Avatar
BossMan
d0864ad0528ff7e0becdd502d19e9ddc18ccadc790318fd60f9988e3ca373f75
BossMan (เจ้ามนุษย์!)
Replying to Avatar Jakk Goodday

#อนาคตที่เราเลือกเองได้ #บ่นเป็นบทความ

เลิกโอดครวญกับอดีตกันได้แล้วครับ เราเปลี่ยนอะไรมันไม่ได้หรอก แต่อนาคตเราเลือกได้ เลือกได้แน่นอน เริ่มจากสิ่งที่อยู่ในมือตอนนี้ก่อนเลย...

ถ้าผมบอกว่าใน 1 เดือนผมไม่มีวันหยุด ไม่มีวันไหนที่ไม่ทำงานเลยพวกเราจะเชื่อกันไหม?

เปล่านะ... ผมไม่ได้กำลังจะเริ่มบ่นเรื่องเวลาส่วนตัวอะไรทั้งนั้น.. ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะผมเองนี่แหละที่เลือกหาเหาให้ตัวเอง ถึงจะเหนื่อยแต่มันก็สนุกเป็นบ้าเลย

ผมรู้ว่าวันพรุ่งนี้ วันต่อๆ ไป ผมจะตื่นไปทำอะไร ทำไปทำไม ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา คำถามทำนองว่า เราเกิดมาทำไม? เรายังหายใจอยู่เพราะอะไร? เทือกนี้ ไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย..

เมื่อเรามีฝัน เรามีเป้าหมาย เรามีความมุ่งมั่นมากพอที่จะทำมันให้สำเร็จ เราจะไม่มีสมาธิเหลือพอสำหรับเรื่องลบๆ หรือเรื่องบั่นทอนจิตใจอะไรทั้งนั้น

ผมพบว่ามันค่อนข้างเสียเวลากับการมานั่งหาคำตอบในสิ่งที่เมื่อเรารู้ไปแล้วก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร ชีวิตเราไม่ได้เปลี่ยนไปแต่อย่างใด ผมเลือกเอาเวลาไปทำอย่างอื่น

ตัดกลับมาที่เรื่องในมือของเราตอนนี้...

ณ ขณะที่เวลานี้ผมกำลังพิมพ์ข้อความยิกๆๆ บนมือถือ พวกเราเองก็กำลังอ่านมันบนมือถือในช่วงเวลาให้หลัง.. บทความที่ผมเขียนตอนนี้ให้คุณได้อ่านมันในอนาคต (พูดให้งงทำไมนะ)

มันคือการเลือกเอา "เวลา" ของเรามาใช้ไปกับการ "ให้คุณค่า" ในอะไรสักอย่าง ในที่นี้ก็คือคุณให้คุณค่ากับสิ่งที่ผมได้เขียนขึ้นมา เมื่ออ่านจนจบคุณจะรับรู้ได้เองถึง "ความคุ้มค่า" ไม่ว่ามีนจะมีอยู่หรือแทบไม่มีก็ตาม

การต้องยอม "เสียโอกาสทำสิ่งอื่น" (ต้องเอาเวลามาอ่านบทความผมแทน) นั้น มันให้อะไรกับคุณบ้าง?

นี่คือคำถามที่ผมถามตัวเองบ่อยมากๆ ตลอด 4-5 ปีให้หลังมานี้ ผมใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับการ ไถๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ฟิล์มกันรอยบนหน้าจอมือถือ ผมรับเอาข้อมูลข่าวสารที่ทั้งดีและไม่มีห่าอะไรเลยเข้ามาในสมองจำนวนมาก หลังจากนั้นต้องมาคอยนั่งฟลัดทิ้งพวก Data ขยะทั้งหลาย

เสียเวลาไปแล้วตั้งไม่รู้เท่าไหร่

ใน 1 เดือนมานี้ผมหมกตัวอยู่กับ #Nostr ของค่อนข้างมาก ผมลดการใช้งานทั้ง Facebook, Twitter, IG, TikTok ลงไปอย่างมหาศาล โอ้.. พระเจ้า รู้งี้ผมทำไปตั้งนานแล้ว

เรารู้สึกได้เลยว่านี่แหละ คือ โลกโซเชียลที่เราออกแบบมันเองได้

ฉันจะดูแต่สิ่งที่ฉันอยากเห็น ฉันจะเป็นในแบบที่ฉันปรารถนา ฉันจะเสียเวลาให้กับเฉพาะคนที่ฉันอยากติดตาม ฉันแทบไม่ไถฟีดหรือปัดจอทิ้งๆ อีกต่อไป เพราะทั้งหมดนั้นฉันเลือกเองที่จะเห็นมัน!

ผมกำลังบอกพวกเราว่า... เราเลือกอนาคตให้กับสิ่งที่จะปรากฏบนจอมือถือของเราได้.. เราเลือกอนาคตในแบบที่เราจะใช้เวลาไปกับโลกโซเชียลมีเดียได้

ช่างหัวอดีตมันสิ!! อนาคตคือสิ่งที่เราจะทำในแบบที่อยากทำ

โอ้... มันเกิดความย้อนแย้งขึ้นในจิตใจผมในท้ายที่สุด ผมอยากจะลบมันเหลือเกิน ไอ้โซเชียลเมนสตรีมหอกหักทั้งหลาย ผมไม่อยากเห็นมันบนจอของผมอีก ..แต่

ผมนึกขึ้นได้ว่าผมเป็นใคร ผมมายืนตรงนี้ด้วยภารกิจอะไร (ที่ก็ผมนี่แหละที่หาเรื่องเอง) บนนั้นยังมีคนอีกมากมายหลายล้านคนที่ติดอยู่ในวังวนของสังคมเฟียตๆ ผมยังอยากจะช่วยพวกเขา ผมจะเดินดุ่มๆ ไปลากใครมาคงไม่ได้ แต่ผมแนะนำหรือยังคงเสนอทางเลือกให้กับพวกเขาได้

โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุน้อยกว่า 25 ปี ที่ผมไม่อยากทนเห็นพวกเขาต้องถูกสนตะพายลากซ้ายละม้ายขวาอีกต่อไปแล้ว..

ถอนหายใจเข้า-ออกยาวๆ เมื่อรู้ว่าเรายังคงทิ้งใครเอาไว้เบื้องหลังไม่ได้

อ่า... นี่มันไม่เคยใช่เรื่องของผมเลย

ผมเป็นใครถึงคิดว่าตัวเองคือคนที่ต้องมาทำภารกิจนี้? ผมเป็นใครถึงคิดเอาเองว่าทุกคนจะอยากได้รับความช่วยเหลือ?

ผมคิดไปเองหรือเปล่า?

ผมสำคัญตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า?

ผมมองอย่างเหม่อลอยไปที่ผนังห้องทำงานเฟียตของตัวเอง.. ตาผมเริ่มเบลอกับการพยายามหาคำตอบต่างๆ นานา..

ผมเห็นลางๆ ว่าแมลงอะไรซักอย่างกำลังดิ้นรนสุดชีวิตภายใต้เครือข่ายมรณะของใยแมงมุม.. เจ้า 8 ขาเพชรฆาตกำลังเดินย่างสามขุมอย่างช้าๆ เข้ามาเพื่อหวังจะปลิดชีพของมัน

นี่เป็นกลไกธรรมชาติอันน่าสลดหดหู่

เราเลือกอนาคตได้ว่า.. เราจะนั่งดูมันจนถึงนาทีสุดท้าย หรือเสือกตัวเองเข้าไปเพื่อหยุดกับดักนี้...

มันก็ขึ้นกับว่า.. เราอยากเห็นอนาคตแบบไหนนั่นแหละครับ

เริ่มอายุมากขึ้นผมนี่เริ่มอยากทำงานให้มากกว่านี้ คิดถึงลูกในอนาคตมากๆครับ ❤️

Cr. หม่อมปลื้ม (อย่างเดือด)

Influencers of Hate, The Real Parasitic Class

คนสายพันธุ์ที่เป็น Conflict Profiteers หรือผู้ซึ่งปั่นความขัดเเย้งในไทย ใช้ความเหลื่อมล้ำในการสร้างเนื้อหาเพื่อสร้างยอดวิว พิธีกรชื่อดังหลายคนเเละบก.ข่าวหลายสำนักดังดังออนไลน์หลายสำนักก็ทำเช่นนี้ บ่มเพาะความขัดเเย้งด้วยการใช้ประเด็นทางชนชั้นเเละฐานะรายได้ในการสร้างเสริมความเเตกเเยก (Fortify in concrete a sense of permanence in the nature of the inequality conflict) ในประเทศชาติ

เหตุผลที่บ้านเมืองเรามีความขัดเเย้งระดับนี้อาจไม่เป็นเพียงผลสืบเนื่องจากรัฐประหารในอดีตหรือเพียงเเค่ตุลาการภิวัฒน์ยุบพรรคตัดสิทธิ์นักการเมืองนักเลือกตั้งหรือเเม้กระทั่งการปลุกมวลชนในเเต่ละรอบออกมาเป็นม็อบทางการเมืองก็ได้ เเต่เเท้ที่จริงเเล้วการหว่านเผล็ดพันธุ์เเห่งความขัดเเย้งกับเกิดขึ้นเเละยังคงมีอยู่อย่างไม่หยุดยั้งจากทั้งทางฝั่งของผู้ทรงอิทธิพลในสื่อสารมวลชนเเละสื่อสังคมออนไลน์ สิ่งที่ประชาชนในฐานะผู้บริโภคข่าวสารเเละพลเมืองต้องมานั่งตั้งรับในฐานะที่เป็นเพียงผู้ซึ่งรับวาระจากฐานันดรพิเศษคนดังคนมีอิทธิพล ฐานันดรที่สี่ปลอม ที่อ้างว่าตนเองเป็นตัวเเทนประชาชนทั้งที่มิได้เป็น คือการตั้งใจใช้ประเด็นเรื่องสิทธิพิเศษเเละความเหลื่อมล้ำทางฐานะรายได้ เเละการ Make-Believe ชนชั้น มาปลุกให้คนไทยเกลียดชังกันเอง มาปลุกเเม้กระทั่งให้นักการเมืองบาดหมางกันเองอย่างไม่รู้จักจบทั้งที่นักการเมืองส่วนใหญ่มิได้ขัดเเย้งกันเท่าที่มีการสร้างเรื่องให้ดูเหมือนเป็นเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ผู้ซึ่งบ่มเพาะความขัดเเย้งรับไม่ได้ก็คือการที่ประชาชนส่วนใหญ่ เอาที่จริงเเล้ว อยู่กันได้อย่างผาสุกบนเเผ่นดินนี้ยู่เเล้ว คำว่าสื่อสารมวลชนที่บ่มเพราะความขัดเเย้งที่เขียนถึงในบทความนี้ ที่ได้รับการกล่าวอ้างในที่นี้ ที่สร้างปัญหา มิได้อ้างอิงถึงสื่อการมวลชนกระเเสหลักเก่า Legacy Media ที่มีกองบรรณาธิการซึ่งทำงานอย่างมีจรรยาบรรณ หรือหนังสือพิมพ์ฉบับดั้งเดิมใดใด เเต่ในที่นี้ผู้เขียนกำลังพูดถึงความพยายามในการสร้างเนื้อหาของ Influencers เเละสำนัก FB เพจ / Twitter (X) Feeds ใหม่ๆ รวมไปถึงยูทูบเเชนเนลเยอะเเยะมากมาย ที่ปฏิบัติการหลักหลักในการทำ Content หรือเนื้อหาการพูดการด่าการเขียน ที่ออกเเบบมาเพื่อสร้างความขัดเเย้งในสังคมเพื่อสร้างยอดวิวให้ตนเอง นี่คือการ Call Out บรรดา Influencers/ํYoutubers หิวเเสง/พิธีกรปั่นยอดวิว/นักการเมืองอกหักนอกสภา/นักวิชาการปลอมที่ไม่มีงานสอนเเต่ทุกคนเรียกว่าอาจารย์ทั้งที่ไม่มีความเป็นครู/กูรูทิพย์/นักเเถรับงาน/ผู้ทำเป็นรู้เเล้วมาเเฉชาวบ้านทั้งที่ตนเองชั่ว ว่ากลุ่มคนพวกนี้คือผู้ที่ทำลายความสามัคคีในประเทศชาติที่เเท้จริงต่างหาก สื่อกระเเสหลัก นักการเมือง ประชาชนมิใช่ปัญหาของประเทศไทยมากเทียบเท่ากับคนสายพันธุ์ที่เป็น Conflict Profiteers หรือผู้ซึ่งปั่นความขัดเเย้งด้วยการ Dramatization ประเด็นไม่รู้จักจบ คนสายพันธุ์นี้มักมาในคราบของกูรูปลอม นักเเฉไปไถไป ผู้รู้ที่ไม่รู้จริง Influencers อดีตนักการเมืองที่มีผลประโยชน์เเอบเเฝง หรือเเม้กระทั่งคนที่ทุกคนเรียกอาจารย์ทั้งที่มิได้เป็นอาจารย์

การที่เราประชาชน หรือเรานักการเมืองจะไปลดบทบาทคนพันธุ์นี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเพราะประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเสียงข้างมากในเเผ่นดินไม่มี Platform เเละสาวกหรือ Followership ของตนเอง พูดตามตรงสังคมจะยังมีความขัดเเย้งต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดตราบได้ที่มีการ Exacerbate หรือขยายความขัดเเย้งเช่นนี้โดย 'กลุ่มผู้ประกอบอาชีพจากการสร้างผู้ติดตาม' กลุ่มบุคคลดังกล่าวยังมีบทบาทเช่นนี้ต่อไปอย่างเเน่นอน ศาสดาที่ปฏิบัติตนในทางสร้างความเเตกเเยก ซึ่งมักอ้างว่าตนเองมีข้อมูลวงในทั้งที่ไม่เคยมี ทำการบ่มเพาะความเกลียดชังต่อเนื่องส่วนใหญ่ก็สามารถทำสิ่งนี้ต่อไปอย่างไม่รู้จักจบเพราะการปั่นความขัดเเย้งต่อเนื่องนั้นได้รับผลประโยชน์ทางรายได้เเละความสนใจจากการสร้างอารมณ์อิจฉาริษยาในจิตใจของ Followers เเละประชาชนโดยรวม ในเชิงเปรียบเทียบ Conflict Profiteers พวกนี้ซึ่งมีอยู่ทั่วโลกจะหยิบยกประเด็นมาเล่นมาปั่นให้สอดคล้องกับเนื้อหาในเเต่ละประเทศซึ่งเเตกต่างกันไป ถ้าในโลกตะวันตกก็มักจะมีเจตนาที่จะสร้างความเกลียดชังระหว่างคนผิวสีต่างต่างด้วยการ Dramatize ความบาดหมางเกลียดชังนั้นในลักษณะที่เป็นการเลี้ยงความขัดเเย้งทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่มาจากต่างชาติพันธุ์ส่วนใหญ่เเล้วล้วนเเล้วเเต่อยู่กันอย่างผาสุกโดยที่ไม่มีปัญหาการเหยียดหยามกันเรื่องผิวสีหรือ Ethnicity เท่าที่ถูกปั่นให้เป็น

Influencers ที่ปลุกความเกลียดต้องการให้มีความถาวรของความขัดเเย้งนี้เพื่อให้ตนเองมีบทบาทในสังคมนั้นนั้นได้ต่อไป นักวิชาการปลอมหรือสื่อ Activist รวมทั้งนักวิชาการ Activist ที่ไม่สอนหนังสือจริง ล้วนเเล้วเเต่อยู่ในกลุ่มจำพวกนี้ด้วย เเละเเน่นอนรวมถึงทั้งนักจวกมืออาชีพที่กระทำการ Conflict Profiteering เช่นนี้ที่ทำกันอย่างเเพร่หลายทั่วโลก

กล่าวโดยสรุปคือตราบใดที่ผู้ซึงมีอิทธิพลทางความคิดหรือ Public Opinion Leaders (บรรดา Influencers/ํYoutuber หิวเเสง/พิธีกรปั่นยอดวิว/นักการเมืองอกหักนอกสภา/นักวิชาการปลอมที่ไม่มีงานสอนเเต่ทุกคนเรียกอาจารย์ทั้งที่ไม่มีความเป็นครู/กูรูทิพย์/นักเเถรับงาน/ผู้ทำเป็นรู้เเล้วมาเเฉชาวบ้านทั้งที่ตนเองชั่ว) ไม่เลิกรา ความเกลียดชังก็จะได้รับการสรรค์สร้างไปเรื่อยเรื่อยไม่มีจบ ในไทยจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำซึ่งถูกน้ำมาใช้ในการสร้างความขัดเเย้งนี้ ส่วนในโลกตะวันตกมักจะเป็นเรื่องสีผิว เพศวิถี เเละชาติพันธุ์ เเท้ที่จริงเเล้วประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศต่างๆ รวมทั้งในประเทศไทยสามารถใช้ชีวิตกันอย่างมีความปกติสุขดีอยู่เเล้วโดยที่บุคคลต่างฐานะเเละต่างชาติพันธุ์หรือต่างเพศสภาพหรือเพศวิถี เเละคนซึ่งมีพื้นเพทางด้านครอบครัวหรือศาสนาก็มิได้มีความเเตกเเยกกันในระดับที่ Conflict Profiteers นั้นต้องการที่จะให้มี สังคมโลกมนุษย์เรา ทั้งในประเทศไทยเเละในต่างประเทศมีความขัดเเย้งสูงเพราะบรรดา Public Influencers of Hate นี่เเหล่ะครับที่เล่นไม่รู้จักเลิก หิวเเสง หิวเงิน กระหายบทบาท เเละทำมาหากินกับการสร้างเรื่องเพื่อให้คนเกลียดกันไม่รู้จักจับ นักการเมืองเเละประชาชนบ่อยครั้งเป็นเพียงเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากผู้บ่มเพราะความขัดเเย้งพวกนี้ที่ได้ผลประโยชน์เต็มๆ จากการสร้างความเกลียดชัง หากคุณต้องการรู้ว่ากลุ่มคนใดผู้ประกอบอาชีพไหนได้ผลประโยชน์จากความขัดเเย้งมากที่สุดในเเต่ละรอบคุณก็ลองไปส่องดูสิครับว่าในยุคสงคราม ทั้งสงครามระหว่างประเทศเเละยุคสงครามการเมืองภายในประเทศ คนกลุ่มไหนไม่เคยตกงาน นั่นละครับคือกลุ่มซึ่งมีบทบาทต่อเนื่องที่สุดในความขัดเเย้ง ชนชั้นปรสิตที่เเท้จริงคือฐานันดรที่ฆ่าไม่ตายที่ให้ประเทศชาติตายยังไงหรือสังคมย่อยสลายยังไงก็ยังมีงานทำเเละยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้นด้วยซ้ำ สิ่งที่ผมกล่าวมาในบทความนี้มันเเรงเเต่ต้องมีใครสักคนที่พูด หรือในกรณีนี้ต้องเขียน เเละขอด่าขอประณามให้ประชาชนทุกคนได้เข้าใจตรงกัน

ปล. ลิ้งค์ต้นทาง

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0u7bfZsgLhyXS4dd2PP9z1V1KJpZrKuviyyNq9LYMU9yRZdYbPzQQZU3eEWd3veeHl&id=100044535275161&mibextid=Nif5oz

Replying to Avatar Jingjo

รายการไลฟ์ไร้ปี่ไร้ขลุ่ย #สภายาม่วง

ขอบคุณ nostr:npub1zk6u7mxlflguqteghn8q7xtu47hyerruv6379c36l8lxzzr4x90q0gl6ef และ หมอเอก (ทำไมแท็กไม่ได้) ที่มาเป็นแขกรับเชิญพิเศษเมื่อคืนด้วยนะครับ ได้ข่าวไลฟ์ยาว 4 ชม. กว่า ผม #ทีมตรู่ ขอตัวลาไปนอนก่อนจะจบรายการ 5555

รายการสนุกแบบอันเซ็นเซอร์ ต้องแต้มบุญถึงจะเธอจะได้ดู!

#Siamstr #ThaiNostrich

ไม่ว่างง่าา อดเลยเมื่อคืน

ใช้วาทะกรรมหาคะแนนเสียง และสร้างนิสัยไม่ดีให้เยาวชน แทนที่จะสอนให้เขาทำงานสร้างผลผลิตดันสอนให้เด็กชักดาบ

จุตพรมันบ้ารึป่าว กก. นโยบายสังคมนิยมขนาดนั้นจะเชียร์ให้เพื่อไทยร่วมพลังกับ กก. นี่ประสาทไปแล้ว

มันไม่รวมกันอะถูกแล้ว

nostr:nevent1qqsfwgdmlwcwykdy82hcr53a9t9yhwjpjsd3nn3tce494hzx2k82rzspramhxue69uhhget9d45k2vfdwfjkccte9ej82cmtv3h8xtn0wfnsygx9sqefma837r07x5fpj40lvcmxq8mcpaqcfh0zqmln876s6zm8evpsgqqqqqqs4qx84q

เพจอิสรนิยมได้เคยเขียนบทความ "ยุทธศาสตร์ของขบวนการฝ่ายซ้ายหลังเลือกตั้งและการล่มสลายของอำนาจเก่า" เอาไว้และลงแค่เฉพาะทาง Facebook เท่านั้น ผมได้เตือนไปแล้วว่าการที่อำนาจเก่าได้ตัดสินใจจะคงอำนาจของตัวเองต่อโดยการพึ่งพา "พรรคเพื่อไทย" อาจจะทำให้เกิดการสูญพันธุ์และนำไปการเกิดขึ้นของชนชั้นนำใหม่หัวก้าวหน้า (progressivism) ที่ไม่มีใครจะต้านทานใด ๆ ได้อีก

และแล้วในวันนี้ 22 สิงหาคม พ.ศ.2566 มีการโหวตเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีแล้วได้ ' คุณเศรษฐา ทวีสิน' ได้รับการเลือกจากรัฐสภา และในวันเดียวกันคุณปิยบุตร แสงกนกกุลได้ทวีตข้อความโดยระบุว่า

"นี่คือมหกรรมการรวมหัวกันของชนชั้นนำจารีตประเพณี ชนชั้นนำทางการเมืองเดิม และชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ ในการทำ Passive Revolution เพื่อรักษาสถานะและอำนาจนำของพวกตนไว้ และบั่นทอนบอนไซ ทำลาย พลังใหม่ที่กำลังก่อตัวและท้าทายพวกเขา

ทศวรรษ 2520 และทศวรรษ 2540 พวกเขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว แต่รอบนี้ สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ความคิดจิตใจของผู้คนเปลี่ยนไปมากแล้ว

พรรคก้าวไกลต้อง (ย้ำว่า “ต้อง”) ปวารณา/สถาปนาตนเป็นตัวแทนของพลังใหม่ และเป็นยานพาหนะของประชาชนคนส่วนใหญ่ผู้ถูกปกครอง ในการต่อสู้ยกนี้

การต่อสู้ทางประวัติศาสตร์หน้าใหม่เริ่มขึ้นอย่างเด่นชัดแล้ว

เส้นแบ่งใหม่ถูกขีดขึ้นแล้ว

ยืนตัวตรง ทระนงองอาจ นำการต่อสู้ให้สมกับที่ประชาชนมอบอาณัติและฝากความหวังไว้"

ทั้งนี้ทางเพจเราได้ขอกล่าวและย้ำเตือนอีกครั้งว่าบัดนี้ประเทศไทยของพวกเราได้เข้าสู่สงครามวัฒนธรรม (culture war) อย่างเต็มรูปแบบและจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากการขยับไปอีกขั้นของฝ่ายซ้ายใหม่ในประเทศไทยที่จะได้รับชัยชนะในปี พ.ศ.2570 หรือเร็วกว่านั้นหากมีการยุบสภา (อย่างแน่นอน) ทางออกของประเทศไทยนั้นไม่มีความหวังหากเรายังวนเวียนอยู่กับความคิดพื้นฐานตั้งแต่ "รัฐควรจะมีบทบาทอย่างไรในเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม" แต่ทางออกเหล่านี้กลับไม่มีใครให้ความสำคัญกับมันมากไปกว่าการคิดว่าคนจะผลประโยชน์อะไรในตอนนี้ วิสัยทัศน์ของประชาชน นักการเมือง ชนชั้นนำผู้บริหารล้วนแล้วติดแง็กอยู่ในเรื่องระยะสั้นมากกว่าในระยะยาว นั้นทำให้ชนชั้นนำเก่าพ่ายแพ้ในเกมการเมืองที่ฝ่ายซ้ายใหม่มีความถนัดในการต่อสู้ทางวัฒนธรรมและสังคม

ทางออกของเรื่องนี้ก็คือ "ใครคือตัวเลือกที่ดีที่สุด?" ที่จะเป็นชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่เหมาะสมกับสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้อง เพื่อฟื้นฟูสังคมและวัฒนธรรมให้ออกจากความเสื่อม หรือ มีภูมิต้านทานต่อฝ่ายซ้ายในการเมืองไทย ณ ปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่ผมรับรองได้ว่าไม่ใช่พวกอีแอบอย่าง 'ขวาใหม่' (new right) แน่นอนที่จะเป็นความหวังและตัวเลือกที่ดีที่สุด พวกเขาจะไม่สร้างประเทศนี้ให้ดีขึ้นนอกเหนือจากเข้าไปสู่ยุคที่ไม่เจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง

... บัดนี้ยุค 3 ป.ได้จบลง ประเทศไทยเข้าสู่สงครามวัฒนธรรมแล้ว ...

กลียุคก่อเกิดวีรบุรุษ

วีรบุรุษเกิดขึ้นในกลียุค

.

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

ทำไม Nietzsche ถึงไม่เชื่อในเรื่องของ Good Man แต่เชื่อในเรื่องของ Superman

เป็นคำถามที่น่าสนใจคือ นิทเช่ นั้นไม่ได้สอนให้เชื่อใน Narrative ที่ว่าโลกมีทั้งคนดีและคนชั่ว แต่สอนในเรื่องหากคุณทำสิ่งนี้(สิ่งที่คุณคิดว่าดีในความคิดของคุณรวมถึงประเพณีและวัฒนธรรมของมนุษย์)แบบ 100% มันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกับคุณ

Nietzsche บอกว่าพระเจ้านั้นตายไปแล้ว และเราทั้งหมดคือคนฆ่าพวกเค้า

ในความหมายนี้มันไม่ได้แปลว่านิชเช่ไม่ศรัทธา แต่เค้ามั่นใจว่ามนุษย์นี่แหละคือตัวแทนเพื่อทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อได้อ่านกฏข้อที่ 4 ของจอแดน ปีเตอร์สัน คุณก็จะพบเรื่องเกี่ยวกับอดัมและเอวา ซึ่งใน Narrative นี้ก็จะเห็นว่ามันมีความ Related กันอยู่

น่าสนใจ ชอบแนวนี้เดียวไปหาอ่านบ้างล่ะ

Replying to Avatar BossMan

เฮียวิทย์บอก ศิลปะ ประเทศไทยมีเยอะแล้ว

สิ่งที่ประเทศเราควรมีเพิ่มมากขึ้นคือ STEM

Science , Technology , Engineer , Math

เอาจริงๆผมว่าในไทยที่หาตัวจับยากคนเก่งๆด้านนี้เพราะส่วนหนึ่งไปทำงานต่างประเทศหมด ประเด็นที่สองการสอนและการปลูกฝังก็มีส่วนสำคัญ ประเด็นที่สามเรื่องเงินอย่างหมู่บ้านใกล้ๆหมู่บ้านที่ผมอยู่ทุกครอบครัวแกะสลักขายกันทั้งหมู่จนเป็นหมู่บ้านที่รวยที่สุดแถวนั้นอันนี้คือการหาเงินเข้าชุมชนโดยที่ไม่ต้องพึ่งรัฐเลย มองรวมๆอาจเหมือนมันคืองานศิลป์แต่จริงๆถ้าเอาสกิลเหล่านี้ไปต่อยอดด้านอื่นมันก็คือ STEM อย่างที่เฮียว่าดังนั้นผมมองว่าไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็แล้วแต่สิ่งสำคัญคือการต่อยอดจากสิ่งที่ทำและมุมมองแบบคนเยอรมัน ที่เขามองน้ำคือ H²O นั่นหมายถึงการมองบางสิ่งให้ทะลุปุโปร่งเล็กและละเอียดอ่อนสร้างสรรค์และทุกการสร้างสรรค์ล้วนเกิดขึ้นจากจินตนาการ เช่น วันหนึ่งผมอยากสร้างมือถือที่ไม่ต้องมีปุ่ม อินเตอร์เน็ตที่ไม่ต้องเสียบสาย ทีวีที่จอไม่นูน ผมมองว่า Concept เหล่านี้เกิดจากการคิดนอกกรอบหรือคิดแบบมีศิลปะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็เห็นด้วยกับเฮียว่าประเทศเราควรมี STEM เพิ่มขึ้นแต่ปัญหาคือเราจะชักจูงและสร้างสถานที่ๆเขาจะมีเหตุผลพอที่จะอยู่ในประเทศเราได้ยังไงนี่คือสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งไม่แพ้กัน

อันที่เขียนนี่ผมยกมาจากประเด็นในคลิปนี้นะ

เฮียเล่าเรื่องคนเยอรมันให้ฟังว่าทำไมครั้งหนึ่งเขาจึงเป็นประเทศที่อารยะธรรมเจริญที่สุด เป็นอะไรที่สุดมากๆ

https://youtu.be/Qc09YdiXq_4?si=i5zvJ-VbdGdhECqb

เมื่อก่อนผมก็อยากไปอยู่ต่างประเทศมากๆ ตั้งแต่เรียนรู้เรื่องเงินนี่เปลี่ยนมุมมองเลย อยู่ที่ไหนก็ไม่ต่างกันถ้าเรารู้จักว่าเงินคืออะไร อย่างตอนนี้ถ้าผมไปอยู่ญี่ปุ่นคงชิบหายกับค่าเงินไม่น้อย ดีที่เป็นคนทำอะไรช้าๆไม่เร่งตัวเองเท่าไหร่

ลำพูนแม่ง กก. ชนะทุกเขตเลย

เฮียวิทย์บอก ศิลปะ ประเทศไทยมีเยอะแล้ว

สิ่งที่ประเทศเราควรมีเพิ่มมากขึ้นคือ STEM

Science , Technology , Engineer , Math

เอาจริงๆผมว่าในไทยที่หาตัวจับยากคนเก่งๆด้านนี้เพราะส่วนหนึ่งไปทำงานต่างประเทศหมด ประเด็นที่สองการสอนและการปลูกฝังก็มีส่วนสำคัญ ประเด็นที่สามเรื่องเงินอย่างหมู่บ้านใกล้ๆหมู่บ้านที่ผมอยู่ทุกครอบครัวแกะสลักขายกันทั้งหมู่จนเป็นหมู่บ้านที่รวยที่สุดแถวนั้นอันนี้คือการหาเงินเข้าชุมชนโดยที่ไม่ต้องพึ่งรัฐเลย มองรวมๆอาจเหมือนมันคืองานศิลป์แต่จริงๆถ้าเอาสกิลเหล่านี้ไปต่อยอดด้านอื่นมันก็คือ STEM อย่างที่เฮียว่าดังนั้นผมมองว่าไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็แล้วแต่สิ่งสำคัญคือการต่อยอดจากสิ่งที่ทำและมุมมองแบบคนเยอรมัน ที่เขามองน้ำคือ H²O นั่นหมายถึงการมองบางสิ่งให้ทะลุปุโปร่งเล็กและละเอียดอ่อนสร้างสรรค์และทุกการสร้างสรรค์ล้วนเกิดขึ้นจากจินตนาการ เช่น วันหนึ่งผมอยากสร้างมือถือที่ไม่ต้องมีปุ่ม อินเตอร์เน็ตที่ไม่ต้องเสียบสาย ทีวีที่จอไม่นูน ผมมองว่า Concept เหล่านี้เกิดจากการคิดนอกกรอบหรือคิดแบบมีศิลปะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็เห็นด้วยกับเฮียว่าประเทศเราควรมี STEM เพิ่มขึ้นแต่ปัญหาคือเราจะชักจูงและสร้างสถานที่ๆเขาจะมีเหตุผลพอที่จะอยู่ในประเทศเราได้ยังไงนี่คือสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งไม่แพ้กัน