Avatar
Suk13
c74c04053376577cf8cd4ff81d712345b967552b05e5f048f56bc570429e6824
Replying to Avatar Jakk Goodday

“ปลาที่อิ่มหมีพลีมัน จะไม่มีทางเข้าใจในคุณค่าของขนมปังที่ตั้มเคยให้…”

เรื่อง “ขนมปังกับปลาที่หิวโหย” เป็น Analogy อันลุ่มลึก ซึ่งครั้งหนึ่งพี่เป็ด nostr:npub1ysvk3na2kzmfy3yw9mj2947srkqpm7w3m4nmhey2sdet9xg9480qjn54x4 เคยได้ให้ไว้กับผม มันนานมาแล้ว.. นานจนผมก็จำแทบไม่ได้แล้วว่า ตอนที่ได้ฟังเรื่องนี้ครั้งแรกมันผ่านมากี่ปีแล้ว..

แต่ในฐานะผู้ที่มีปรารถนาในการเผยแพร่บิตคอยน์ มีความต้องการที่จะกระจายหลักการและแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังอันทรงพลังของมัน ผมยึดถือแนวคิดเรื่องขนมปังเอาไว้ในใจมาโดยตลอด

แนวทางในการส่งต่อของผม แนวทางในการป้ายยาส้ม แนวทางในการประเมินศักยภาพของคนไข้ที่ควรได้รับยา (ส้ม) มันถูกยึดโยงเข้ากับเรื่องนี้ไว้อย่างแนบแน่น

แล้วขนมปังที่ว่ามันคืออะไร?

“ขนมปัง” ในที่นี้ เปรียบได้กับ “ยาส้ม”

มันคือองค์ความรู้ มันคือหนทาง มันคือความเข้าใจในด้านต่าง ๆ ที่เราต้องการจะป้อนให้กับคนที่เรานั้นมีปรารถนาดีๆ กับเขา

ขนมปัง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องบิตคอยน์

มันอาจเป็นเรื่องการเรียน เป็นสัจธรรมการใช้ชีวิต เป็นทัศนคติ เป็นทักษะ เป็นประสบการณ์แง่คิด หรือเป็นโอกาส ฯลฯ

เป็นอะไรก็ได้ที่เรานั้นคิดว่า.. มันคงจะเป็นประโยชน์กับคนที่เราอยากจะป้อนให้

ในขณะที่ “ปลา” นั้นคือ “ผู้รับ”

หลักใหญ่ใจความของแนวคิดนี้ก็คือตัว “ปลา” ที่ว่านี่เอง..

“ปลาที่หิวโหย” จะเข้าใจในความหมายและคุณค่าของขนมปังที่เราได้หยิบยื่นให้

แต่ “ปลาที่อิ่มหมีพลีมัน” มันก็จะยังกลืนกินขนมปังของเราเข้าไปได้อย่างเอร็ดอร่อย ..เพียงแต่มันจะยังไม่มีวันเข้าใจ “คุณค่าที่แท้จริง” ซึ่งแฝงอยู่ในขนมปังชิ้นนั้นๆ มันอาจยังไม่พร้อมด้วยเหตุปัจจัยบางอย่าง

ปลาที่อิ่มมาก่อนแล้ว กินสิ่งต่างๆ มาจนพุงกางแล้ว

เปรียบดัง “ผู้รับสาส์น” ที่ยังไม่ได้ตระหนักและเข้าใจถึง “Pain point” หรือ “ความเจ็บปวด” ที่จะพาไปสู่โซลูชั่น (ขนมปัง) ที่เราได้เตรียมไว้ให้

และแน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ได้ “Benefit” ในแบบที่เรานั้นคาดหวัง

พวกมันก็จะเพียงแค่คิดว่า.. กินๆ มันเข้าไปเถอะ ของฟรีจะไปคิดอะไรมาก ก็อร่อยดีนี่นา.. กินเข้าไปเพลินๆ

มันเหมือนกับคนที่ยังไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาต่าง ๆ ภายในโลกเฟียต คนที่ยังไม่เข้าใจหายนะของเงินเฟ้อ คนที่ยังคงเห็นแก่เวลา โหยหาผลตอบแทนระยะสั้น คนที่ยังดิ้นรนไล่ล่าความสำเร็จ ลาภ ยศ ชื่อเสียงแบบปลอมๆ คนที่ยังไม่ต่างอะไรกับน้ำเต็มแก้ว คนที่ยังสายตามืดบอด ฯลฯ

คนเหล่านี้ (ปลาที่อิ่มแล้ว) จะยังไม่แยแสในเจตนาดีๆ ที่เราต้องการจะส่งต่อให้กับเขา

บางคนอาจเมิน และเลือกที่จะไม่หยิบกินสักชิ้นเลยด้วยซ้ำ (ไม่เปิดรับ) ไม่ซาบซึ้ง ไม่คิดจะขอบคุณ หรือแย่ที่สุดก็คงจะรำคาญและหันมาด่าทอเรา…

เราทุกคนไม่ได้มีขนมปังกันมากพอ ขนมปังในมือของเราไม่ได้มีพร้อมสรรพสำหรับแจกให้คนทุกคน เปรียบได้กับ เวลา แรงกาย แรงใจ หรือความพยายามของเราที่คงจะมีอยู่อย่างจำกัด

อย่าเสียแรง เสียเวลา หยิบยื่นขนมปังให้กับปลาที่ยังไม่หิวโหย

อย่าหว่านขนมปังทั้งกำมือลงไปในน้ำ อย่าบิแบ่งขนมปังยื่นให้ใครไปทั่ว อย่าทำอะไรแค่เพียงเพราะเราอยากทำแต่กลับทำไปอย่างไร้แก่นสาร อย่าทำให้ความมุ่งมั่นตั้งใจของเรานั้นสูญเปล่า

เราไม่จำเป็นจะต้องหว่าน เราไม่จำเป็นจะต้องออกไปเดินถนนร้องแรกแหกกระเชอ หรือป่าวประกาศให้ใครมาสนใจเรา

เราก็แค่เดินหน้าไปช้า ๆ และไม่ลืมที่จะค่อย ๆ หย่อนขนมปังของเราไปตามทางเรื่อย ๆ หย่อนมันไปตลอดทาง หย่อนมันไปจนทั่ว หย่อนให้กับปลาที่เราเห็นแน่แล้วว่าหิวโหย..

ปลาที่หิวโหย ปลาที่เข้าใจคุณค่าของขนมปังจะพากันแหวกว่ายมากลืนกิน ความรู้ที่เราสู้อุตส่าห์บากบั่นทำมา จะมีคนที่เข้าใจคุณค่าของมันมาหยิบกิน

นั่นต่างหากที่เราจะได้ช่วยเหลือคนที่เราควรจะช่วยเขากันจริงๆ

ผมถ่ายทอดหลักการและแนวคิดนี้ให้กับแก๊งค์ตี 4 ณ พัทยา ในห้วงท้ายๆ ก่อนที่เราจะจากลากันวันแรกของงาน #east101

การเอาแต่ยัดเยียด พยายามเกินความจำเป็นที่จะป้อนยาส้มให้ใครต่อใคร มันอยู่ในด้านตรงข้ามกับสิ่งที่ อ.พิริยะ เคยได้ทำมา ตรงข้ามกับแนวทางของพวกเรา Right Shift

แม้กระทั่งการ Toxic ก็ยังไม่ใช่แนวทางที่พวกเราคืดจะซื้อ

พวกเราก็แค่ก้มหน้าก้มตา บอกบั่น ผลิต และวางขนมปังเอาไว้ตามที่ต่างๆ

และเราก็หวังว่า สักวันหนึ่ง ปลาที่หิวโหย จะตามมาหยิบมันไปกิน เพื่อให้พวกเขานั้น มีแรง มีพลังที่จะไปต่อ

วันหนึ่งพวกเขาที่เข้าใจในความหมายของขนมปังอย่างแท้จริงแล้ว จะเกินมาร่วมกับเรา ผลิตและป้อนขนมปังไปด้วยกัน

ส่งต่อมันไปยังคนปลาที่หิวโหยตัวถัดๆ ไป รุ่นถัดๆ ไป เพื่อ “Unfiat” ให้กับคนในรุ่นหลัง

“ปลาที่หิวโหย” คือปลาที่ตื่นรู้ คำ ๆ นี้อาจฟังดูน่าสลด น่าสงสาร น่าเห็นใจ

แต่เปล่าเลย.. พวกมันคือปลาที่ตาสว่าง เป็นปลาประเสิรฐที่ล้วนอยากจะมีอนาคตมี่ดีกว่า.. อยากจะเห็นสังคมและชีวิตของลูกหลานที่ดีกว่าพวกเขา..

มาป้อนขนมปังให้กับปลาที่หิวโหยด้วยกันเถอะครับ

#siamstr #siamstrog

เมื่อมีคนบอกว่าไม่ควรปลูกต้นตะเคียน

มันไม่ดี มันไม่มงคล จะมีผีมาอยู่ 😅😅😅

มนุษย์นี้หนอช่างอ่อนแอเกินกว่าสัตว์ใด

ผูกพันธ์ความเชื่องมงาย ผี สาง นางไม้

อาจไม่มีจริงก็ได้นะ

เอ๊…..รึอาจจะมีก็ไม่แน่นะ

มีหรือไม่มี ไม่ใช่สาระสำคัญ

เชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ

แต่….

“อันความเชื่อที่ขาดการพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผลตามหลักของความเป็นจริง ย่อมกลายเป็นเพียงความมืดมนงมงายทางทรรศนะ เมื่อไหร่ที่เรามีศรัทธาแต่ไร้ซึ่งปัญญาพิจารณากำกับ เราก็จะเหมือนหลงวนบอดบ้าอยู่อย่างนั้น ยิ่งเมื่อไหร่ที่เราทำตนเสมือนดั่งแก้วที่คว่ำอยู่กลายสายฝน แม้กองไฟจะยาวประมาณ 18 เมตร ก็มิอาจจะส่องแสงสว่างนำทางให้ดวงตาที่ถูกบดบังและฉาบทาไปด้วยมายาคติ”

ไม้มงคล

ไม้ไม่มงคล

จริงแท้

สมมุติคน

ความเชื่อ

วางความเชื่อ

ใช้ปัญญา

พิจารณา

จึงจะเห็น

ความจริงแท้

ของธรรมชาติ

เดิมที

โลกใบนี้

ต้นไม้ทุกต้น

นั้นไม่มีชื่อ

ไม่มีคำว่า

ไม้มงคล

ไม้ไม่มงคล

จนกระทั้ง

เผ่าพันธุ์

มนุษยชาติ

ถือกำเนิด

แล้วความเชื่อ

เรื่องต่างๆ

ก็เกิดขึ้น

ต้นไม้

ก็คือต้นไม้

ทุกชนิด

ล้วนมีคุณค่า

แต่บางชนิด

มีพิษอันตราย

แต่ก็ใช่ว่า

ไม่มีประโยชน์

วางความเชื่อ

แล้วจับจอบ

ไปขุดหลุม

ปลูกต้นไม้

เถอะสหายเอ๊ย

ปลูกได้ทุกต้น

ทุกชนิดนั่นแหละ

ถ้าเหมาะสม

กับสภาพดิน

สภาพพื้นที่

สภาพอากาศ

ปริมาณน้ำฝน

ระดับความสูง

จากน้ำทะเล

แต่หูกระจง

ควรปลูกห่าง

จากตัวบ้าน

ต้นพญาสัตบรรณด้วย

เมื่อมีคนบอกว่าไม่ควรปลูกต้นตะเคียน…..

#กวีนอนนา ผู้ไม่หิวแสงแต่ชอบ

แสดงกล้ามดาก

#วนเกษตร

#เกษตรกรรมธรรมชาติ

#เกษตรเชิงนิเวศ

#siamstr

“ต้นตะเคียนไม้ดีๆน่าปลูก

เป็นแหล่งผลิตเห็ดชั้นยอด”

นางพญาไม้แห่งเอเซียอาคเนย์

เฉิดโฉมงดงามสะพรั้งทรงเด่นสง่า

แผ่ก้านกิ่งร่มเงาเริงรมย์รื่นเย็น

สรรพสัตว์ใต้ดินจรดฟ้าอิงอาศัย

ระบบรากก่อเกิดเห็ดให้เก็บกิน

สลัดใบย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย

กิ่งก้านหล่นร่วงเป็นไม้ฟืนหุงหา

เนื้อไม้ใช้ทำเครื่องไม้เครื่องมือ

แลสร้างบ้านไปยันสร้างมหาวิหาร

ท่อนไม้เก่าๆเอาผ้าเจ็ดสีมาผูก

พวงมาลัยมาคล่องพร้อมธูปเทียน

โรยแป้งหน่อยแล้วบนบานขัดถู

อาจถอดรหัสดีนักแล เหอะๆๆๆ

ตะเคียนต้นนี้มีชื่อด้วยนะ ตั้งชื่อให้เสร็จสรรพ

#น้องเรยา 😬😬😬

เห็ดในภาพเก็บจากน้องเรยาต้นเดียว

ปีหนึ่งเกิดเห็ดหลายรอบ สุดแท้แต่ ความชื้น อุณหภูมิ อากาศเหมาะสมเป็นใจ บางรอบเก็บ้ห็ดได้ 4-5 กิโลเลยก็มี

ป่า = โรงอาหาร

เอาละ.. มันอาจจะฟังดู Toxic สักหน่อย และเผื่อไว้สำหรับคนที่เคยถามว่า เก็บบิตคอยน์ยังไงให้ไม่หวั่นไหวตอนที่ DCA แล้วราคามันร่วง ตอบตรงนี้ตามความคิดเห็นของผมแต่เพียงผู้เดียวไปเลยทีเดียวก็แล้วกัน

ตามรูปที่แปะ ตัวเลข 0.00244 BTC หรือ 244,201 sats ($102.87 หรือ 3,670 บาท - ราคาวันที่ 11/12/23) เป็นหน่วยวัดมูลค่าเฉลี่ยขั้นต่ำต่อประชากรมนุษย์ทั้งโลก 8 พันล้านคน ที่จะสามารถเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่มีชื่อว่า “บิตคอยน์” ได้ (เป็นการนำ 21 ล้าน BTC หารแบ่งให้ประชากรทั้งโลกจำนวน 8 พันล้านคน อย่างเท่าเทียมกัน)

ถ้าบอกว่าการเก็บบิตคอยน์มันยาก ด้วยเงินก้อนราว ๆ 3,600 บาท ถ้างั้นให้แบ่งเดือนละ 300 บาท (ถ้าค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ใช้เงินให้เหลือเก็บวันละ 10 บาท 30 วันคุณจะมีเงินเก็บ 300 บาท) ใช้เวลา 1 ปีคุณก็จะมีบิตคอยน์จนถึงค่าเฉลี่ย (ช้าเร็วขึ้นอยู่กับมูลค่าของบิตคอยน์ในเวลานั้น)

ถามว่าทำไมต้องบิตคอยน์?

ถ้ามองมันเป็นการเดิมพันกับอนาคตที่อาจจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ ด้วยจำนวน 0.00244 BTC หรือ 244,201 sats ถ้ามันไม่เวิร์ค เราก็แค่เสียเงิน fiat เพียงแค่ 3,600 บาท (สำหรับบางคนมันคงเป็นจำนวนเงินที่อาจจะเยอะ แต่ผมไม่เชื่อว่าคนที่ถามถึงบิตคอยน์ในแง่ของการแสวงหาผลกำไร มันไม่น่าจะเป็นจำนวนเงินที่เยอะเกินไปสำหรับพวกเขา)

ถ้าหากมันเวิร์ค ระบบการเงินเก่าล่มสลาย มันจะเป็นบิตคอยน์จำนวน 0.00244 BTC ที่คุณมี เป็นทองคำ หรือเป็นที่ดิน? ที่จะถูกนำเอามาใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้า ในโลกที่เราไม่มีวันกลับไปใช้มาตรฐานทองคำที่มีความล่าช้าในการใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างกันและกัน ในโลกปัจจุบันที่เป็นระบบดิจิตอล โลกที่ข้อมูลถูกรับส่งหากันด้วยความเร็วของแสง (แน่นอนว่าทองคำหรือที่ดินจะมีมูลค่าที่สูงมากเช่นกัน แต่ระหว่างบิตคอยน์ที่สามารถรับส่งกันได้ราวกับกระพริบตา กับทองคำที่ต้องขนข้ามน้ำข้ามทะเล และตรวจสอบความแท้เทียมได้ยาก หรือที่ดินที่กว่าจะเข้าเงื่อนไขต่าง ๆ ของการแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่น ๆ อะไรที่จะถูกใช้เป็นเงิน?)

ถ้าหากวันหนึ่งดอลล่าจะล่มสลาย ถ้าทุกอย่างจะถูก settle เป็นราคาใหม่ในหน่วยของบิตคอยน์ทั้งหมด อาหาร ทองคำ ที่ดิน หรือแม้แต่ราคาของอนุพันธ์ในตลาดหุ้น มูลค่าของทรัพย์สินทั้งโลกจะถูกตั้งราคาเป็นหน่วยต่อ BTC เราคิดว่า 0.00244 BTC ที่เป็นเพียงแค่ค่าเฉลี่ยต่อประชากรโลก เป็นจำนวนเล็ก ๆ ของบิตคอยน์ที่เรามี จะมีมูลค่ามากมายได้เท่าไร?

(est. National Value 2022 ≈ $600T, if this is settle on BTC. What a price of 1 sat?)

และใช่... มันอาจจะฟังดูกาว และดอลล่าจะยังคงอยู่ต่อไป (ถ้าหากว่ามันพังจริง ๆ แล้วเรายังโง่กลับไปใช้สกุลเงินอื่น ๆ ที่ออกโดยรัฐที่มีส่วนกลางค่อยควบคุมได้หลังจากเรื่องแบบนั้น ก็คงเชื่อได้อย่างสนิทใจแล้วว่า เผ่าพันธุ์ของเรามันคงถูกสร้างมาเพื่อให้เป็นแค่ทาสจริง ๆ )

"Ref. from P'Nick Ragan : สำหรับคนที่บอกว่าบิตคอยน์มันยาก มันยากเย็นเหลือเกินที่จะมีไว้ครอบครอง ระหว่างซื้อบิตคอยน์เพียงจำนวน 0.00244 BTC ด้วยเงิน 3,600 บาท แล้วจะไปทำอะไรก็ไป (ไปเกาไข่ แล้วอยู่เฉย ๆ ) แค่ปล่อยมันเอาไว้อย่างนั้น กับต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 ตี 4 ออกไปทำงานจนมึดค่ำ 12/6 ต่อสัปดาห์ ทำแบบนั้นไปจนวันตายอันไหนมันยากเย็นกว่ากัน?“

เงินเพียงแค่ 3,600 บาท กับบิตคอยน์จำนวน 0.00244 BTC มันคือการเป็นเจ้าของสิ่งที่มีจำนวนจำกัดอยู่แค่ 21 ล้านหน่วย มันคือการเป็น 1 ในประชากรของโลกอีกกว่า 8 พันล้านคน และอีกกว่า 80% ของประชากรโลกที่ไม่เคยได้ยินแม้แต่ชื่อของ “บิตคอยน์” มาก่อนในชีวิตเลยด้วยซ้ำ

คนที่ได้ยินแล้ว ได้รู้จักมันแล้วผ่านคำพูดของคนอื่น ๆ ที่พูดถึงมัน ทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย คุณรับรู้การมีอยู่ของมันแล้ว คุณมีโอกาสในการเข้าถึงสินทรัพย์ที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ก่อนคนอีกกว่า 80% ของโลก ที่ไม่เคยรู้จักกับมัน

แต่มันน่าแปลกใจดี ที่คนที่มีโอกาสในการเข้าถึงมันก่อนใคร ๆ จะมัวมานั่งตั้งคำถามกับมันว่า มันจะมูนมั้ย มันจะกำไรใช่มั้ย มันจะทำให้ผมร่ำรวยใช่มั้ย มันจะทำให้ปีหน้าผมขอแฟนแต่งงานได้ใช่มั้ย มันจะ..

โธ่..คุณจะซื้อมันสักเท่าไรกันเชียว?

ถ้าให้บอกอย่างไม่ไบแอสเกินไป ระหว่าง fiat ที่เป็นหน่วยวัดมูลค่าสินค้าชนิดต่าง ๆ ในเวลานี้ ที่มันถูกผลิตเพิ่มเท่าไรก็ได้ คุณสามารถสังเกตุได้จากราคาของ limit asset อย่างที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัดในโลก ที่ถึงแม้จะเป็นที่ดินในที่ทุรกันดาร ราคามันยังขยับขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีอุปสงค์เลยก็ตาม แต่ราคามันก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับปริมาณของ fiat ที่เพิ่มมากขึ้น บิตคอยน์มีเพียงแค่ 21 ล้าน ล็อคจำนวนไว้ด้วยการ coding ตรรกะทางคณิตศาสตร์ และจะไม่มีใครสักคนที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงจำนวนของตัวเลขนี้

ถ้ายังถามต่อว่าบิตคอยน์จะไปทิศทางไหนในแง่ของราคา อย่างเลวร้ายก็คือ $0 และ เงินจำนวน 3,600 บาทของคุณแค่หายไป อย่างดีที่สุด ถ้า fiat ไม่มีเพดาน บิตคอยน์ก็ไม่มีเพดานเช่นกัน มันจะไปของมันต่อไปเรื่อย ๆ ถึงแม้ว่ามันอาจจะมีการปรับฐานตามรอบของผู้คนที่ทำกำไรกับมัน แต่ในระยะยาวตราบได้ที่ยังมีคนพิมพ์เงิน ราคาของบิตคอยน์ไม่มีวันที่จะกลับลงไปที่ $0 (ถ้าจะเป็น $0 มันจะเกิดจากแฟคเตอร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงของระบบ ไม่ใช่การถล่มขายทำกำไรอย่างที่หลาย ๆ คนเชื่อ)

และหวังว่าทุก ๆ คนจะเข้าถึงบิตคอยน์ไม่ใช่แค่ในแง่ของการเก็งกำไร แต่เป็นในแง่ของการตื่นรู้ และแสวงหาความรู้ความเป็นจริงของทุก ๆ สิ่ง ๆ ทุก ๆ อย่างที่เคยถูกคำโกหกหลอกลวงเอาไว้

ในไม่ช้าก็เร็วทุก ๆ คนจะมีบิตคอยน์

คุณอยากจะเป็นคนแรกหรือคนสุดท้าย หลังจากที่บิตคอยน์มัน mass adoption ไปแล้ว ก็แล้วแต่พวกคุณ

แต่มันไม่มีอะไรที่ “โง่” ไปกว่า การนั่งอยู่เฉย ๆ แล้วคิดเองเออเองว่า บิตคอยน์มันจะเป็นอย่างงั้น บิตคอยน์มันจะเป็นอย่างงี้ “โดยที่แม้แต่เงินสักบาทเดียวคุณก็ยังไม่เคยที่จะใช้เพื่อทดลองในการเป็นเจ้าของมัน”

ให้บอกกับพวกเขาไปว่า “ไม่ซื้อแล้วจะบ่นหาพ่อxxหรอ?”

#Siamstr

#SiamstrOG

https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_6142354704774162631702268320.webp

nostr:note1pfcx3kxap50k8nfvdtmwnsxf77yn66r2sxvfuh30qdpledzrmn5qj7tfha

Replying to Avatar jimmysong

How to deal with smart people that don't know about Bitcoin

It can be intimidating to talk to someone that's smart that spouts nonsense about Bitcoin. Arguing with them is going to be difficult because they likely have flawed economic thinking that is at the core of their beliefs.

If you're arguing with a socialist, for example, they're likely to have some form of class struggle or oppressor/oppressed paradigms that guide all their thinking. If you're arguing with a mainstream economist, they're likely to view centralized monetary control as a good thing. If you're arguing with a gold bug, they're likely to deny the value of digital things.

It's a pretty heavy lift to argue with these people, because, most likely, they haven't studied Bitcoin in any depth. But if you want engagement, start with their assumptions about the current system. Do they know how it works? Do they understand that all money comes from loans? Do they get that inflation destroys savings and that it's a stealth taxation? At the very least, this should get them on a field that's a little more neutral and fact based. But it's also possible that they may understand all these things and still be against Bitcoin. What then?

You can move from there to whether freedom, particularly property rights are a good thing. Even the most ardent socialists don't like having property taken away from them. And really, this is a moral issue that's very intuitive. Usually, you can make headway that property rights, especially over savings is a good thing.

Finally, you can move to Bitcoin. Do they understand that it's decentralized? That it's digital and that digital things can have value? This is where you need to avoid the stupid economics of the mainstream, who like talking about velocity and unemployment and so on. Those are all irrelevant to the fact that Bitcoin is good money.

Replying to Avatar Riina

นี่คือเหตุผล เราจึงแนะนำทุกคนว่า อย่าเข้ามาด้วยความโลภ (แม้มันจะเป็นสิ่งดึงดูดแรก) สิ่งแรกที่ควรทำ คือศึกษาสิ่งที่กำลังสนใจหรือสิ่งใหม่ที่เรายังไม่รู้จักนั้นให้ดีเสียก่อน เพราะมันเป็นทางเดียวที่ยั่งยืน เราจะได้ทำและตัดสินใจในเรื่องนั้นได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องไปถามคนอื่นว่า เข้าตอนนี้ได้ไหม เฮ้ยมันจะกลายเป็น0มั้ย การเริ่มเรียนรู้ มันอาจจะช้า ไม่ทันใจ แต่มันปลอดภัยและยั่งยืน เพราะการถือบิทคอยน์เอาไว้เฉยๆ มันเป็นเรื่องยาก คนภายนอกมอง มันอาจจะดูเหมือนง่ายเนอะ เพราะเหมือนไม่ต้องทำอะไร แต่บอกก่อนเลยว่า คนที่จะสามารถถือมันไว้เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย (ไม่แพนิคและไม่โลภ) คนที่จะทำแบบนั้นได้ ต้องมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างมาก นับถือใจบรรดาอาจารย์และรุ่นพี่ bitcoiner ทั้งหลายเลย ที่สามารถพูดให้ความรู้เรื่องเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาเพื่อมวลมนุษยชาติได้

#siamstr

nostr:note1pfcx3kxap50k8nfvdtmwnsxf77yn66r2sxvfuh30qdpledzrmn5qj7tfha

ประทับใจที่พี่ Wichit พูด "ทำงานเยอะๆ แดกน้อยๆ เหลือเท่าไหร่เก็บ Bitcoin"

ทำงาน (สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม) กิน (+ใช้) เหลือเก็บออม จะไปมี stategy อะไรมากมายให้มันวุ่นวาย เอาเวลาไปใช้ชีวิตดีกว่ามั้ย มันก็แค่นั้นเอง

จากที่แต่ก่อนวันหยุด เราดูคลิปหุ้น งบการเงิน ฟังขาใหญ่หุ้นออกรายการต่างๆ ไล่ดูข่าว "ทุกเช้า" ว่าหุ้นที่เราถือได้รับผลกระทบอะไรไหม มีตัวหน้าน่าสนใจบ้าง อยู่ในกลุ่มหุ้น ฟังกูรู live "ทุกเช้า" วางแผนหุ้น "แต่ละตัว" ตั้งแต่ก่อนนอน หา stategy trade ทำ back test ถึงจะไม่ได้จริงจังนัก แต่ก็ถือว่าเสียเวลาชีวิตไปมากพอดู ผลลัพธ์ก็ยังไม่ได้กำไรเท่าที่เสียแรงไปกับมัน

ชีวิตดูเร่งรีบ วุ่นวาย หลายทาง ข้อมูลเข้ามามากเกินไป ...พอมาวันนี้คิดว่าเรารับข้อมูลเข้ามามากเกินไปจริงๆ... ทำไมเราต้องไปรู้ story มากมายเกี่ยวกับบริษัทที่เราลงทุนหลายสิบที่ จะไปยุ่งอะไรมากมายขนาดนั้น เพื่อผลตอบแทนกำไรแค่นิดนึง (เราถือว่าล้มเหลวในการลงทุน)

มาวันนี้เราเริ่มรู้สึกอยากปล่อยวาง...ทั้งหมดละ ทำงานที่ชอบอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเสียสมาธิ ไม่ต้องตามข่าวทุกเช้า ไม่ต้องเปลืองสมองกับข้อมูลมหาศาลแบบก่อนหน้านี้ รู้จักแค่ Bitcoin อย่างเดียวก็พอแล้ว เอาเวลาไปใช้ชีวิต

จะเริ่มต้นจาก ออกกลุ่มต่างๆ ปรับพอร์ต ปรับ habbit ชีวิต ปรับเป้าหมาย และหาช่องทางติดตามพี่ Wichit

"ทำงานเยอะๆ แดกน้อยๆ เหลือเท่าไหร่เก็บ Bitcoin"

"Stay humble and stack sats"

#siamstr

Replying to Avatar U

“แดกซะให้พอ เหลือค่อยมาเก็บ”

เป็นแนวคิดที่ส่วนกระแสการออมที่บอกว่า

เก็บ-ได้ = จ่าย

ซึ่งพอเอ๊ะ! แล้วกลับมาคิดตาม

ถ้าเงินที่จ่ายมันไม่พอ มี 2 ทางให้เลือก

1.หารายได้เพิ่ม 2.ดึงเงินเก็บมาใช้

แถมที่หนักไปกว่านั้น ไอ้ที่เก็บดันระเหยได้อีก

แต่พอคิด ถ้าเราแดกซะให้พอ

แล้วเอาไปเก็บในเงินที่มันไม่ระเหย

เราจะไม่ดึงเงินเก็บมาใช้(ถ้าไม่จำเป็น) และเมื่อยิ่งได้เห็นว่า ต่อให้มันจะไม่มี yield

แต่มันซื้อเนื้อ 1 กิโลได้เท่าเดิม นั้นก็โคตรเจ๋งแล้ว

แถมด้วยมันทำให้เราอยากทุ่มแรงลงไปเพื่อ ทำงาน ทำงาน ทำงาน เพราะเราอยากมั่งคั่ง อย่างมั่นคง

มันทำให้เราอยาก ”แดกแค่พอ เก็บออมให้มาก“ วัฎจักรที่เรียบง่ายนี้ มันจะเกิดขึ้นได้เอง ด้วยเงินระเหยยาก

“Make saving great again.”

คิดดูเถอะว่า คำว่า Saving มันพังขนาดไหน ถึงขั้นที่ Emoji ไม่มีสัญลักษณ์ Saving

#siamstr

nostr:naddr1qq24sd6dggu9zjf3fq6r2nm424vkuaz5gdykjq3qtr66yvqghfdgwv9yxhmg7xx6pvgvu5uvdc42tgdhsys8vvzdt8msxpqqqp65wanrc8p

เหมือนจะผูกแล้วนะ

Replying to Avatar Win Vee

สงสารประชาชน ซวยจริงๆ https://youtu.be/TGLvLaawEbE?si=Nj2qPDfo2-AdbdwZ #siamstr

คนอีกเท่าไหร่ จะต้องทนทุกข์และมืดบอด

เทียนม่าก็ไม่ต่างกันสงสาร

น่าสนใจครับมีปัญหากับลำไส้อยู่ช่วงนี้

ผมเป็นกำลังใจให้นะครับ :)

ในมุมหนึ่ง การได้เริ่มในตลาดที่มีความผันผวนมาก ๆ อย่างช่วงขาขึ้นของราคา (ตอนที่เรายังไม่มีของ) หรือช่วงขาลงของราคา (หลังจากเรามีของไปแล้วแต่ยังไม่ได้ขาย) เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ทดสอบจิตใจของตัวเอง ความคิดภายในหัว การตัดสินใจต่าง ๆ และอารมณ์ความรู้สึกได้ดีมาก ๆ เป็นการฝึกการรู้ตัวได้ดีเลยทีเดียวครับ

ในมุมหนึ่งมันทำให้เราได้เรียนรู้ตัวเราเองว่าเราเป็นคนแบบไหน คนที่มีจิตใจเข้มแข็งมาตลอด ปากบอกว่าไม่กลัวอะไรทั้งนั้นก็สั่นเทากันมาแล้ว

*ตอนยังไม่มีของ

1. เวลาที่ราคาของ ของที่จะซื้อเพื่อการเก็งกำไรมันนิ่ง ๆ side way เราจะไม่ค่อยสนใจมัน มันค่อยไม่น่าดึงดูด มองยังไงมันก็ดูไม่ค่อยจะมีอนาคตเลย แต่เราจะเปลี่ยนใจตอนที่มันเริ่มมีข่าว มีกระแส และราคาเริ่มที่จะวิ่ง

2. การที่ได้เห็นราคาที่มันขึ้นไปต่อหน้าต่อตา แต่เพราะว่ายังไม่ได้ทำการเข้าซื้อมาก่อนหน้านั้น (FOMO - Fear of Missing Out) (อาการกลัวการตกรถ) อาจจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาด เช่น คิดไปเองว่าราคามันอาจจะขึ้นไปต่อ แต่หลังเข้าซื้อมันกลับไปอีกทาง คือมันลง

2.1 พอราคามันลง เราคิดว่าเราผิดทาง เราอาจจะขายมันไป แต่หลังจากขายราคามันอาจจะกลับขึ้นไป เราก็จะโทษตลาดว่ามันมีการปั่นราคา หลอกล่วง เป็นแชลูกโซ่ แล้วเราก็ออกจากตลาดไป

2.2 พอราคามันลง เราคิดว่าเราผิดทาง เราอาจจะขาย แต่ราคามันก็ลงจริง ๆ เราอาจจะคิดว่าเราก็เก่งเหมือนกันนิหว่า ไม่เป็นไรรอบหน้าเอาใหม่

2.3 พอราคามันลง เราคิดว่ามันอาจจะแค่ปรับฐานเพราะเราเข้าผิดจังหวะ เราจึงยังถือของเอาไว้ ถ้ามันกลับขึ้นไปเราก็ไม่ต้องค่อยซื้อ ๆ ขาย ๆ เข้า ๆ ออก ๆ หรือ ถ้าราคามันลง เราก็แค่ขาดทุนทางโอกาสและเวลา (เราอาจจะรอให้ราคามันกลับขึ้นไป / ถ้ามันยังอยู่ในเทรนล่ะนะ)

2.4 “เข้าซื้อแล้วกำไร” ถ้าหากว่าจะมีอะไรที่ทำให้เราหัวโตมากที่สุด ก็คงจะเป็นการเข้าในจังหวะที่ราคามันวิ่งไปต่อหลังการเข้าซื้อ ตัวเลขที่ +50% ถึง +100% ภายในวันเดียว สามารถที่จะทำให้คนที่ฉลาด กลายเป็นคนที่อีโก้เข้าครอบงำมาแล้ว

“เราก็เก่งเหมือนกันนิหว่า” “แม่นขนาดนี้ ไม้หน้า all in ไปเลยเถอะ” “เก่ง ๆ อย่างเรา ต้องกด leverage x 25 ไปสิ สิ้นปีนี้จะถอย super cars" และอื่น ๆ อีกมากมาย กำไรจะเป็นภาพสะทอนความโลภ อีโก้ การหลงตัวเอง การไม่มองความเป็นจริง กำไรจะเป็นสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าการขาดทุนซะอีก

จริง ๆ ยังมีอีกหลายแง่มุมเลยครับ นี่เป็นเพียงเศษชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของจิตวิทยาตลาดเท่านั้น

กว่าเราจะสามารถมีบิตคอยน์อยู่กับเราได้ปราการด่านแรกที่จะต้องผ่านก็คือ “กำแพงของราคา” เรามักจะคิดว่า “บิตคอยน์มันราคาแพงเกินไป / กว่าจะเก็บได้สัก 1 บิตคอยน์ต้องใช้เงินเท่าไรกัน? / เหรียญอื่น ๆ ราคาถูกกว่า ถ้าซื้ออาจจะกำไรได้มากกว่าเยอะ”

ผมใช้วิธีตัดปัญหาเรื่องทั้งหมดที่กล่าวมาข้างบนนั้น จากการมองอยู่แค่มูลค่าทางราคาของมันด้วยการ “เรียนรู้ความจริงว่า บิตคอยน์ มันเกิดมาเพื่ออะไร? มันเกิดมาแก้ปัญหาของอะไร?” หลังจากนั้นมูลค่าของบิตคอยน์ที่ผมเห็น มันไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่เทียบเคียงกับ BTC/USD หรือ BTC/THB

สำหรับตัวผมเอง มูลค่าของมันคือการเดิมพันกับอนาคตกาลที่จะมาถึง เป็นหลักประกันว่าถ้าเกิดว่าระบบเงินตราที่เราใช้กันอยู่นี้ล่มสลาย ตัวเลือกมันคงไม่ใช่สกุลเงินอื่น หรือ ทองคำ โลหะมีค่าที่เราเคยเลิกใช้มันไปแล้ว หรือถ้าหากวันหนึ่ง อย่างน้อยประชากรโลกจะให้การยอมรับบิตคอยน์ ให้ค่ามันเป็นสกุลเงินหนึ่งที่ใช้แลกเปลี่ยนสินค้าต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง อย่างน้อยผมก็มีบิตคอยน์จำนวนหนึ่ง ก่อนที่คนอื่น ๆ ที่ยังไม่มีมันจะเริ่มสนใจมัน

ถึงแม้ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นในชั่วชีวิตนี้ ผมก็ไม่เสียใจ ผมได้เลือกมันไปแล้ว :)