำของผู้คนได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในตลาด เช่นเดียวกับที่กล่าวไว้ในทฤษฎีเกม เมื่อเราตัดสินใจ เขาหรือเธอจะต้องพิจารณาการกระทำของผู้อื่นและผลตอบแทนเพื่อให้แน่ใจว่าเขาหรือเธอจะได้รับประโยชน์สูงสุด
ตลาดบิตคอยน์ทำให้ลูกค้ามีสถานการณ์ที่ทุกคนในตลาดไม่มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และการตัดสินใจของพวกเขาอาจส่งผลกระทบต่อกันและกัน ไม่ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ตาม ในกรณีของ bitcoin วิธีเดียวที่จะ "ชนะเกม" และรับเงินคือการซื้อ bitcoin เนื่องจากผู้ซื้อไม่แน่ใจว่าคู่แข่งรายอื่นกำลังซื้อหรือไม่ ในการแข่งขันมี 3 สถานการณ์:
เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจที่จะไม่ซื้อ Bitcoin มันก็จะสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดอย่างกะทันหัน ในขณะที่ผู้ใช้งานกลุ่มแรกเป็นผู้นำเกม
เมื่อทั้งสองฝ่ายเลือกที่จะไม่ซื้อเหรียญ ธนาคารกลางก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบ แต่คู่แข่งจะไม่มีความได้เปรียบในการแข่งขันเนื่องจากไม่ได้ใช้เหรียญที่เข้ารหัส
เมื่อทั้งสองฝ่ายเลือกที่จะซื้อเหรียญ พวกเขาทั้งสองจะกลายเป็นผู้นำในตลาดเมื่อพวกเขารับเหรียญเร็วขึ้น
ตลาด Bitcoin มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกันมากกับทฤษฎีเกม เนื่องจากนักเล่นเกมทั้งสองต่างมุ่งมั่นเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ที่สูงกว่า และแต่ละฝ่ายก็ไม่รู้ว่าคนอื่นกำลังทำอะไรอยู่ ในทางกลับกัน พวกเขาจะชนะหรือแพ้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเขา และพวกเขาจะพบวิธีแก้ปัญหาที่โดดเด่นเสมอโดยที่พวกเขาซื้อหรือไม่ซื้อ Bitcoin สำหรับขั้นตอนปัจจุบัน กลยุทธ์หลักคือเกมเมอร์ควรซื้อเพื่อเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวน่าสนใจมากในแง่ของทฤษฎีเกม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราพิจารณาสถานการณ์ระหว่างประเทศเกี่ยวกับมุมมองของเหรียญที่เข้ารหัสแต่ละประเทศ
source : https://blogs.cornell.edu/info2040/2022/09/12/game-theory-how-does-bitcoin-adopt-game-theory/
https://bitcoinmagazine.com/culture/the-bitcoin-dilemma
#googletranslate #siamstr #gametheory #bookfromfilm #3bodyproblem #ปกสวย 🎞️📚

ตอนเรียนคุณครูให้เขียงตาราง 4 ช่อง และมันจะมี 1 ช่องที่ทฤษฎีเกมทำงาน
โลกยุคใหม่ต้องไม่มีความเหลื่อมล้ำ ทุกคนควรมีรายได้ที่เท่าเทียมกัน

แต่ลองมองดูดี ๆ ความเหลื่อมล้ำก็คือธรรมชาติ เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะเท่าเทียม คนที่เรียกร้องสิ่งเหล่านี้คุณคิดดีๆ ต่อให้เรียนเชิญมนุษย์ต่างดาวมาเป็นนายก เราก็ไม่มีวันแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้
.
คุณทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่ได้หลับไม่ได้นอน กับผมที่นอนเกาไข่ไปวันๆ ผมควรได้เงินเท่าคุณเหรอ
.
คนที่ทำมากก็ได้มาก คนที่ทำน้อยก็ได้น้อย มันไม่เท่าเทียมตรงไหน? คนที่ไม่พยายามแต่มีเส้นสายได้ประโยชน์จากอำนาจรัฐต่างหาก ที่น่ารังเกียจ
.
ส่วนคนที่ยากจนเพราะพิการหรือไม่สามารถทำงานได้ที่สมควรช่วยเหลือจริงๆ คนรับหน้าที่ควรเป็นกองทุนที่บริหารโดยเอกชน คนที่มีกำลังทรัพย์ส่วนใหญ่เขาพร้อมช่วยเหลือและสนับสนุนคนที่ลำบากจริงๆ อยู่แล้ว แต่ต้องเป็นไปด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่บังคับให้เราช่วยภายใต้โครงสร้างที่ เงินจากเรา 10 มันไปถึงมือเขาแค่ 1 แถมได้หน้า ได้คะแนนนิยม ได้การตลาดโดยไม่ต้องลงทุน เป็นนักบุญทุนชาวบ้าน
.
รัฐไม่มีวันบริหารสวัสดิการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
และอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะบริหารกองทุนเพื่อคนยากจน คือ "เงิน" มันต้องเป็นเงินที่ทุกบาททุกสตางค์สามารถตรวจสอบได้โดยประชาชนทุกคน ซึ่งเงินเฟียตอย่างบาทหรือดอลลาร์ ไม่ตอบโจทย์นี้ เพราะบัญชีมันตบแต่งได้
.
การที่รัฐบังคับดึงเงินที่เปื้อนหยาดเหงื่อจากคุณ 30% หรือครึ่งนึงมาให้ผม ผมโคตรชอบเลย หลายคนคงเป็นแบบผม คือข้ออ้างเยอะแยะมากมาย สังคมกดทับ นายทุนกดขี่ ต้นทุนชีวิตไม่ดี เข้าไม่ถึงโอกาส บลาๆๆๆๆๆ แต่จริงๆ แล้ว ขี้เกียจเป็นหลัก ไม่มีอะไร..
.
แล้วมันเท่าเทียมต่อคนที่อดทน มุ่งมั่น พยายาม ขยันหมั่นเพียรรึเปล่า ยิ่งขยันมากเท่าไรก็ยิ่งถูกปล้นมากเท่านั้น แล้วจะพยายามไปเพื่ออะไร โดยเฉพาะรัฐสวัสดิการเบ็ดเสร็จในฝัน ที่พ่อพระผู้เจริญดึงเงินออกจากคนที่สร้างคุณค่าและจัดสรรให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
.
สุดท้ายใครจะลุกขึ้นมาสร้างคุณค่าให้สังคม ทุกคนก็จะไหลไปเก่าไข่เหมือนๆ กัน ใครจะอยากพยายาม เพราะยิ่งพยายามยิ่งถูกลงโทษ
.
เงินจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ก็ต่อเมื่ออยู่ในมือคนที่มีความสามารถในการสร้างคุณค่า สร้าง productivity
.
เช่น คุณที่เป็นเจ้าของกิจการ กับผมที่ดูดม้าไปวันๆ มีชีวิตเพื่อหาเงินซื้อม้าดูด ใครจะบริหารเงิน 1 ก้อนได้ดีกว่ากัน
.
คนที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวย ก็ถูกต้องแล้วที่จะได้เปรียบคนอื่น เข้าถึงโอกาสและทรัพยากรได้มากกว่าคนอื่น แต่เฉพาะกับกติกาที่แฟร์
.
กระแสสังคมกำลังหลอกให้เราไปผิดทาง เพราะต้นตอของหายนะแห่งความเหลื่อมล้ำที่ดูเหมือนจะหนักขึ้นทุกวันๆ นี้ มันมาจากระบบการเงินที่เราใช้ วายร้ายมันคือเงินเฟียตที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อเรานี่แหละ มันดึงความมั่งคั่งของทุกคนไปอยู่ในมือคนไม่กี่คน ใครยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร เดี๋ยววันนึงคุณก็จะเข้าใจเอง
.
ระบบเฟียตสร้างมหาเศรษฐีมากมาย ที่ร่ำรวยจากการถืออำนาจหรืออยู่ใกล้แหล่งอำนาจในการควบคุมเงิน มันไม่ได้เก่งจริงไอฟาย เช่น กูประสบความสำเร็จเพราะพ่อกูเป็นรัฐมนตรี กูโคตรรวยเพราะได้สัมปทานผูกขาด ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องแข่งขันกับใคร เซ็นสัญญารับเงินล่วงหน้าเป็นสิบๆ ปี
.
อันนี้แหละผมว่าความเหลื่อมล้ำที่แท้จริง สำหรับเรา คนทั่วไปต้องปีนหน้าผา แต่บางคนมันขึ้นลิฟท์
.
ดังนั้น โลกไม่ได้ต้องการรัฐบาลที่เป็นคนดี ไม่คดโกง แต่ต้องการระบบที่ทุกคนสามารถ Work ภายใต้ Proof เดียวกัน
#Siamstr
นั่นสิ ก๊อบแล้วโพสต์ไปทั่วเลยไม่ได้ปรับความเดือด ไว้แก้มือครับ
ไหไหวายครับเพื่อน
ราคาบ้านมันอยู่ในจุดที่คนส่วนใหญ่เกินจะเอื้อมถึงแล้ว

ทุกวันนี้มันไปกันใหญ่แล้ว การจะมีบ้านหลังน้อยๆ ซักหลังกลายเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ สำหรับคนวัย 30-40 ปี แบบผม ที่ควรจะมีบ้านเล็กๆ สักหลัง มีลูกอย่างน้อย 1 คน
แต่กลับไม่มีอะไรเลย...เข้าวัยกลางคนแล้วส่วนใหญ่ยังสร้างเนื้อสร้างตัวกันไม่ได้ จะเก็บเงินซื้อสดก็ไม่มีวันไล่ราคาบ้านทัน จะกู้ซื้อก็ต้องกัดฟันอยู่แบบอัตคัทขัดสนไปจนเกษียณ
ส่วนคนที่เก่งกว่าค่าเฉลี่ยของประชากร ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีรายได้สูงซึ่งมีสัดส่วนน้อยมาก ก็จะกว้านไล่ซื้อที่ดินมาถือครองให้มากที่สุด ซื้อแล้วก็ไม่ได้อยู่อาศัย บางคนแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลยด้วยซ้ำ ทำไปทำไมกัน?
ใครหลายคนคงคิดว่ามันคือเรื่องปกติ เดี๋ยวนี้ราคาที่ดินมันก็แพงแบบนี้แหละ เพราะความเจริญมันเข้าถึง มูลค่ามันเลยเพิ่ม
แต่จริงๆ แล้วมันโคตรผิดปกติ ทุกคนกำลังซื้อมันในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงไปหลายเท่า เพราะมันกำลังถูกใช้งาน "ผิดประเภท" มันมีความต้องการแฝงจำนวนมหาศาลที่แอบซ่อนอยู่
ตอนนี้แทบไม่เหลือโอกาสให้เราซื้อของถูกหรือในราคาที่เหมาะสม เหมือนคนรุ่น Baby Boomers หรือ GenX เคยมี เพราะมันถูก "แย่ง" ซื้อจนผลักราคาไปไกล แม้ในพื้นที่ทุรกันดารมันก็ยังมีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น
คงมีแค่ไม่ถึง 1% ของประชากรที่สามารถซื้อบ้านหรือที่ดินได้โดยไม่เป็นหนี้ ผู้คนทั่วไปทำงานทั้งชีวิตแต่สามารถซื้อที่ดินได้แค่แปลงเดียว และจะซื้อได้ด้วยการกู้เท่านั้น ซึ่งต้องผ่อนไปจนเกษียณ ได้เป็นเจ้าของบ้านจริงๆ แค่ไม่กี่ปีก็ตายห่าน
และมันยากขึ้นทุกวันๆ หลายคนก็ขยันทำมาหากิน ดิ้นรนทุกวิธีทางแล้วแต่มันไม่พอ เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้คนทำงานทั้งชีวิต ทั้งที่หน้าที่การงานรวมถึงรายได้ก็โอเค แต่ไม่มีปัญญาซื้อบ้านได้สักหลัง
ที่ดินมันแพงมหาโหดเพราะ demand ที่ควรจะมาจากแค่ 1 ความต้องการ มันกลับมาจากความต้องการถึง 3 ส่วน
1. เพื่อใช้ประโยชน์ เช่น อยู่อาศัย ทำธุรกิจ ทำเกษตร ทำนู่นนี่
2. เพื่อรักษามูลค่า (store of value) แทนเงินที่มันเสื่อมค่าตามกาลเวลา
3. เพื่อเก็งกำไร
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ตั้งต้นมาจากสาเหตุเดียว คือ เพราะเรามี "เงินมันเxี้ย" มันไม่สามารถเก็บรักษามูลค่าได้ ผู้คนจึงต้องหาอย่างอื่นมาเก็บรักษาความมั่งคั่งแทนเงิน ซึ่งอันดับ 1 หวยมันไปตกอยู่ที่ "ที่ดิน"
มันเก็บรักษามูลค่ามั่นคงที่สุด เสี่ยงน้อยที่สุด คงทนข้ามผ่านกาลเวลาและส่งต่อให้คนรุ่นหลังในครอบครัวได้ ถ้าไม่เกิดสงคราม หรือรัฐบาลเพี้ยนไล่ยึดที่ดินประชาชน ก็คงไม่มีปัญหาอะไร
ข้อ 2 กับ 3 นี่แหละคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้มันแพง คนร่ำรวยทุกคนไม่ได้ซื้อที่ดินเพื่ออยู่อาศัยหรือใช้งาน
นึกๆ ไป คนในยุคหินอาจจะมีชีวิตที่ดีกว่าเรา ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากมาย บ้านก็ไปจองที่ว่างๆ ในถ้ำเอา เดือนๆ นึงทำงานไม่กี่วันพอ ไปล่าวัวแพะแกะกวางมาซักตัว แล้วตากแห้ง กินทั้งครอบครัวได้เป็นอาทิตย์ หมดแล้วก็ค่อยออกไปล่าใหม่ ไม่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 ฝ่ารถติดออกไปทำงานแทบทุกวัน ไม่เหลือเวลาให้ครอบครัว เพื่อแค่มีกินไปวันๆ และรู้ตัวอีกทีว่าสิ้นเดือนมันไม่พอแดก
เมื่อวันนึงโลกเรากลับมามี "เงินที่ดี" อีกครั้ง
demand ในส่วน store of value และ เก็งกำไร ก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะผู้คนไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดินทำหน้าที่เก็บรักษามูลค่าแทน "เงิน" ที่เสื่อมค่าลงทุกวัน
คนก็จะตัดสินใจซื้อเพื่อแค่อาศัยกันมากขึ้น ราคาที่ดินมันก็จะสมเหตุสมผลมากขึ้น ไม่เหมือนทุกวันนี้ที่คนแย่งซื้อกันเป็นบ้าเป็นบอ คนทั่วไปที่ต้องการแค่อยู่อาศัยก็ไม่มีกำลังพอจะไปแย่งด้วย
เรากำลังถูกบังคับให้ใช้ "เงินเฟียต" ที่ไม่มีคุณสมบัติดีพอที่จะเป็นเงิน มันคือตัวการที่นำพาความล่มสลายมาสู่อารยธรรมมนุษย์ในแทบทุกส่วน และที่ดินเป็นแค่เพียงตัวอย่างเดียว
Fix the money fix the world
#Siamstr
วันเสาร์ที่ 6 เมษายนนี้ ใครว่าง ไปเจอกันที่งานเปิดตัวหนังสือ The Fiat Standard นะครับ

เล่มไหนยังไม่มีลายเซ็น พกไปให้ อ. ตั๊มเซ็นได้เลย
ที่บูธซีเอ็ด ล็อก L47 ชั้น LG งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
#Siamstr
อัตราเงินเฟ้ออย่างน้อยๆ มันต้อง 5-10% ต่อปี และตั้งแต่ช่วงโควิดจนถึงวันนี้ อาจจะแตะ 2 หลักมาตลอดก็เป็นได้

แต่เราไม่มีวันรู้ความจริง...
เงินเฟ้อ ที่ฟังดูน่ารักมุ้งมิ้ง เหมือนท้องอืดท้องเฟ้อนี้ควรถูกเรียกใหม่ว่า "เงินเสื่อมค่า" เพราะมันคือภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุด ตัวแปรหลักที่นำพามนุษยชาติถอยหลังลงคลอง
ราว 50-60 ปีก่อน แม่ผมเข้ารับราชการที่บ้านนอก รับเงินเดือนครั้งแรก 1300 บาท ข้าวจานละบาท ยังพอหากินได้ มันซื้อได้เป็นพันจาน มันกินเองเหลือๆ
รับราชการในยุคนี้ วุฒิ ป. ตรี เงินเดือน 15,000.- ข้าวจานละ 40 บาท เริ่มหายากแล้วและกินก็ไม่อิ่ม ไม่ก็อิ่มเพราะได้ข้าวเยอะ กับข้าวแทบไม่มี และที่สำคัญเอาเงินทั้งเดือนไปซื้อข้าวได้แค่ 300 กว่าจาน รวมค่าใช้จ่ายทุกส่วนแล้ว ผลคือ มันไม่พอ!
ความสามารถในการเลี้ยงดูตัวเองจากเงินเดือนเริ่มต้น ของคนยุคนี้มันต่ำกว่าคนยุคก่อนมากมายหลายเท่า ไม่แปลกเลยที่คนทำงานประจำโดยทั่วไปจะมีชีวิตที่ลำบากมาก เก็บออมไม่ได้ สร้างทรัพย์สินไม่ได้ และดูท่าจะค่อยๆ แย่ลงด้วยซ้ำเพราะรายได้มันโตไม่ทันราคาข้าวของที่แพงขึ้น
ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากพ่อแม่ แทนที่จะให้เขาพึ่งพาเรา พ่อแม่ใครทำไว้ดีก็รอดไป ส่วนใครที่บ้านมีฐานะยากจนเป็นทุนเดิม ชีวิตคุณจะยากลำบากกว่าหลายเท่าตัว
คนเริ่มทำงานยุคนี้ คุณต้องมีเงินเดือนเริ่มต้น 6-70,000.- คุณถึงจะมึกำลังซื้อเท่ากับคนยุคก่อน
ไหวเหรอ? โลกมันผิดเพี้ยนไปกันใหญ่
เอาแบบหลักการหน่อย CPI หรือดัชนีราคาผู้บริโภค คือตะกร้ารวมสินค้าที่รัฐเอามาคำนวณเงินเฟ้อ มันใช้การไม่ได้ ไม้บรรทัดที่ใช้วัดมันยืดหดได้ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรแพงเอาออก อะไรกระจอกเอาเข้า มันจึงไม่เคยสะท้อนภาระต้นทุนที่แท้จริงที่ประชาชนต้องแบกรับเพิ่มเลย สรุปง่ายๆ คือมีไว้ทำเหี้ยอะไรไม่รู้
โดยที่ให้เหตุผลเราว่า "สินค้าเหล่านี้มันควบคุมไม่ได้" ว๊อทเดอะ....! ทั้งๆ ที่สินค้าที่คุณเอาออกมันคือสินค้าจำเป็นที่เราไม่ซื้อก็ต้องซื้อ ไม่อยากใช้ก็ต้องใช้ คือต้นทุนชีวิตหลักของผู้คน เช่น เนื้อสัตว์และพลังงาน เนื้อวัว หมูแพง ก็เอาปลามาใส่แทน น้ำมันราคาพุ่งสูงไปไกลก็เอาตากตะกร้าคำนวณไปเลย
ถ้าหลักการเป็นแบบนี้ แล้ว CPI มันจะสะท้อนเงินเฟ้อได้อย่างไร?
รัฐและธปท. จะหาสูตรคำนวณทุกวิถีทางให้ตัวเลขมันต่ำที่สุด เพื่อความสบายใจของประชาชน ตัวเลขสูงๆ แล้วผู้คนจะใจสั่นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ประชาชนไม่รู้ความจริงเลยว่า ชีวิตเขากำลังจะเผชิญกับอะไรที่รออยู่ข้างหน้า
แม้ว่าหายนะของเงินเสื่อมค่านี้ คือตัวแปรที่ทำร้ายทำลายชีวิตของผู้คนอย่างแสนสาหัสที่สุดแล้ว
มันขโมย เวลา หยาดเหงื่อแรงกาย ความพยายามทุ่มเท ของผู้คนที่ขยันหมั่นเพียรตั้งใจทำมาหากินออกไปหนักขึ้นทุกวัน
หลายคนใช้เวลาทำงานทั้งชีวิตเพื่อบ้านเล็กๆ แค่ 1 หลัง ที่มันจะปลอดหนี้และได้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของแค่ไม่กี่ปีในช่วงบั้นปลายของชีวิต และหลายคนไม่มีสิทธิ์ที่จะมีที่ซุกหัวนอนเป็นของตัวเองไปจนวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยซ้ำ
ในวันนี้รู้ตัวอีกที คนส่วนใหญ่ก็อยู่ในสถานะไม่เหลือ "อนาคต" อีกต่อไป
เรื่องที่สำคัญกับชีวิตประชาชนขนาดนี้คุณยังโกหก แล้วเราที่เป็นประชาชนธรรมดา จะหวังพึ่งพาเหี้ยอะไรจากพวกมึงได้ พวกกูชีวิตถูกทำลายขณะที่มึงนอนเกาไข่บงการชีวิตผู้คนในอ่างจากุชชี่
#Siamstr

