Profile: bdcdd365...

Replying to Avatar Tendou

"Gratitude Journal" หรือการฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผม Challenge ตัวเองว่าจะเขียนให้ได้ทุกเช้า ร่วมกับการฝึกสมาธิและการออกกำลังกาย

แล้วก็ดูเหมือนว่าเกือบ 1 เดือนตั้งแต่เริ่มทำ ผมจะเปลี่ยนไปค่อนข้างมากเลยทีเดียว

ย้อนกลับไป Note ล่าสุดเรื่องการทำคลิป ผมเลือกที่จะกำหนดขั้นต่ำของแต่ละกิจกรรม คือ

- ฝึกสมาธิ อย่างน้อยก็โฟกัสที่การหายใจ เข้า-ออก 1 ครั้ง

- เขียนขอบคุณ อย่างน้อยก็หนึ่งเรื่องง่ายๆ (อย่างการได้ลืมตาตื่นมาใช้ชีวิตอีก 1 วันก็ดีแค่ไหนแล้ว)

- บริหารร่างกาย อย่างน้อยก็ดันพื้น 1 ครั้ง ลงและขึ้นช้าๆ โฟกัสการหดเกร็งและความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ

ทำให้การเริ่มต้นมันง่ายที่สุด แฃ้วครั้งต่อไปจะง่ายตาม บางวันผมก็นั่งหายใจนิ่งๆ นาน 10 นาที บางวันก็นั่งเขียนขอบคุณ 1

ไม่ใช่แค่ช่วยให้ผมรู้สึกสงบ แต่มันยังฝึกให้ผมเลือกมองหาสิ่งดีๆ ในสิ่งที่ผมมีเรื่องแต่ยาว 2 ย่อหน้า บางวันผมดันพื้น 50 ครั้งในรวดเดียว(ทำแบบนี้ครั้งล่าสุดตอนปี 2)

การเริ่มต้นวันหลังตื่นนอนด้วยกิจกรรมพวกนี้ ทำให้ทั้งวันของผมค่อนข้างราบรื่นขึ้นมากเลยทีเดียว และผมเริ่มมีการเพิ่มกิจกรรมอื่นเข้ามา อย่างการตากแดดและ Grounding

ทั้งหมดนี้เป็นกิจวัตรยามเช้าที่ผมอยากแนะนำให้หลายคนทดลองดู โดยเฉพาะการฝึกเขียนขอบคุณ หรือการรำลึกเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของตัวเองอย่างที่น้องปั๊งปั๊งทำ ที่จะทำให้ทั้งวันของคุณเป็นอีกหนึ่งวันคุณภาพ ;)

#Siamstr #SiasmtrOG nostr:note1lhfg5f6hdcvsm4llnvf8wcz5ndzqcz4pxtrs2zvm7cteph4e2cpqfnu4yx

จะลองไปทำดูบ้างนะครับ ของผมที่ทำอยู่ คือ วันไหนเครียดๆจะไปดึงข้อให้หายเครียด เอาให้เหนื่อยจนหัวถึงหมอนแล้วสลบไปเลย55555

Replying to Avatar Panai Lawasut

Love is proof of hardship

วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ 15 ของผมพอดี บังเอิญดีเหลือเกินที่มันเกือบจะเป็นวันเดียวกับที่ซาโตชิประกาศ bitcoin white paper

ผมไม่จำเป็นต้องจำเลยว่าวันไหน ยังไงก็มีคนทั้งโลกช่วยเตือนความจำให้ แถมเป็นกิมมิคเล็กๆเอาไว้คุยกับลูกได้ด้วย

“พ่อกับแม่แต่งงานกันมานานเท่าๆกับอายุของบิทคอยนั้นแหละ” 55555

“บิทคอยแข็งแกร่งได้เพราะ POW ชีวิตรักของพ่อกับแม่ก็ POW ล้วนๆเหมือนกัน”

ผมเจอกับแฟนครั้งแรก ตอนนั้นผมอายุ 15 แฟนอายุ 13 (5555555 โคตรเด็ก ลูกสาวฉันตอนนี้ยัง 14 แล้วเลย)

มันเป็นรักแรกพบ เหมือนในหนังเลย แฟนผมเป็นน้องสาวเพื่อนสนิทผม ผมเข้ากรุงเทพไปกินนอนอยู่บ้านเค้าเดือนนึงเพื่อจะเรียนพิเศษสอบเข้า ม.ปลาย

เป็นช่วงชีวิตที่ไม่มีวันลืม และจะไม่ยอมแลกด้วยอะไรทั้งสิ้น แน่นอนว่านางยังเด็ก นางไม่ได้สนใจผมหรอก มีผมที่รู้สึกเบิกบานอยู่คนเดียว

ผมกับเพื่อนต่างแยกย้ายกันไปคนละโรงเรียน เมื่อก่อนไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ เวลาเราเปลี่ยนโรงเรียนแล้วแทบไม่มีโอกาสได้ติดต่อเพื่อนเก่าเลย ยิ่งคนละจังหวัดด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึง

แต่นี่พี่เขยในอนาคตของผม ผมไม่เคยปล่อยให้ขาดการติดต่อ

เป็น 10 ปี ที่ผมโทรหามันอยู่เรื่อยๆ หวังว่าน้องสาวเค้าจะรับโทรศัพท์ซักครั้ง หรือพยามหาเรื่องเข้ากรุงเทพไปหามัน เผื่อว่าจะมีโอกาสได้เจอน้องสาวมันอีกซักครั้ง

เขื่อไหม เป็น 10 ปี ที่ผมพยามทำแต่ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินเสียงน้องเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ตอนนี้มันคงฟังดูปัญญาอ่อน แต่เมื่อก่อนการจะเจอใครซักคนมันไม่ง่ายเลยจริงๆ

วันนึงเพื่อนผมมาชวนไปขายประกัน แล้วทิ้งท้ายไว้ว่ามันก็ชวนน้องมันมาทำด้วย ผมลาออกจากงานประจำทันที 55555 (ปกติถ้าใครถามว่าทำไมมาขายประกัน ผมจะตอบไปว่าอยากเรียนรู้ทักษะการขาย แต่จริงๆคือติดหญิง 55555)

ผมมีโอกาสไปทานข้าวกับแฟนผมครั้งแรก เอาแบบที่พอจะเรียกว่าออกเดทนะ ตอนผมอายุ 25 นั่นก็ 10 ปีพอดี ไม่นานเค้าก็ยอมเป็นแฟนกับผมและนี่คือ POW นี่ไม่ใช่ดวงหรือโชคชะตา

ที่บ้านเราฐานะไม่ได้ดีด้วยกันทั้งคู่ มันเป็นเรื่องใหญ่มากที่วันนึงแฟนผมท้อง ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องยากไปหมด ลำพังต่างคนต่างหาเลี้ยงตัวเองก็ลำบากแล้ว นี่กำลังจะกลายเป็นผมคนเดียวต้องเลี้ยง 3 คน ยังไม่รวมที่ต้องจัดงานแต่ง ค่าคลอดลูก(ที่ผมยังต้องยืมพี่สาวแม้จะคลอดโรงบาลรัฐแล้วก็ตาม)

ผมฝืนอยู่ที่กรุงเทพจนลูกสาวอายุ 1 ขวบ ตัดสินใจขอร้องให้แฟนไปอยู่ด้วยกันที่เมืองชล

นี่ผมกำลังขอร้องให้ผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพเกือบทั้งชีวิตทิ้งทุกอย่างแล้วไปวัดดวงกันที่ต่างจังหวัด

บ้านที่เมืองชลผมเล็ก เมื่อรวมแฟนกับลูกผมเข้าไปด้วยกลายเป็นอยู่กันรวม 6 คน ไม่มีความเป็นส่วนตัวใดๆทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับแฟนผมที่แทบจะเป็นคนนอกคงต้องอึดอัดมาก จนผมไม่กล้าจะบอกว่าเข้าใจความรู้สึก ผมนับถือความเสียสละของเค้าครั้งนี้อย่างสุดหัวใจมาตลอด

ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมา ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่นางแสดงออกถึงความไม่มั่นใจในตัวผม มีทะเลาะกันอยู่เรื่อยๆตามปกติ แต่นางไม่เคยแสดงออกเลยว่านางคิดผิดที่มาอยู่กับผม แม่ว่าผมจะพาให้ลำบากมาตลอดทาง

ในเวลาที่ทะเลาะกันหนักๆ ผมชอบหยิบความรู้สึกที่ได้เจอกันใหม่ๆ เรื่องที่เค้ายอมเสียสละเพื่อครอบครัว หรือเหตุการณ์ที่เราผ่านความยากลำบากมาด้วยกันมาพิจารณา มันทำให้สุดท้ายเรายอมแพ้กับ POW ที่เราสองคนข่วยกันทำมา มันมากพอที่จะทำให้ลืมเรื่องที่ทะเลาะกันได้เลย

ทุกๆครั้งที่เราพบกับเรื่องที่มันใหญ่ มันหนัก มันทุกข์มากๆแล้วผ่านมันไปได้ด้วยกัน ผมสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์ที่มันค่อยๆแน่นแฟ้นขึ้นทุกครั้งๆ เรารู้สึกเข้าใจกันมากขึ้นทุกครั้ง ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆนี้ มันเป็นผลมาจาก POW มั้ย

จนทำให้ผมเข้าใจความหมายของคำว่า”ร่วมทุกข์ร่วมสุข”เป็นอย่างดี มันช่างลึกซึ้งมาก

เราคงเคยเห็นคนเอาหลักปรัชญาของการร่วมทุกข์ร่วมสุขมาใช้อยู่บ่อยๆ อย่างการรับน้องในมหาลัย มันน่าทึ่งมากที่สามารถสร้างความรักภายในชั้นปีได้อย่างรวดเร็ว แต่แน่นอนมันมีราคาที่ต้องจ่าย

อย่างการซ้อมกีฬาประเภททีม ยิ่งหนัก ยิ่งรักกัน

ทุกวันนี้กลุ่มเพื่อนอันน้อยนิดของผม ก็เป็นนักบาสเก่าด้วยกันมาทั้งนั้น

หรือแม้แต่ทีมงาน nostr:npub1ejn774qahqmgjsfajawy7634unk88y26yktvwuzp9kfgdeejx9mqdm97a5 ผมเชื่อว่าวันที่งาน BTC2023 จบเสร็จสิ้นทุกอย่าง ทุกคนน่าจะรู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ในทีมงานที่ยกระดับขึ้นมา

ร้านของผมเองก็มีช่วงหนักช่วงเบา ผมเห็นชัดว่าทุกครั้งที่ผ่านช่วงหนักๆอย่างปีใหม่มา มันจะเกิดความเหนียวแน่นในองค์กรมากขึ้น คนที่เป็นพนักงานงานใหม่ จะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร คนที่เอาเปรียบคนอื่นจะถูกคัดออกไปโดยอัตโนมัติ

ความสัมพันธ์ที่ผ่านการสร้าง POW มันแข็งแกร่ง มันมีความเข้าใจกัน รู้ใจกันอยู่ในนั้น

ผมกับแฟนไม่เคยมีปัญหาเรื่องหึงห่วงกันเลย

ผมเองเป็นคนโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว แฟนผมไม่เคยก้าวก่าย โทรเช็ค หรือต้องมาถามกันตลอดเวลาว่าทำอะไรอยู่

กลุ่มทีมงานที่ผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน จะเชื่อใจในตัวเพื่อนร่วมงาน มั่นใจว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนได้โดยไม่ต้องไปคอยไล่จี้

เมื่อทั้งหมดมันคือ POW เราก็คงรู้กันดีว่า มันโกงไม่ได้ มันต้องใช้เวลาและพลังงานร่วมกัน

ลองถอยออกมามองสังคมและคนรอบๆตัวเรา ลองทำใจเป็นกลางแล้วพิจารณาดูว่ามันใช่อย่างที่เราต้องการมั้ย เพราะทั้งหมดนั่นล้วนเป็น POW ของเราทั้งสิ้น

1 Nov 2023

15th Anniversary

GMครับ

#ทีมตรู่

#coffeechain

#Siamstr

ฟินมากครับช่วงแรกเหมือนหนังรักเลย ส่วนช่วงหลังมีผสมเรื่องการทำธุรกิจลงไปด้วย เป็นอะไรที่ลงตัวมากๆ ครับ

ปล.จากที่ดูคลิปที่ผ่านๆ มา ผมนึกว่าที่พี่ไปขายประกันเพราะจะเอาทักษะการขายมาตลอด พึ่งจะรู้ความจริงเนี่ยแหละครับ55555

เข้า Youtube มาเจอรูปปกคลิปแบบนี้ ผมนี่รีบกดเข้าไปดูเลยครับ

#siamstr

https://youtu.be/b9hciJKA8KA?si=208ShGrErF8rZhGB

Replying to Avatar Somnuke

ไม่ใช่แค่ถนนนะ บริหารประเทศก็แบบนี้แหละ

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทำๆ ทุบๆ ไปไม่รู้ตั้งกี่รอบ ทำทีเดียวให้มันดีๆ ไม่ได้ มันจะตาย มันจะว่างงาน มันจะเบิกงบไม่ได้ เสียรายได้ ที่น่าตลกคือฝ่ายทำถนน กับทำท่อระบายน้ำแม่งเหมือนเป็นองกรค์อิสระ คือกูจะทำอะไรก็เรื่องของกู

ไอ้ตัวทำถนนเวลามาทำที แม่งก็ถมเหี้ยน คือราดยางทับท่อระบายน้ำหมดเลย แล้วก็ย้ายก้นไปที่อื่น

ซักพักไอ้ตัวทำท่อมันก็มาเจาะถนนใหม่ให้เป็นรูเพื่อทำท่อระบายน้ำ และคุณภาพที่ได้ เผลอๆ แม่ค้าขายกล้วยทอดอาจจะทำได้ดีกว่า ถนนแตกลาย พื้นที่ตรงท่อก็ตะปุ่มตะปั่ม นูนบ้าง ยวบบ้าง สงสารเด็กแว๊นเลย เคยเจอซิ่งมาอย่างโอ่อ่า สรุป บินหน้าคว่ำ 555 นั่งขำจนเหนื่อย

เมื่อประชาชนโดนไถ่เงินไปเป็นงบประมาณ และถูกแจกจ่ายโดยส่วนกลางให้หน่วยงานราชการเอาไปใช้แบบไร้ความรับผิดชอบ เราจะรู้สึกไม่ค่อยเดือดร้อน เท่าไร อาจจะมีบ่นบ้างว่าพวกมึงทำอะไรชาติหมาแบบนี้ แต่ก็ได้แค่บ่น ราชการก็ทำส้นตรีนต่อไป

ลองให้ชาวบ้านลงขันกันทำเองสิ ถนนตัดผ่านบ้านใครคนนั้นควักเงิน แล้วผู้รับเหมาทำคุณภาพควายๆ แบบนี้ คงไม่มีชาวบ้านที่ไหนยอมหรอก เพราะทุกคนจะรู้สึกเดือดร้อนโดยตรง เงินที่จ่ายไปย่อมมาพร้อมความคาดหวังในคุณภาพของสินค้าและบริการ พวกเขาจะรวมตัวกันทำอะไรซักอย่างเำื่อหยุดยั้งความหมาไม่แดกนี้

มันไม่มีวันที่รัฐบาลจะมาบริหารเงินของเรา ได้ดีกว่าตัวเราเองหรอก เพราะฉะนั้นพูดได้เต็มปากว่านี่เป็นระบบการบริหารที่ออกแบบมาได้ "เสือก" จริงๆ

#Siamstr #SiamstrOG #SiamesBicoiners

บางทีรัฐบาลก็ไปรวมหัวกับเหล่าผู้รับเหมาที่เป็นเอกชน ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นนั้นๆ เกิดเป็น Crony Capitalism ที่เกิดการโกงกินและขยายอิทธิพลในท้องถิ่นมาเรื่อยๆ ไม่รู้จบ

ส่วนชาวบ้านตาดำๆ แบบผมก็ต้องมารับผลพวงจากการกระทำที่นำเงินภาษีไปใช้แบบไร้ความรับผิดชอบของคนเหล่านี้ ซึ่งเราไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือกเอกชนรายอื่นได้เลยทั้งที่เราเป็นคนจ่ายเงินไป

แต่หากชาวบ้านในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบสามารถร่วมกันตัดสินใจในการเลือกเอกชนรายใดก็ได้ คงไม่มีเอกชนบ้าที่ไหนที่นั่งรับเงินภาษีชิวๆ แบบทุกวันนี้ ส่วนรัฐบาลก็ไม่ต้องมาอ้างเก็บค่านู่นนั่นนี่ที่ไม่รู้จะเอาไปทำมะเขืออะไรเยอะแยะ

GM ครับคุณหมอ แมวผมก็ชอบออกไปนอนตากแดดช่วงสายๆ หลังจากกินข้าวเสร็จครับ

ขอบคุณครับคุณไซซี จากที่ลองกดรับดูผมรู้สึกว่ามันคล้ายกับความรู้สึกที่ผมสมัครใช้ Binance ช่วงแรกๆ แล้วก็ไปรับอั่งเปาจากที่เพจต่างๆแจก

แต่การรับครั้งนี้รู้สึกว่ามันแตกต่างออกไป เนื่องจากไม่ได้ทำผ่าน Exchange ที่ต้องทำการ KYC ยุ่งยากมากมาย แต่เพียงแค่มี LN Wallet ก็สามารถรับได้ทันทีเลย รู้สึกถึงความ Privacy มากครับ

ที่เกี่ยวกับพวกการต้องรีบนอนไวๆเพื่อให้ growth hormone ทำงานแล้วซ่อมแซมตัวเอง หรือการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงอะไรพวกนี้ิอะครับ

เคยดูคลิปของช่องไหนละไม่รู้เขาพูดเกี่ยวกับว่าการต้องรีบนอนไวๆแล้วรีบตื่นเช้าไปทำงานพึ่งมามีในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมที่คนต้องไปใช้แรงงาน Routine นี้จึงพึ่งเกิดขึ้นมา เลยอยากทราบว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องกับ Fiat รึเปล่าครับ

Replying to Avatar Panai Lawasut

“พี่ต้องลงทุนให้ถึงขั้นต่ำนะ”

มีน้องคนนึงเคยคุยกับผมไว้

“ลงทุนมันมีขั้นต่ำอยู่นะพี่

อย่างถ้าพี่ลง 1 ล้าน อาจจะได้ซัก 10 ล้าน

แต่ถ้าลง 9 แสน อาจจะไม่ได้อะไรเลย

พี่ต้องลงทุนให้ถึงขั้นต่ำนะ”

ในตอนที่ผมได้ยินครั้งแรก ผมไม่ buy idea นี้เลย

อย่างที่ผมเคยเล่าๆไป พ่อแม่ผมเริ่มจากทำขนมกันที่บ้าน เราตีไข่กันในบ้าน เคี่ยวขนมกันในครัวหลังบ้าน เอาออกมาอบแล้วก็ตัดขายกันหน้าบ้าน

ทั้งๆที่บ้านผมเป็นทาวน์เฮ้าส์เล็กๆ อยู่ในซอยที่แสนจะเล็ก และไม่มีที่จอดรถให้ลูกค้าใดๆทั้งสิ้น

เวลาลูกค้าเข้ามาเยอะๆ ที่ยืนหน้าบ้านก็ไม่มี บ่อยครั้งล้นไปยืนตากแดดอยู่นอกบ้าน

แต่ก็มีลูกค้าเข้าร้านอยู่แทบจะตลอดเวลา

ลูกค้าหลายเจ้ามาถึงก็จะเล่าให้ฟังแกมบ่นว่าเค้าเดินทางกันมามาจากจังหวัดนู่นจังหวัดนี้เลยนะ

นั่นทำให้ผมคิดว่า ทำเลไม่ใช่เรื่องสำคัญ หรือเรื่องจะลงทุนตกแต่งร้านให้สวยนั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไหร่ ขอเพียงขอเราดีจริงๆ มันจะขายตัวมันเองได้

ผมเคยรีโนเวทร้านที่บ้านครั้งนึง ใช้เงินประมาณ 3 แสน บ้านก็ดูเป็นร้านขึ้นมานิดนึง ขยายกำลังผลิตมาได้พอสมควร แต่มันก็ยังเป็นทาวน์เฮ้าส์เล็กๆอยู่ในซอยเล็กๆเหมือนเดิม มันไม่ถึงกับมี impact ที่ significant กับร้านเท่าไหร่

วันนึงผมออกไปเปิดสาขาแรก ไปได้ศาลาไทยที่เค้าสร้างไม่เสร็จอยู่ริมถนนมา ต้องพยายามหาคอนเนคชั่นเชื่อมโยงจนไปถึงตัวเจ้าของที่ ไปอ้อนวอนให้เค้าปล่อยเช่า สุดท้ายเค้าคิดค่าเช่าให้ 4,000 บาท/เดือน

ด้วยความที่เร่งรีบมาก และงบประมาณจำกัดสุดๆ ผมลงทุนไปประมาณ 5แสน จากศาลาที่ถูกทิ้งร้าง ฝ้ายังไม่ได้ทำ ผนังยังปิดไม่ครบ ไม่ต้องพูดถึงระบบน้ำไฟหรือห้องน้ำ ผมทำมันเสร็จใน10กว่าวัน (คืองานไม้ ฉันชอบ ฉันก็ลงไปทำกะช่างเลยอะ)

ทำเลมันไม่ได้ดีมากนะ มีที่จอดรถที่ดูไม่เหมือนว่าจอดได้ ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จอดริมถนน แต่มันก็ขายได้ ขายได้พอสมควรด้วย

มันยิ่งตอกย้ำความคิดผมที่ว่า ไม่จำเป็นต้องลงทุนเยอะ ไม่จำเป็นต้องทำเลดีมาก ถ้าของมันดีมันจะขายตัวมันเองได้

ผมอยู่ที่ศาลาไทยได้ประมาณ 3 ปี วันนึงผู้ให้เช่ามาบอกว่าต้องออกภายใน 3 เดือนนะ มีเจ้าใหญ่เค้ามาเซ้งที่ดินทั้งหมด

…ในหัวผมมีแต่คำว่า ฉิบหายแล้ว!!…

ผมเร่งหาที่ใหม่ ในพื้นที่ใกล้เคียงเดิม วิ่งหาทุกวัน ทั้งวัน อยู่เก็นอาทิตย์ ไม่มีที่ไหนถูกใจ ส่วนใหญ่ถ้าทำเลดี ก็จะไม่ค่อยมีที่ว่าง ถ้าว่างก็แพงมาก ผมพยามมองหาทำเลที่ไม่ต้องดีมาก เข้าถึงง่าย ค่าเช่าถูก….ณ ตอนนั้น ไม่มี

แล้วอยู่ดีๆผมก็ไปนึกถึงคำพูดของรุ่นน้องคนนึงที่เคยพูดกับผมไว้ “พี่ต้องลงทุนให้ถึงขั้นต่ำนะพี่”

รุ่นน้องคนนี้เค้าเป็น Developer อสังหาที่ success เป็นคนที่ผมนับถือวิธีคิดมาก ถ้าให้ผมเทียบ ผมมีความรู้สึกว่าเค้าเหมือนกับ nostr:npub1mqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43q7rnz85 จริงจัง สุดทางทุกเรื่องตลอดเวลา (ถ้าใน MBTI เค้าเป็น ENTJ ผมเชื่อว่าตั้มก็ตัวเดียวกัน)

จากคำพูดของรุ่นน้องวันนั้น ผมลองเปิดใจกับที่ที่ค่าเช่ามันแพงแต่ทำเลดี

มันเป็นโชว์รูมขายมอเตอร์ไซค์มาก่อน พื้นที่ใหญ่เกินจำเป็นสำหรับผมไปมาก และเจ้าของคิดค่าเช่าเดือนละ 70,000 แต่ขอเก็บรายปีแบบ front load !!!! (ขอเก็บหนักปีแรกปีต่อไปถอยลง แต่เฉลี่ยแล้วคือ 70,000/ด.)

สรุปว่าผมต้องจ่ายในครั้งแรก 1,500,000 !!!

ผมหนักใจมาก คิดอยู่พักใหญ่ จากค่าเช่า 4,000 กลายเป็น 70,000 แถมต้องจ่ายเงินก้อนไปก่อนด้วย ค่ารีโนเวทไม่ต้องพูดถึง น่าจะหลายเท่าของที่เคยใช้ แม่ผมก็เชียร์นะ ไม่รู้แกเห็นว่ามันดี หรือแค่เชื่อมั่นในตัวผม แต่มันสเกลที่ไม่เคยอยู่ในหัวผม ครั้งนั้นผมต้องปรึกษาหมอดูเลย ไม่มีความมั่นใจอะไรเลยจริงๆ

…สุดท้ายเอาก็เอาวะ…

การตัดสินใจเช่าครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของร้านผมเลย ร้านที่มันใหญ่มันมีอิมแพคมากกว่า ไม่ใช่แค่กับคนผ่านไปผ่านมา มันถูกพูดถึง มันเกิดการรับรู้ถึงตัวแบนด์ไปในวงกว้าง ยอดขายโตหลักเป็น 100%

และมันเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความคิดผมด้วย ผมมีขั้นต่ำในการลงทุนของผมที่ไม่น้อยเลยในแต่ละสาขา เพื่อนๆผมฟังค่าใช้จ่ายในแต่ละที่ของผมแล้วตกใจทั้งนั้น (หลายคนมองว่าผมไม่ฉลาดด้วยซ้ำ)

ผมไม่เคยมีปัญหากับค่าเช่าสูง ทำเลที่ดีค่าเช่าต้องสูงอยู่แล้ว ราคาที่สูงมันช่วยตัดคู่แข่งที่จะมาแย่งเราเช่าไปเกือบหมดตลาด มันทำให้ผมอยู่ในจุดที่ไม่มีผู้เล่นรายอื่นมาเล่นด้วย

ปัจจุบันโชว์รูมมอเตอร์ไซค์อันนั้นกลายเป็นกระดูกสันหลังของร้านไปแล้ว พื้นที่ๆเคยว่าใหญ่เกิน ถูกใช้เต็มอณู วัตถุดิบของทุกสาขาถูกชั่งตวงและส่งออกจากที่นั่น

และเราก็ซื้อมันก่อนที่จะต้องต่อสัญญาเช่าครั้งต่อไป 😎

“ต้องลงทุนให้ถึงขั้นต่ำ” จริงๆมันก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าขั้นต่ำมันอยู่ตรงไหน สำหรับผมคือ จุดที่ใหญ่พอที่จะมีอิมแพค จุดที่มากพอจะตัดผู้เล่นรายอื่นออก จุดที่วันนึงมันคงคืนทุนได้

ซึ่งมันไม่ได้ต่ำเลย 55555

เรื่องนี้มันไม่ใช่แค่มิติเรื่องทุนทรัพย์อย่างเดียว

ถ้าเรามอง proof of work เป็นการที่เราลงทุนเวลาและพลังงานของเรา มันก็มีขั้นต่ำที่เราต้องไปให้ถึงเหมือนกัน

มันจะมีจุดคุณต้องลงทุนให้ถึง เพื่อให้ตลาดเห็น value คุณ

มันมีจุดที่คุณต้องลงทุนให้ถึง เพื่อตัดผู้เล่นรายอื่นออก (เอาให้แบบคนอื่นเห็นPOWคุณ แล้วถอดใจไปเลยอะ)

มันมีจุดที่คุณต้องลงทุนให้ถึง ถึงจะได้สัมผัสกับความรู้สึก secure ว่า POW เราเยอะพอใช้ได้แล้วนะ

เอาจริงๆความหมายของ”ลงทุนให้ถึงขั้นต่ำ” ของผมคือ “ทำมันให้สุดนั้นแหละ เดี๋ยวพอพ้นขั้นต่ำแล้วเราจะรู้เอง”

GM ครับ

#ทีมตรู่

#Siamstr

GM ครับ ไม่ได้มาอ่านโน๊ตพี่นานเลย ชอบวิธีการตัดคู่แข่งของพี่มากครับ มันไม่ใช่วิธีการตัดคู่แข่งแบบลดต้นทุนหรือลดคุณภาพตามที่เห็นกันตามร้านทั่วไป แต่เป็นการตัดคู่แข่งแบบให้ตลาดเห็นถึง Value และ POW ที่เราหมั่นเพียรทำและพัฒนามาตลอดแล้วบอกกับคู่แข่งในตลาดแบบอ้อมๆ ว่า " ถ้าคิดว่าทำได้ดีกว่ากูก็เข้ามา " 555

ปล.อ่านไปทานหนังไก่ทอดไปเพลินมากครับ555

Replying to Avatar Somnuke

เมื่อตลาดคริปโตราคาขึ้น ฤดูกาลแห่งความโลภจะกลับมา คนที่โหยหาความร่ำรวยทางลัดจะแห่กันเข้าไป แต่ไม่เข้าใจว่ากำลังเล่นกับอะไรอยู่ เพราะบิตคอยน์มันขึ้นช้า มันแพงไปแล้ว Alt coin สิ บล็อกเชนสิน่าเย้ายวน ไม่เห็นราคามันขึ้นเหรอ ? ถือบิตคอยน์ก็ได้แค่นิดเดียว ชาติไหนจะรวย

ความโลภจะบังตา เคลิบเคลิ้มไปกับคำโม้โอ้อวดของบรรดาเจ้าของโปรเจกต์ Shitcoin (Altcoin) และเชื่อว่ามันคืออนาคต ซึ่งเจ้าพวกนี้อาศัยความโลภของเราช่วยผลักราคาให้ขึ้นไปไกล และเอาเหรียญในมือมาเทขายสร้างความร่ำรวยให้ตนเองและพวกพ้อง ถ้าซื้อที่ต้นทางและชิงขายก่อนตลาดวายก็รวยได้จริงแหละ แต่เราจะไม่ขายเพราะกลัวขายหมู เดี๋ยวมันขึ้นอีก รู้ตัวอีกที เอ้า กลับมาขาดทุน

โดยมีพวกเราเหล่าคนโลภนี่แหละที่เอาเงินไปประเคนให้เขา และลงเอยด้วยการขาดทุน เมื่อฝุ่นควันแห่งความโลภจางหาย เราจะเริ่มรู้ตัวว่าเหรียญที่เราเอาเงินที่หามาอย่างยากลำบากไปแลกมาโดยคาดหวังความร่ำรวย มันคือ "ขยะ" ดีๆ นี่เอง

สิ่งที่ล้ำค่าและเป็นอนาคตที่จะช่วยปลดแอกโลก คือ "บิตคอยน์" เท่านั้น ไม่ใช่ "คริปโต" โปรดอย่าเข้าใจผิด ไม่งั้นเราจะกลายเป็นเหยื่อให้เขาเชือด กว่าจะคิดได้เงินเก็บทั้งชีวิตอาจจะหายไปหมดแล้ว

การลงทุนมันเป็นเรื่องเรียบง่ายก็จริง แต่ทำจริงยากมาก อาจจะมีเพียงคน 5% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวย แต่เราจะรู้ว่าคำพูดนี้เป็นจริงก็ต่อเมื่อเราได้เสียหายไปเรียบร้อยแล้ว

หลายเรื่องในชีวิตคนมักจะมีลักษณะ รู้ทั้งรู้ เข้าใจดีทุกอย่าง แต่เมื่อถึงเวลาก็ทำไม่ได้ ตามสุภาษิตที่คนไอเดียบรรเจิดชื่อ "เค้า" ว่าไว้อย่าง ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เสียน้อยเสียมากเสียยากเสียง่ายอะไรทำนองนี้

และต้นตอคือการไม่มี Skin in the game

คือยังไม่มีส่วนได้เสีย ยังไม่พบเจอกับผลกระทบดั่งไม้หน้าสามฟาดหน้าแหก เรายังไม่เจ็บ ยังไม่ปวด ยังไม่เจ๊ง ไม่ได้ฉิบหายอะไรนี่

เพราะฉะนั้นเราจะยังไม่รู้สึกจนกว่าเราจะเจอดี เราถึงจะได้ลิ้มรสความอร่อยเหาะนั้น และจุดนี้ก็มักเป็นจุดที่ มันสายไปเสียแล้ว แก้ไขอะไรไม่ทัน ย้อนเวลากลับไปไม่ได้ เราทำได้อย่างเดียวคือทำใจ เลียแผลและคิดว่าจะเดินหน้าต่อในชีวิตยังไง

บางคนล้มแล้วลุก ปลอบใจ ให้กำลังใจตัวเองแล้วเลือกเดินหน้าต่อ ช่างแม่งมันปะไร เริ่มต้นใหม่ เก็บไว้เป็นบทเรียนว่ากูจะไม่พลาดซ้ำสอง และทำมันได้จริงๆ คนแบบนี้ถือว่าสุดยอด

บางคนก็เลือกเอาแต่โทษตัวเอง สมน้ำหน้าตัวเอง มัวแต่คิดว่าถ้ารู้งี้กูอย่างงั้น รู้งี้วันนั้นน่าจะทำแบบโน้น ล้มแล้วล้มเลย ลุกไม่ขึ้น หรือบางคนก็อาจจะอยากลุกแต่ทำไม่ได้ ความผิดพลาดมันสร้างความเสียหายร้ายแรงเกินไป เอาตัวเองไปเสี่ยงในจุดใหญ่เกินตัวกว่าแปดล้านกิโลกรัม แต่จริงๆ มันก็ลุกได้ ใช้ชีวิตตามสภาพเพียงแต่อาจจะไม่สามารถกลับมาอยู่จุดเดิมได้อีก

บางคนติด "ลูปนรก" แม้ความฉิบหายที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงมากขนาดไหน แต่มันก็ยังไม่มากพอ บทเรียนที่ได้มันไม่ทำให้เข็ดหลาบ จำไปจนตาย เกิดอาการล้มแล้วลุก ล้มใหม่แล้วลุกใหม่ ล้มอีกลุกอีกไม่รู้จบ

ตอนมันล่มสลาย ก็บอกตัวเองว่ากูรู้ซึ้งดีแล้วว่ามันหนักหนายังไง เจ็บปวดแสนสาหัสแค่ไหน จนตั้งปณิธานกับตัวเองว่า กูจะไม่มีวันทำอีก แต่พอเวลาผ่านไป ก็เริ่มเข้าวงจรเดิม เพิ่มความเสี่ยง มากขึ้นและมากขึ้น ไม่มีระเบียบวินัย ไม่รู้จักพอ ได้คืบจะเอาศอก

ค่อยๆ พาตัวเองกลับไปอยู่ในจุดเดิม พอยืนบนขอบเหวเหมือนเดิมก็เพิ่งรู้สึกตัวว่า "ไอเวรเอ้ยกูเอาอีกแล้ว กูจะเจอกับหายนะอีกแล้วเหรอวะเนี่ย อย่าเลย ไม่เกิดได้มั้ย ครั้งก่อนกูโดนหนักมามากพอแล้ว"

เริ่มได้สติตอนนี้มันสายเกินไปอีกแล้ว แก้ไขอะไรไม่ทัน และสุดท้ายมันก็พังจริงๆ ตามนั้น เพราะเราไม่สามารถจะมาเสกผลลัพธ์ที่เราต้องการได้ในบทสรุปหรือฉากสุดท้ายของเรื่อง

ทั้งหมดทั้งมวลมาจากไอ้วายรายตัวเดียว

ที่เรียกว่า "ความโลภ"

ทุกคนรู้จักมันดีว่าจะสร้างความหายนะยังไง มันเข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน แต่การควบคุมและเอาชนะมันโคตรยากสุดๆ ให้ตาย

สิ่งหนึ่งที่ต้องระวัง โดยเฉพาะเรื่อง "การลงทุน"

คือ ลูปนรกไม่รู้จบ เพราะปัญหาคือ เรื่องที่ใหญ่มากพอของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน บางคนขาดทุน 50% ก็เกินพอ บางคนลบ 80% พอ บางคนล่อฟิวเจอร์โดนล้างจนเหลือ 0 เออกูพอ

เมื่อเราโดนความโลภครอบงำ เราจะควบคุมความเสี่ยงไม่ได้ และเราจะขยายความเสี่ยงมากขึ้นไปเรื่อยๆ ได้แสนจะเอาห้าแสน จะเอาล้านจะเอาสิบล้าน ขาดทุนก็เช่นกัน เราไม่กล้าคัทลอสเพราะไม่ขายไม่ขาดทุน คัทเท่ากับเสียเงินจริง คัทแล้วมันเด้งใส่หน้าทำไง

จากการเริ่มด้วยเงินเล็กน้อย เดี๋ยวซื้อเดี๋ยวขายด้วยเงินไม่มาก เราจะใส่สุดปลอก เราเอาเงินทั้งหมดในชีวิตมาทุ่มกับมัน เพราะอยากได้เงินเยอะๆ อยากรวยเร็วๆ อยากพลิกชีวิต อยากให้ผู้คนแซ่ซ้องว่าท่านสุลต่าน

บางคนพี้กยิ่งกว่านั้น คือทุ่มเกินตัว นอกจากจะทุ่มทั้งหมดที่มีแล้วยังไปกู้ไปหยิบยืมเอาเงินคนรอบข้างมาอัด โดยคิดตื้นๆ ว่า ขอเอามาทำทุนก่อน เดี๋ยวกูก็รวย คืนเงินกลับได้สบายๆ พร้อมผลกำไรเบิกบาน แต่ความจริงกับสิ่งเพ้อฝันมันคนละเรื่อง เมื่อไรที่เราติดลูปนี้แล้ว ยังไงๆ เราก็จะลงเอยด้วยการเจ๊งแน่นอน 100%

เจ๊งแล้ว ก็หาเงินมาใหม่ กู้ หยิบยืมมาใหม่ แล้วก็เจ๊งอีกไปเรื่อยๆ นอกจากตัวเองจะล้มละลายแล้ว ยังพาคนรอบข้างเดือดร้อน ฉิบหายไปด้วย

บางทีบทเรียนครั้งใหญ่ก็อาจจะยังไม่พอ ถ้าเราไม่รู้ว่าจะแก้ไขมันยังไงในรอบหน้า หัวใจสำคัญคือต้องควบคุมความโลภให้ได้ ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไป

ปลูกแบบไหนก็ได้อย่างนั้น ถ้าเราดูแลต้นไม้อย่างดี รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ไล่แมลง ถอนวัชพืช มันก็จะเติบโตผลิดอกออกผลอย่างที่เราต้องการ แต่ถ้าเราไม่ได้ดูแลมันอย่างเหมาะสมถูกต้อง ปล่อยปละละเลย เมื่อวันที่มันจะเหี่ยวเฉาตาย เราจะมานั่งบอกว่า อย่าตายเลยนะ เนี่ยเรารดน้ำใส่ปุ๋ยไล่แมลงให้แล้ว มันก็ไม่ทันแล้วเพื่อนเอ้ย

การลงทุนให้ประสบความสำเร็จมันเข้าใจง่ายแต่ทำยากมาก ตลาดมันจะบี้คุณจนร้องขอชีวิต คนจำนวนมากรู้เทคนิคทฤษฎีวิธีการทุกอย่างในการเทรด แต่ก็ขาดทุน เพราะระบบบอกให้ซื้อไม่ซื้อ บอกให้ขายไม่ขาย ดื้อออออ greed and fear ในสันดานเราสั่งให้ทำแบบนั้น

แทนที่น้ำพักน้ำแรงมันจะงอกเงย หรืออย่างน้อยมันคงที่ สร้างความมั่งคั่งให้ชีวิตและครอบครัว ยกระดับคุณภาพชีวิตขึ้นไปเรื่อยๆ เรากลับเอามันไปทิ้งและเริ่มใหม่ ทิ้ง เริ่มใหม่ ไม่รู้จบ! ใช้เวลาทั้งชีวิตติดกับดักอยู่ในหลุมบ่อขี้ ทำท่าจะปีนขึ้นไปได้ก็ตกลงไปใหม่

สุดท้ายนี้ ถ้าเราไม่สามารถควบคุมความโลภตัวเองได้อยู่หมัด ไม่รู้ว่ากำไรที่เพียงพอคือจุดไหน ไม่รู้ว่าขาดทุนเท่าไรถึงยอมแพ้ ไม่นานเราจะโกงตัวเราเอง เราจะบิดพริ้ว อิดออดไม่ยอมทำตามสิ่งที่เราตั้งใจไว้เพราะความอยากได้และความเสียดาย และเราจะเสียหายในที่สุด และผมก็เองก็ไม่รอดเช่นกัน

ดังนั้นสำหรับคนที่ยังเอาชนะความโลภตัวเองไม่ได้ การออม การ Stack Sat น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว เราค่อยๆ สะสมความอดทน ไม่ดื้อไม่ซน และมันจะไปออกผลในระยะยาว

Stay Humble & Stack Sats

#Siamstr #SiamesBicoiners

เด็กดื้อระวังไม้เรียวคุณครูสมนึกนะครับ

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

Worst book อ่านไปได้ 50 หน้าไอ้สัส โคตรกาก

ตั้งแต่ บทนำ คนเขียน คนรีวิว

ประเด็นมันคืออย่างนี้ ไอ้คนเขียนแม่งจะชอบยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอ้างเหตุผลแบบ mainstream เผื่อมาตบความถูกต้องถูกใจของตัวเอง

ตั้งแต่เหตุการณ์ไฟไหม้ป่า ปี 1949 ซึ่งเอาเข้าจริง การตัดสินใจ ในการทำงาน ณ จังหวะนั้น มันมีความคิดในหลายๆ มุมเข้ามาเกี่ยวข้อง

ส่วนไอ้คนที่รอดถามว่ามันคิดลึกไหม มึงไม่สามารถ นิยามคำนั้นออกมาให้มันมีเหตุและผล

กระแสของแบล็กเบอรี่ที่ตายไป แต่แอปเปิ้ลเฉิดฉาย คือมึงจะบอกว่าเป็นเพราะ blackberry ตัดสินใจโง่ คือมันไม่ใช่ มันมีองค์ประกอบมากกว่านั้น

ไอ้เหี้ย กูถึงว่า ชัชชาติอ่าน

ควย 400 บาท 50 หน้ากูไม่ได้เหี้ยไรจากมึงเลย

ผมเคยสั่งจาก Se-ed มา แต่มีรอยยับเลยส่งคืนไป กำลังลังเลว่าจะสั่งอีกรอบดีมั้ย ขอบคุณสำหรับรีวิวครับ 555

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณทาน อาหารแปรูป "ultra processed food " เป็นเวลา 1 เดือน

.

จาก scoop ของ bbc

https://www.youtube.com/watch?v=T4PFt4czJw0&t=17s

.

โดย Dr Chris van Tulleken แพทย์โรคติดเชื้อที่ UCLH ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำเสนอเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ชั้นนำของ BBC และนักเขียนขายดีของ New York Times ชื่อว่า Ultra-Processed People: Why Do We All Eat Stuff That Isn’t Food...and Why Can’t We Stop?

.

ได้ทดลองปรับโภชนาการ จากทาน อาหารแปรรูป "ultra processed food " 20% เพิ่มมาเป็น 80% เป็นเวลา 30 วัน และมีการตรวจร่างกายและถ่ายรูปเพื่อการเปรียบเทียบก่อนและหลังทดลอง

.

ซึ่งอาหารที่เข้าปรับมาทาน มีทั้ง ไก่ทอด ลาญานยา ซีเรียล พิชช่า เบอร์เกอร์ แซนวิช พุดดิ้ง และ ขนมอีกหลายอย่าง รวมทั้ง อาหารที่มีการขึ้นฉลากว่า ดีต่อสุขภาพ แต่เมื่อดูส่วนประกอบก็พบว่าเป็นกลุ่ม อาหารแปรรูป

.

ในวีดีโอ ได้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณหมอในช่วง 30 วันที่ได้ปรับเปลี่ยน ผมได้จดสิ่งที่เกิขึ้นกับคุณหมอ ดังนี้

.

มีอาการหิวมากขึ้น จากตามปกติ ทานเพี้ยงสามมื้อหลัก ไม่ทานจุกจิก กลายเป็นทานตลอดเวลา และ หิวกลางดึกด้วย

มีอาการท้องผูก มากกว่า 2 วัน จนเกิด ริดสีดวงทวาร

นอนหลับไม่ดี

ตื่นแล้วไม่สดชื่น มีอาการเหมือน hangover

ความใคร่ต่ำ

ความวิตกกังวล

ความเกียจคร้าน

ความรู้สึกไม่มีความสุข

และอาการเสียดท้อง

.

และเมื่อครบ 30 วันของการทดลอง ได้มีการเปรียบเทียบก่อนหลัง ซึ่งแบ่งเป็นสามหัวข้อหลัก

.

1. ทางกายภาพ

พบมีภาวะ man boobs หรือ นมตั้งเต้าในผู้ชาย เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงการเสียสมดุลของ Sex hormone

รูปร่างอ้วนขึ้น

มีการขยายตัวของกระเพาะอาหาร

น้ำหนักขึ้น 6.5 kg

BMI ขึ้น 2 หน่วย

Body fat ขึ้น 3 kg

2.ทางฮอร์โมน

พบกลุ่มฮอร์โมนหิว เพิ่มขึ้นในกระแสเลือด 30% และ กลุ่มฮอร์โมนอิ่ม ลดลง ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการหิวตลอดเวลา

3.ทางสมอง ผ่านทาง MRI scan

พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงการเชื่อมต่อของระบบประสาท บริเวณที่ควบคุมการให้รางวัล ( reward center )ได้เชื่อมโยงกับพื้นที่ที่ควบคุมพฤติกรรมที่ทำซ้ำโดยอัตโนมัติ ( repetitive automatic behavior )นั่นหมายความว่าสมองของเขาบอกให้เขากินอาหารแปรรูปพิเศษแม้ว่าจะไม่จำเป็นก็ตาม การตอบสนองจะคล้ายกับเมื่อใช้สารเสพติด แอลกอฮอล์ และบุหรี่จนเสพติด การเปลี่ยนแปลงไม่ถาวร. (โดยสีน้ำเงิน หมายถึงการเชื่อมต่อเดิม สีแดงคือการเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นใหม่ )

ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า อาหารที่มีปริมาณไขมัน”และ”คาร์โบไฮเดรตสูง สามารถกระตุ้นพื้นที่ในสมองที่ควบคุมแรงจูงใจ อารมณ์ และรางวัลได้ และจากการศึกษาจากการถ่ายภาพสมอง ยิ่งคุณได้รับผลตอบแทนจากการรับประทานอาหารประเภทนี้มากเท่าไร คุณก็ยิ่งต้องกินมากขึ้นเพื่อรักษาความเพลิดเพลินนั้นไว้ ซึ่งก็คือ "การเสพติด" นั้นเอง

หากสมองของคนวัย 42 ปีมีการเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนั้นในเวลาเพียง 4 สัปดาห์ ลองจินตนาการดูว่าสมองที่กำลังพัฒนาของเด็กจะได้รับผลกระทบอย่างไร

เรียนรู้เพิ่มเติม

เรื่อง man boobs

https://youtu.be/cZ_lbDtZ5Dk

เรื่อง อาหารแปรรูป

https://youtu.be/J4UOZ7c1q6k

เรื่อง ฮอร์โมนหิว

https://youtu.be/0ueGrDzhZ4o

.

#ความน่ากลัวในการดูแลสุขภาพคือการที่เชื่อโดยไม่มีความรู้

.

ช่องทางต่างๆในการติดตามและติดต่อหมออ้วน

https://linktr.ee/fastingfatdentist

.

#fastingfatdentist

#หมอบ่นfiat

#healthstr

#health

#IFF

#nutrition

#fiat

#siamstr

#bitcoin

#siamesebitcoiners

นึกถึงสมัยเด็กที่ชอบซื้อซีเรียลมากินเพราะอยากได้ของเล่นที่แถมมาในกล่อง รู้สึกว่าจะแถมมาเฉพาะกล่องใหญ่ๆ (จำได้ว่ากินเป็นมื้อเช้ากับนม 2 ถ้วยแล้วก็ยังไม่อิ่มเลย)

สมัยนั้นผมคิดว่ามีแต่คุ้มกับคุ้มเพราะได้กินของอร่อยมีประโยชน์ ยิ่งซื้อกล่องใหญ่ยิ่งถูกลงไปอีก แถมยังได้ของเล่นมาด้วย จนมาคิดได้ตอนนี้ว่า

" นี่เราติดกับแล้วสินะ "

ผมหยุดเล่น Nostr ไปประมาณเดือนกว่าๆ เนื่องจากช่วงนั้นต้องเคลียร์งาน Fiatๆ เยอะแยะเต็มไปหมด พอเคลียร์เสร็จผมก็มีความคิดหนึ่งเข้ามาในหัวว่า " ไหนๆ ก็หยุดเล่น Nostr แล้วหรือเราจะลองหยุดเล่นไปสักพักใหญ่ดีนะ " ( ทดลองแปลกๆ อีกละ )

จากนั้นผมก็ใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือที่ซื้อมาดองไว้อย่าง Bitcoin Standard และหนังสืออื่นๆ ( ตอนนี้ก็ยังอ่านไม่หมด ) ดูอนิเมะที่ดองไว้หลายปี และช่วงนั้นมีโอกาสได้กลับบ้านก็ได้ไปช่วยงานที่บ้านหลายๆ อย่างเป็นช่วงเวลาที่สนุกมากครับ

เวลาที่ได้เห็นคนในบ้านช่วยกันทำงานและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ผมรู้สึกว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ห่างเหินจากการที่ผมและเหล่าพี่น้องที่ต้องไปเรียนไปทำงานไกลๆ มันกลับมากลมเกลียวกันอีกครั้ง (สถาบันครอบครัวนี่สุดยอดจริงๆ) และผมก็ได้มีโอกาสป้ายยาส้มคนในบ้านจนเกือบสำเร็จ แต่ผลที่ได้กลับเป็นยาทองซะงั้น (สงสัยเรายังฝึกมาไม่พอ)

มีบางช่วงเวลาที่ผมรู้สึกเหมือนจะถูกดูดกลับเข้า Matrix อีกครั้ง จากการเข้าไปอยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมงานในสังคม Fiat ผมรู้สึกสิ้นหวังและคล้อยตามไปบ้าง แต่พอนึกถึง Bitcoin และบทความเกี่ยวกับยาส้มต่างๆ ที่เคยอ่านมาก็กลับมาได้สติอีกครั้ง

ตอนนี้กลับมาเล่น Nostr ผมรู้สึกสิ้นหวังมากครับ มีแต่ Note และบทความที่มีสาระเต็มไปหมด ( #FuckIMF ก็ยังอ่านไม่หมดเลย ) ต้องหาเวลามาอ่านบ้างละดองไว้นานเกิน ( ชดใช้กรรม ) ใครจะหยุดเล่นแนะนำว่า " อย่าหาทำครับ " #siamstr

Replying to Avatar Jakk Goodday

## Write-thing like Jakk

มีคนขอมา ก่อนหน้านี้ก็มีคนสนใจว่าผมเขียนยังไงถึงด้นสดๆ ออกมาได้แล้วยังทำได้ดีในแง่ของสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ผมจะไม่บอกว่าผมทำมันได้ดีกว่าใครนะครับ และถ้าคุณไม่ได้ชอบไสตล์ที่ผมเขียนอะไรมากขนาดนั้น คุณสามารถ Skip โน๊ตนี้ไปได้เลย..

แต่สำหรับคนที่สนใจการเขียนในแนวทางต่างๆ อย่างจริงจัง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในสิ่งที่คุณจะสามารถศึกษาเอาจากประสบการณ์ของผมไปปรับใช้เองได้ครับ (ถ้าชอบอะนะ)

ผมควรเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อนก่อนเป็นอันดับแรก (ซึ่งก็น่าจะซับซ้อนอยู่ดี) เพราะมันประกอบไปด้วยหลายส่วนที่คงต้องผ่านการทำมามากพอจนเข้าใจ จึงจะสามารถผสมผสานพวกมันออกมาได้อย่างลงตัว

### My writing is not just write, but speak

ถ้าคุณพูดได้ดีแค่ไหน คุณจะเขียนได้ดีในแบบเดียวกัน เมื่อคุณแค่เขียนสิ่งที่อยากจะพูดทั้งหมดออกมา..

เรื่องนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา เพราะสไตล์หลักๆ ของผม คือ การเล่าเรื่องในมุมมองบุคคลที่ 1 มันคือมุมมองที่มาจากการผ่านตาของผมไปยังสิ่งที่เห็นเองตรงหน้า (ในภาพจินตนาการนั้น) ไม่ใช่การลอยขึ้นไปบนฟ้าแล้วมองลงหาเห็นทุกอย่างทั้งหมด (มุมมองบุคคลที่ 3)

การเล่าเรื่องในลักษณะนี้ จะให้ความรู้สึกกับคนอ่านเหมือนเขากำลังกลายเป็นตัวผู้เขียนไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว นั่นขึ้นลีลากับการสะกดคนอ่านไว้ในสถานะนั้นของคุณด้วย (สร้างสถานการณ์ให้ผู้อ่านต้องแทนตัวเองเป็นผู้เขียน) คุณจะทำมันได้นานแค่ไหน

ใช่ครับ.. มันต้องผ่านการฝึก หรืออ่านงานสไตล์นี้มามากพอ

การฝึก.. ในความหมายของผมนั้นไม่ใช่การฝึกเขียน แต่เป็นการฝึกพูด ..ผมกำลังฉีกตำราทิ้งไปต่อหน้าต่อตาของทุกคนในตอนนี้ เพราะนี่คงไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสอนคุณ ก็เพราะมันคือสไตล์ของผมเองที่ตกผลึกด้วยตัวเอง

การฝึกพูดที่จะเกิดประสิทธิผล ก็คือการสื่อสารที่สาส์นจากเรา (ที่ต้องการจะสื่อ) ถูกส่งต่อไปยังผู้รับได้อย่างครบถ้วน และเขาย้อยข้อมูลนั้นกลืนลงท้องได้อย่างเอร็ดอร่อย ซึ่งมันไม่ใช่คำพูดหรูหราที่ฟังเพลินมาก แต่ดันจับใจความอะไรไม่ได้เลย

คุณจะพูดมากพอจนจับทางตัวเองได้ว่า.. การพูดแบบไหนที่ทำให้การสื่อสารเกิดผลสัมฤทธิ์ แล้วหลังจากนั้นคุณจะหยิบเอาการพูดแบบนั้นเขียนออกมาเป็นตัวอักษร นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเขียนของผมจึงเหมือนว่าคุณกำลังได้ฟังเสียงของผมพูดอยู่จริงๆ ก็เพราะมันเป็นการพูดออกมาผ่านตัวอักษร..

ที่สุดแล้วมันจึงไม่เหมือนใคร ก็เพราะใครจะพูดได้เหมือนอย่างเราล่ะ?

เรามักจะมีวรรคทองเป็นของเราเอง มีวลีที่ติดปาก คำอุทานที่เคยชิน สไตล์การพูดที่คนจดจำเราได้ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติอยู่คู่ตัวตนเราที่ใครก็เอามันไปไม่ได้ และเราเท่านั้นที่ทำมันได้

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพยายามจะทำเหมือน "คนอื่น" มันคือ "คนอื่น" ที่จะถูกผู้คนจดจำ มันไม่มีใครจำได้หรอกว่า "เงาเสียง" ของ พี่เสก โลโซ คือใคร จริงไหมล่ะครับ?

การเขียนให้มี Signature ก็คือการเขียนออกมาให้ได้ในแบบที่เราพูดนั่นเองครับ

### Natural of the readers

ถ้าคุณอ่านมามากแค่ไหน คุณก็จะเข้าใจคนอ่านได้มากแค่นั้น

คุณต้องเป็นนักสังเกตและคอยจดจำ คุณต้องรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะว่าทำไมเราจึงชอบงานเขียนในแบบของ 'X' แต่กลับไม่ชอบงานเขียนของ 'Y' ??

ความเข้าใจสิ่งละอันพันละนิดเหล่านี้เหมือนชิ้นเลโก้ที่จะค่อยๆ ก่อร่างสร้างปราสาทแห่ง "ความเข้าใจในคนอ่าน" ให้คุณเอง แต่เป็นความเข้าใจที่เราจะวางตัวเองเป็นกลาง ไม่อิงแอบกับรสนิยมของเราเองจนมากเกินไป..

ถ้าเราจะวัดเอาตามความชอบของตัวเราเองเป็นที่ตั้ง แล้วใช้ความเข้าใจนั้นเขียนออกมา ผมแนะนำให้เราไปเขียนไดอารี่เก็บมันไว้อ่านเองจะดีกว่า เพราะเรากำลังทำให้ตัวเองพึงพอใจอยู่ฝ่ายเดียว เราไม่ได้นึกถึงคนอื่นๆ ที่จะได้อ่านมันเลย

แล้วธรรมชาติของคนอ่านทั่วไปเขาเป็นยังไงกันเหรอ?

ผมไม่ได้กำลังพูดถึงรสนิยม ความชอบ แต่ผมกำลังหมายถึงการอ่านแบบเพียวๆ

คุณเชื่อไหมว่า เราไม่ได้อ่านออกเสียงกันแค่ทางปาก แต่เรามักจะอ่านออกเสียงก้องในใจของเราด้วย!? งงไหมล่ะครับ?

ณ ขณะที่คุณกำลัง "อ่านในใจ" อยู่นั้น.. จริงๆ แล้วสมองของคุณกำลังจำลองการ "อ่านออกเสียง" แบบไร้เสียงให้กับตัวคุณอยู่ คุณไม่ได้แค่อ่าน แต่คุณกำลังฟังมันด้วย

ดังนั้นมันจึงไม่ต่างอะไรกับการอ่านทางปากเลยแม้แต่น้อย ถ้าประโยคนั้นคุณอ่านแล้วเกิดอาการ "ลิ้นพันกัน" ประโยคเดียวกันนั้นก็จะไปทำให้รอยหยักสมองของคุณยุ่งเหยิง เมื่อคุณต้องอ่านมันในใจ

ไม่เชื่อลองดูตอนนี้เลยก็ได้ครับ..

1. สติสตังค์ผมไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเองเลยครับ คุณน่ารักมากจังครับผม

2. สติสตังค์ของผมมันมักไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก ให้ตายเถอะ

แบบไหนทำให้คุณอ่านติดๆ ขัดๆ เหมือนลิ้นพันกันแม้กระทั่งตอนอ่านในใจ?

คำว่า "ลิ้นพันกัน" ไม่ได้หมายความว่าลิ้นต้องพันกันจริงๆ แต่เราจะรู้สึกถึงความตะกุกตะกัก มันไม่ไหลลื่นแบบอ่านพรวดเดียวได้ยาวๆ โฟลวๆ ผู้อ่านไม่สามารถทำ "Speed read" ได้แบบไม่มีอาการสะดุด

และเทคนิคของผมก็คือ.. หลีกเลี่ยงการเขียนให้คนอ่านต้องเกิดอาการลิ้นพันกันให้ได้นั่นเอง เวลาเราพูด.. เราพูดยังไงให้ลิ้นเรามันไม่พันกัน เวลาเขียนเราก็พยายามเขียนให้ได้ยังงั้น

มันต้องใช้การอ่านด้วยตัวเองหลายๆ รอบ (แนะนำว่าควรทำ) ต้องตัดคำ เพิ่มคำ เปลี่ยนคำ หรือไม่เราก็เปลี่ยนมันทั้งประโยคไปเสียเลย ก็ต้องหมุนหาจนกว่ามันจะได้

เพราะคุณจะกันรีบไปไหนล่ะครับ?

นอกจากนี้การเข้าใจธรรมชาติของคนอ่านยังเป็นเรื่องความชื่นชอบและความสนใจของพวกเขาด้วย (ผมไม่อยากใช้คำว่า "ของตลาด" เพราะเราไม่ได้กะจะมาขายของ) คุณต้องรู้จักปัญหาและแรงจูงใจพวกเขา คุณจึงจะเขียนในสิ่งที่พวกเขาต้องการอ่านได้

ไม่เชื่อคุณก็ลองแต่งเพลง Hiphop ไปร้องให้คุณปู่คุณย่าของคุณฟังดูสิ

### Pacing and Space

จังหวะการอ่าน / สปีดของรูปประโยคหรือเรื่องราว เราสามารถเร่งหรือลดมันได้ คนเขียนบทนิยายน่าจะพอเข้าใจเรื่องนี้ ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงให้คุณเข้าใจมันได้ง่ายๆ

มันคงเหมือนกับการดำเนินเรื่องในภาพยนตร์ ที่มักจะไปเอื่อยๆ ทอดน่องเมื่อต้องการจะบรรยายสิ่งต่างๆ ในโลกของมันเอง เพื่อให้คนดูได้ค่อยๆ ทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องและหลักฐานต่างๆ กันอย่างค่อยเป็นค่อยไป.. แบบนี้เรียกว่า Slow down

ไม่ต้องจดนะ ผมบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเอง

แต่พอถึงตอนกำลังเข้าได้เข้าเข็ม ช่วงสำคัญ ๆ หรือถึงช่วงไคลแม็กซ์ของเรื่องราว บทจะดำเนินไวขึ้นและใส่ความระทึกเข้มข้นเพิ่มเข้าไปด้วย ทำให้คนดูนั่งกันไม่แทบไม่ติดหรือจิกป๊อบคอร์นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ..แบบนี้ผมเรียกมันว่า Speed up

เนื้อเรื่องที่เข้มข้นและ Speed up ตลอดเวลาจะสร้างความตึงเครียดให้คนดู แทบไม่ได้พักหายใจ ไม่กล้าลุกไปเข้าห้องน้ำ ในที่สุดบางคนก็อึดอัด ในขณะที่ถ้าเรื่องมัน Slow down กันทั้งเรื่อง หลายคนก็หลับในโรงหนังกันไปก่อนที่ป๊อปคอร์นจะหมดถัง

ทั้งหมดนี้คือ Pacing หรือศิลปะในการควบคุมจังหวะในการเร่งหรือลดสปีดของเนื้อหา มันค่อนข้าง Abstract และผมก็อธิบายให้เข้าใจมันได้ยาก ถ้าคุณดูหนังมามากพอ คุณคงจะพอเข้าใจ

คุณจะกำหนดจังหวะในการดำเนินเรื่อง หรือความเข้มข้นของเนื้อหาอย่างไรให้คนอ่านไม่รู้สึกตึงกันเกินไปจนเข็ดขยาด หรือไม่เอื่อยยืดยาดจนดูแล้วไม่น่าสนใจ ?

สลับจังหวะให้คนดูได้มีช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย ได้ค่อยๆ ใช้เวลาไปกับการค่อยๆ ละเมียดคิดคล้อยตาม แล้วจึงค่อยเร่งให้หายใจกันไม่ทั่วท้องในช่วงใกล้เสร็จ

เอ่อ... ผมหมายถึงช่วงไคลแมกซ์น่ะครับ

บางครั้งคนอ่านสัมผัสไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังสร้างเนื้อหาที่มี Dynamic ในเรื่อง Pacing แต่พวกเขาจะรู้สึกประทับใจมันไปอย่างแปลกๆ และเห็นความแตกต่างจากบทความอื่นๆ ได้อย่างงงๆ โดยที่ยังอาจอธิบายความรู้สึกเหล่านั้นแทบไม่ได้เลยก็มี

แต่ถ้าคนอ่านได้รับอรรถรสที่ดูจะพอดีคำ ผมก็คิดว่าเราทำมันออกมาได้สำเร็จแล้ว แล้วเนื้อหาจะเข้าไปอยู่ในความทรงจำของพวกเขาโดยที่เราแทบไม่ต้องยัดเยียดอะไรเลยด้วยซ้ำ ผมเรียกมันว่า "Reader experience"

### Rhythm and Melody

มันจะเริ่มลึกและทำความเข้าใจได้ยากขึ้นเรื่อยๆ มาอ่านมาถึงตรงนี้

บ้าน่า.. บทความมีท่วงทำนองและเมโลดี้อะไรแบบนั้นด้วยเหรอ?

ใช่ครับ.. ก็ผมจะทำให้มันมี มันคือตำราที่ผมเขียนเอง

หลายคนหลุดพูดออกมาว่า บทความผมมีสำบัดสำนวนที่ดูคมคาย ทั้งที่ผมก็แทบไม่ได้ใช้ศัพท์แสงอะไรที่ดูโก้หรูหรือเป็นทางการ ไม่ได้เป็นงานวิจิตรศิลป์อะไรสักนิดเดียว บทความผมมันก็เต็มไปด้วยศัพท์บ้านๆ ทั้งนั้นนะ?

งานศิลปะ ก็คือการใส่สุนทรียะในการอ่านลงไปแบบไม่ให้มันดูคล้ายกับเป็นงานศิลปะ.. งงกันอีกแล้ว

ลองดูนี่นะครับ

1. ผิดทำนองครองธรรม ไม่จดไม่จำระยำยัดไส้จริงๆ ให้ตายสิ

2. ทำผิดศีลธรรม ไม่เคยจำหรือสำนึกอะไรเลย เลวจริงๆ

1 มีท่วงทำนอง แต่ 2 ไม่มี คุณชอบแบบไหนมากกว่ากันล่ะ?

การเล่นสัมผัสนอก-สัมผัสในด้วย "เสียง" หรือสำเนียงที่ซ่อนในคำแบบไม่ต้องมานั่งแต่งกลอน ผมคงสอนให้ไม่ได้ คล้ายว่ามันจะไม่ได้ยาก แต่มันลำบากมากกว่าที่คุณคิด

ทั้งย่อหน้าเมื่อกี้ ผมแค่เลือกคำที่มีเสียงสัมผัสกัน ไม่ว่าจะ สระ-พยัญชนะ หรือวรรณยุกต์ แบบไม่ได้ตั้งอกตั้งใจ มันไหลออกมาเองอย่างอัติโนมัติ

ผมจากนี้ผมยังใช้เทคนิคทางดนตรีมา "สร้างห้อง" และคุมมันด้วย Metronome เพื่อให้มันไม่ขาด ไม่คร่อมจังหวะหรือคร่อมห้อง.. ลองดูนี่

1 มันลำบากกว่าที่คิด

2 มันลำบากมากกว่าที่คิด

3 มันลำบากมากกว่าที่คุณคิด

พอเห็นอะไรไหมครับ?

คุณต้องเข้าใจจังหวะการหายใจของคนอ่าน บางครั้งพวกเขารู้สึกว่ามันห้วน เพราะมันยังเหมือนจะลากไปไม่ครบห้อง แต่คุณดันขึ้นห้องใหม่มันซะดื้อๆ หรือไม่ก็ตัดจบในตอนที่พวกเขาหายใจออกมากันยังไม่สุด

ผมยังเลือกเมโลดี้ หรือเสียงสูง-ต่ำ ในการจบประโยคเพื่อส่งต่อคนอ่านว่ามันจบแบบห้วน (ตัดบท) หรือทอดยาว (แบบให้เวลาคิดตาม) ด้วยสระเสียงสั้น-เสียงยาวตามคสามเหมาะสม ...เช่น

1 ต่อให้คุณจะเดินทางไกลเพียงใดก็ตาม (เสียงยาว)

2 เราเลิกทำแบบนี้กันเถอะนะ (เสียงสั้น)

นอกจากนี้เรายังสามารถแทรกเมโลดี้ลงไปในประโยคของเราได้ เราเลือกใช้คำที่ให้เสียงสลับสูงต่ำในการอ่าน เพื่อให้สำนวนในแต่ละประโยคมีไดนามิคที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นคลื่นที่มีความสูงความยาวสลับกันไปมาอย่างพลิ้วไหว ไม่ได้เหยียดเป็นเส้นตรง หรือกระแทกลอยขึ้นมาโดดๆ จนน่ารำคาญ

---

อ่านมาถึงตรงนี้.. หลายคนคงเริ่มคิดแล้วว่า.. ทำไมมันช่างดูละเมียดละไมเสียเหลือเกิน ทำไมการเขียนบทความที่ไม่เป็นทางการต้องมีอะไรยุ่งยากกันขนาดนี้ แล้วถ้าผมจะบอกว่าผมไม่เคยได้ละเมียดกับมันเลยแม้กระทั่งตอนที่กำลังเขียนอยู่นี้ พวกคุณจะเชื่อกันไหมว่าผมด้นมันออกมาสดๆ ?

มันไม่ใช่พรสวรรค์อย่างที่คุณจะเข้าใจกันหรอกครับ ผมใช้พรแสวงและปรับปรุงพัฒนามันมาเรื่อยๆ ตลอดระยะเกือบ 20 ปี ผมเขียนอะไรที่ไม่ค่อยเป็นทางการแบบนี้มาเป็นพันๆ ชิ้นแล้วเห็นจะได้ บางครั้งเขียนระบายออกมาเฉยๆ แล้วก็ทิ้งมันไป มันเยอะมากจนการเขียนได้กลายเป็น Muscle memory ของผมไปแล้วในตอนนี้

ผมไม่สามารถเชี่ยวชาญอะไรจากการลองทำมันแค่ไม่กี่สิบครั้งได้หรอกครับ ผมเอาใจช่วยทุกคนนะ ถ้าคุณฝึกมันมากพอ คุณจะหาไสตล์ของตัวเองจนเจอ คุณจะเขียนตำราของตัวเองได้แบบที่ผมทำ และคุณจะเขียนได้ยาวมากๆ จนแทบจะต้องเอาช้างมาคอยฉุดตัวเองให้หยุดเขียน

สิ่งสำคัญ คือ คุณต้องรัก และสนุกกับการได้ทำมัน ไม่ว่ามันจะให้ผลตอบแทนอะไรกับคุณหรือไม่ก็ตาม เพราะไม่งั้นคุณจะฝึกได้ไม่ถึงร้อยโน๊ตอย่างแน่นอน

เทคนิคของผมยังมีมากกว่านี้ มากเสียจนเขียนตำราได้อย่างที่ผมเคยว่าเอาไว้จริงๆ แต่ผมไม่จำเป็นต้องเอาทั้งหมดมาขยำรวมกันให้ได้ในโน๊ตเดียว เรามีมีดหลายเล่มได้ที่บ้าน แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องลากมันออกมาใช้ทั้งหมด เพื่อจะทำผัดกระเพราแค่จานเดียวหรอกจริงไหม?

ผมไม่ได้ถ่ายทอดคำศัพท์หรือสำนวนพิศดารอะไรให้พวกเราเลย ผมไม่มี The Suarus ข้างกาย ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ผมใช้สัญชาตญาณแห่งความเป็นมนุษย์ล้วนๆ ที่เข้าใจว่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ว่าจะรู้สึก Comfort ไปกับอะไร

ผมไม่ชอบเขียนอะไรย้วยๆ หรือใช้คำฟูฟ่องฟุ่มเฟือย ไม่ชอบให้ใครมาคัดลอกสำนวนของตัวเอง เพราะมันดูเหมือนจะวิลิศมาหรา ผมไม่ได้กำลังด้อยค่างานเขียนลักษณะนั้น มันมีบริบทและคุณค่าต่างกันไปตามวาระ

แต่ผมแค่จะบอกว่า โดยส่วนตัวผมชอบให้คนอ่านเข้าใจ "สาส์น" ที่ต้องการจะสื่อให้พวกเขาแบบนั้นมากกว่า ผมอยากมอบคุณค่าให้กับพวกเขาผ่านการเขียนธรรมดาๆ

คุณควรเริ่มจากการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นให้ได้เสียก่อน จากนั้นค่อยไปนึกถึงความสวยงาม

และสุดท้าย มันสำคัญที่สุด คุณควรให้เกียรติคนอ่านเสมอ

---

ผมยังมีเทคนิค Emotional engagement, Imaginary and Clear language, Use of example, Use of wise analogy, Use of questions, Psychological insight, Story Arcs, Narrative structure, Friendly words, Summary words, Effective use of language, Squeeze, Linear & Non-linear, Ending และเทคนิคอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่ได้เขียน

ถ้าคุณชอบอ่าน ผมจะเขียนให้อ่านอีก ถ้าไม่ชอบกันเท่าไหร่ ผมคงจะไปเรื่องอื่นแทน ..ผมให้หมดเปลือกขนาดนี้ผมไม่หวงวิชาเลยเหรอ?

ผมเชื่อในตลาดเสรีที่นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ จะเกิดขึ้นมาจากพลังของการแข่งขัน มันทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง และพัฒนาการของแต่ละคนก็จะไปช่วยยกระดับคุณค่าในองค์รวมให้กับตลาด

ความเก่งกาจของแต่ละคนคือคลื่นที่จะยกเรือขึ้นทั้งลำ

ถ้าผมสู้ไม่ได้ ผมก็แค่ต้องแพ้และหันกลับไปพัฒนาตัวเอง แต่ถ้าเราไม่ต้องสู้ แล้วหันมาร่วมมือกันแทนล่ะ?

ผมเป็นบิตคอยเนอร์.. ผมก็ทำแบบที่บิตคอยเนอร์ควรจะทำ ผมเลือกทำเพื่อเน็ตเวิร์คของเรา

ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นครับ..

#siamstr

" ถ้าเราไม่ต้องสู้ แล้วหันมาร่วมมือกันแทนล่ะ ? "

ชอบมากครับ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ

เรียบร้อยครับ ขอบคุณครับสงสัยมานานแล้วว่าเขาทำกันยังไง ช่วงนั้นผมหยุดเล่นไปนานเลยตามไม่ทัน555

พึ่งได้มีโอกาสดู " คำอธิษฐานในวันที่จากลา FRIEREN " เป็นอีกหนึ่งอนิเมะที่ส่วนตัวค่อนข้างชอบเลยในช่วงนี้เลย

เนื้อเรื่องจะเป็นการเดินทางของเอลฟ์สาวผมขาวนามว่า ฟรีเรน เพื่อสะสมเวทย์มนตร์ชาวบ้านๆ ย้อนรอยความทรงจำของปาร์ตี้นักผจญภัยที่เคยเดินทางร่วมกันมาตลอด 10 ปี และสะสางเรื่องที่ค้างคาไว้ให้เสร็จสิ้น

การดำเนินเนื้อเรื่องไม่ตึงเครียด ธรรมดา สบายๆ ชวนอบอุ่นปนเศร้านิดๆ หวนให้คิดถึงวันเก่าๆ

สามารถรับชมแบบถูกลิขสิทธิ์ได้ทางช่อง Muse Thailand ( อาจจะมีช่องทางอื่นอีกนะครับแต่ผมก็ไม่รู้เหมือน 555 )

ปล.สำหรับใครที่ฝุ่นเข้าตาบ่อยแนะนำเตรียมทิชชู่ไว้ใกล้ๆ ด้วยนะครับ

#Siamanimestr #Thanimestr #Siamstr

https://youtu.be/ar-I3PsxoHg?si=-FjI-rm42BYonwO3