Avatar
Right Shift
cca7ef541db83689413d975c4f6a35e4ec73915a2596c770412d9286e7323176
Your everyday #Bitcoin Leading the Bitcoin education in Thailand. Host of the #BitcoinThailand building #Siamstr

แมว, Bitcoinners, และ Anarchist กับความสัมพันธ์อันน่าสนใจ

มองไปยังแมวของเราที่กำลังเดินเล่นในสวน ใครจะไปนึกสนใจว่าเจ้าเหมียวเพื่อนรักไปเกี่ยวอะไรกันกับ Bitcoiners หรือ Anarchist แต่เอาเข้าจริงมันก็มีความสัมพันธ์ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย พอลองสำรวจดูดีๆ เรื่องนี้ก็นับว่าสนุกอยู่เหมือนกัน

แมว เป็นสัตว์ที่รักความเป็นอิสระและมีความสามารถในการดูแลตัวเองเป็นเลิศ มันมักจะไม่ค่อยเชื่อฟังคำสั่งของใคร พวกมันมีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ต่าง ๆ แถมยังชอบสำรวจและค้นหาสิ่งต่างๆ ในสภาพแวดล้อมใหม่ของตนเองอีกด้วย

คุณสมบัติเหล่านี้มีความสอดคล้องกับแนวคิดอิสระนิยมและอนาธิปไตย ซึ่งยึดถือความสามารถในการดูแลตัวเองและเสรีภาพในการค้นหาความรู้

Bitcoiner หรือ กลุ่มคนที่สนับสนุนและยึดมั่นในบิตคอยน์ ต่างก็ยึดถือหลักการและความคิดที่สอดคล้องกับเสรีภาพทางการเงิน, ความโปร่งใส และการกระจายอำนาจ หลักการเหล่านี้สอดคล้องกับความเชื่อของ Anarchist ที่ต้องการเสรีภาพและการกระจายอำนาจเช่นเดียวกัน

Anarchist เชื่อในความเสรีและการกระจายอำนาจ พวกเขาไม่เชื่อในการมีรัฐบาลหรือองค์กรใดๆ ที่มีอำนาจควบคุม หรือ บังคับบัญชา

"In the realm of curiosity, even the most unlikely companions - Cats, Bitcoiners, and Anarchists - find a common ground.

Freedom is their shared language, and independence, their mutual respect."

ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของแมว:

- แมวเป็นสัตว์ที่มีอิสระและเป็นตัวของตัวเอง: แมวมักจะทำสิ่งที่ต้องการทำและไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่นมากนัก แมวมักจะเลือกที่จะอยู่กับคนเมื่อพวกเขาต้องการ และจะเดินทางไปที่พวกเขาต้องการไป

- แมวเป็นสัตว์ที่สามารถปรับตัวได้ดี: แมวสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นการย้ายบ้าน การเปลี่ยนสภาพอากาศ หรือการเปลี่ยนเจ้าของ

- แมวเป็นสัตว์ที่มีความสุขในความเงียบสงบ: แมวมักจะหลีกเลี่ยงความวุ่นวายและความรุนแรง และมักจะหาที่ที่เงียบสงบและสงบสุขเพื่อพักผ่อน

หลักการและแนวคิดของอิสระนิยม (Anarchism):

- อิสระนิยมเน้นความอิสระและความเป็นตัวของตัวเอง: อิสระนิยมเชื่อว่าคนควรจะมีอิสระในการทำสิ่งที่พวกเขาต้องการ โดยไม่ต้องมีการควบคุมหรือแทรกแซงจากรัฐบาลหรือองค์กรใด ๆ

- อิสระนิยมเน้นความสามารถในการปรับตัว: อิสระนิยมเชื่อว่าคนควรจะสามารถปรับตัวเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระบบการทำงาน การเปลี่ยนแปลงในระบบการเมือง หรือการเปลี่ยนแปลงในสภาพอากาศ

- อิสระนิยมเน้นความสงบ: อิสระนิยมเชื่อว่าความสงบและความไม่รุนแรงคือสิ่งที่สำคัญ และควรจะหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

แม้ทั้ง 3 ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่สัมพันธ์กันได้ จนไม่รู้ว่าจะเขียนบทความนี้ไปทำไม ฮ่าๆๆ แต่เมื่อเราลองมองในมุมใหม่ๆ เราก็ได้พบกับความสัมพันธ์อันน่าสนใจและความสนุกระหว่างสิ่งเหล่านี้อยู่พอสมควร

ซึ่งนี่แหละคือความงดงามของการสำรวจความรู้และการเรียนรู้ใหม่ๆ ที่จะเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้เราได้

#Bitcoin #Cat #Anarchist #Catstr

ทำไมประเทศในกลุ่มนอร์ดิกถึงไม่ใช่รูปแบบเศรษฐกิจ “สังคมนิยม”

.

คำว่า "สังคมนิยม" ในรูปแบบสังคมนิยมทั้งหมดและความหมายทั่วไปนั้นย่อมหมายถึง "การทำให้ปัจจัยการผลิตเป็นของส่วนรวม" ความเข้าใจสังคมนิยมในปัจจุบันที่มีความโดดเด่นมากที่สุดก็คือ "สังคมนิยมสายมากซ์" (Marxism) เป็นสังคมนิยมแบบวิทยาศาสตร์ ที่ปฏิเสธความคิดแบบสังคมนิยมอุดมคติบางประการแล้วทำให้เป็นเรื่องของวัตถุนิยม (materialism) เมื่อมองตามนิยามสังคมนิยมดังกล่าวจะเห็นได้ว่าประเทศที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นสังคมนิยมอย่าง 'ประเทศกลุ่มนอร์ดิก' (Nordic country) ก็ไม่มีส่วนผสมที่ใกล้เคียงสังคมนิยมในแบบความหมายโดยทั่วไป แต่หากมองในมุมเชิงปริมาณก็สามารถพูดได้ว่าเป็นลักษณะเป็นสังคมนิยมแบบอ่อน ๆ (soft socialism) ในลักษณะที่รัฐมีบทบาทในการกระจายทรัพยากรอย่างเข้มข้น พร้อมกับการคงอยู่ของระบบตลาดเสรีทุนนิยมเพื่อค้ำจุนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีการเจริญเติบโตที่สูง

.

ในความเป็นจริงนั้นประเทศแถบนอร์ดิก “ไม่ใช่สังคมนิยม” (ความเข้าใจทั่วไป) ตามความคิดของนักวิชาการเมืองไทยหรือต่างประเทศที่โฆษณาชวนเชื่อว่า ‘ประเทศแถบนอร์ดิก’ คือความฝันหรือเป้าหมายของฝ่ายซ้ายที่จะทำให้ประเทศของตนเองเป็นอย่างนั้นบ้าง พวกเขาล้วนเป็นผู้ชื่นชอบรัฐสวัสดิการในกลุ่มประเทศนอร์ดิกไม่เคยพิจารณาถึง (a) ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ การนำเข้า-ส่งออก และฐานทางเศรษฐกิจที่จะต้องมีผลิตภาพและการแลกเปลี่ยนเพื่อทำให้มีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ทรัพยากรน้ำมัน แร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีการส่งออกไปต่างประเทศ (มันเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศโดยตรง ในที่นี้มันเอารายได้จากส่วนนั้นมาทำรัฐสวัสดิการ) (b) ปัจจัยทางวัฒนธรรมของประชากรทำให้สภาพสังคม ประเพณีมีการปรับตัวและกลมเกลียวกันกับคนในสังคม ในหมู่ประชากรของประเทศแถบนอร์ดิกล้วนเป็นประชากรที่เป็นผู้นับถือศาสนาที่มีความปึกแผ่นเดียวกัน พร้อมทั้งประชากรส่วนใหญ่มีความเข้มแข็งอดทนต่อสภาพแวดล้อมที่สามารถทำงานหนัก ๆ ได้ แม้ว่าประชากรจะอยู่ในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการที่มีการเก็บภาษีสูง พวกเขาก็สามารถอยู่ได้ แต่ทว่ารัฐสวัสดิการเองก็ยังเป็นตัวบั่นทอนวัฒนธรรมของประชากรในหมู่ประเทศแถบนอร์ดิกอีกด้วย ทำให้เราไม่สามารถพูดได้ว่าสุดท้ายการอยู่อาศัยในประเทศที่มีรัฐสวัสดิการจะสุขสบายอย่างที่ใครกล่าวอ้างเสมอไป และ (c ) เศรษฐกิจในประเทศแถบนอร์ดิกล้วนเป็น “ตลาดเสรีทุนนิยม” (free-market capitalism) หรือเศรษฐกิจตลาดที่ปล่อยให้ทำไปในช่วงศตวรรษที่ 19 เฉกเช่นเดียวกันกับญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์และสหรัฐอเมริกาในเวลาเดียวกัน เป็นเพราะกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรม (industrial revolution) ที่ยกระดับคุณภาพชีวิต ความมั่งคั่งและสายธารการผลิตที่มากขึ้น และมีประสิทธิภาพขึ้น ในยุคเริ่มแรกของเศรษฐกิจที่เติบโตและร่ำรวยที่สุดของโลกล้วนแล้วเกิดจาก “ตลาดเสรี” ไม่ใช่ “สังคมนิยม” (Nima Sanandaji, 2015)

.

แต่สิ่งที่ประเทศนอร์ดิกเป็นก็คือ “สังคมประชาธิปไตย” (social democracy) ตรงกันข้ามกับ “ประชาธิปไตยสังคมนิยม” (democratic socialism) และ “สังคมนิยมประชาธิปไตย” (socialist democracy) อันที่จริงแล้วสังคมประชาธิปไตยมันกลายเป็นคนที่ทำให้คนหลายคนชวนสับสน อันเนื่องมาจากการใช้คำว่า “สังคมนิยม” ในความหมายที่ผิดทำให้ช่วงแรกเกิดความเข้าใจว่าประเทศในกลุ่มนอร์ดิกคือ “สังคมนิยมประชาธิปไตย” ซึ่งหากดูความหมายแล้ว คำนี้จะหมายถึงระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นซ้ายจัด (far-left) รวมประชาธิปไตยและสังคมนิยมเข้าด้วยกัน (ตามหลักการของมากซ์-เลนิน) ซึ่งไม่ใช่ความหมายแบบเดียวกันกับ ‘สังคมประชาธิปไตย’ หมายถึงระบบการเมืองและเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างตลาดเสรีทุนนิยมกับการแทรกแซงของรัฐในสัดส่วนที่มาก กล่าวคือ เป็นการประนีประนอมกับทุนนิยมเพื่อให้คงอยู่เพื่ออุ้มชูเศรษฐกิจ ในขณะที่จะต้องมีการเก็บภาษีที่สูงนำมากระจายทรัพยากรที่มาก ซึ่งไม่ใช่การทำให้ปัจจัยการผลิตเป็นของส่วนรวมตามความหมายของ "สังคมนิยม" แม้ว่าในเชิงปริมาณแนวทางแบบรัฐสวัสดิการของประเทศนอร์ดิก/สแกนดิเนเวียจะเป็นขอบเขตที่ใกล้เคียงสังคมนิยมอย่าง "การกระจายนิยม" (distributism) ก็ตาม แต่ก็ยังไม่ใช่สังคมนิยม แต่เป็นแนวทางแบบเคนส์ (Keynesianism)

.

การใช้คำว่า “สังคมนิยม” ที่แสดงถึงระบบของประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย/นอร์ดิก คือ ‘ความเข้าใจผิด’ อันเกิดมาจากการไม่เข้าใจถึงนิยามของคำ บางครั้งจะปรากฏในหนังสือเรียนหรือตำราในมหาวิทยาลัย (ที่ไม่เปรียบเทียบความแตกต่างของนิยาม คุณสมบัติ ลักษณะเฉพาะของแนวคิดของระบบนั้น ๆ ) หรือ มีวาระซ่อนเร้นเพื่อสร้างความเข้าใจผิดและต้องการเปลี่ยนประเทศของตนเองไปสู่สังคมนิยม [ตัวอย่าง ประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย/นอร์ดิก] ว่าสามารถเป็นไปได้ ซึ่งคนเหล่านี้ที่สร้างความเข้าใจผิดมักจะให้ความคิดเห็นว่าในเรื่องรัฐสวัสดิการบ่อยครั้งเป็นอุดมคติ หรือ ภาพวาดอนาคตว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดอย่างไม่มีข้อตกบกพร่องใด ๆ

.

อันที่จริงระบบเศรษฐกิจแบบผสมที่อนุญาตให้มีรัฐสวัสดิการและประนีประนอมกับตลาดเสรีทุนนิยมนั้นไม่ใช่ระบบที่อุดมคติขนาดนั้น หากลองย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์ทางเศรษฐกิจและพัฒนาการของประเทศในกลุ่มนอร์ดิกแล้ว จะเห็นได้ว่าช่วงที่เติบโตที่สุดในอดีตกับปัจจุบันมันต่างราวฟ้ากับเหวมาก … มันเป็นเพราะอะไร? ถ้ารัฐช่วยให้ชีวิตคนดีขึ้นแล้ว (ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ) ช่วยสร้างกรอบการปกป้องมนุษย์ที่ยึดหลักมนุษยธรรมให้กับทุกคนได้ แล้วถ้าเช่นนั้นทำไมเราถึงไม่ให้รัฐเข้ามาควบคุมชีวิตเราไปเลยล่ะ? เหตุผลที่ผู้สนับสนุนรัฐสวัสดิการเหล่านี้คิดออก แต่ก็ไม่มีวันเข้าใจก็คือ “ความรู้สึกของนกในกรง”

.

บรรณานุกรม

Democracy Talk Series SS 2 Ep.5 สแกนดิเนเวีย: สังคมนิยมประชาธิปไตย และรัฐสวัสดิการ

ต้นแบบรัฐสวัสดิการ จุดลงตัวรัฐประชาธิปไตยสังคมนิยม ระหว่างทุนนิยมและสังคมนิยม, ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี.

Hans-Hermann Hoppe, Social Democracy (Auburn, Ala.: Mises Institute, 2018), chap. 4 "Socialism Social-democratic Style" in A Theory of Socialism and Capitalism (Auburn, Ala.: Mises Institute and Norwell, Mass.: Kluwer Academic Publishers, 2010).

Sanandaji, Nima. Scandinavian Unexceptionalism. United Kingdom: Institute of Economic Affairs (IEA), 2015.

https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_9305201190720002221690861545.webp

ตอนที่แนบภาพ เราจะได้ลิงค์ของภาพ cut เอาลิงค์ดังกล่าวไปวางไว้ต่อจากย่อหน้าแรก Note ของเราจะได้มีภาพปรากฏด้านบน ไม่งั้นภาพจะอยู่ล่างสุด และมันแรกได้หลายภาพแบบเดียวกับเว็บบล็อกฮะ

ในผืนป่าสะวันน่าแห่งพรงดิจิตอลอันกว้างใหญ่..

"ปีเตอร์" นกกระจิบสีฟ้าตัวน้อย ปีกของเขาถูกทำลาย และเสียงร้องของเขาถูกปกปิดเอาไว้โดยอินทรีย์ที่ซ่อนกายอยู่ในเงามืด

มันไม่ใช่อินทรีย์ที่มีเนื้อหนัง มีขน หรือกระดูก หากทว่ามันเป็น "อัลกอริทึม" ที่คอยซุ่มเงียบอยู่ในทุกที่..

มันคอยกำหนดทิศทางการบินและเสียงร้องของปีเตอร์ ภายใต้เงามฤตยูพวกมันคือปีศาจร้ายแห่งป่าดิจิตอล ผลักเขาไปยังมุมมืด.. ปิดเสียงร้องของเขา.. และบังคับให้เขาต้องคอยปรับตัว

ถึงกระนั้น.. ปีเตอร์ซึ่งเหนื่อยกับปีกในสภาพเละเทะของตัวเองยังคงปรารถนาถึงท้องนภาอันเปิดกว้าง.. เขารู้สึกปวดใจกับการต้องคอยอพยพหารังใหม่ รังที่เขาจะสามารถร้องเพลงของเขาได้อย่างเพลิดเพลิน โดยไม่จำเป็นต้องคอยกลัวเหล่าอินทรีย์ที่หลบลี้ซ่อนกายอยู่ตลอดเวลา

จนกระทั่งวันหนึ่ง..

ณ ขณะที่ปีเตอร์แวะจิบน้ำอยู่ริมลำธาร เขาได้พบกับเงาสะท้อนของตัวเอง ที่บัดนี้ได้กลายเป็น "นกกระจอกเทศ" ไปเสียแล้ว เขาชโงกขึ้นมองผืนป่าที่เปลี่ยนไป นี่คงจะเป็นชีวิตใหม่.. ปีเตอร์เรียกผืนป่าที่มอบชีวิตใหม่ให้กับเขาว่า #Nostr

ปีเตอร์ในตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่นกกระจอกเทศ..

ท่ามกลางวิหกน้อยใหญ่ เขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพของป่าดิจิตอล ซึ่งผละออกจากเงาของอินทรีย์ผู้คอยจ้องจะขย้ำ รูปร่างใหม่ของปีเตอร์สูงใหญ่แข็งแกร่ง เขาวิ่งด้วยความปราดเปรียวไปบนพงหญ้า แม้นว่าจะบินไม่ได้ดังเดิม แต่อิสรภาพใหม่อันโฉบเฉี่ยวที่ได้มาก็ช่างน่าอัศจรรย์

ป่าดิจิตอลในวันนี้ ไม่บังคับทิศทางการวิ่งหรือเสียงร้องของเขาอีกต่อไป มันมอบอิสระแก่เขาในการควบคุมทุกอย่าง มันเป็นทุ่งหญ้าที่เปิดกว้าง มันทำให้เสียงร้องของเขาดังก้องไกลกังวาน

สิ่งที่ทำให้ป่า Nostr โดดเด่น คือ ความสัมพันธ์ที่เข้ากันได้อย่างลงตัวกับแหล่งอาหารทางเลือกใหม่อันอุดมสมบูรณ์ เครือข่ายแห่งพืชพันธุ์กระจายศูนย์ที่มีชื่อว่า "Bitcoin Lightning"

ในฐานะผู้ที่หลงใหลในอาหารเลิศรสอย่าง #Bitcoin ปีเตอร์รู้จักกับความสามารถของเครือข่ายการดำรงชีพใหม่เป็นอย่างดี มันเป็นการเปลี่ยนเกมสำหรับเขาอย่างแท้จริง

Lightningได้มอบแนวทางการแก้ปัญหาการขยายขนาดของแหล่งอาหารในอดีต ที่ทำให้การทำส่งต่ออาหารนั้นรวดเร็วและไม่สิ้นเปลือง และภายในป่าแห่ง Nostr ไลท์นิ่งถูกใช้เพื่อขับเคลื่อนประสบการณ์ทางการกินและสภาพสังคมที่ไม่ธรรมดา

ด้วยผืนป่าแห่ง Nostr และเครือข่ายแห่งพืชพันธุ์ Lightning ปีเตอร์สามารถ "Zap" อาหารชิ้นเล็กๆ ของต้นบิตคอยน์ ไปยังนกกระจอกเทศตัวอื่นๆ ได้โดยตรง แบ่งปันอาหารและตอบแทนพวกเขาสำหรับหยาดเหงื่อที่เป็นประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ด้วยกันเอง โดยไม่จำต้องมีนกตัวกลาง แหล่งอาหารกระจายศูนย์ที่แข็งแกร่ง ยั่งยืนและมั่นคง

นี่ช่างเป็นรูปแบบพงไพรที่ทำให้โมเดลสังคมป่าแบบดั้งเดิมจำต้องกลับหัวกลับหาง "นก" ไม่ใช่สินค้าอีกต่อไป เสียงร้องของพวกเขาจะถูกขายให้กับผู้ที่เห็นคุณค่าสูงสุดในป่า Nostr เขาจะได้รับอาหารอันโอชะจากผู้ที่ขื่นชอบมัน เหล่านกกระจอกเทศคือผู้ควบคุม พวกเขาดำรงอยู่กันแบบเครือข่าย

ด้วยชีวิตใหม่ในป่า Nostr และอาหารอย่าง Lightning

ปีเตอร์รู้สึกว่าเขาได้รับการปลดปล่อย เขาไม่ใช่นกกระจิบสีฟ้าปีกพิการอีกต่อไป ปีกของเขาได้รับการฟื้นฟูให้กลายเป็นกล้ามเนื้อขาที่ทรงพลัง เขาเป็นนกเสรีในป่าดิจิตอล เสียงร้องของเขาไม่ถูกกรั่นกรอง ทิศทางการวิ่งของเขาไม่ถูกควบคุม สุดท้ายแล้วปีเตอร์ก็เป็นอิสระจากการควบคุมของพญาอินทรีย์

การเดินทางในป่าดิจิตอลของปีเตอร์เปลี่ยนไป เขาค้นพบผืนป่าที่เคารพความเป็นเสรีของเขา เคารพความเป็นส่วนตัว เขาพบชุมชนที่เห็นคุณค่าในเสียงร้องของเขา ..เขาพบ Nostr

คุณเหมือนกับปีเตอร์ที่เหนื่อยจากการต่อสู้ที่มองไม่เห็นหรือไม่?

คุณเคยต้องคอยเสแสร้งแกล้งทำเพราะหวาดกลัวต่ออำนาจมืดของนกอินทรีย์บ้างไหม?

ถึงเวลาแล้ว.. ถึงเวลาที่จะก้าวไปสู่ผืนป่าแห่ง Nostr ถึงเวลาที่จะเรียกร้องความเสรีทางดิจิตอลของตัวคุณเอง เพราะในป่าดิจิตอล คุณควรได้เป็นคนควบคุม ไม่ใช่อัลกอริทึม ไม่ใช่ผู้คุมกฎ

และนี่คือป่าสำหรับคุณ.. เหล่านกกระจอกเทศสีม่วง

Replying to Avatar Roland

Is there any plan to do a podcast episode where you read articles from the site? this would be great in my opinion!

You could use https://zapsplitter.fly.dev/ or some other lightning prism app to split any sats received on a lightning address to all Right Shift team members.

wow! I really like the Sat distribution idea.

Do you mean read aloud in Thai or English?

Our first priority> to suggest people a solution to adopt LN in easiest & funest way. And yes, other choices are included in our goal.

Damn IOS https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_1686119552645768021690643520.webp why you guys do these, or this is the time for migration to android mobile. #bitcoin #ios

คนที่เลวอาจจะเป็นคนที่กำลังเอาปืนจ่อหัวแอปเปิ้ลและกำลังจะออกเหรียญดิจิตอลของตัวเอง..

การเซนเซอร์ตัวเอง (self-censorship)

มันคือความจริงที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้ใต้พรมในแพลตฟอร์มเมนสตรีม และทำไม Nostr จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด?

ในห้วงอวกาศแห่งจักรวาลดิจิตอลอันกว้างใหญ่ไพศาล การต่อสู้กำลังดำเนินไปอย่างเงียบงัน มันไม่ใช่การต่อสู้โดยนักรบหรือด้วยอาวุธ แต่ทว่า.. มันเป็นสงครามการต่อสู้ผ่านทางคำพูดและความคิด

มันคือการต่อสู้กับศัตรูที่เราไม่อาจมองเห็น..

"การเซนเซอร์ตัวเอง" ศัตรูที่ไม่ได้เกิดจากความชั่วร้ายหรือเจตนาอันเลวทราม หากแต่มันเกิดขึ้นจาก "ความกลัว"

ความกลัวในการต้องเผชิญหน้า, ความกลัวการถูกวิพากษ์วิจารณ์, ความกลัวการถูกตรวจสอบ

มันเป็นศัตรูที่ซ่อนอยู่ในเงามืดบนทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แฝงตัวมากับเสียงกระซิบกระซาบแนบใบหูของผู้ใช้งาน มันผลักดันให้พวกเขาต้องเงียบเสียงของตนลง พวกเขาต้องเซนเซอร์ความคิดของตน เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสังคม

ด้วยอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มเมนสตรีมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและนโยบายอันเข้มงวด มันได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของการเซนเซอร์ตัวเอง

พวกเขาคือผู้ควบคุมตุ๊กตาหุ่นเชิด.. คอยกำหนดว่าสิ่งใดที่ผู้ใช้จะสามารถและไม่สามารถแสดงออกได้

พวกเขาคือผู้คุ้มกันประตู.. คอยตัดสินว่าเนื้อหาประเภทใดควรถูกเห็นและสิ่งใดควรถูกซ่อนหรือปกปิดไว้

พวกเขาคือผู้พิพากษา.. คอยออกบทลงโทษต่อผู้ที่กล้าท้าทายกฎเกณฑ์ของพวกเขา ให้บทเรียนผ่านการลบโพสต์ การปิดกั้นการมองเห็น การระงับบัญชี และการปิดปากของผู้คน

แต่ท่ามกลางภูมิทัศน์อันมัวหมองนี้.. แสงแห่งความหวังยังคงส่องสว่าง ..แสงนั้นคือ #Nostr

Nostr ไม่ได้เป็นเพียงแค่อีกหนึ่งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แต่มันเป็น "การปฏิวัติ" มันคือการกบฏต่อการเผด็จการของการเซนเซอร์ มันเป็นที่ลี้ภัยสำหรับผู้ที่เห็นคุณค่าในความเป็นส่วนตัวและการสื่อสารกันอย่างเสรี

มันเป็นชุมชนที่เสียงของคนจะถูกรับฟัง.. ไม่ถูกกั้น

เป็นสถานที่ซึ่งความคิดจะถูกแบ่งปัน ไม่ถูกปราบปราม

เป็นที่ซึ่งบุคคลได้รับการเฉลิมฉลอง ไม่ถูกเซนเซอร์

Nostr จึงก้าวขึ้นมาเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มเมนสตรีม

มันไม่ยอมก้มหัวให้กับอัลกอริทึม.. มันไม่กำหนดว่าผู้ใช้งานของมันจะสามารถและไม่สามารถพูดอะไรได้ มันไม่บังคับให้ผู้ใช้งานต้องทำการเซนเซอร์ตัวเองเนื่องจากกลัวผลกระทบ แทนที่พวกเขาจะทำเช่นนั้นได้อย่างอิสระ

มันเพิ่มพลังให้กับผู้ใช้งาน.. มันทำให้พวกเขามีอิสระในการแสดงออก แบ่งปันความคิดของพวกเขา เข้าร่วมในการแลกเปลี่ยนบทสนทนาที่มีคุณค่าและเต็มไปด้วยความหมาย มันเคารพความเป็นส่วนตัวของพวกเขา

มันปกป้องพวกเขาจากสายตาของบริษัทเอกชนและรัฐบาล มันสนับสนุนสิทธิ์ในการสื่อสารได้อย่างเสรี หลักการที่เป็นพื้นฐานของการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย..

"การเซนเซอร์ตัวเอง" ที่กำลังระบาดอย่างแพร่หลายบนแพลตฟอร์มเมนสตรีมเป็นการละเมิดหลักการนี้โดยสิ้นเชิง

มันเป็นการละเมิดสิทธิ์ของเราในฐานะผู้ใช้งาน มันเป็นการละเมิดบทบาทและสาระสำคัญของสิ่งที่โซเชียลมีเดียควรจะเป็น นั่นคือการเป็น "แพลตฟอร์มสำหรับการสื่อสารที่เสรีและเปิดเผย"

แต่ด้วย Nostr เรามีโอกาสเรียกคืนสิทธิ์เหล่านี้

เรามีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากโซ่ตรวนแห่งการเซนเซอร์

เรามีโอกาสที่จะเปล่งเสียงให้สังคมได้ยินเรา

ภายใต้เงาแห่งการเซนเซอร์.. เราค้นพบกับอิสรภพ ในการเผชิญหน้ากับแพลตฟอร์มเมนสตรีม.. เราค้นพบทางเลือกของเรา นั่นคือ Nostr

ถึงเวลาที่จะเราเข้าร่วมกับการเปลี่ยนแปลง

ถึงเวลาที่จะแสดงออกถึงเสียงแห่งความจริงของเรา

ถึงเวลาที่จะปฏิเสธและหันหลังให้กับการเซนเซอร์ตัวเอง

นี่คือช่วงเวลาแห่งความยินดี.. ดื่มด่ำอิสรภาพไปกับ Nostr

// เขียนโดย nostr:npub1mqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43q7rnz85 Goodday

Replying to Avatar Jakk Goodday

"Bitcoin Maximalist" อาจจะเป็นคำที่เราได้ยินบ่อย ๆ แล้วเราเข้าใจมันอย่างไรบ้าง?

เมื่อนึกถึง Bitcoin Maximalist คุณภาพอาจจะนึกถึงภาพของคนที่มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า คนที่เชื่อว่าบิตคอยน์จะมีศักยภาพในการกลายเป็นสกุลเงินหลักของโลก

พวกเชื่อมั่นในคุณสมบัติเด่นของบิตคอยน์ การกระจายอำนาจ, อุปทานที่จำกัด, และความปลอดภัย ที่ทำให้บิตคอยน์เหนือกว่าสกุลเงินดิจิตอลอื่น ๆ และเหนือกว่าเงินแบบดั้งเดิม

Bitcoin Maximalists มักมีความกังขาต่อพวก Altcoins

พวกเขามักจะมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความหลอกลวง เป็นสิ่งรบกวนปลอม ๆ หรือไม่ได้มีความจำเป็นอะไรเลย พวกเขาเชื่อว่าบิตคอยน์สามารถเติมเต็มบทบาทที่เหรียญชิตคอยน์เหล่านี้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้ทั้งหมด

Bitcoin Maximalists ให้ความสำคัญกับหลักการของการกระจายอำนาจและความปลอดภัย

พวกเขาเชื่อว่าคุณสมบัติเหล่านี้จำเป็นสำหรับสกุลเงินที่จะมีความยืดหยุ่นและปราศจากการควบคุมโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

Bitcoin Maximalists มักจะมีมุมมองระยะยาว

พวกเขาเชื่อในการถือครอง Bitcoin ในระยะยาว แม้ว่าราคาในตลาดจะผันผวนในระยะสั้น ๆ นั่นไม่ทำให้อนวทางของพวกเขาหวั่นไหว

Bitcoin Maximalists มักจะมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในชุมชน

พวกเขามีส่วนร่วมในการอภิปราย, การพัฒนา, และการส่งเสริมบิตคอยน์ในทุกแง่มุม พวกเขาค่อนข้างละเมียดละไมและระมัดระวังในพัฒนาการต่าง ๆ ของบิตคอยน์ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ขัดต่อหลักการที่ Satoshi Nakamoto เคยได้วางไว้ตั้งแต่ต้น

Bitcoin Maximalist แท้จริงแล้วไม่ใช่พวก Toxic

มันก็แค่มุมมองเอนเอียงของพวกชิตคอยเนอร์ขี้แพ้ที่มักกล่าวหาว่าพวกเขาเกรี้ยวกราดและไร้เหตุผล พวกชิตคอยน์ที่ไม่สามารถทะลุผ่านกำแพงทางความคิดของ Bitcoin Maximalist ได้ คนพวกนี้ถูกโจมตีกลับอย่างปวดร้าว จึงกล่าวหาว่าความเจ็บปวดเหล่านั้นเกิดจากความ Toxic ของ Bitcoin Maximalist ...น่าขยะแขยง เพราะความ Toxic ที่กบ่าวอ้างจะไม่มีวันเกิดขึ้นถ้าพวกนายไม่เข้ามาตอแยหรือล่วงล้ำอธิปไตยของเรา

คุณคิดว่าคุณเป็น Bitcoin Maximalist หรือเปล่า?

ลองสำรวจความคล้ายคลึงในตัวเอง และสำหรับคนที่คิดว่าตัวเองไม่ใช่ คุณก็ยังสามารถเข้าใจบทบาทของพวกเขาที่มีต่อสังคมบิตคอยน์ได้ ไม่มีเหตุผลที่ต้องไปอธิบายหรือตัดสินพวก Bitcoin Maximalist เพราะพวกเขาก็รักบิตคอยน์เหมือนเรา

ใช่.. และพวกเขาเกลียดชิตคอยน์

How do we understand the term 'Bitcoin Maximalist' that we often hear?

When thinking of a Bitcoin Maximalist, one might envision a person with unshakeable conviction, someone who believes that Bitcoin has the potential to become the world's primary currency.

nostr:nevent1qqsqedhngcla0a9wg6986w5n2d98gft3t5gjk6jmc5mmg59cng7ltugpremhxue69uhkummnw3ez6vpj9ejx7unpveskxar0wfujummjvupzpkpsaeahcv9rvjcjgjmhntamfu2kwvllhry8ydggdcntpd8xrntzqvzqqqqqqy47hsm8

They have faith in the unique properties of Bitcoin - decentralization, limited supply, and security - that make it superior to other digital currencies and traditional forms of money.

Bitcoin Maximalists often harbor skepticism towards Shitcoins.

They tend to view these as distractions, unnecessary, or even fraudulent. They believe that Bitcoin can fulfill all the roles that these shitcoins aim to fill.

Bitcoin Maximalists prioritize the principles of decentralization and security.

They believe these properties are essential for a currency to be flexible and free from control by any one party.

Bitcoin Maximalists usually have a long-term perspective.

They believe in holding Bitcoin for the long term, even though market prices may fluctuate in the short term. Their path remains unwavering despite these fluctuations.

Bitcoin Maximalists often participate vigorously in the community.

They participate in discussions, development, and promotion of Bitcoin from all angles. They are meticulous and cautious about the various developments of Bitcoin, ensuring they do not contradict the principles laid down by Satoshi Nakamoto from the beginning.

True Bitcoin Maximalists are not toxic.

It's just a biased view of the losing shitcoiners who often claim they are aggressive and irrational. Shitcoiners who can't break through the wall of Bitcoin Maximalist thinking are attacked back painfully, claiming that the pain comes from the toxicity of Bitcoin Maximalists... it's disgusting. This alleged toxicity would never occur if you guys didn't invade or violate our sovereignty.

Do you think you are a Bitcoin Maximalist?

Explore the similarities in yourself, and for those who think they are not, you can still understand the role they play in the Bitcoin community.

There's no reason to explain or judge Bitcoin Maximalists because they love Bitcoin just like us.

Yes... and they hate shitcoins.

"นี่คือเรื่องราวของคอมมูนิตี้บิตคอยน์ในไทย ที่ผมคิดว่ามันน่าตื่นเต้นกว่าที่ผมเคยคาดไว้ และดูเหมือนพวกเขาจะมีอนาคตที่ยาวไกลอย่างแน่นอน.."

~บันทึกโดย Koji Higashi บิตคอยเนอร์ญี่ปุ่นสุดเท่แห่ง Diamond Hands (หนึ่งในสปีกเกอร์ของงาน #BTC2023)

#ก่อนบินมางาน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมเพิ่งไปเยือนกรุงเทพฯ และได้ไปร่วมงาน Bitcoin Thailand Conference 2023 มาหมาด ๆ เลยครับ งานบิตคอยน์ปีนี้ในเอเชียเริ่มตั้งแต่ที่เวียดนามตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา งานที่เวียดนามนั้นถือว่าดีมากในหลาย ๆ มิติ แต่งานในไทยสำหรับผมแล้วมันน่าตื่นเต้นอย่างเหลือเชื่อไม่แพ้กันเลย ผมจะสรุปประสบการณ์การเดินทางและความประทับใจครั้งนี้ให้ฟังนะครับ

จริง ๆ ตัวผมเองไปเยือนคอมมูนิตี้บิตคอยน์มาแล้วหลายประเทศในช่วงปี 2016-2017 ช่วงนั้นมีผู้เกี่ยวข้องและผู้สนใจบิตคอยน์ไม่ได้เยอะอะไร พวกเราก็ทำงานกันหนักมาตลอดเพื่อให้คนได้เข้าใจบิตคอยน์กันมากขึ้น แต่แล้วหลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดดในแต่ละประเทศ

เพราะเอาแค่ในเอเชียเอง แต่ก่อนเราไม่สามารถเรียกว่า “คอมมูนิตี้” ได้เลย เพราะมันเพิ่งเริ่มอยู่ในช่วงตั้งไข่ในหลาย ๆ ประเทศ (แถมยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ค่อย ๆ หายไปเรื่อย ๆ ระหว่างทาง) แต่มาวันนี้พอได้เห็นหลายคนที่เคยทำงานหนักในการให้ความรู้ในระดับรากหญ้ามาก่อนกลายมาเป็นคนสำคัญในแวดวงบิตคอยน์ในแต่ละประเทศได้แล้ว ผมประทับใจจริง ๆ แล้วตอนนี้คอมมูนิตี้บิตคอยน์ก็มีความสนิทสนมและเป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้คนมากมายที่ผมรู้จักมาตั้งแต่สมัยมันยังไม่มีคอมมูนิตี้เลยด้วยซ้ำ

นั่นคือสิ่งที่ผมเคยสัมผัสมาตลอด และตอนนี้ผมจะพูดให้เห็นภาพว่างาน Bitcoin Thailand Conference นั้นเป็นอย่างไร และบรรยากาศของคอมมูนิตี้บิตคอยน์ของไทยนั้นเป็นแบบไหน ไปฟังกันเลยครับ

...............

#คืนก่อนวันงาน

ก่อนวันงานอีเวนท์ บรรยากาศหลาย ๆ อย่างทำให้ผมกังวลพอสมควร

ผมได้ยินมาตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้วว่าประเทศไทยจะมีงานบิตคอยน์ในเดือนกรกฎาคม แต่แทบไม่มีรายละเอียดหรือข้อมูลอะไรออกมาให้เราเห็นจนแทบจะวินาทีสุดท้ายก่อนวันงาน แต่ทำไมบัตรถึงขายหมดได้อย่างน่าฉงนนะ? มันดูมีความเร่งรีบและวุ่น ๆ พิกล ซึ่งทำให้ผมตอนนั้นกังวลมากว่างานจะออกมาเวิร์กหรือเปล่า?

แล้วผมก็ได้รับเชิญให้เป็นสปีกเกอร์ในงานนี้ แต่ผมแทบไม่รู้อะไรเลยว่าให้พูดเรื่องอะไรใน panel ไหน มารู้ข้อมูลเอาจริง ๆ ก็โค้งสุดท้ายแล้ว ผมก็นั่งคิดว่า เอ..จะพูดอะไรดีนะ แต่เรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นปกติของงานบิตคอยน์นะ เพราะมันค่อนข้างสบาย ๆ เป็นกันเองอยู่แล้ว

ตอนแรกที่เห็นโปสเตอร์งานใบแรก ผมรู้สึกว่ามันมีความ “บิตค้อยน์ บิตคอยน์” แบบพิลึก ๆ ที่ผมอธิบายไม่ถูก มันรู้สึกมีความเป็นงานแบบไทย ๆ ที่ผมเองไม่ชิน เอ้อ! ผมไม่ได้ตำหนิหรือบอกว่ามันไม่ดีอะไรนะ อย่าเข้าใจผิด ฮ่าๆๆๆ

ยิ่งบวกกับบรรยากาศชิลล์ ๆ ของประเทศเขตร้อนชื้นแบบไทย ผมเริ่มมีความรู้สึกเหมือนแวะไปงานอีเวนท์ระหว่างพักร้อน จนกระทั่งผมได้เห็นตัวงานจริง ๆ ไม่ใช่เฉพาะตัวอีเวนท์ด้วยนะ แต่รวมถึงสถานที่จัดงานด้วย โอ้โห พวกเขาจัดงานได้ดีกว่าที่ผมคาดเยอะมาก แถมยังมีคนไทยหลายร้อยคนมารวมตัวกันในงานนี้ บรรยากาศมันสุดยอดมาก ๆ เหลือเชื่อสุด ๆ

ตึกที่จัดงานนี้คือทรู ดิจิทัล พาร์กที่ยังใหม่เอี่ยม สวยงาม และดูจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพท้องถิ่น

ทันทีที่ผมก้าวเข้าสู่หน้างาน ใบหน้าและชื่อของสปีกเกอร์แต่ละรายก็ฉายขึ้นบนเสาตระหง่านหน้าทางเข้า มันสร้างฟีลลิ่งสวยหรูเลอค่าให้กับอีเวนท์นี้มาก ๆ มันมอบบรรยากาศความ “พรีเมียม” ให้กับตัวงานในทันที

...............

#เนื้อหาในงาน

โดยรวมเนื้อหาในงานมีหลายส่วนที่คล้าย ๆ กับงานบิตคอยน์ที่อื่น ยังไม่ค่อยมีเนื้อหาระดับ advanced จนเกินไป ถ้าถามผมแค่เฉพาะในส่วนของเนื้อหาอย่างเดียว ผมยังมองว่างานที่เวียดนามที่เหมาะกับชาวต่างชาติในแวดวงบิตคอยน์มากกว่า ถือว่ามีเนื้อหาโดยรวมที่เต็มอิ่มกว่า

แต่เป็นเพราะผู้จัดงานในไทยตั้งใจทำเนื้อหาให้มือใหม่ที่สนใจบิตคอยน์เข้าถึงได้ง่ายกว่า ผมจำได้ว่ามีสปีกเกอร์ท่านนึงที่ขอถอนตัวกะทันหันในคืนก่อนวันงาน จน Kishin Kato ได้รับเลือกให้ขึ้นไปพูดแทนใน panel เรื่องทางด้านกฎหมาย (ผมไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ เห็นอีกทีคิชินคุงอยู่บนเวทีแล้ว! ฮ่าๆๆ) แต่ภาพรวมของงานผมคิดว่าพวกเขาจัดหัวข้อต่าง ๆ ได้หลากหลายลงตัวมาก โดยยึดหลักว่ามือใหม่ก็จะเข้าใจได้ง่ายด้วย

ตัวผมเองได้ถึงพูด 2 panel คือเรื่องคอมมูนิตี้ในเอเชียและเรื่องการทำ routing node ซึ่งผมพูดเอาไว้บนเวทีประมาณนี้ครับ :

.

1. แต่ละคอมมูนิตี้มีความต้องการไม่เหมือนกัน ฉะนั้นต้องแยกให้ออกว่าข้อมูลความรู้แบบไหนที่จะเหมาะกับวัฒนธรรมของแต่ละคอมมูนิตี้และตลาดในประเทศนั้น

.

2. กิจกรรมให้ความรู้และงานอีเวนท์แบบนี้สำคัญเช่นกัน แต่มันยังไม่พอ เพราะในเอเชียเรานั้นมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาบิตคอยน์ค่อนข้างน้อย ทำให้ผู้นำของคอมมูนิตี้ต่าง ๆ กลายเป็นคนสำคัญในการดึงเอาเรื่องธุรกิจเข้ามาในแวดวงบิตคอยน์ให้ได้ เพื่อสร้างโอกาสการจ้างงานใหม่ ๆ ในวงการบิตคอยน์ ตัวผมเองคิดถึงเรื่องนี้มาตลอดเช่นกัน

.

3. ส่วนเรื่องการทำ routing node ตอนนี้เหมือนว่าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดคอมมูนิตี้บิตคอยน์ในญี่ปุ่นเลยล่ะ แต่ความต้องการในด้านนี้ในแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกันอีก ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องเน้นเรื่องนี้อย่างเดียวก็ได้ครับ

.

4. น่าจะเป็นเรื่องยากที่คนทั่วไปจะทำกำไรจากการ routing node ได้ แต่การทำ routing มีความน่าสนใจเพราะช่วยให้คุณได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ และเพิ่มความเข้าใจด้านเทคนิคมากขึ้น ซึ่งจะมีประโยชน์มาก ๆ ในการได้งานทำในวงการบิตคอยน์ในอนาคต

.

5. สิ่งที่น่าสนใจในการทำ routing node คือตอนนี้ไลท์นิ่งกลายมาเป็นตัวเชื่อมระหว่างโปรโตคอล Nostr และโปรโตคอลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับบิตคอยน์ไปแล้ว ซึ่งคอมมูนิตี้นักรันโหนดก็เป็นคนกระตุ้นให้เกิดการใช้งานไลท์นิ่งอย่างแพร่หลาย แปลว่าการทำ routing นี่แหละจะช่วยให้คนยิ่งใช้งานโปรโตคอลพวกนี้ และสร้างแรงจูงใจให้คนอยากใช้งานมันมากขึ้น

...............

#ขอบคุณคุณพิริยะ

บรรยากาศชุมชนบิตคอยน์ในไทยนั้นดีงามจริง ๆ มีคนไทยหลายร้อยคนมาร่วมงานนี้ เก้าอี้ทุกตัวเต็มเกือบตลอดเวลา ผมประทับใจสุด ๆ ที่ได้เห็นผู้คนตั้งใจฟังทุก panel บนเวทีตั้งแต่เช้าจนกระทั่งงานจบ คุณสงสัยใช่มั้ยล่ะว่าอะไรดึงดูดให้คนมางานกันล้นหลามขนาดนี้ คำตอบคือผู้ชายคนนี้ครับ nostr:npub1prya33fnqerq0fljwjtp77ehtu7jlsjt5ydhwveuwmqdsdm6k8esk42xcv ชายผู้เป็นหน้าเป็นตาของงานนี้ และสิ่งที่ดึงดูดผู้คนมางานนี้ก็คือผลงานบนยูทูบของเขา

ผมได้คุยและทำความรู้จักกับคุณพิริยะ (ตอนแรกผมคิดว่าเขาเป็นชาวไทยเชื้อสายอเมริกัน!) พิริยะมีพื้นฐานการเป็นอาจารย์มาก่อน และใช้ความเชี่ยวชาญภาษาไทยและอังกฤษในการย่อยความรู้บิตคอยน์ให้คนไทยฟังผ่านช่องยูทูบของเขามาตั้งแต่ปี 2015 ช่องเดิมของเขาสร้างฐานผู้ติดตามได้มากกว่า 150,000 คน มันสุดยอดจริง ๆ ครับ เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เมื่อเทียบกับช่องผมที่มีผู้ติดตามราว ๆ 18,000 คน เรียกได้ว่าต่างกันสิบเท่า ทั้งที่ช่องของเขาทำให้คนไทยดูเท่านั้น

นอกจากนี้การล่มสลายของเหรียญ altcoin อย่าง LUNA และกระดานเทรดอย่าง FTX เมื่อปีก่อน ก็ดูเหมือนจะเป็นแรงผลักดันให้คนไทยโฟกัสไปที่บิตคอยน์มากขึ้น ผู้มาร่วมงานอีเวนท์นี้รู้จักเหตุการณ์ล่มสลายที่ผมอ้างถึง และหลายคนเป็นผู้ใช้งานบิตคอยน์ที่มีความรู้ความเข้าใจในระดับสูง พวกเขาสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับบิตคอยน์เท่านั้น ไม่สนเหรียญอื่น

เมื่อผมพิจารณาสิ่งที่คุณพิริยะพูดอย่างตรงไปตรงมา ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันน่าสนใจมากเลยนะ ยิ่งพอเอาไปเทียบกับในญี่ปุ่น มันอาจจะฟังดูแรง แต่คนญี่ปุ่นอีกมากมายยังลงทุนในเหรียญ altcoin กลวง ๆ ทั้งที่เคยเจ๊งซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้กี่ครั้ง แถมมีบางคนที่ไม่พอใจกับตลาดแต่มาหาที่ลงกับบิตคอยน์ (และบิตคอยเนอร์) เสียอย่างนั้น ผมเลยประทับใจมากที่คนไทยสนใจบิตคอยน์อย่างตรงไปตรงมาแบบนี้ (ผมไม่คุ้นเคยกับนิสัยคนไทยนัก ผมขอโทษหากผมเข้าใจอะไรผิดนะครับ)

นอกจากช่องยูทูบนั้นแล้ว คุณพิริยะยังเพิ่งก่อตั้งบริษัท Right Shift ซึ่งเป็นผู้จัดงาน Bitcoin Thailand Conference บริษัทของเขาผลิตคอนเทนต์ แปลหนังสือ จัดทำบทความ และจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ เกี่ยวกับบิตคอยน์ให้กับคนไทย

เพื่อเทียบให้เห็นภาพมากขึ้น มันคล้ายกับที่ผมทำอยู่ในตอนนี้ในญี่ปุ่นผ่านช่องยูทูบของผมและผ่านบริษัท Diamond Hands (ที่ทำสื่อ, วิจัย, จัดอีเวนท์, สร้างคอมมูนิตี้ และพัฒนาบิตคอยน์) สิ่งที่คุณพิริยะทำเพื่อคนไทยนั้นเหมือนสิ่งที่พวกเรากำลังทำมาก ๆ

แถม Right Shift ยังมีตัวมาสคอตที่อาจจะเป็นคู่แข่งกับเจ้า “แบดเจอร์คุง” ของเราอีกด้วย! ฮ่าๆๆๆๆ ผมสัมผัสได้เลยว่ามันมีความพิเศษบางอย่าง (เพราะผมเองก็อยากมีสินค้าของเจ้าแบดเจอร์คุงเหมือนกัน…)

...............

#ประเทศไทยคือเป็นขุมพลังบิตคอยน์ที่ซ่อนกายอยู่ ?

จากจำนวนคนมาร่วมงานอีเวนท์จำนวนมหาศาล แทบทุกคนตั้งใจฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ไปจนถึงตั้งใจเต็มที่ในงาน Workshop วันที่ 2 ผมสัมผัสได้เลยว่าความสนใจบิตคอยน์ของคนไทยนั้นเป็นไปในลักษณะ bottom-up จำนวนคนไทยที่มาร่วมงานและสนใจบิตคอยน์ถือเป็นความได้เปรียบอย่างมากของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย

แถมในไทยยังมีธุรกิจมากมายที่พร้อมให้บริการบิตคอยน์และไลท์นิ่ง ผมจะไม่ฟันธงในเรื่องคุณภาพของบริการนะครับ แต่เอาแค่ในแง่ของจำนวนที่เห็น แค่นี้ก็ล้ำหน้าแซงประเทศญี่ปุ่นไปไกลแล้ว เพราะแม้กิจกรรมให้ความรู้บิตคอยน์จะสำคัญ แต่การที่มีธุรกิจมากมายรับชำระด้วยไลก์นิ่งหรือมีสินค้าและบริการเกี่ยวกับไลท์นิ่งให้ใช้งานก็คือสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

อีกเรื่องที่สำคัญคือชาวต่างชาติในประเทศไทย เช่น ผู้ก่อตั้ง Umbrel ก็อาศัยอยู่ในประเทศไทย และมีนักธุรกิจและนักพัฒนาชื่อดังอีกหลายคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเช่นกัน

เท่านั้นไม่พอ ชาวต่างชาติเหล่านี้และคนไทยเองดูจะเริ่มผสานเข้ากันเป็นอย่างดี ผมประทับใจมากที่ BOB Space กลายเป็นแหล่งรวมพลและพบปะกันระหว่างนักธุรกิจและนักพัฒนาบิตคอยน์ในกรุงเทพฯ สถานที่แห่งนี้สำคัญจริง ๆ ในการเชื่อมธุรกิจท้องถิ่นกับกลุ่มคนจากต่างชาติเข้าด้วยกัน

ที่ญี่ปุ่นเองมีนักพัฒนาดัง ๆ อย่าง Nicola จาก BTCPayserver แต่ผมกลับรู้สึกว่าคอมมูนิตี้บิตคอยน์ที่ญี่ปุ่นยังเชื่อมกับนักพัฒนาไม่ติด เรียกว่าเทียบกับประเทศไทยไม่ได้เลยล่ะครับ มุมมองนี้ทำให้ผมยิ่งคิดว่าตลาดเมืองไทยนั้นมีศักยภาพและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

แต่การจะเทียบให้เห็นความต่างระหว่างในญี่ปุ่นและไทยจะเป็นเรื่องที่ยาวจนเกินไป ผมขอพูดถึงประเด็นนี้ในภายหลังนะครับ

วงการบิตคอยน์ในไทยล้ำหน้าไปกว่าที่ผมคิด เพราะแต่ก่อนญี่ปุ่นอาจนำหน้าชาติอาเซียนในแง่มูลค่าการซื้อขายแลกเปลี่ยน จำนวนผู้ใช้งาน และความเข้าใจในบิตคอยน์ แต่ถ้าเราพอใจอยู่แค่นั้น ก็ไม่แปลกใจเลยครับถ้าเราจะตกเป็นฝ่ายตามหลังประเทศอื่น ๆ ฉะนั้นการรู้สึกถึงความวิกฤติบ้างเล็กน้อยอาจจะเป็นผลดีกับคอมมูนิตี้ในญี่ปุ่นเองทั้งหมดครับ

...............

#สรุปเรื่องจิปาถะที่ผมพบ

.

1. อาหารไทยอร่อยมาก แต่ของหวานไม่ค่อยอร่อย

โดยเฉพาะไอศกรีมทุเรียนที่ผมตั้งใจชิมด้วยความตื่นเต้น แต่สุดท้ายมันแย่เหลือเชื่อ ฮ่าๆๆๆ

.

2. ค่าครองชีพที่นี่ขึ้นอยู่กับว่าคุณซื้ออะไรบ้าง แต่ก็ยังถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น แต่ผมก็รู้สึกว่าราคาข้าวของแพงกว่าแต่ก่อนมาก ๆ อยู่ดีครับ

.

3. กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่หลายสิ่งหลายอย่างมารวมตัวกันได้แบบพิลึกดี

กรุงเทพฯ มีชื่อเสียงเรื่องความอิสระ ทั้งในแง่ดีและแง่ไม่ดี และมันก็เป็นเมืองที่วุ่นวายใช้ได้ กรุงเทพฯ มีความน่าสนใจในแบบของมัน แต่ถ้าอยู่นานเกินไป คุณจะเริ่มรู้สึกว่ามันเริ่มไม่ค่อยดีกับคุณเท่าไหร่ ฮ่าๆๆๆ (ผมเจอป้ายร้านที่ใช้ชื่อได้สุดฮาเต็มเมืองไปหมดเลย)

.

4. เชียงใหม่น่าอยู่ดีนะ

มีนักพัฒนาและผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับบิตคอยน์อาศัยที่เชียงใหม่หลายคนเดินทางมาร่วมงานอีเวนท์นี้ หลายคนตื่นเต้นมาก ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่ ผมเองก็อยากไปเยือนที่นั่นหนหน้าที่ผมบินมาไทย

.

5. เขาบอกว่าใช้จ่ายด้วยบิตคอยน์นั้นผิดกฎหมาย แต่ก็ทำได้แบบไร้ปัญหานะ

ในเชิงเทคนิคแล้วการใช้บิตคอยน์ซื้อของนั้นผิดกฎหมาย แต่มันก็เป็นวิธียอดฮิตเช่นกัน อย่างไรก็ตามไม่ค่อยมีร้านค้าทั่วไปที่รับชำระด้วยไลท์นิ่ง ส่วนร้านที่รับก็ทำเงียบ ๆ ของเขาเองด้วยท่าทีในแบบ “ไม่เป็นไรหรอกน่าพ่อหนุ่ม” ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นลักษณะเฉพาะของคนไทยและมันเจ๋งมาก เพราะที่ญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นเคร่งเครียดเกินไป ผมอยากให้พวกเราชิลล์กว่านี้หน่อย

.

6. “กัญชา Adoption” เกิดก่อน “Bitcoin Adoption”

กัญชาเคยผิดกฎหมายในไทยมายาวนาน แต่ตอนนี้คุณมีร้านให้ดูดปุ๊นได้ทุกที่ เมื่อไม่กี่ปีก่อนที่ผมมากรุงเทพฯ ผมไม่เคยเห็นร้านอะไรพวกนี้เลย และผมจำได้ว่ากฎหมายเกี่ยวกับกัญชานั้นรุนแรงมาก มาหนนี้เลยเซอร์ไพรส์จริง ๆ ครับ บิตคอยน์ดูจะแพ้กัญชาอยู่นะตอนนี้ ฮ่าๆๆๆ

---------------------------------

nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk จิงโจ้ไรท์ชิฟต์เรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นที่แปลเป็นอังกฤษด้วยการใช้คำสั่ง Prompt บน GPT สุดอลังการโดยคุณ nostr:npub1mqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43q7rnz85 Jakk Goodday ก่อนจะผ่านการตรวจความถูกต้องจาก nostr:npub17n53d53ql9seuxap52r6uckkvvf9nk0pg2v6ecpj7z9nnh8fwh2sl3j6ds Koji Higashi อีกครั้ง และมีแอดมินสมนึก ช่วยพิสูจน์อักษรภาษาไทย (ซับซ้อนดีแท้น้ออออ)

https://diamondhandscommunity.substack.com/p/e67

Replying to Avatar Jakk Goodday

"แรงจูงใจและทฤษฎีเกมบน Nostr"

1) มีคนเล่นน้อยเกินไป โพสต์ไปแล้วก็เหงา?

มันก็ถูกแล้ว.. เพราะนี่คือตลาดเสรีที่ไม่มีการปิดกั้นการแสดงออกทางความคิด มันไม่ควรมีใครต้องสร้างคอนเทนต์แนวคลิกเบต โฆษณาชวนเชื่อหรือพยายามเซนเซอร์ตัวเองหลีกเลี่ยงกฏข้อบังคมของชุมชนบ้าบอคอแตก เพื่อพยายามให้ฟีดของตัวเองมีคนมองเห็นมากขึ้น

สิ่งสำคัญคือทุกอย่างที่เราแสดงออก เราจะไม่ถูกควบคุมหรือโดนปิดกั้น แทรกแซงจากรัฐหรือองค์กรใด ๆ ดังนั้นแม้มันจะมีคนเห็นหรือไม่มี เราได้แสดงออกอย่างอิสระ นั่นคืออิสระที่คุณไม่เคยมีมาก่อน นี่คือสิ่งที่บอกกับเราว่า เราไม่ได้กำลังใช้บริการอยู่บนแพลตฟอร์มเมนสตรีมเยี่ยงทาส

2) แล้วแบบนี้จำนวนผู้ใช้จะเพิ่มขึ้นได้จากอะไร?

ของดีก็มักจะมีคนบอกต่อ.. สิ่งใดก็ตามที่มอบคุณค่าบางอย่างให้กับคนบางประเภท สิ่งนั้นจะถูกบอกต่อไปยังคนที่ชื่นชอบหรือมีความต้องการคล้าย ๆ กันอย่างออแกนิก

ประสบการณ์การใช้งานและความเป็นมิตรตอบโจทย์ของผู้ใช้ก็เรื่องหนึ่ง เมื่อถึงจุดหนึ่งของพัฒนาการที่เริ่มมอบคุณค่าเหล่านั้นให้กับผู้ใช้ได้ พวกเขาจะเริ่มอดรนทนไม่ไหวในการชักชวนผู้อื่นให้มาเข้าร่วม

ความหงุดหงิด ความอึดอัด รำคาญใจ และความไม่พอใจจากประสบการณ์การใช้งานเมนสตรีมจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้พวกเขากระทำการเคลื่อนย้ายตัวเองมาบนแพลตฟอร์มทางเลือก และสถานการณ์ในปัจจุบันก็เริ่มส่งกลิ่นแบบนั้นออกมาแล้ว

3)สังคมที่ไม่ถูกกำกับดูแลอาจกลายเป็นสังคมที่เสื่อมทราม?

ในมุมมองของอิสรชน สังคมที่เสื่อมทรามคืออะไรกันแน่ระหว่างสังคมที่ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจนมีระเบียบแบบแผนที่ดี กับ สังคมที่แสดงออกได้อย่างอิสระจนเต็มไปด้วยความหลากหลายทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี?

คำถามก็คือ... ใครกำลังทำหน้าที่ "วัดค่า" เนื้อหาเหล่านั้นว่าคุณภาพเป็นเช่นไร? ทำไมเราจึงต้องมีใครสักคนมาตัดสินการแสดงออกของเราบนวิจารณญาณของพวกเขา? ในทางอุกมคติ "ตลาด" ต่างหากที่มีความชอบธรรมในการตัดสินว่าสิ่งใดจะได้รับการยอมรับ และสิ่งใดจะถูกปฏิเสธ มันควรเป็นแบบนั้นไม่ใช่หรือ?

ถ้าคุณกำลังตั้งคำถามกับเนื้อหาที่อาจ "ไม่เหมาะสม" บน Nostr มันอาจหมายความว่าคุณยังคงเสพติดบริบทการใช้งานภายใต้การควบคุมโดยใครสักคน ..นี่ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้ายิ่งนัก

4) เนื้อหาบน Nostr ควรมีทิศทางเป็นเช่นไร?

จากย่อหน้าข้างต้น ตลาดควรจะผลักดันแรงจูงใจไปในทิศทางที่มันพึงพอใจ และลดความน่าสนใจของเนื้อหาบางประเภทที่ไม่ได้รับความนิยมลงไปเอง ความเป็นไปได้จึงค่อนข้างหลากหลายและไม่อาจคาดการณ์ได้

แต่ด้วยการนำเอาเทคโนโลยี Lightning มาผสานเขเากับตัวแพลตฟอร์ม เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ส่งต่อความชื่นชอบหรือความพึงพอใจให้แก่กันผ่าน "เงินที่แท้จริง" ได้นั้น รางวัลแห่งการสร้างสรรค์จึงกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้สร้างคอนเทนต์พยายามแข่งขัน หรืออย่างน้อยที่สุดก็พยายามสร้างสิ่งที่ตะได้รับการยอมรับเพื่อคว้าโอกาสในการได้รับคุณค่าเหล่านั้นตามกลไกของตลาดเสรี

แม้จะมีคนบางกลุ่มที่คงไม่แคร์ว่าใครจะชอบหรือรังเกียจเนื้อหาของตน และพวกเขายังคงอยู่ต่อไปบนแพลตฟอร์มนี้ได้ตามความต้องการของตัวเอง นั่นก็แสดงถึงอิสระและความหลากหลายในตลาดเสรีได้อย่างชัดเจนที่สุด ในตลาดนี้เราเองก็เลือกได้ว่าจะเสพหรือไม่เสพอะไร

สุดท้ายแล้วนี่จึงอาจไม่ใช่คำถามที่เราต้องหาคำตอบ..

5) พัฒนาการในอนาคตของ Nostr จะเป็นอย่างไร?

เช่นกันกับหัวข้อด้านบน.. อุปสรรคและปัญหาในการใช้งาน รวมถึงความต่องการส่วนใหญ่ในตลาดจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการพัฒนาทางเลือกและบริการ นวัตกรรมต่าง ๆ ในอนาคต สิ่งใดก็ตามที่คนส่วนใหญ่ในตลาดเห็นพ้องต้องกันว่าควรได้รับการพัฒนาหรือแก้ไข สิ่งนั้นจะเกิดขึ้น

นี่เป็นการทำงานในลักษณะเดียวกันกับเครือข่ายของบิตคอยน์ ระบบที่ไม่มีศูนย์กลาง กระจายตัวอย่างสมบูรณ์ และขับเคลื่อนไปตามฉันทามติของชุมชน

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว... คุณจะยังตั้งคำถามเหล่านี้ไปอีกทำไม? ปล่อยวางจากการคาดการณ์ หยิบกระดานวินเซิร์ฟของคุณแล้วอแกไปโต้คลื่นแห่งความเป็นอิสระเสรีกันเถอะ

ทะเลแห่งอิสรภาพวันนี้อยู่เพียงแค่ปลายนิ้วของเราแล้ว..

หมายเหตุ: บทความนี้เขียนเอง ไม่ได้ใช้ Chat GPT..

#Nostr #Freedom #GameTheory

"Motivation and Game Theory on Nostr"

1) Too few users, feeling lonely after posting?

That's right... Because this is a free market without censorship of expression. No one should have to create clickbait content, persuasive ads, or try to self-censor to avoid the community's rules, just to try to get their feed seen by more people.

The important thing is that everything we express, we will not be controlled or censored, interfered with by any government or organization. So even if it is seen or not, we have expressed freely. That is a freedom you have never had before. This tells us that we are not being used as slaves on mainstream platforms.

2) So, how can the number of users increase in this way?

Good things often get passed on... Anything that provides some value to a certain type of person will be shared organically with others who have similar interests or needs.

User experience and user-friendliness are part of the equation. Once a point in development is reached where these values start to be delivered to users, they will become impatient to invite others to join.

Frustration, suppression, annoyance, and dissatisfaction from mainstream user experiences will catalyze them to migrate to alternative platforms, and the current situation is starting to give off that scent.

3) Could an unregulated society become a degenerate society?

From a libertarian perspective, what exactly is a degenerate society?

Is it a tightly controlled society with good order and planning, or a society that freely expresses a variety of both good and bad?

The question is... who is acting as the "judge" of the quality of that content?

Why should we have someone judge our expressions based on their discretion? In a "fair market" that decides what is accepted and what is rejected, shouldn't it be that way?

If you're questioning the "inappropriate" content on Nostr, it might mean that you're still addicted to the context of being controlled by someone...

This is truly a sad thing.

5) What will be the future development of Nostr?

Just like the previous topic... Obstacles and problems in usage, along with the majority's market needs, will drive the development of alternatives and services.

Any innovation in the future that the majority of the market agrees needs to be developed or fixed will happen.

This works in the same way as the Bitcoin network, a system that is completely decentralized and driven by community consensus.

So why would you keep asking these questions?

Let go of your predictions, grab your surfboard and ride the waves of freedom.

The sea of freedom is now at our fingertips...

Note: This article was written by himself, not using Chat GPT

#Nostr #Freedom #GameTheory #libertarian

The Thai version of the article is available here:

nostr:nevent1qqst23gzd98pmhz905hsqeyzn4qfhh8h7wxlqdjdz0c3pa7mu2jj7vcprpmhxue69uhhyetvv9ujuurvv438xarj9e3k7mf0qgsdsv8w0d7rpgmykyjykau6lw60z4nn8laceper2zrwy6ctfesu6csrqsqqqqqpegyjkh

#RightShift #Live #ZapMePlease

Replying to Avatar Piriya ⚡🟧

nostr:npub1ejn774qahqmgjsfajawy7634unk88y26yktvwuzp9kfgdeejx9mqdm97a5 Guys, we need to finish translating The Fiat Standard before this one drops, I can tell it's going to be a masterpiece!

nostr:npub1a2cww4kn9wqte4ry70vyfwqyqvpswksna27rtxd8vty6c74era8sdcw83a May I have the honor to do the Thai translation?

You have a guy with no job available 🤭

Replying to Avatar freecritter

Enjoying nostr:npub1trr5r2nrpsk6xkjk5a7p6pfcryyt6yzsflwjmz6r7uj7lfkjxxtq78hdpu new book so far. Appreciate the approach and structure he took to build the book so far.

Ps - nostr:npub1h8nk2346qezka5cpm8jjh3yl5j88pf4ly2ptu7s6uu55wcfqy0wq36rpev I’ve been listening and within the first few chapters the audio has jumped/skipped ahead about a dozen times. Not sure if it uploaded correctly or an error while recording or editing. Just fyi.

#bookstr #bitcoin #dontstoplearning

Agreed, good read 😁

หาวิธีได้ยัง

จบที่การหารายได้สินะ

ปล. บิตคอนเนอร์ก็ต้องคุยกับบิตคอยเนอร์อยู่แล้วล่ะ

ยังไงนะ 😆