Avatar
Panai Lawasut
977eb50e0c196776fb27a90270ec4459b780ac27e29eb0d1d3355b819cc938f3

ทุกเช้าครับ เหมือนเค้ามีเวลาออกไปทำงานของเค้า

ระบบนิเวศน์ฉันสมบูรณ์เ_ี้ยๆ

GM

#ทีมตรู่

#coffeechain

#Siamstr

เราไม่แก้แค้นกันแบบเน่!!!

วันนี้วันเกิดหลานสาวคนเล็กสุดของตระกูล ลูกสาวคนเล็กของน้องชาย

ฉันให้ Opendime ตามธรรมเนียม

นางคว้าไปอย่างไว แล้วปาทิ้งใส่เค้กทันที

ความรู้สึกฉันเหมือนป้ายยาส้ม nocoiner 😂5555555

ธรรมชาติ bitcoiner มันก็แบบนี้แหละหลายเอ้ย..

กว่าจะเข้าใจว่าอะไรสำคัญจริงๆ เราก็ต้องเคยทำอะไรโง่ๆมาก่อน

ขอหนูได้ให้เติบโตอย่างเสรี ในโลกที่เสรีนะคะ

ลุงป้ำเอง..🥰

#siamstr

Replying to Rattawit027

ปลุกความ “ตลาด” ในตัวคุณ

วันนี้มาเดินเที่ยวตลาดนัดที่กระบี่

.

ตลาดนัดเกตุมงคล(โกไข่)

ต.เขาพนม อ.เขาพนม จ.กระบี่

ขายวัน อังคาร และ พฤหัส

ปกติความตลาดนัดจะไม่ค่อยมีความซับซ้อนเรื่องรูปแบบ เท่าไหร่ แต่ตลาดนี้ ไม่ธรรมดา มีจั่วมีมุกอาคาร แล้วก็จัดผังน่าสนใจ

.

1.การจัดผังแก้ปัญหา เรื่องแสง และการระบายอากาศ การแยกอาคารออกเป็นซอยโดยเว้นที่ว่าง ระหว่างซอย ให้แสงและลมลงได้ หลังคาไม่ต่อกันเป็นพรืด

.

2.หลังคาสูง และเป็น 2 ชั้น แบบมีช่องลม ช่วยระบายลมได้ดี

.

3.คนโคตรเยอะร้านคับคั่ง พอเจออาหารแปลกๆให้ได้ตื่นเต้น ไข่ปลาทอด(แบนๆคล้ายๆทอดมัน)

เป็นไข่ปลาที่มีรสเครื่องแกง ออกขมิ้นๆ ปลากระเบนทอด รสแม่งไม่โอเคแม่งคาว กระเบนเอาไปผัดพริก ดีที่สุดแล้ว มีทั้งของกินของสด ปลาก็ดูโคตรสด ตาใสแจ๋ว

.

เหมือนไม่มีไรมากแต่ตื่นเต้นใช้ได้ เสียดายความวัสดุสมัยใหม่และทักษะเชิงช่างไม่ละมุนแบบ พวกตลาดเก่ายุคที่เป็นไม้ ไม่งั้นแหล่มเลย แปลนโคตรเฟี้ยว

#siamstr

Layout ตลาดแทบจะ 3 ด้านเท่า จริงๆคือไม่ใช่ง่าย

อันนี้ดูจะกลายเป็นข้อดี เข้าถึงง่าย เดินไม่งง

nostr:note1v43v4aq3vf5p7gkejlqn6ynu9xamuqzarynxm2mmp3f5yk8ue0wquyzkqf

ป้ายยาม่วงลูกสาวสำเร็จ nostr:note1jx2sz6asd68arz67xak8dmrjvyp57ppsj7tgz7n8aultcgv5uh9q4jrw3k

Bitcoin history ของคุณเป็นยังไง มาฝังกันไวัใน nostr นี่แหละ เผื่อให้ลูกหลานมาดู

#Siamstr nostr:note1yrg9cr9hpxz9gwzapdw0wcyly4vkd9lkaklp855lkw79hpgxthas68c9h5

สร้างสรรค์..!!!!

นายลืม #siamstr

nostr:note162n8gus5nxxca0ty7e8x2r8xjx2ef4x3ulggtcs0ggumhl8r2zjq07j9rk

คนบอกไม่มีๆนี่แหละ คุยยาวตลอด ไอ้เราก็ชอบซะด้วยซิ

วันนี้ลูกชายมาทำ KYC

ถ้าวันนึงตอนเค้าโตขึ้นแล้ว มาต่อว่าฉันว่า

“พ่อเอาชีวิตหนูไปมอบให้รัฐทำไมตั้งแต่ 7 ขวบ”

ฉันคงต่องยอมรับคำต่อว่านั้นอย่างเถียงไม่ออก

เราไม่สามารถเอาประสบการณ์ของเราไปตัดสินชีวิตในอนาคตของคนรุ่นหลังได้ เราไม่มีทางเดาออกว่าในอีก 20-30 ปี โลกที่เค้าต้องเจอจะเป็นยังไง

สิ่งที่พ่อพบเจอมาก่อน อาจเป็นแค่เรื่องเล่า ไม่ใช่คำสอน พ่อคงทำได้แค่เล่าว่าพ่อมีวิธีคิดต่อเรื่องต่างๆอย่างไร พ่อตัดสินใจเรื่องต่างๆอย่างไร

สุดท้ายหนูต้องตัดสินชีวิตของหนูเอง

“ชีวิตใคร ชีวิตมัน” พ่อเชื่อแบบนั้น

ยินดีต้อนรับสู่การเป็นคนไทยอย่างเป็นทางการ

GD

#siamstr

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

เรามีเพื่อนที่สนิทจริงๆกี่คน…

เป็นโพสที่ผมอยากโพสลงเฟสบุ๊คมากเพราะเพื่อนที่รู้จักมักจี่กันเยอะมาก แต่เอาเข้าจริงในชีวิตผมกลับผมเพียงความว่างเปล่า

เพื่อนที่ให้ความรักความหวังกลับล้วนอยู่ในการพบเจอกันผ่านทางโซเชียลเสียส่วนใหญ่

หากคุณไปกดที่หน้าโปรไฟล์ในเฟสบุ๊คก็จะพบว่าคนที่มาไลค์ มาคอมเมนต์ให้บ่อยๆ คือ คนในโลกออนไลน์ที่แทบไม่ได้รู้จักกัน

ด้วยความอีโก้สูงของตัวเอง เมื่อสมัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยใหม่ๆ เท่าที่ผมจำได้คือ โพสที่ลงรูปที่ถ่ายมีคนสนใจอยู่มิน้อย ทั้งจากความเป็นนักถ่ายรูปมือสมัครเล่น ทั่วไป ผมเริ่มไม่เป็นที่ยอมรับเนื่องจากหันมาทำธุรกิจ “ขายตรง” เพื่อนๆเริ่มหาว่าเราบ้าสิ่งนู้นสิ่งนี้ เรารู้ตัวเองพร้อมสภาวะจำยอมที่เราเริ่มต้นด้วยการที่ไม่มีทุนทรัพย์

เราเป็นเด็กที่เอเนจี้สูงมากหากอยู่ในสังคม แต่แน่นอนว่าสังคมที่มันไหลไปตามสภาวะของสังคมจำยอม มันไม่ได้คัดสรรค์จากตัวเราเอง

ผมเริ่มไม่ได้เป็นที่ต้องการ เพราะเด็กพวกนั้นมองหาแต่ความสนุก แต่สิ่งที่ผมเผชิญหน้าทุกครั้งคือความทุกข์ แม้แต่การเจอกัน เราเริ่มตีตัวออกห่างซึ่งกันและกัน เรื่องที่คุยกันได้ทำให้ผมคิดว่า “เห้ย บางทีกูกับมึงไม่ควรเป็นเพื่อนกันเลย”

ในตอนที่ IG มีปุ่ม Close friend มันเหมือนการที่ผมต้องเลือกว่าใครเป็นเพื่อนสนิท และเป็นผมเองนี่แหละครับที่ไม่เคยใช้ฟังก์ชั่นนี้เลยเพราะไม่รู้ว่า “ใครสนิทกับกูวะ”

เมื่อช่วงเดือนมีนาคม วันที่ผมไปช่วยทีม Right Shift อัด Alt+Tab ผมจำได้อย่างหนึ่ง คือ รู้สึกสนุกเอนจอยกับงานที่ไม่ต้องมีคนรู้จักมึง ไม่ต้องสนิทกับมึง แค่เค้ารักในสิ่งที่มึงรัก ผมว่านี่คือการมีคนรู้จักและนับเป็นเรื่องโชคดี

แต่กลับกันหลังจากวันนั้นผมนั่ง BTS เพื่อไปกินเลี้ยงงานรวมตัวเพื่อนเก่า ซึ่งช่วงแรกของงานก็ดูจะราบเรียบ แต่เมื่อพอย้ายสถานที่ไปถึงร้านแห่งหนึ่ง

สมองผม ณ ตอนนั้น คือความว่างเปล่า มันเหมือนโดนผลกระทบจากความธรรมดา และ กลุ่มคนที่เหมือนแค่เคยรู้จักกัน เป็นความเลวร้าย ผมเหมือนเป็นคนทรยศในสถานการณ์นั้น ผมเริ่มปฏิเสธ สิ่งที่พวกเค้าหยิบยื่น การเข้าสังคม ณ ตอนนั้นของผม กลายเป็นเรื่องเลวร้าย ผมไม่อยากที่จะคิดว่าเราเป็นเพื่อนกัน และ ต้องมาอยู่ในที่ซึ่งเลวร้าย รายล้อมไปด้วย อบายมุข

ความหรรษาเหมือนถูกตราตรึงเมื่อพวกเค้าดึงผมไปสถานที่ ที่สาม และเป็นผมเองที่เดินจากมา

อีกเรื่องที่จะกล่าวมิได้คือ เพื่อนผมที่ไม่ได้ติดต่อกันมาเกินสิบปี เสียชีวิต ผมจำได้ว่า เจอเค้าครั้งสุดท้ายคือ เซเว่นกลางตัวจังหวัด เราทั้งคู่ต่างอวยพรให้กันและกันผดชคดีตามประสาเด็ก ม.5 เค้าเสียชีวิตด้วยอุบัต เหตุ เมื่อผมทักไลน์ถามในกลุ่ม ไม่มีคนตอบผมสักคน

ปีนี้ผมเหมือนถูกทำร้ายด้านความคิดเรื่องเพื่อนไปหมดสิ้น เพื่อนที่เหมือนพึ่งจะเลิกคบ เพื่อนที่ตาย เพื่อนที่ในอดีตที่แทบไม่พูดกันแม้แต่งานศพเพื่อน เพื่อนที่แม้แต่งานแต่งงานเค้ายังไม่มีเรา นี่มันเรื่องบ้าบอชัดๆ

ผมรู้สึกเหมือนเราเป็นเพียงแค่คนรู้จัก มิตรภาพ ณ ตอนนั้น กลายเป็นคำโป้ปด

เราอาจจะเป็นคนเดียวที่ให้คุณค่าหรือแม้แต่กำหนดคุณค่าด้วยตัวของตนเอง

แด่เพื่อนรักทั้งหลาย หากได้มาอ่านใน Note นี้ความสัมพันธ์เรายังเป็นเหมือนเดิม ยังรัก และ หวังดีกับทุกคน

หากการที่เราจากมาคนละเส้นทาง ถือเป็นการเดินทางที่สวยงามเมื่อเราจากกัน ณ ตอนนั้น

เข้าใจความรู้สึกมากเลยครับ คล้ายผมมากเลย