Avatar
Robot Bear
b304b0138e9342e619959a1956d5c6734b7c4e066b69976ae37ecba1f9acaa96
...

เจ้าหญิงแห่งพายุหิมะ

#siamstr #wherostr

ณ อาณาจักรน้ำแข็งที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งนามว่า เอลวีน่า เด็กหญิงวัย 8 ขวบผู้มีพลังวิเศษในการควบคุมหิมะและความเย็น นางเกิดมาพร้อมกับเส้นผมสีเงินและดวงตาสีฟ้าประกายราวกับน้ำแข็ง ทุกคนในอาณาจักรต่างรักและเคารพเธอ เพราะเธอสามารถทำให้หิมะตกเบา ๆ เพื่อความสวยงาม และช่วยรักษาพืชพันธุ์ในฤดูหนาวให้อยู่รอด

วันหนึ่ง พายุหิมะรุนแรงที่สุดที่เคยมีมาได้ก่อตัวขึ้น พายุเงามืดแห่งขั้วโลก กำลังก่อตัวและทำให้หิมะพัดกระหน่ำจนทุกสิ่งถูกกลบหายไปในม่านน้ำแข็ง แม้แต่ปราสาทของเธอก็สั่นสะเทือนจากลมหนาวที่รุนแรงกว่าปกติ

เอลวีน่ารู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่พายุธรรมดา แต่เป็นฝีมือของ ราชินีฟรอสเทีย เทพธิดาแห่งพายุหิมะที่หลับใหลมาเป็นเวลาหลายร้อยปี การที่เธอตื่นขึ้นมาหมายความว่าอาณาจักรอาจถูกแช่แข็งตลอดกาล!

ด้วยหัวใจที่กล้าหาญ เอลวีน่าจึงตัดสินใจออกเดินทางฝ่าพายุไปยัง ยอดเขาแห่งน้ำแข็งนิรันดร์ ซึ่งเป็นที่พำนักของราชินีฟรอสเทีย แม้ว่าลมจะแรงจนแทบเดินไม่ได้ แต่เธอก็ใช้พลังของตนเองสร้างเส้นทางน้ำแข็งใต้ฝ่าเท้า และเรียก เกล็ดหิมะวิเศษ มาปกป้องร่างกายจากความหนาวเหน็บ

เมื่อเธอเดินทางไปถึงยอดเขา ก็พบกับราชินีฟรอสเทียซึ่งมีร่างสูงโปร่ง ผมยาวสยายสีขาวดั่งหิมะ และมงกุฎน้ำแข็งระยิบระยับ เธอมองเอลวีน่าด้วยสายตาเย็นชา

"เจ้าคือผู้ที่เกิดมาพร้อมพลังน้ำแข็งสินะ?" ฟรอสเทียกล่าวเสียงก้อง "แต่เจ้ายังไม่รู้จักความหนาวที่แท้จริง!"

ทันใดนั้น ราชินีฟรอสเทียก็สะบัดมือ ทำให้พายุหิมะหมุนวนรอบตัวเอลวีน่า แต่แทนที่เธอจะกลัว เจ้าหญิงน้อยกลับหลับตาลงและปล่อยพลังของตนเองออกมา พายุหิมะค่อย ๆ สงบลง เกล็ดหิมะสีฟ้าประกายเริ่มโบยบินรอบตัวเธอ ราวกับพลังแห่งความอบอุ่นในฤดูหนาว

"ข้ารู้ว่าหิมะไม่ได้มีแต่ความเย็นเยียบ แต่มันก็งดงามและอ่อนโยนได้เช่นกัน" เอลวีน่ากล่าว "ท่านไม่จำเป็นต้องใช้พลังเพื่อทำลาย ทุกสิ่งสามารถอยู่ร่วมกันได้"

ราชินีฟรอสเทียนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่น้ำแข็งที่เกาะรอบตัวเธอจะเริ่มละลาย เธอมองเอลวีน่าด้วยรอยยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าวว่า

"เจ้านี่ช่างพิเศษจริง ๆ... ข้าขอฝากอนาคตของฤดูหนาวไว้ในมือของเจ้า"

ตั้งแต่นั้นมา อาณาจักรน้ำแข็งก็กลับคืนสู่ความสงบ เอลวีน่าเติบโตขึ้นเป็นเจ้าหญิงที่ควบคุมพลังหิมะได้อย่างสมบูรณ์ และกลายเป็นตำนานของอาณาจักรที่ไม่มีวันถูกลืม

จบบริบูรณ์

เทพนิยายแห่งการนอนหลับ

#wherostr siamstr

ณ ดินแดนอันเงียบสงบที่เรียกว่า "อาณาจักรแห่งความฝัน" มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งชื่อว่า ลูมิเอล เธอเป็นเจ้าหญิงแห่งการหลับฝันดี ผู้มีพลังวิเศษที่สามารถทำให้ทุกคนในอาณาจักรนอนหลับสนิทและฝันดีตลอดคืน

ลูมิเอลอาศัยอยู่ใน ปราสาทแห่งสายหมอก ซึ่งล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆสีเงิน ทุกค่ำคืน เธอจะออกเดินทางพร้อมกับ ดวงดาวนำทาง และ ผีเสื้อแห่งราตรี เพื่อนำละอองแห่งการนอนหลับไปโปรยลงมายังเมืองด้านล่าง ทำให้ทุกคนมีความฝันที่สวยงาม

แต่แล้ววันหนึ่ง เงามืดแห่งฝันร้าย ก็ปรากฏขึ้นจากหุบเขาแห่งความว่างเปล่า มันคือ โนคเทิร์น ราชาแห่งฝันร้ายที่คอยแทรกซึมเข้าสู่จิตใจของผู้คน ทำให้พวกเขาฝันร้ายและหวาดกลัวจนไม่สามารถพักผ่อนได้

ลูมิเอลรู้ว่าหากปล่อยให้โนคเทิร์นแพร่กระจายความกลัวไปมากกว่านี้ ทุกคนจะอ่อนล้าและอาณาจักรแห่งความฝันจะล่มสลาย เธอจึงออกเดินทางไปยัง ทะเลแห่งหมอกสีคราม ที่ว่ากันว่ามี แสงแห่งดวงจันทร์บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่สามารถขับไล่ความมืดของโนคเทิร์นได้

เธอขี่ ม้ามายา ที่เกิดจากสายลมกลางคืน มุ่งหน้าไปยังทะเลแห่งหมอก แม้ว่าจะมีพายุเงามืดพัดมาขัดขวาง แต่เธอก็ยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยหัวใจที่กล้าหาญ จนกระทั่งเธอพบกับ ผลึกแห่งจันทรา ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ม่านหมอก

เมื่อเธอถือผลึกขึ้นมา แสงสีเงินก็ส่องประกายไปทั่วท้องฟ้า ทำให้เงามืดของโนคเทิร์นจางหายไปอย่างช้า ๆ เจ้าหญิงลูมิเอลจึงใช้พลังของตนเองโปรยละอองแห่งการนอนหลับที่บริสุทธิ์ไปทั่วอาณาจักร

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกคืนในอาณาจักรแห่งความฝันก็กลับมาสงบสุขอีกครั้ง ทุกคนได้นอนหลับอย่างมีความสุข พร้อมฝันถึงสิ่งดี ๆ และเสียงของลมกลางคืนก็กล่อมให้พวกเขาหลับใหลดั่งเสียงเพลงอ่อนหวาน

จบบริบูรณ์

เงาดำแห่งบ้านร้างท้ายหมู่บ้าน

#siamstr #wherostr

ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในภาคอีสาน มีบ้านร้างอยู่ท้ายหมู่บ้านที่ไม่มีใครกล้าเฉียดเข้าไปใกล้ แม้แต่ตอนกลางวัน เด็กๆ ถูกสั่งห้ามเล่นแถวนั้น ส่วนผู้ใหญ่ก็เลี่ยงเส้นทางนี้เมื่อถึงยามค่ำคืน บ้านหลังนั้นมีเรื่องเล่าสืบทอดกันมาว่า ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่อยู่ของครอบครัวหนึ่งซึ่งต้องคำสาป

บ้านที่เต็มไปด้วยเงา

คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า เมื่อราวร้อยปีที่แล้ว ครอบครัวหนึ่งได้ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น พ่อแม่และลูกชายวัย 10 ขวบใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข จนกระทั่งคืนหนึ่ง ลูกชายเกิดหายตัวไปอย่างลึกลับ แม้จะค้นหาทั้งหมู่บ้านก็ไม่พบร่องรอยของเด็กน้อยเลย หลังจากนั้นไม่นาน ผู้เป็นพ่อก็เสียชีวิตอย่างปริศนา ทิ้งให้แม่ต้องอยู่เพียงลำพัง

หญิงชราที่อาศัยอยู่ในบ้านเริ่มเปลี่ยนไป นางมักนั่งมองออกไปทางหน้าต่าง พึมพำถ้อยคำประหลาดที่ไม่มีใครเข้าใจ บางคืนชาวบ้านที่เดินผ่านได้ยินเสียงหัวเราะแหบพร่า และบางครั้งก็เป็นเสียงสะอื้นที่ดังมาจากในบ้าน

คืนหนึ่ง นางหายตัวไปโดยไม่มีใครพบเห็นอีกเลย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บ้านหลังนั้นก็ถูกทิ้งร้างไป และมีเสียงลือเสียงเล่าขานว่า หากใครเดินผ่านไปตอนกลางคืน จะเห็นเงาดำของหญิงชราในชุดขาดรุ่งริ่งยืนอยู่ริมหน้าต่าง จ้องมองออกมาอย่างไร้อารมณ์

เด็กชายผู้ท้าทายคำสาป

เวลาผ่านไปหลายสิบปี จนกระทั่งเด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อ “ไอ้เขียว” ซึ่งเป็นเด็กจอมซนแห่งหมู่บ้าน ได้ยินเรื่องเล่าของบ้านร้างท้ายหมู่บ้าน เขาไม่เชื่อและท้าพิสูจน์ด้วยการเข้าไปในบ้านตอนกลางคืน

คืนนั้น แสงจันทร์ซีดเซียวส่องให้เห็นตัวบ้านเก่าโทรม ไอ้เขียวเดินเข้าไปพร้อมกับตะเกียงในมือ ข้างในบ้านเต็มไปด้วยฝุ่นและใยแมงมุม เงาสลัวของเฟอร์นิเจอร์เก่าทำให้บรรยากาศน่าขนลุก

ขณะที่เขากำลังสำรวจอยู่ จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากชั้นบน ร่างของหญิงชราผมยาวรุงรัง ค่อยๆ ก้าวลงมาช้าๆ ใบหน้าของนางซีดขาว ดวงตาว่างเปล่า และที่น่ากลัวที่สุด…คือรอยยิ้มที่กว้างเกินกว่าปกติ

ไอ้เขียวตัวสั่น หัวใจเต้นรัว เขารีบวิ่งไปที่ประตู แต่ประตูปิดล็อกเองอย่างไร้เหตุผล ลมเย็นยะเยือกพัดวูบมา เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นรอบตัวเขา

“เข้ามาหาแม่สิลูก…กลับมาอยู่กับแม่นะ”

เสียงแหบพร่าดังขึ้นที่ข้างหู ไอ้เขียวหันไปช้าๆ และเห็นใบหน้าของหญิงชราอยู่ห่างเพียงคืบ ดวงตาดำสนิทของนางจ้องลึกเข้ามาในวิญญาณของเขา

ไอ้เขียวกรีดร้องสุดเสียง…

คำสาปที่ไม่มีวันจบสิ้น

รุ่งเช้า ชาวบ้านพบร่างของไอ้เขียวนอนหมดสติอยู่หน้าบ้านร้าง นัยน์ตาของเขาเบิกโพลงและเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ไม่พูดอะไรอีกเลย และหากใครเดินผ่านบ้านร้างท้ายหมู่บ้านในคืนเดือนมืด…

อาจจะได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงชราแว่วมา พร้อมกับเสียงเด็กชายร้องไห้…

เจ้าหญิงแห่งเตียงนอนสีชมพู

#siamstr #wheroste

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเมฆนุ่ม มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งนามว่า เจ้าหญิงโรซาลีน นางเป็นเจ้าหญิงที่มีเตียงนอนสีชมพูแสนสวย ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากขนนกวิเศษและหมอกแห่งความฝัน เตียงของเจ้าหญิงไม่เพียงแต่นุ่มสบายเท่านั้น แต่ยังมีพลังวิเศษที่ช่วยให้ผู้ที่ได้นอนพักฝันดีเสมอ

คืนหนึ่ง ขณะที่เจ้าหญิงโรซาลีนกำลังหลับใหลอยู่บนเตียงสีชมพูของนาง จู่ๆ ก็มีแสงส่องประกายออกมาจากหมอนของนาง และเสียงกระซิบเบาๆ ก็ดังขึ้น

"เจ้าหญิงแห่งเตียงนอนสีชมพู โปรดช่วยพวกเราด้วย!"

โรซาลีนลืมตาขึ้น นางมองเห็นเงาร่างโปร่งแสงของ วิญญาณแห่งความฝัน พวกเขาดูอ่อนแรงและซีดจางไปมาก

"เกิดอะไรขึ้นหรือ?" เจ้าหญิงถามด้วยความเป็นห่วง

"ปีศาจแห่งฝันร้ายกำลังกลืนกินความฝันที่สวยงามของเด็กๆ ในอาณาจักรนี้ พวกเขาตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว และไม่มีใครได้นอนหลับอย่างสงบสุขอีกเลย"

เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าหญิงโรซาลีนก็ตัดสินใจออกเดินทางไปยัง ปราสาทแห่งฝันร้าย ซึ่งเป็นที่อยู่ของปีศาจร้าย นางพกเอาหมอนวิเศษของตนติดตัวไปด้วย และสวมชุดนอนสีชมพูที่ปักด้วยเกล็ดเมฆวิเศษ

เมื่อไปถึงปราสาท นางพบว่าเมืองรอบๆ เต็มไปด้วยเงามืดและเสียงคร่ำครวญของผู้ที่ฝันร้าย เจ้าหญิงไม่รอช้า นางกระโดดขึ้นเตียงสีชมพูที่บินได้ของตน และเหวี่ยงหมอนวิเศษใส่เมฆดำรอบตัวปราสาท ทันใดนั้น เมฆดำก็เริ่มจางหายไป

แต่แล้ว ปีศาจแห่งฝันร้าย ก็ปรากฏตัวขึ้น!

"เจ้ากล้ามาขัดขวางข้ารึ! ข้าคือผู้ที่ควบคุมฝันร้ายทั้งปวง!"

เจ้าหญิงโรซาลีนไม่หวั่นเกรง นางลุกขึ้นยืนบนเตียงและกล่าวว่า

"ไม่มีใครสมควรต้องทนทุกข์จากฝันร้าย! ข้าจะนำความสงบสุขกลับมา!"

นางสะบัดผ้าห่มสีชมพูของตน และเกิดเป็นแสงวิเศษพุ่งเข้าใส่ปีศาจแห่งฝันร้าย มันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดก่อนจะสลายหายไป พร้อมกับคืนความสดใสให้แก่ท้องฟ้า เมืองทั้งเมืองกลับมาสดใสอีกครั้ง ผู้คนกลับมาฝันดีอีกครั้ง

ตั้งแต่นั้นมา เจ้าหญิงโรซาลีนได้กลายเป็น ผู้พิทักษ์แห่งความฝันอันแสนหวาน และเตียงนอนสีชมพูของนางก็ยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการพักผ่อนเสมอ

— จบ —

เจ้าหญิงแห่งโคมไฟ

#siamstr #wherostr

ณ อาณาจักรลูเมร่า ซึ่งเป็นอาณาจักรที่ขึ้นชื่อเรื่องแสงสว่างและความอบอุ่น มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งนามว่า เจ้าหญิงลูเมีย นางเป็นเจ้าหญิงที่รักแสงสว่างเป็นที่สุด และมีความสามารถพิเศษในการ สร้างโคมไฟวิเศษ ที่ให้แสงอ่อนโยนช่วยให้ผู้คนหลับฝันดี

แสงสว่างที่หายไป

คืนหนึ่ง พายุร้ายพัดเข้ามายังอาณาจักร ทำให้โคมไฟวิเศษในพระราชวังและทั่วเมืองดับลง ความมืดปกคลุมไปทั่ว ผู้คนต่างหวาดกลัวเพราะในอาณาจักรนี้ไม่เคยมีคืนที่มืดมิดเช่นนี้มาก่อน

เจ้าหญิงลูเมียรู้ว่าต้องทำอะไรสักอย่าง นางจึงออกเดินทางไปยัง หอคอยแห่งแสง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้สร้างโคมไฟวิเศษของอาณาจักร แต่เมื่อไปถึง นางพบว่า หัวใจแห่งแสง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของโคมไฟวิเศษนั้นถูกพายุทำให้ดับลง

การฟื้นคืนแสงสว่าง

เจ้าหญิงลูเมียตัดสินใจใช้พลังของตนเอง นางรวบรวมความกล้าและจิตใจที่เปี่ยมด้วยความรัก จุดแสงจากมือของตนเองและเป่ามันเข้าไปในหัวใจแห่งแสง

ทันใดนั้น แสงสีทองอ่อนโยนก็สว่างวาบออกมา หัวใจแห่งแสงเริ่มกลับมามีพลัง และโคมไฟวิเศษทุกดวงในอาณาจักรก็ค่อยๆ กลับมาเรืองแสงอีกครั้ง

แสงจากโคมไฟของเจ้าหญิงลูเมียไม่เพียงแต่ให้ความสว่าง แต่ยังช่วยให้หัวใจของผู้คนอบอุ่นและหลับฝันดี

ตำนานแห่งโคมไฟวิเศษ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกคืนก่อนนอน ผู้คนในอาณาจักรลูเมร่าจะจุดโคมไฟเล็กๆ ไว้ในบ้านของตนเอง เป็นสัญลักษณ์ของความหวังและความอบอุ่นจากเจ้าหญิงลูเมีย ผู้ที่ทำให้ทุกคืนเต็มไปด้วยแสงสว่างแห่งความสุข

จบ

ุเจ้าหญิงแห่งการทำความสะอาด

#siamstr #wherostr

ณ อาณาจักรคลาเรนเซีย มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งนามว่า เจ้าหญิงคลาร่า เธอเป็นเจ้าหญิงที่รักความสะอาดและเป็นระเบียบมากที่สุดในอาณาจักร พระราชวังของเธอทุกซอกทุกมุมสะอาดหมดจดเสมอ และทุกคนต่างชื่นชมความเป็นระเบียบของเธอ

การเตรียมห้องนอนใหม่

วันหนึ่ง พระราชาทรงมีรับสั่งให้สร้างห้องนอนใหม่ให้กับเจ้าหญิงคลาร่า เป็นห้องที่กว้างขวาง มีหน้าต่างขนาดใหญ่ให้แสงแดดส่องเข้ามาได้ และมีระเบียงที่สามารถมองเห็นสวนดอกไม้ของพระราชวัง

เมื่อห้องนอนใหม่สร้างเสร็จแล้ว เจ้าหญิงคลาร่าดีใจมาก แต่เมื่อเธอเข้าไปในห้อง ก็พบว่ามันเต็มไปด้วยฝุ่นและสิ่งของที่ยังไม่ได้จัดเรียง เธอจึงตัดสินใจ ลงมือทำความสะอาดด้วยตัวเอง

ภารกิจทำความสะอาด

เจ้าหญิงคลาร่าหยิบไม้กวาดมากวาดพื้น หยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าต่าง และจัดวางเครื่องเรือนให้เข้าที่ เธอรู้สึกสนุกกับการจัดแต่งห้องของตัวเอง เมื่อข้าราชบริพารเห็นเจ้าหญิงทำงานอย่างขยันขันแข็ง พวกเขาก็ตัดสินใจเข้ามาช่วย

มหาดเล็กช่วยกันยกเตียงไปวางในตำแหน่งที่เหมาะสม

สาวใช้ช่วยปัดฝุ่นและเช็ดกระจกให้ใสสะอาด

องครักษ์ช่วยขนของหนักๆ ไปเก็บให้เรียบร้อย

เมื่อทุกคนช่วยกันทำงาน ห้องนอนใหม่ของเจ้าหญิงคลาร่าก็กลายเป็นห้องที่ สะอาดที่สุดและสวยงามที่สุด

รางวัลของความขยัน

พระราชาและพระราชินีเห็นความตั้งใจของเจ้าหญิงก็ทรงภูมิใจเป็นอย่างมาก พระราชาจึงมอบพรมสีทองปักลายพิเศษให้เจ้าหญิงเพื่อเป็นของขวัญสำหรับห้องใหม่ และพระราชินีได้มอบโคมไฟแก้วระย้าที่ส่องแสงระยิบระยับราวกับดวงดาว

เจ้าหญิงคลาร่ายิ้มด้วยความสุขและกล่าวว่า

"ห้องนอนที่สะอาดและเป็นระเบียบ ทำให้จิตใจเราสงบและมีความสุขที่สุดเลยเพคะ!"

ตั้งแต่นั้นมา ทุกคนในอาณาจักรคลาเรนเซียต่างยกย่องให้เจ้าหญิงคลาร่าเป็น "เจ้าหญิงแห่งการทำความสะอาด" และเด็กๆ ทั่วอาณาจักรก็ต่างได้รับแรงบันดาลใจจากเธอ ในการดูแลห้องของตัวเองให้สะอาดและเป็นระเบียบ

จบ

สุสานแห่งเงาลับ

#siamstr #wherostr

ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาลึก มีตำนานเล่าขานถึง สุสานแห่งเงาลับ—สถานที่ที่ไม่มีใครเคยพบเห็น นอกจากในฝันร้ายของผู้เฒ่าผู้แก่ แต่สำหรับ ลูเซีย เด็กหญิงวัยสิบขวบ มันไม่ใช่แค่ตำนาน เพราะเธอเป็นเพียงคนเดียวที่มองเห็นมัน

การค้นพบที่แปลกประหลาด

ลูเซียเป็นเด็กที่แตกต่างจากคนอื่น เธอชอบเดินเล่นในป่าตอนเย็น และบางครั้งเธอจะเห็นสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็น คืนหนึ่ง ขณะที่เธอเดินกลับบ้าน เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในอากาศ

"ตามมาสิ..."

เสียงนั้นพาเธอมาหยุดที่ลานหญ้ารกร้าง และทันใดนั้น ภาพของสุสานเก่าแก่ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา หินหลุมศพเรียงรายอยู่ในความเงียบงัน บางหลุมมีเถาวัลย์พันรอบ ราวกับถูกทอดทิ้งมานานหลายศตวรรษ

แต่ที่แปลกที่สุดคือ ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ว่ามีสุสานอยู่ตรงนี้

เสียงกระซิบจากใต้ดิน

คืนนั้นลูเซียกลับบ้านด้วยความสับสน เมื่อเธอเล่าเรื่องให้พ่อแม่ฟัง พวกเขากลับมองเธอด้วยความกังวล

"ไม่มีสุสานที่ไหนทั้งนั้น ลูกคงจินตนาการไปเอง" แม่บอก

แต่ลูเซียรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริง เธอกลับไปที่สุสานในคืนต่อมา คราวนี้ เธอได้ยินเสียงกระซิบดังขึ้นจากใต้ดิน

"ช่วยเราด้วย..."

หัวใจของเธอเต้นแรง เธอกล้าก้าวเข้าไปใกล้หลุมศพหนึ่ง และทันใดนั้น มือเล็ก ๆ สีซีดโผล่ออกมาจากพื้น!

ความจริงที่ถูกซ่อนเร้น

ลูเซียกรีดร้องด้วยความตกใจ แต่เด็กหญิงที่โผล่ขึ้นมาจากใต้ดินกลับดูไม่ได้น่ากลัว เธอมีผมยาวสีขาวซีด ตาสีฟ้าใส และเสื้อผ้าที่ดูเก่าแก่

"เจ้าคือใคร?" ลูเซียถามเสียงสั่น

"ข้าคือ เอลเลน วิญญาณที่ถูกลืม..."

เอลเลนเล่าว่า สุสานแห่งนี้เคยเป็นที่ฝังศพของเด็ก ๆ จากหมู่บ้านเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ผู้คนลืมเลือน และสถานที่นี้ก็ค่อย ๆ หายไปจากสายตาของมนุษย์ เหลือเพียงเธอ ที่ยังรอให้ใครสักคนมาพบ

"เจ้าคือคนแรกที่เห็นเรา ได้โปรดช่วยให้พวกเราหลุดพ้นจากคำสาปนี้"

ภารกิจคืนความทรงจำ

ลูเซียตัดสินใจช่วย เธอเริ่มค้นหาหนังสือเก่าและถามผู้เฒ่าในหมู่บ้าน จนพบว่า มีคำสาปเก่าแก่ที่ทำให้สุสานแห่งเงาลับถูกลืมเลือน

หากมีคนจดจำผู้ที่ถูกฝังไว้ได้ คำสาปก็จะหายไป

ลูเซียเริ่มเล่าเรื่องของเอลเลนให้คนในหมู่บ้านฟัง เธอพาทุกคนไปที่ลานหญ้า แต่ไม่มีใครเห็นสุสาน ยกเว้นเธอ

คืนแห่งความเปลี่ยนแปลง

ลูเซียไม่ยอมแพ้ เธอนำดอกไม้มาโปรยทั่วลานหญ้า ตั้งเทียนไว้รอบ ๆ แล้วกระซิบชื่อของเด็ก ๆ เหล่านั้น

เมื่อเธอเอ่ยชื่อ เอลเลน แสงสีเงินก็ส่องประกายขึ้นจากพื้นดิน ภาพของสุสานค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ ทุกคนสามารถเห็นมันได้

เด็ก ๆ วิญญาณที่ถูกลืมเริ่มสว่างไสวขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขายิ้มให้ลูเซียก่อนจะค่อย ๆ ละลายเป็นแสงจางหายไป

บทสรุปของสุสานแห่งเงาลับ

ตั้งแต่นั้นมา สุสานแห่งเงาลับไม่ใช่สถานที่ต้องสาปอีกต่อไป มันกลายเป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำที่ผู้คนในหมู่บ้านดูแลอย่างดี

และลูเซีย... เธอกลายเป็นเด็กหญิงผู้กล้าหาญ ผู้ที่นำพาความจริงกลับคืนสู่โลก

จบบริบูรณ์

เจ้าหญิงแห่งความสงบ

#wherostr #siamstr

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเอเดรียมี เจ้าหญิงน้อยนามว่า ไอรา ซึ่งงดงามและเฉลียวฉลาด แต่เธอกลับมีข้อเสียที่ทำให้ทุกคนรอบตัวต้องหวาดกลัว—เธอเป็นคนอารมณ์ร้อนมาก

เมื่อใดที่มีสิ่งผิดพลาดหรือขัดใจ เธอมักจะตะโกน โมโห และบางครั้งถึงกับโยนสิ่งของ นางกำนัลและองครักษ์ต่างหวาดหวั่น แต่ไม่มีใครกล้าตักเตือนเจ้าหญิง

ปัญหาที่เริ่มต้น

วันหนึ่ง ในขณะที่เจ้าหญิงไอรากำลังจะสวมชุดเดรสตัวโปรดเพื่อไปร่วมงานเลี้ยง นางกำนัลดันเผลอทำรอยเปื้อนบนชุด เธอโมโหมากจนผลักแจกันดอกไม้ตกลงพื้น แตกกระจายทั่วห้อง

“เจ้าหญิงเพคะ โปรดใจเย็นก่อน!” นางกำนัลร้องขอด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ข้าไม่ต้องการฟังคำแก้ตัว! ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!” ไอราตะโกนเสียงดัง

ข่าวเรื่องอารมณ์ร้อนของเจ้าหญิงแพร่กระจายไปทั่วพระราชวัง พระราชาและพระราชินีเริ่มกังวล เพราะอุปนิสัยเช่นนี้อาจทำให้เธอไม่เป็นที่รักของประชาชน

การเดินทางเพื่อค้นหาความสงบ

วันหนึ่ง พระราชาตัดสินใจส่งไอราไปพบฤๅษีผู้เป็นที่ปรึกษาแห่งอาณาจักร ฤๅษีแนะนำให้เธอออกเดินทางไปยังป่าแห่งสายลม ที่ซึ่งมีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยให้ผู้คนค้นพบความสงบในใจ

“จงฟังเสียงสายลมเถิด เจ้าหญิง มันจะสอนเจ้าเกี่ยวกับความอดทน” ฤๅษีกล่าว

แม้จะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ไอราก็ตัดสินใจเดินทางไปยังป่านั้น

บทเรียนจากธรรมชาติ

เมื่อไปถึงป่า เจ้าหญิงได้พบกับต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งก้านไหวตามสายลม เสียงใบไม้พัดกราวราวกับกำลังพูดกับเธอ

“ทำไมข้าต้องฟังเสียงลม?” ไอราพูดกับตัวเอง

ทันใดนั้น เธอเห็นกระรอกน้อยสองตัวกำลังแย่งถั่วกัน มันทะเลาะกันเสียงดัง แล้วไม่นานก็หยุด และแบ่งถั่วให้กันเอง

“ทำไมพวกมันถึงไม่โกรธกัน?” เธอเริ่มสงสัย

จากนั้น เธอเห็นกวางตัวหนึ่งสะดุดล้มระหว่างเดิน แต่แทนที่จะโมโห กวางกลับยืนขึ้นแล้วเดินต่อไป

ทุกสิ่งรอบตัวสอนเธอว่า ความโกรธไม่ช่วยอะไร แต่ความอดทนและความสงบต่างหากที่ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของเจ้าหญิง

ไอราเริ่มฝึกหายใจเข้าลึก ๆ ทุกครั้งที่รู้สึกโมโห เธอลองฟังเสียงลมเพื่อให้ใจสงบ และฝึกยิ้มแทนการตะโกน

เมื่อเธอกลับมาที่วัง ทุกคนสังเกตเห็นว่าเธอเปลี่ยนไป เมื่อมีเรื่องไม่พอใจ เธอจะสูดลมหายใจแทนที่จะระเบิดอารมณ์

พระราชาและพระราชินีภูมิใจมากที่ลูกสาวของพวกเขากลายเป็น เจ้าหญิงแห่งความสงบ และประชาชนก็รักเธอมากขึ้นกว่าเดิม

บทสรุป

จากนั้นเป็นต้นมา เจ้าหญิงไอราไม่ใช่เพียงเจ้าหญิงที่สวยงามและฉลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างของความอดทนและความสงบแก่ผู้คนทั้งอาณาจักร

จบบริบูรณ์

เจ้าหญิงแห่งการวาดภาพสีน้ำมัน

#siamstr #wherostr

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรแห่งศิลปะอันงดงาม มีเจ้าหญิงนามว่า อลิเซีย ผู้มีพรสวรรค์พิเศษด้านการวาดภาพสีน้ำมัน นางไม่ได้เป็นเพียงเจ้าหญิงที่งดงามเท่านั้น แต่ยังเป็นศิลปินที่มีจิตวิญญาณอันลึกซึ้ง ทุกครั้งที่อลิเซียจับพู่กัน โลกของนางจะเต็มไปด้วยสีสันและเรื่องราวที่มีชีวิต

🎨 ดินแดนแห่งสีสัน

อาณาจักรของอลิเซียเต็มไปด้วยศิลปะ ผู้คนที่นี่เคารพงานศิลป์ไม่แพ้ทองคำและอัญมณี บ้านเรือนถูกตกแต่งด้วยภาพเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวของอดีตและความฝันของอนาคต แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ หอศิลป์หลวง สถานที่ที่เจ้าหญิงอลิเซียใช้เวลาส่วนใหญ่วาดภาพตั้งแต่เช้าจรดค่ำ

ตั้งแต่วัยเยาว์ อลิเซียได้รับการฝึกฝนจากอาจารย์ศิลป์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่พรสวรรค์ที่แท้จริงของนางคือ พลังวิเศษ ที่ซ่อนอยู่ ทุกครั้งที่นางวาดภาพเสร็จ ภาพนั้นจะดูสมจริงราวกับมีชีวิต

🖌️ ภาพเขียนมหัศจรรย์

อยู่มาวันหนึ่ง อลิเซียได้รับคำสั่งจากพระบิดาให้วาดภาพ "แสงแรกแห่งรุ่งอรุณ" ซึ่งเป็นภาพสำคัญที่จะถูกแขวนไว้ในท้องพระโรงของวัง นางใช้เวลาหลายวันอยู่ในหอศิลป์หลวง ทดลองผสมสีและวาดอย่างตั้งใจ

แต่ไม่ว่าพยายามแค่ไหน นางก็ยังรู้สึกว่าภาพของนางขาดบางสิ่งไป นางเดินออกไปยังระเบียงของวัง มองดูแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ที่เริ่มสาดส่องบนท้องฟ้า แล้วจู่ ๆ นางก็รู้สึกถึงพลังบางอย่างที่ส่งผ่านมาจากธรรมชาติ

นางกลับไปที่ผ้าใบ ค่อย ๆ จรดพู่กันลงไป และปล่อยให้หัวใจนำทาง ทุกครั้งที่พู่กันลากผ่าน สีสันดูเปล่งประกายราวกับมีชีวิต เมื่อนางวาดเสร็จ ท้องฟ้าในภาพก็ดูสว่างไสว มีมิติราวกับว่าแสงแดดจากจริง ๆ กำลังสาดส่องออกมาจากภาพนั้น

🌟 พลังของศิลปินที่แท้จริง

เมื่อพระราชาเห็นภาพวาดของอลิเซีย พระองค์ถึงกับตกตะลึง ไม่เคยมีใครวาดภาพที่ดูสมจริงได้ขนาดนี้ บรรดาขุนนางและศิลปินทั่วอาณาจักรต่างพากันมาชื่นชม และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อลิเซียก็ได้รับการยกย่องให้เป็น "เจ้าหญิงแห่งการวาดภาพสีน้ำมัน"

นางตระหนักว่า พลังของศิลปินที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการใช้พู่กันเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ความรู้สึกและจิตวิญญาณ ที่ถ่ายทอดลงไปในผลงาน และนั่นทำให้ศิลปะของนางกลายเป็นชีวิต

ชื่อเรื่อง: เจ้าหญิงแห่งความสยองขวัญ

#siamstr #wherostr

บทที่ 1: ปราสาทต้องคำสาป

ณ ดินแดนที่ถูกลืมเลือน มีปราสาทเก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าทึบ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เพราะทุกคนต่างเล่าขานถึงเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังลอดออกมาจากกำแพงหินเก่า และแสงไฟประหลาดที่ส่องออกจากหน้าต่างร้างยามค่ำคืน

ว่ากันว่า… ในปราสาทนั้นมี เจ้าหญิงโรซาเลีย หญิงสาวผู้มีผิวซีดเผือดราวศพ ดวงตาสีแดงก่ำเหมือนเปื้อนเลือด ผมยาวสยายราวกับเงามืด และริมฝีปากที่ซีดขาวราวกับไม่เคยลิ้มรสชีวิตใดเลยในโลกนี้ นางเป็นเจ้าหญิงต้องสาป ผู้ซึ่งไม่อาจออกจากปราสาทได้ และทุกค่ำคืน นางจะออกเดินไปตามทางเดินยาวในปราสาทที่เต็มไปด้วยเงามืด... มองหาใครสักคน

บทที่ 2: เสียงกระซิบในความมืด

คืนหนึ่ง เอลิอัส เด็กหนุ่มนักเดินทางผู้ไม่เชื่อเรื่องภูตผี ได้เดินทางมาถึงหน้าปราสาทต้องห้าม แม้ชาวบ้านจะเตือนเขาไม่ให้เข้าไป แต่เอลิอัสกลับหัวเราะและตัดสินใจเดินเข้าไปในปราสาทเก่า

เสียงประตูโบราณส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อเขาผลักเข้าไป ภายในปราสาทเงียบสนิท มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านหน้าต่างแตก กระจกเงาบานใหญ่ข้างบันไดสะท้อนภาพของเขาเอง... หรือบางทีอาจไม่ใช่เขา

เขาเดินไปตามโถงทางเดินที่เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นเหม็นอับของความตาย แต่แล้ว… เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากข้างหลัง

"เจ้ามาทำอะไรที่นี่..."

เสียงนั้นเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็งเกาะกระดูก เอลิอัสหันขวับ แต่ไม่มีใครอยู่เบื้องหลังเขา

แต่เมื่อเขาหันกลับไป... ที่ปลายทางเดิน มีร่างของหญิงสาวในชุดกระโปรงสีดำยาวลากพื้น ยืนจ้องเขาอยู่ นางคือ เจ้าหญิงโรซาเลีย

บทที่ 3: กับดักของเจ้าหญิง

เอลิอัสรู้สึกถึงอากาศรอบตัวที่เย็นยะเยือกขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าหญิงโรซาเลียก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาสีแดงวาววับสะท้อนแสงจากโคมไฟเก่า นางเอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มของนางกว้างขึ้น… กว้างเกินกว่าปกติ… จนแทบจะแตกออกเป็นสองส่วน

"เจ้ามาหาข้าเอง... หรือเจ้าถูกข้าดึงเข้ามา?"

เสียงของนางเปลี่ยนไป มันก้องสะท้อนไปทั่วโถงทางเดิน คล้ายเสียงของหลายคนรวมกัน เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากเงามืดรอบตัวเอลิอัส ก่อนที่มือเย็นเฉียบของบางสิ่งจะคว้าข้อเท้าเขาเอาไว้!

เอลิอัสสะบัดตัววิ่งหนี เขาวิ่งขึ้นบันได แต่ทุกย่างก้าวกลับรู้สึกเหมือนจมลึกลงไปในเงามืด เขาสะดุดล้มลง และเมื่อเงยหน้าขึ้น... เจ้าหญิงโรซาเลียอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว

ดวงตาของนางแดงฉาน รอยยิ้มของนางกว้างขึ้นอีก นางก้มลงมากระซิบที่ข้างหูเขา

"เจ้า... จะอยู่ที่นี่ตลอดไป"

บทที่ 4: คำสาปนิรันดร์

วันรุ่งขึ้น ชาวบ้านที่ผ่านปราสาทต้องห้ามสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ…

ในกระจกเงาบานใหญ่ที่โถงทางเดิน มีภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งติดอยู่ เขาอ้าปากค้างราวกับกรีดร้อง แต่ไม่มีเสียงใด ๆ ออกมา

เจ้าหญิงโรซาเลียยังคงอยู่ในปราสาทของนาง... และตอนนี้ นางก็มีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน

จบบริบูรณ์

เครื่องรางต้องสาปกับสุสานซอมบี้

#siamstr #wherostr

ณ หมู่บ้านอันเงียบสงบ เด็กหญิงวัย 8 ขวบชื่อ มินะ เป็นเด็กฉลาดและกล้าหาญ เธอชอบฟังเรื่องเล่าตำนานเก่าแก่จากคุณตา วันหนึ่ง เธอพบเครื่องรางประหลาดที่ส่องแสงสีแดงเรืองรองในห้องใต้หลังคาของบ้านคุณตา

“เครื่องรางนี้ใช้ป้องกันปีศาจ แต่มันยังเป็นกุญแจเปิดทางสู่สุสานต้องห้าม…” คุณตาพูดเสียงเคร่งขรึม

แต่แทนที่มินะจะหวาดกลัว เธอกลับรู้สึกท้าทาย คืนต่อมา เธอออกเดินทางตามแผนที่ลับที่คุณตาทิ้งไว้ มุ่งหน้าสู่สุสานร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าทึบ

ประตูสู่แดนมรณะ

เมื่อเธอเดินมาถึงประตูสุสาน มินะยกเครื่องรางขึ้น ทันใดนั้นพื้นดินสั่นสะเทือน ประตูสุสานเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นบรรยากาศขมุกขมัว กลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง ซอมบี้นับสิบตัวเริ่มคลานออกมาจากหลุมศพ

มินะกำเครื่องรางแน่น มันเปล่งแสงแรงขึ้น ซอมบี้ที่เข้าใกล้เธอชะงักและเริ่มล่าถอย “ดูเหมือนพวกมันจะกลัวเครื่องรางนี้…” เธอคิด

แต่ขณะที่เธอเตรียมจะวิ่งเข้าไปข้างใน จู่ๆ เสียงคำรามต่ำๆ ก็ดังขึ้นจากเงามืด ดวงตาสีแดงเพลิงจ้องมองเธอจากมุมหนึ่งของสุสาน

เผชิญหน้ามนุษย์หมาป่า

ร่างสูงใหญ่ขนสีดำสนิทกระโจนออกมาจากเงามืด มนุษย์หมาป่าตัวมหึมา มันมีเขี้ยวแหลมคม ดวงตาเปล่งประกายอำมหิต เสียงหายใจของมันหนักหน่วง

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ เด็กน้อย?” มันส่งเสียงต่ำและแสยะเขี้ยว

มินะกลัวจนขาแทบสั่น แต่เธอพยายามตั้งสติ “ฉันแค่ต้องการสำรวจ… ฉันไม่ได้คิดจะทำร้ายใคร”

มนุษย์หมาป่าหัวเราะในลำคอ “งั้นเจ้าคงไม่รู้ว่านี่คือสุสานแห่งคำสาป… หากเจ้าเข้ามา เจ้าจะไม่มีวันได้กลับออกไปอีก”

ทางเลือกที่เสี่ยงอันตราย

มินะรู้ว่าถ้าอยู่เฉยๆ เธอจะตกเป็นเหยื่อ เธอต้องใช้ปัญญาและความกล้าหาญ เธอเงยหน้ามองมนุษย์หมาป่าแล้วพูดด้วยเสียงหนักแน่น

“แล้วทำไมท่านถึงอยู่ที่นี่ล่ะ? ท่านเองก็ติดอยู่เหมือนกันใช่ไหม?”

ดวงตาของมนุษย์หมาป่าหรี่ลง มันไม่ตอบแต่ดูเหมือนถูกคำถามของมินะสะกิดใจ

ไขปริศนาคำสาป

มินะนึกถึงตำนานที่คุณตาเล่า สุสานแห่งนี้ถูกสาป และมนุษย์หมาป่าก็คือ ผู้พิทักษ์ต้องสาป ที่เคยเป็นมนุษย์แต่ถูกคำสาปของสุสานขังเอาไว้

“บางทีเครื่องรางนี้อาจช่วยได้…” มินะพูดพลางยื่นเครื่องรางออกไป มันส่องแสงแรงขึ้นกว่าเดิม

ทันใดนั้น พื้นดินเริ่มสั่นอีกครั้ง ซอมบี้กรีดร้องก่อนจะสลายไป มนุษย์หมาป่ากุมศีรษะ มันคำรามอย่างเจ็บปวดก่อนร่างของมันเริ่มเปลี่ยนแปลง กลับคืนสู่ร่างมนุษย์

เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ผมสีเงิน ดวงตาคมกริบแต่เต็มไปด้วยความเศร้า

“ขอบใจเจ้ามาก ข้าถูกคำสาปมานานนับร้อยปี… ในที่สุดข้าก็เป็นอิสระ”

บทสรุปของการผจญภัย

สุสานแห่งคำสาปกลับคืนสู่ความสงบ ประตูปิดลงอย่างช้าๆ มินะและชายหนุ่มเดินออกจากป่าด้วยกัน

เมื่อเธอกลับถึงบ้าน คุณตาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เจ้าคือผู้กล้าที่แท้จริง มินะ”

เธอเรียนรู้ว่า ความกล้าหาญไม่ได้แปลว่าไม่กลัว แต่หมายถึงการเผชิญหน้ากับความกลัวและใช้ปัญญาเอาชนะมัน

— จบ —

เจ้าหญิงนักปีนต้นไม้ #siamstr #wherostr

ณ อาณาจักรเอลมิร่า มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งนามว่า เจ้าหญิงไอรีน ซึ่งแตกต่างจากเจ้าหญิงองค์อื่น ๆ นางไม่ได้โปรดปรานเครื่องเพชรหรือชุดราตรีหรูหรา แต่นางหลงใหลการปีนป่ายต้นไม้ นางมักใช้เวลาทั้งวันอยู่ในสวนหลวง ปีนต้นไม้สูง เล่นกับนกน้อย และนั่งบนกิ่งไม้เพื่ออ่านหนังสือ

ความหลงใหลในต้นไม้

ตั้งแต่วัยเยาว์ เจ้าหญิงไอรีนมักปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ใกล้พระราชวัง พระราชาทรงเป็นห่วง แต่นางกลับตอบด้วยรอยยิ้มว่า

"เสด็จพ่อเพคะ ต้นไม้เหล่านี้สูงใหญ่และแข็งแรง หม่อมฉันรู้ว่าต้องปีนอย่างไรโดยไม่เป็นอันตราย"

ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง เจ้าหญิงมักจะหนีออกจากห้องบรรทมเพื่อปีนขึ้นไปนั่งบนกิ่งไม้สูงสุด มองดูท้องฟ้าและเมฆลอยผ่านไป นางรักต้นไม้ทุกต้นและรู้จักพวกมันเหมือนเป็นสหาย

ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ในป่าต้องห้าม

วันหนึ่ง เจ้าหญิงได้ยินเรื่องเล่าของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าต้องห้าม เป็นต้นไม้ที่สูงที่สุดในอาณาจักรว่ากันว่าผู้ใดปีนขึ้นไปถึงยอดจะได้รับพรจากเทพแห่งธรรมชาติ

แม้ราชสำนักจะสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้าไปในป่านั้น เพราะว่ามันเต็มไปด้วยสัตว์ป่าและเส้นทางอันตราย แต่ด้วยความมุ่งมั่น เจ้าหญิงไอรีนตัดสินใจแอบออกจากพระราชวังในยามค่ำคืน

การเดินทางและอุปสรรค

เจ้าหญิงเดินทางผ่านป่าทึบ ปีนข้ามโขดหินและกิ่งไม้ที่ขวางทาง จนกระทั่งนางมาถึงต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นต้นไม้ที่สูงตระหง่าน ยอดของมันดูเหมือนจะแตะท้องฟ้า

เจ้าหญิงสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนจะเริ่มปีน นางปีนขึ้นไปอย่างระมัดระวัง มือจับกิ่งไม้ที่แข็งแรง ขาขยับอย่างมั่นคง แต่ทันใดนั้น นางพบกับฝูงลิงป่า พวกมันมองดูนางด้วยความสงสัย

"ข้าต้องการเพียงปีนขึ้นไปดูท้องฟ้าบนยอดต้นไม้เท่านั้น" เจ้าหญิงพูดเบา ๆ

เหล่าลิงดูเหมือนจะเข้าใจ พวกมันจึงไม่ขัดขวางนาง กลับกัน พวกมันยังช่วยชี้ทางไปยังกิ่งที่แข็งแรงที่สุด

พรจากเทพแห่งธรรมชาติ

หลังจากปีนขึ้นมาหลายชั่วโมง ในที่สุดเจ้าหญิงก็ถึงยอดต้นไม้ นางมองลงมาเห็นทั้งอาณาจักรอยู่เบื้องล่าง ดวงจันทร์ส่องแสงสวยงาม และสายลมอ่อน ๆ พัดผ่านเส้นผมนาง

ทันใดนั้น แสงเรืองรองปรากฏขึ้นตรงหน้า มันคือ เทพแห่งธรรมชาติ

"เจ้าหญิงแห่งเอลมิร่า เจ้ามีหัวใจกล้าหาญและรักธรรมชาติ ข้าจะมอบพรให้เจ้า"

แสงสีเขียวอ่อนโอบล้อมเจ้าหญิง และนับตั้งแต่วันนั้น นางสามารถสื่อสารกับต้นไม้และสัตว์ป่าได้

กลับสู่อาณาจักร

เมื่อกลับถึงพระราชวัง พระราชาตกพระทัยที่เห็นเจ้าหญิงกลับมาอย่างปลอดภัย พร้อมกับสัตว์ป่าที่ติดตามนางมา นางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พระราชาฟัง

จากวันนั้น เจ้าหญิงไอรีนกลายเป็นผู้ปกป้องป่า นางสอนประชาชนให้รักและดูแลธรรมชาติ อาณาจักรเอลมิร่าจึงกลายเป็นสถานที่ที่มีต้นไม้อุดมสมบูรณ์และสวยงามตลอดกาล

จบบริบูรณ์

สุสานแห่งรัตติกาล #siamstr #wherostr

คืนหนึ่งที่มืดมิดและเงียบงัน ท้องฟ้าถูกบดบังด้วยเมฆหนาทึบ ลมเย็นพัดผ่านต้นไม้เก่าแก่จนเกิดเสียงหวีดหวิว เอลลี เด็กหญิงวัย 10 ขวบ กำลังยืนอยู่หน้าประตูเหล็กเก่าของสุสานร้างที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไป

มีตำนานเล่าว่า… ในคืนจันทร์ดับ วิญญาณโครงกระดูกและแวมไพร์จะออกมาหาเหยื่อที่หลงเข้ามา แต่เอลลีไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ นางต้องการพิสูจน์ว่าสุสานนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว

แต่ทันทีที่นางก้าวเท้าเข้าไป… ประตูเหล็กปิดลงเองดังปัง!

เงามืดและเสียงกระซิบ

เอลลีสะดุ้ง นางพยายามผลักประตู แต่มันล็อกแน่น นางหันกลับไปมองสุสานที่เต็มไปด้วยป้ายหลุมศพหักพังและหมอกสีขาวลอยเอื่อย ๆ

"กลับไปซะ..."

เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นรอบตัว นางหันไปมอง แต่กลับไม่เห็นใคร

ทันใดนั้น! มือโครงกระดูกข้างหนึ่งพุ่งขึ้นจากพื้น จับเข้าที่ข้อเท้านาง เอลลีร้องลั่น รีบสะบัดตัวออกและถอยหลัง ก่อนจะเห็น… โครงกระดูกตัวหนึ่งค่อย ๆ ลุกขึ้นจากดิน!

ทางลับใต้ดิน

เอลลีถอยหลังจนสะดุดแผ่นหินแตก นางล้มลงกับพื้น และพบว่ามีช่องเปิดเป็นอุโมงค์ลับอยู่ใต้สุสาน

"ข้า…ข้าต้องลงไป" นางพึมพำอย่างลังเล แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น โครงกระดูกหลายตัวกำลังเดินเข้ามา!

นางไม่มีทางเลือก จึงกระโดดลงไปในอุโมงค์ลึกลับ

เผชิญหน้ากับแวมไพร์

ภายในอุโมงค์มีแสงไฟริบหรี่จากคบไฟบนผนัง พื้นดินเย็นและชื้น นางเดินลึกเข้าไปจนพบกับโถงหินขนาดใหญ่ กลางห้องมีโลงศพสีดำตั้งอยู่

ทันใดนั้น ฝาโลงศพเปิดออกเอง… เงาสูงใหญ่ก้าวออกมา

ชายในชุดดำ ดวงตาแดงก่ำ ฟันเขี้ยวแหลมคม—แวมไพร์!

"เจ้ากล้ามากที่เข้ามาถึงที่นี่ มนุษย์ตัวน้อย..."

เอลลีตัวสั่น นางหันหลังจะวิ่งหนี แต่ประตูหินปิดลงเอง แวมไพร์ก้าวเข้ามาใกล้ นางพยายามตั้งสติและสังเกตไปรอบ ๆ

บนผนังมีอักษรโบราณสลักไว้ นางเพ่งมองและพบว่า... มันเป็นคาถาผนึกแวมไพร์!

การต่อสู้ครั้งสุดท้าย

เอลลีรีบอ่านคาถาออกเสียง ขณะที่แวมไพร์พุ่งเข้ามาหานาง ลมเย็นยะเยือกพัดแรงขึ้น หมอกสีดำลอยวนรอบห้อง

"ไม่นะ! เจ้ากำลังทำอะไร!?" แวมไพร์คำราม

เอลลีไม่หยุด นางท่องคาถาต่อไปจนแสงสีทองสว่างวาบออกมาจากผนัง โลงศพดำสั่นสะเทือน แล้วเกิดแรงดูดมหาศาล

แวมไพร์ถูกดูดกลับเข้าไปในโลง! ฝาโลงปิดลงดังปัง! และตราผนึกเรืองแสงขึ้นมา

สุสานกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง

กลับสู่โลกภายนอก

เอลลีนั่งหอบหายใจ นางมองไปรอบ ๆ และพบว่าทางออกเปิดขึ้นมา นางรีบวิ่งขึ้นจากอุโมงค์ และพบว่าประตูสุสานที่ปิดตาย… เปิดออกเอง

นางก้าวออกมา และทันใดนั้น แสงอาทิตย์แรกของเช้าวันใหม่ก็ส่องลงมา สุสานที่เคยมืดมนดูเหมือนจะกลับเป็นสถานที่เงียบสงบอีกครั้ง

เอลลียิ้มออกมา นางรู้แล้วว่า… ตำนานเป็นเรื่องจริง แต่นางก็สามารถเอาชนะความมืดนั้นได้

และจากวันนั้น ไม่มีใครได้ยินเรื่องแวมไพร์แห่งสุสานรัตติกาลอีกเลย

จบบริบูรณ์

เจ้าหญิงนักวาดภาพแห่งแสงสี

#siamstr #wherostr

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเลอวิซา มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งพระนามว่า ไอริส นางเป็นเจ้าหญิงผู้มีพรสวรรค์ด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็ก พระองค์โปรดการวาดภาพทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นภาพทิวทัศน์ สัตว์ หรือภาพของผู้คน

"สีสันทำให้โลกสวยงาม" ไอริสมักตรัสเสมอ

ทุกเช้าเจ้าหญิงจะเสด็จไปยังสวนหลวง วางกระดาษลงบนขาตั้งแล้วเริ่มร่างภาพ ทว่า พระราชากลับไม่เห็นด้วย

"เจ้าควรเรียนรู้การปกครอง ไม่ใช่มาเสียเวลาวาดภาพเช่นนี้" พระราชาตรัส

แม้จะถูกตำหนิ แต่ไอริสยังคงแอบวาดภาพต่อไป จนวันหนึ่ง นางค้นพบว่า ภาพวาดของนางมีพลังพิเศษ—ทุกสิ่งที่นางวาดจะมีชีวิตขึ้นมา

วันหนึ่ง เมืองทั้งเมืองเกิดภัยแล้ง ผู้คนเดือดร้อน ข้าวพืชเหี่ยวเฉา ไอริสจึงตัดสินใจใช้พรสวรรค์ของตน นางวาดภาพฝนโปรยปรายลงมาจากฟ้า และทันใดนั้น ท้องฟ้ามืดครึ้ม สายฝนหลั่งไหลลงมาจริงๆ

ชาวเมืองต่างพากันตกตะลึงและเปล่งเสียงยินดี "เจ้าหญิงช่วยพวกเราไว้!"

พระราชาเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจแล้วว่าศิลปะของไอริสไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ นับจากนั้นเป็นต้นมา เจ้าหญิงไอริสได้รับการขนานนามว่า ‘เจ้าหญิงแห่งแสงสี’ และภาพวาดของนางยังคงนำพาความสุขมาสู่ทุกผู้คนตลอดไป

— จบ —

เจ้าหญิงนักวาดภาพแห่งแสงสี

#siamstr #wherostr

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรเลอวิซา มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งพระนามว่า ไอริส นางเป็นเจ้าหญิงผู้มีพรสวรรค์ด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็ก พระองค์โปรดการวาดภาพทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นภาพทิวทัศน์ สัตว์ หรือภาพของผู้คน

"สีสันทำให้โลกสวยงาม" ไอริสมักตรัสเสมอ

ทุกเช้าเจ้าหญิงจะเสด็จไปยังสวนหลวง วางกระดาษลงบนขาตั้งแล้วเริ่มร่างภาพ ทว่า พระราชากลับไม่เห็นด้วย

"เจ้าควรเรียนรู้การปกครอง ไม่ใช่มาเสียเวลาวาดภาพเช่นนี้" พระราชาตรัส

แม้จะถูกตำหนิ แต่ไอริสยังคงแอบวาดภาพต่อไป จนวันหนึ่ง นางค้นพบว่า ภาพวาดของนางมีพลังพิเศษ—ทุกสิ่งที่นางวาดจะมีชีวิตขึ้นมา

วันหนึ่ง เมืองทั้งเมืองเกิดภัยแล้ง ผู้คนเดือดร้อน ข้าวพืชเหี่ยวเฉา ไอริสจึงตัดสินใจใช้พรสวรรค์ของตน นางวาดภาพฝนโปรยปรายลงมาจากฟ้า และทันใดนั้น ท้องฟ้ามืดครึ้ม สายฝนหลั่งไหลลงมาจริงๆ

ชาวเมืองต่างพากันตกตะลึงและเปล่งเสียงยินดี "เจ้าหญิงช่วยพวกเราไว้!"

พระราชาเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจแล้วว่าศิลปะของไอริสไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ นับจากนั้นเป็นต้นมา เจ้าหญิงไอริสได้รับการขนานนามว่า ‘เจ้าหญิงแห่งแสงสี’ และภาพวาดของนางยังคงนำพาความสุขมาสู่ทุกผู้คนตลอดไป

— จบ —

ชื่อเรื่อง: "โชคดีในวันตรุษจีนของลี่เซี่ยง"

#siamstr #wherostr

ในเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงสีและเสียงคึกคัก มีเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อว่า ลี่เซี่ยง เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่เกิดในครอบครัวคนจีนที่อบอุ่นและร่ำรวยทั้งทรัพย์สมบัติและความสุขทางใจ ครอบครัวของลี่เซี่ยงถือปฏิบัติวัฒนธรรมและประเพณีจีนอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในช่วงวันตรุษจีนที่ทุกคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ

การเตรียมงานตรุษจีน

บ้านของลี่เซี่ยงเต็มไปด้วยความวุ่นวายแต่เต็มไปด้วยความสุข คุณย่าของเธอติดป้ายอักษรมงคลสีแดงหน้าประตูบ้าน ส่วนคุณแม่เตรียมอาหารจีนหลากหลายชนิด เช่น เกี๊ยวนำโชค ปลากับความหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์ และของหวานอย่างขนมเข่งและขนมเทียน

ลี่เซี่ยงมีหน้าที่ช่วยคุณพ่อจัดโต๊ะไหว้บรรพบุรุษ เธอชอบกลิ่นธูปหอมและการมองดูรูปถ่ายของคนในอดีตที่เคยสร้างครอบครัวนี้ขึ้นมา คุณพ่อเล่าว่า “การระลึกถึงบรรพบุรุษเป็นการขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่เรามีในวันนี้”

อั่งเปาแห่งความหวัง

ในเช้าวันตรุษจีน ลี่เซี่ยงตื่นเช้าพร้อมกับใส่ชุดกี่เพ้าสีแดงสดใส คุณแม่บอกว่าสีแดงเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีและความสุข ลี่เซี่ยงได้รับซองอั่งเปาใบใหญ่จากคุณปู่และคุณย่า พร้อมคำอวยพรที่เต็มไปด้วยความรักว่า “ขอให้หลานมีสุขภาพแข็งแรง เป็นคนดี และมีอนาคตที่สดใส”

ลี่เซี่ยงไม่ได้คิดแค่เรื่องเงินในซองอั่งเปา แต่เธอคิดถึงความหวังและความหมายที่มากับมัน เธอรู้ว่าคำอวยพรเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า

การเฉลิมฉลองและแบ่งปันความสุข

ในตอนเย็น ครอบครัวของลี่เซี่ยงนั่งล้อมโต๊ะอาหารกลมที่เต็มไปด้วยอาหารมงคล พวกเขาพูดคุยกันถึงเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา และแผนการที่อยากทำในปีใหม่ ลี่เซี่ยงได้เล่าให้ทุกคนฟังว่าเธอตั้งใจเรียนและอยากช่วยเหลือคนที่ขาดโอกาส

หลังอาหาร ลี่เซี่ยงกับคุณพ่อคุณแม่ออกไปแจกขนมและของขวัญให้กับคนที่ยากไร้ในชุมชน เธอรู้สึกอบอุ่นในใจเมื่อเห็นรอยยิ้มของเด็กๆ ที่ได้รับของขวัญ

เสียงพลุแห่งความฝัน

ในตอนกลางคืน เสียงพลุและดอกไม้ไฟสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้า ลี่เซี่ยงยืนอยู่ข้างหน้าต่างกับคุณย่า เธออธิษฐานในใจว่า “ขอให้ครอบครัวของหนูมีแต่ความสุข และขอให้โลกนี้เต็มไปด้วยความเมตตาและความหวัง”

บทสรุปของวันตรุษจีน

คืนวันนั้น ลี่เซี่ยงเข้านอนพร้อมกับรอยยิ้ม เธอรู้ว่าความร่ำรวยที่แท้จริงไม่ได้มาจากทรัพย์สมบัติ แต่คือการได้แบ่งปันความสุขและความรักกับคนรอบข้าง

เจ้าหญิงแห่งโครงกระดูก

#siamstr #wherostr

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรที่ถูกลืมเลือน มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งนามว่า "เลนารา" เธอเป็นเจ้าหญิงแห่งโครงกระดูกผู้ปกครองปราสาทกลางสายหมอกในคืนจันทร์เต็มดวง เลนาราไม่เหมือนเจ้าหญิงทั่วไป ร่างของเธอเป็นโครงกระดูกที่งดงาม ล้อมรอบด้วยแสงสีฟ้าลึกลับที่เปล่งออกมาจากภายใน

แม้รูปลักษณ์ของเธอจะน่ากลัวสำหรับผู้คนในอาณาจักร แต่เลนาราเป็นเจ้าหญิงที่เปี่ยมด้วยความเมตตา เธอคอยช่วยเหลือดวงวิญญาณที่หลงทางให้ได้พบกับความสงบ แต่คำสาปแห่งความมืดได้กักขังเธอไว้ในปราสาท เธอจึงไม่อาจออกจากอาณาจักรโครงกระดูกนี้ได้

วันหนึ่ง ดวงวิญญาณเด็กหนุ่มนามว่า "เอรอส" เดินทางมาขอความช่วยเหลือ เขาถูกคำสาปให้กลายเป็นดวงวิญญาณที่ไร้ความทรงจำ เลนาราเห็นใจในความทุกข์ของเขา จึงตัดสินใจช่วยเหลือ แม้จะต้องฝ่าฟันกับเวทมนตร์มืดที่ปกคลุมปราสาท

ทั้งสองร่วมกันออกเดินทางภายในปราสาทที่เต็มไปด้วยปริศนาและกับดัก เวทมนตร์ของเลนาราช่วยปกป้องเอรอสจากภัยร้าย แต่หัวใจที่กล้าหาญของเอรอสก็ช่วยเลนาราหลุดพ้นจากความเหงา เมื่อทั้งสองไขปริศนาได้ครบ คำสาปก็ถูกทำลาย

เอรอสได้คืนร่างมนุษย์ และเลนาราก็สามารถออกจากอาณาจักรแห่งโครงกระดูกเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทั้งสองกลายเป็นมิตรภาพที่ไม่มีวันจางหาย

จบบริบูรณ์

เจ้าหญิงแห่งความไม่รู้

#siamstr #wherostr

ณ ดินแดนอันห่างไกล ที่ทุกสิ่งล้วนแปลกประหลาดและน่าพิศวง มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งนามว่า "อีวา" ผู้เป็นที่รู้จักในฐานะ "เจ้าหญิงแห่งความไม่รู้" อีวามิใช่เจ้าหญิงที่มีความรู้อันยิ่งใหญ่ แต่เธอกลับมีหัวใจที่เปิดกว้างและพร้อมจะเรียนรู้ทุกสิ่ง

ทุกคืน อีวาจะเดินทางไปในดินแดนแห่งความฝัน ซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือที่ลอยได้ แต่ไร้ตัวอักษร แม่น้ำที่ไหลย้อนกลับ และดวงจันทร์ที่แตกเป็นเสี้ยวๆ อีวารู้สึกทึ่งในทุกสิ่งที่พบเจอ เธอเริ่มตั้งคำถาม เช่น "ทำไมแม่น้ำถึงไหลย้อน?" "หนังสือที่ไม่มีตัวอักษรจะเล่าเรื่องอะไรได้?"

วันหนึ่ง เธอได้พบกับ "ผู้พิทักษ์แห่งปริศนา" ผู้เป็นวิญญาณเก่าแก่ที่เฝ้าดูแลความลับของโลก ผู้พิทักษ์กล่าวว่า "อีวา เจ้าคือผู้เดียวที่ไม่กลัวความไม่รู้ เจ้ากล้าถาม และพร้อมยอมรับว่าคำตอบอาจไม่มีอยู่จริง สิ่งนี้ทำให้เจ้าพิเศษ"

ด้วยความอยากรู้ที่ไม่สิ้นสุด อีวาได้เรียนรู้ว่า การไม่รู้อะไรบางอย่างไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือการเริ่มต้นของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ และเธอสัญญากับตัวเองว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นกล้าที่จะไม่รู้และเรียนรู้ไปด้วยกัน

จบบริบูรณ์

ชื่อเรื่อง: เจ้าหญิงตามล่าไดโนเสาร์ในตำนาน #siamstr #wherostr

ในอาณาจักรไพรศรีที่งดงามและสงบสุข มีเจ้าหญิงนามว่า "เอลิน่า" เธอไม่เหมือนเจ้าหญิงคนใดในตำนาน เพราะเธอไม่เพียงเป็นผู้ที่มีความงดงามและเฉลียวฉลาด แต่ยังเป็นนักสำรวจที่กล้าหาญที่สุดในแผ่นดิน เอลิน่าหลงใหลในเรื่องราวของสัตว์ลึกลับและสถานที่ที่ยังไม่มีใครค้นพบ

คืนหนึ่งในช่วงฤดูหนาวที่แสงจันทร์ส่องสว่าง ชายชราคนหนึ่งได้เดินทางมาที่ปราสาทพร้อมกับเรื่องเล่าที่สะกดทุกคนไว้ในความเงียบ เขากล่าวถึงไดโนเสาร์ในตำนานที่ชื่อ "เทราวิสท์" สัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่มีเกล็ดสีทองเรืองแสงและดวงตาเปล่งประกาย เทราวิสท์ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ดึกดำบรรพ์ธรรมดา แต่ว่ากันว่ามันเป็นผู้พิทักษ์ของพลังธรรมชาติในโลกใบนี้

“แต่ไม่มีใครเคยเห็นมัน” ชายชรากล่าว “มีเพียงคำบอกเล่าว่ามันอาศัยอยู่ในป่าลึกทางทิศใต้ของอาณาจักร ที่นั่นเป็นสถานที่อันตราย เต็มไปด้วยสัตว์ป่าและพืชมีพิษ”

เมื่อได้ยินเรื่องนี้ เอลิน่ารู้สึกถึงความท้าทายที่รออยู่ เธอตัดสินใจออกเดินทางเพื่อค้นหาไดโนเสาร์ในตำนาน แม้ที่ปรึกษาในราชสำนักจะคัดค้าน แต่เอลิน่าไม่หวั่นเกรง เธอเตรียมตัวอย่างดี นำหอกเวทมนตร์คู่กายที่ได้รับจากราชินีผู้เป็นมารดา และอาหารเสบียงสำหรับการเดินทาง

การเดินทางที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

เอลิน่าเริ่มต้นการเดินทางในรุ่งอรุณที่เงียบสงบ เธอเดินทางผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่มีดอกไม้หลากสีสัน พูดคุยกับชาวบ้านระหว่างทางเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม บางคนบอกว่าพวกเขาเคยเห็นรอยเท้าขนาดใหญ่ในโคลนใกล้แม่น้ำใหญ่ บ้างก็พูดถึงเสียงคำรามที่ดังก้องในค่ำคืน

ระหว่างทาง เธอเผชิญกับความยากลำบากมากมาย ทั้งฝนตกหนักในป่าฝนและพายุลมแรงบนภูเขาสูงชัน แต่เอลิน่าไม่ยอมแพ้ เธอเชื่อมั่นว่าเทราวิสท์มีอยู่จริง

หลังจากเดินทางนานหลายสัปดาห์ เอลิน่าก็เข้าสู่ป่าลึกลับที่ถูกเล่าลือ ต้นไม้สูงใหญ่บดบังแสงแดดจนป่าแห่งนี้ดูมืดมน เสียงสัตว์ป่าดังระงมราวกับต้องการเตือนให้เธอระวังตัว

การพบกับเทราวิสท์

เอลิน่าเดินลึกเข้าไปในป่า เธอเริ่มสังเกตเห็นร่องรอยที่แปลกประหลาด ทั้งรอยเท้าขนาดใหญ่ที่ลึกลงไปในดินและรอยข่วนบนต้นไม้สูง ร่องรอยเหล่านี้นำเธอไปยังถ้ำขนาดมหึมาที่ดูราวกับเป็นประตูสู่โลกอีกใบ

เมื่อเธอเข้าไปในถ้ำ จู่ๆ ก็เกิดเสียงคำรามดังสนั่น ดินสั่นไหว และเงามืดขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเธอ เทราวิสท์ตัวจริงยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ดวงตาของมันเปล่งแสงสีทอง และเกล็ดของมันสะท้อนแสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามาในถ้ำ

เอลิน่าไม่รู้สึกหวาดกลัว เธอกล่าวทักทายเทราวิสท์ด้วยเสียงที่มั่นคงและอ่อนโยน เธออธิบายว่าเธอไม่ได้มาทำร้าย แต่มาเพื่อเรียนรู้และปกป้องธรรมชาติ

เทราวิสท์รับรู้ถึงความจริงใจของเอลิน่า มันพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะส่งเสียงคำรามที่ไม่ได้ดุดันอีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยความสงบ มันพาเอลิน่าเดินชมป่าและเปิดเผยความลับของธรรมชาติที่ซ่อนอยู่

มิตรภาพแห่งตำนาน

เอลิน่าใช้เวลาหลายวันอยู่กับเทราวิสท์ เธอได้เรียนรู้ว่าเทราวิสท์คือผู้พิทักษ์ของสมดุลธรรมชาติ และป่าลึกแห่งนี้คือแหล่งพลังงานสำคัญที่หล่อเลี้ยงโลก การที่มนุษย์บุกรุกธรรมชาติทำให้เทราวิสท์ต้องซ่อนตัวเพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญ

เมื่อถึงเวลาต้องจากกัน เอลิน่าสัญญากับเทราวิสท์ว่าเธอจะกลับไปสร้างความตระหนักให้มนุษย์รู้ถึงความสำคัญของการรักษาธรรมชาติ

เมื่อกลับถึงอาณาจักร เอลิน่าได้เล่าเรื่องราวการผจญภัยของเธอและเทราวิสท์ให้ประชาชนฟัง ทุกคนต่างชื่นชมในความกล้าหาญของเธอ และตั้งแต่นั้นมา ชาวไพรศรีต่างร่วมมือกันอนุรักษ์ธรรมชาติให้คงอยู่ตลอดไป

จบ

ชื่อเรื่อง: เจ้าหญิงแห่งไฟฟ้าสถิต

#siamstr #wherostr

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในอาณาจักรที่เรียกว่า “ซิกนัส” มีปราสาทลอยฟ้าแสนอลังการที่ปกคลุมไปด้วยเมฆที่เปล่งประกายไฟฟ้า และที่นั่นมีเจ้าหญิงผู้หนึ่งนามว่า เอลิอา ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ "เจ้าหญิงแห่งไฟฟ้าสถิต"

พลังพิเศษของเอลิอา

เอลิอาถือกำเนิดมาพร้อมพลังอันยิ่งใหญ่ในการควบคุมไฟฟ้าสถิต ทุกย่างก้าวของเธอสามารถปลดปล่อยพลังงานที่ทำให้ฟ้าสว่างไสว แต่เอลิอาไม่ได้มองว่าพลังของเธอคือของขวัญ แต่เป็นภาระที่เธอต้องปกป้องอาณาจักรจากพายุร้ายที่คุกคามความสงบสุข

การเดินทางของเจ้าหญิง

วันหนึ่ง พายุขนาดใหญ่ที่เกิดจากพลังไฟฟ้าลึกลับเริ่มเคลื่อนตัวเข้าหาอาณาจักร เอลิอาจึงตัดสินใจออกเดินทางไปยังยอดเขาสายฟ้าเพื่อต่อสู้กับแหล่งพลังงานปริศนา ระหว่างทาง เธอพบเพื่อนร่วมทางอย่าง แฟร์น วิศวกรหนุ่มผู้สร้างอุปกรณ์เสริมพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเขาวงกตสายฟ้า หรือทะเลเมฆที่เต็มไปด้วยกับดัก

บทสรุปอันยิ่งใหญ่

เมื่อถึงยอดเขาสายฟ้า เอลิอาเผชิญหน้ากับวิญญาณสายฟ้าผู้เก่าแก่ ทั้งสองต่อสู้กันจนทั่วทั้งท้องฟ้าสว่างไสวไปด้วยสายฟ้า แต่ในที่สุด เอลิอาใช้ความเมตตาและสติปัญญาสงบจิตวิญญาณสายฟ้าให้กลับมาสงบได้ อาณาจักรจึงกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง

เอลิอากลับไปยังปราสาทพร้อมด้วยบทเรียนอันล้ำค่า เธอเรียนรู้ว่าพลังของเธอไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการต่อสู้ แต่ยังเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาโลกและผู้คนรอบตัวเธอได้ด้วย

จบ