Avatar
Joker
d0e254136e5a8410a7357ff074aa7d3667613394fe221c29aeef4c75e1de61f8
Time is precious. Use it wisely. ⏳⚡️
Replying to Avatar Chawapon #8

เรื่องเล่า 32กม. ในยามตี2.45

กม.1-6 เงียบสงัด มีแต่กลุ่มหมาหน้าไม่คุ้น เห่า และ กลุ่มเด็กขี่มอไซที่เพิ่งกลับจากบางแสน แซว “แหมฟิตแต่เช้าเลยนา” พร้อมเสียงแว๊ดๆ รถซิ่งต่อไป

กม.7 ก่อนขึ้นเขาสามมุข จุดดื่มน้ำ 7บาท 600ml. พร้อมพายุฝนกระหน่ำ วิ่งเข้าพร้อมกลุ่มมอไซ(กลุ่มใหม่) จนพนักงาน 7-11 ถาม “พายุมาแบบนี้ วิ่งได้หรอพี่” ลุยดิ ปรากฎว่าเปียกฟรี เพราะวิ่งไปแบบเดียวพายุก็หยุด lol

กม.8 ขึ้นเขาสามมุก แบบเงียบสงัด

กม.9-10 เที่ยวแหลมแท่น หลังพายุสงบ พร้อมกับคนนั่งกินปิ้งย่างข้างทาง ฟังเสียงคลื่นทะเล ชิลๆดี

กม.11-12 วิ่งเลียบชายหาดบางแสน ความยาว 2กม. พอดีๆ ชอบบรรกาศทะเลและเสียงคลื่นมาก แต่ที่ชอบยิ่งกว่านั้นคือ พนักงาน กวาดขยะ ที่เริ่มทำงานก่อนใคร ตอนเจอก็ ตี3.50 เขาก็กวาดเก็บจนเป็นระเบียบแล้ว แถมก่อนหน้านี้พายุเข้าอีกต่างหาก / จริงๆตอนฝนตกพายุเข้า ก็เคยเห็นพี่ๆ เขากวาดแบบเปียกๆ ใส่หมวกใบเดียว มีทั้งหญิงชาย ช่วยกันทำ อดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรเป็นแรงผลักดัน PoW ของกลุ่มทำความสะอาดตอนเช้ามืดนี้ เงินเฟียต หรือจิตวิญญาณที่รักในพื้นที่ หรือเป็นอะไรกันที่ คนกวาดถนน ถึงรักในงานได้แบบนี้น่ะ

กม.13-14 ยามตี4กว่าๆ ที่เต็มไปด้วย เด็กๆวัย18-25ปี ทั้งหญิงชาย (กะจากสายตานะ) บรรยากาศร้านเหล้าที่เพิ่งปิด แล้วมาต่อกัน ณ​ หาดวอนนภา สู่ปาร์ตี้ เปิดเพลง ขวดเบียร์เหล้า มากมาย พร้อมความสนุกจากเสียงกรี๊ดวีดร้อง ริมชายหาด ช่างเป็นโปรโมชั่นเหลือเกิน สำหรับช่วงชีวิตมหาลัย ตัวเราเองก็เคยผ่านและทำจุดนี้มาเช่นกัน แต่ทุกๆปีที่ได้วิ่งยาว ก็อดคิดไม่ได้ “มันช่างน่าเสียดาย เวลา สิ่งที่มีคุณค่า จำนวนจำกัดจริงๆ” ถ้าได้เรียนรู้ ทำงานพิเศษ ใช้ชีวิตกับสิ่งที่เราหลงไหลจริงๆ ที่ไม่ได้ตามเพื่อนๆ เพื่อแค่ว่าอยากจะมี “จุดยืนในกลุ่มเพื่อน” ในช่วงมหาวิทยาลัย คงจะได้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้นได้เร็วกว่านี้.....

กม.15-16 จุดดื่มน้ำ 5 บาท 330ml. สู่ความสงบในการวิ่งอีกครั้ง หลังจากเหมือนผ่านปาร์ตี้ผับ หาดวอนณภามาสู่ ความสงบเลียบชายหาดบางแสนอีกครั้ง ขากลับดีใจ เริ่มมีคนมาวิ่งกันบ้าง ตอนนั้นตี4.30 / ชายหาดบางแสน เริ่มมีชีวิตชีวา จากการเริ่มตั้งร้านค้า และผ้าใบที่พ่อค้าแม่ค้า เริ่มออกมาทำงาน สร้างบรรยากาศยามเช้าให้กับชายหาดบางแสน

กม.17-18 แหลมแท่นขากลับ ยังคงเงียบสงบ พร้อมคลื่นซัดโขดหินเสียงดัง ฟังชัดเจน จากความเงียบโดยรอบๆ

กม.19 วิ่งขึ้นเขาลงเขาสามมุก ขาเริ่มออกอาการสั่น555 ถึง 7-11 พอดี ได้กินน้ำพักจุดที่3 ลงทุนไปอีก 7 บาท 600ml.

กม.20-22 ถนนเลียบอ่างศิลา ถึงเนินศาลเจ้านาจา ช่างเงียบดีจริงๆ หากเป็นช่วงกลางวัน2ข้างทางนี้ก็จะเต็มไปด้วยรถยนต์ที่มาจอดกินอาหารทะเลกันตลอด2ฝั่ง

กม.23-25 เข้าสู่ถนนเมืองใหม่ชลบุรี ได้เห็นผู้คนเริ่มเปิดร้านข้าวแกง ร้านปาท่องโก๋(ร้านนี้เปิดตี4) และคนรอขึ้นรถตู้ เพื่อไปทำงานนิคมต่างๆ ตามระบบกลไก เด็กๆก็นั่งรถ2แถวประจำทางไปโรงเรียน (ณ ตอนนี้เริ่มเป็นอาการลาก สังขารขาตัวเอง)

กม.26-27 ลากสภาพจนถึง 7-11 แล้วเย้ ได้พักกินน้ำจุดที่4 ลงทุนไป 8บาท มิเนเร่ 330ml. พร้อมลุยต่ออีก 5กม.สุดท้าย

กม.28-32 อุตส่าดีใจ วางแผนไว้วิ่งที่สวนที่วิ่งประจำ แต่ฝนจ๋า ฝนที่รัก กระหนำพายุมาอีกรอบใหญ่ บวกกับอาการปวดเข่าที่เพิ่งมาเป็นหนักในกม.ที่30 ปกติวิ่งไม่เคยเป็น คาดว่านั่งไขว้ห่างพับขา ตอนทำงานเมื่อวานในสภาวะลื่นไหล แบบหลังขดหลังแข็ง เพื่อ Prove of Work ที่เรารัก5555

สรุปสำคัญในการวิ่งซ้อมใหญ่สุดท้าย

งบประมาณนำ้ดื่ม : 27 บาท (7+5+7+8บาท)

กินมื้อสุดท้าย 17.28น.

เริ่มวิ่ง 2.46 วิ่งเสร็จ6.40

ชั่วโมงท้องว่างที่ 9-13

กินข้าวอีกครั้ง 15.30 ท้องว่างครบ 22 ชั่วโมงพอดี

No Gel, No Carbs, No Sugar, No Fiat Food : No problem because we RUN on Fat

ปล. รูปภาพเด็กคือกำลังใจในทุกคืนก่อนนอน เพื่อการออกวิ่ง เพราะสุขภาพเป็นหน้าที่ ที่เราต้องอยู่ดูแลครอบครัวไปนานๆ

#Siamstr 30วันก่อนมาราธอน

8 1 0 8 0 8

สุดยอดมากครับ ⚡️

ชอบตอนที่ติดฝนอยู่ในถ้ำ เเล้วรูเดียสถอดเเว่นรุ่นพี่ฟิตออก เเล้วก็จำซิลฟีได้ 😭

A: อยากให้อจ. แนะนำหนังสือให้อ่านหน่อยครับ

Aj.piranha : หนังสืออ่ะ อ่านๆไปเถอะ ดีทั้งนั้นเเหละ ไม่ต้องไปกลัวหรอกว่าเล่มนี้มันสอนถูก สอนผิดยังไง พอคุณอ่านเยอะพอคุณคิดเองได้ หนังสือมันมหัศจรรย์

GN ⚡️

#BitcoinTalk161 #siamstr

เป็นวัฏจักรที่โคตรนรกเลยครับ

ถ้าเริ่มทำงานเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เงินเดือนสตาร์ท 15,000 บาท (money supply m3 ไทยบาทตอนนั้น 15 ล้านล้านบาท)

เอาหน่วยที่เราได้ต่อเดือน 15,000 บาท หาร ปริมาณเงินทั้งหมดในระบบตอนนั้น 15 ล้านล้านบาท (กำลังซื้อเฉลี่ยต่อเดือนของเราจะเท่ากับ 0.0000001% ต่อเงินทั้งระบบ)

โอเค 10 ปีผ่านไป เงินเดือนเราขึ้น 100% จาก 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท (money supply m3 ไทยบาท ปัจจุบัน 24.9 ล้านล้านบาท)

เอาหน่วยที่เราได้ต่อเดือน 30,000 บาท หารปริมาณเงินทั้งระบบในตอนนี้ 24.9 ล้านล้านบาท (กำลังซื้อต่อเฉลี่ยต่อเดือนของเราจะเท่ากับ 0.0000001205% ต่อเงินทั้งระบบ)

เมื่อเอา % กำลังซื้อเมื่อ 10 ปีที่แล้วเทียบกับ 10 ปีผ่านมา กำลังซื้อของเราจะเพิ่มขึ้นมาแค่ 20.48% (ทั้ง ๆ ที่จำนวนเงินเดือนเรามันเพิ่มขึ้น 100%)

เงินเดือนเพิ่มขึ้น 15K > 30K = 100%

กำลังซื้อเพิ่มขึ้นเพียง 20.48%

จะเห็นได้ว่าเราได้จำนวนหน่วยของเงินที่เพิ่มขึ้นจากเงินเดือน แต่กำลังซื้อเราไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนหน่วยที่เราได้เพิ่ม (การขึ้นเงินเดือนมันเป็นเพียงภาพแค่ลวงตา)

และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงทำงานแทบตาย ส่ง KPI อย่างยอดเยี่ยม เงินเดือนที่เพิ่มขึ้นมามันถึงไม่เคยเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน

ถ้าจะเปรียบให้เห็นภาพที่กลับกันคือ เงินเดือนสตาร์ท 15,000 บาท 10 ปีผ่านมา เงินเดือนเราเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท (แต่จริง ๆ แล้วเรากำลังมีเงินเดือนแค่เดือนละ 18,072 บาท)

เราไม่วันที่จะมีจำนวนหน่วย (ของเงิน) ได้มากพอ เมื่อปริมาณเงินถูกผลิตเพิ่มได้เรื่อย ๆ

แค่เรื่องนี่เรื่องเดียวก็โคตร Suffer แล้วครับ เรื่องอื่น ๆ ไม่ต้องพูดถึง

#Siamstr

วิชานินจา ฉึบชับๆ บึ้ม ⚡️

สวัสดีครับ

GM เช้านี้เเดดดีจริงๆ #siamstr #skystr

Replying to Avatar Panai Lawasut

“จงเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น”

พ่อผมสอนประโยคนี้อยู่ตลอดเวลาเรียกว่าเป็นคำพูดติดปากของแกเลยก็ว่าได้ มันเข้าหัวผมอย่างแน่นอน และทำให้ผมปฏิบัติตามอยู่ตลอดโดยอัตโนมัติแม้ว่าจะไม่ตั้งใจก็ตาม

วันนี้ผมมีประสบการณ์ของตัวเองมา 40 กว่าปี ผมอยากจะเล่าในมุมของผมเองแบบไม่โลกสวยว่า

“ผมไม่แน่ใจว่ามันทำได้จริง…”

ประสบการณ์ ความรู้ ความผิดพลาด บทเรียน เรื่องนี้ส่งต่อกันได้ เป็นสิ่งที่โคตรน่าอัศจรรย์ มันทำให้มนุษยชาติมีวิทยากรมาได้อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่

มันเป็นการส่งต่อ POW ของคนรุ่นก่อนหน้า ผ่าน protocol อะไรซักอย่างก็ตาม มาถึงคนรุ่นถัดไป

ถ้า POW มันคือการใช้ ”พลังงานและเวลา” ไปกับเรื่องบางอย่าง

เช่นนั้น การถ่ายทอดประสบการณ์กันจากรุ่นสู่รุ่น จากหนังสือ จากเรื่องเล่า จากครูอาจารย์มันก็คือการส่งต่อ “พลังงานและเวลา” ของคนเหล่านั้นไปสู่ผู้รับฟัง

และนี่คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า เรามีพลังงานและเวลามากกว่าคนรุ่นก่อนอยู่เสมอ คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราคิดว่า เราฉลาดกว่าคนรุ่นก่อน

แต่มันเป็นเหมือนกฎอะไรซักอย่างของธรรมชาติ เราไม่สามารถส่งต่อพลังงาน โดยไม่มีการสูญหายไประหว่างทาง

เหมือนกับเครื่องยนต์สันดานภายกำลัง 300 แรงม้า ต้องสูญเสียพลังงานไปกับการสั่นสะเทือน เสียง ความร้อน แรงเสียดทานของเพลาขับ ฯลฯ กว่าจะไปถึงล้ออาจเหลือกำลังเพียง 250 แรงม้าเท่านั้น

ไม่ต่างอะไรกับการส่งต่อประสบการณ์ของใครซักคน เราไม่สามารถจะเรียนรู้ทำความเข้าใจมันได้อย่างท่องแท้ 100% จนกว่าเราจะเจอกับตัวเอง

สมัยวัยรุ่นคิดว่าหลายคนคงเป็นเหมือนผม ชอบออกไปขี่รถกับเพื่อน กลับบ้านดึก พ่อกับแม่เตือนหลายครั้งเพราะเค้าเป็นห่วง บ่อยเข้า จนวันนึงพ่อพูดกับผมว่า

“แกไม่รู้หรอกว่าพ่อกับแม่เป็นห่วงแกแค่ไหน วันที่แกมีลูกของแกเองจะเข้าใจ”

ตอนนั้นผมคิดว่าผมเข้าใจที่พ่อพูดนะ ผมออกเที่ยวน้อยลงจริง เพราะไม่อยากให้เค้าห่วง คิดว่าเราเข้าใจเค้า

แต่พอมีลูกเองจริงๆ ถึงได้รู้ว่าความเป็นห่วงของพ่อกับแม่จริงๆมันขนาดไหน เทียบไม่ได้กับที่เราเคยเข้าใจเลย

คำว่า “เข้าใจ” คือมันต้องเข้าไปอยู่ในใจจริงๆ รู้สึกถึงมันจริงๆ แค่คิด นึกเอา หรือแม้กระทั่งผ่านการวิเคราะห์มายัง เราอาจจะยังเรียกว่า “เข้าใจ” ไม่ได้

หลายคนกว่าจะเป็นบิทคอยเนอร์คงจะผ่านการซื้อขายชิตคอยน์หรืออยู่ในตลาดหุ้นมาก่อนมากก่อน

ผมก็เหมือนกับหลายๆคน พองานเริ่มเข้าที่ เริ่มมีเงินเก็บ ก็ต้องหาทางจัดสรรเงิน

และก็เป็นเหมือนกับคนทั่วไปนั้นแหละ ศึกษาหาข้อมูล อ่านหนังสือเท่าที่จะหาได้ ก็คือพยายามเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นให้ได้มากที่สุด

เมื่อซัก10กว่าปีที่แล้ว หลังแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสใหม่ๆ set น่าจะราวๆ 4-500 จุด ผมเริ่มลงทุนแบบVI จัดสรรเงินอย่างดีตามตำราแปะ สำรองจ่ายฉุกเฉิน cashflow fix-cost ประกัน ลงทุน

Portก็โตแบบ 6-7% ต่อปีอยู่4-5ปี

อยู่มาวันนึงเพื่อนผมคนนึงซึ่งเป็น developer ขายโครงการคอนโดที่ยังพัฒนาไม่เสร็จให้กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพราะตัวเพื่อนผมเค้าไปต่อไม่ไหวแล้ว และตัวบริษัทในตลาดก็มาซื้อเพื่อสร้าง story โดยจ่ายค่าโครงการทั้งหมดเป็นหุ้นวอแรนท์แทน และมีการคุยเป้าหมายของราคาหุ้นกันชัดเจน

ผมที่รับรู้เรื่องราวโดยตลอดเห็นบริษัทออกข่าว ลากราคาหุ้นวิ่งขึ้น ออกข่าวร้ายทุบลง วิ่งขึ้นทุบลงๆๆ เป็นไปตามแผนงานที่เค้าวางไว้กันแบบวันต่อวัน

ผมเพิ่งเข้าใจหุ้นปั่น หุ้นมีเจ้าจริงๆก็วันนั้น

ผมเพิ่งรู้ว่าข่าวที่เราได้รับรู้กัน ถ้าไม่ช้าเกินไป ก็จะเป็นข่าวที่เค้าอยากให้เรารู้ ก็วันนั้น

ผมเพิ่งรู้ว่า balance sheet ของบริษัทนั้นเชื่อถือไม่ได้ก็วันนั้น

เรื่องนี้มีคนบอกเราอยู่ตลอด เราเชื่อ เราคิดว่าเข้าใจ แต่เราไม่คิดว่ามันจะขนาดนี้

ผมคิดว่าทางรอดในตลาดคือต้องอยู่ฝั่งเจ้าเท่านั้น..

บวกด้วยความโลภ ผมขายหุ้นทั้งหมด พร้อมกับเงินเก็บทั้งหมด! มาลงในหุ้นเพื่อน พร้อมกับได้รับราคาเป้าหมายที่จะต้องขายตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ…

เราว่าเราวงใน วงในแบบชิดกับคนทำหุ้นเลย ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่คุยกันไว้ port ผมบวกมากกว่าตลอด 4-5 ปีที่เริ่มลงทุนมาแบบไม่เห็นฝุ่น

จนกระทั่ง….

เพื่อนผมกับบริษัทมหาชนนั้นทะเลาะกัน เหมือนเค้าอยากจะทำให้รู้ว่าเกมส์นี้ใครคุม เค้าเริ่มค่อยๆกดราคาลงมา จนผมเริ่มขาดทุน จาก -5% ,-10%,-20% แล้วมาค้างอยู่ -30% กันพักใหญ่ หลายเดือนเลย

สุดท้ายทะเลาะแตกหัก เค้าทุบหุ้นแม่ลงมา หุ้นพวกผมซึ่งเป็นวอแรนท์ที่ไม่มี floor ราคาล่วงแบบแทบจะหมดค่า

ผมจำวันที่ผมตกใจขายได้ดี มูลค่าเหลือไม่ถึง10% ของport ไม่ใช่ของportด้วย ของทั้งหมดในชีวิต

วันนั้นแม่งคือหนึ่งในวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต มือไม้มันสั่นไปหมด สติมันไม่อยู่กับตัวเลย มันทำอะไรถูก

นั้นคือเงินเก็บทั้งหมดของครอบครัวที่ผมกับเมียช่วยกันทำมา

ภาพของสิ่งที่เราพยายามทำในช่วง 3-4 ปี มันลอยเข้ามา มันเป็นช่วง 3-4 ปีของการที่ต้องตื่นตี 3 กว่า ขี่รถเครื่องไปอีก 7-8 กิโล ไปที่ร้านเพื่อเริ่มทำขนม และทำมันทั้งวัน ปิดร้านทุ่มนึง ขี่รถกลับบ้าน พาลูกกินข้าวอาบน้าทำการบ้าน ได้นอนจริง 4-5 ทุ่ม ตี 3 ต้องตื่นอีกแล้ว…

เป็นช่วง 3-4 ปีที่ผมกับเมียไม่สามารถใช้เงินกับเรื่องสนุกของชีวิตได้เลย เก็บอย่างเดียว เพราะหวังว่าสักวันชีวิตมันจะดีขึ้น (เหมือนจะถูกทางแต่เสือกเก็บผิดที่)

ไม่ต้องพูดถึงไปเที่ยวต่างจังหวัด ปาร์ตี้กับเพื่อน ผมทำงาน 365 วัน เอาแค่หาเวลาไปต่อภาษีรถยังลำบากเลย

ทั้งหมดที่ทำมามันหายไปหมดเลย….

บทเรียนที่ผมได้รับ ไม่ใช่ไม่รู้ ไม่ใช่ไม่เชื่อหนังสือหรือผู้มีประสบการณ์ ตำราทุกเล่ม อาจารย์ทุกสำนัก พูดเหมือนกันหมด “Money Management สำคัญที่สุด”

ผมคิดว่ารู้แหละ ผมอ่านก็มาเยอะพอสมควร แต่เราเองนั้นแหละที่ไม่เข้าใจว่าไอ้ที่บอกว่าสำคัญที่สุด มันที่สุดขนาดไหนวะ

ไม่ใช่ไม่เคยได้ยินว่าหุ้นวงในเนี่ยเชื่อไม่ได้ แต่เราเองที่ไม่เข้าใจว่า เชื่อไม่ได้มันคือเชื่อไม่ได้จริงๆ!!!

แล้วผมก็เชื่อว่าผมจะไม่มีทางเข้าใจจนกว่าจะได้เจอเอง

“บทเรียน ถ้ามันยังไม่ใหญ่พอ มันจะยังไม่ใช่บทเรียน”

ไม่มีหรอก บทเรียนราคาถูก ถ้ามันไม่ใหญ่พอมันจะไม่เข้าไปในใจคุณหรอก

ผมเชื่อว่าถ้าผมยังไม่เจอบทเรียนใหญ่ขนาดนี้ ในวันที่ตลาดชิตคอยน์บูม ผมก็ต้องมาหมดตัวในชิตคอยน์อยู่ดี ด้วยปริมาณเงินที่มากกว่าด้วย

กว่าผมจะกล้าเล่าให้แฟนผมฟังว่าที่เราทำมาทั้งหมดไม่เหลือแล้วก็ผ่านไปร่วมสองเดือน เค้าพูดคำเดียวว่า “เป็นไงล่ะ เข็ดหรือยัง” ด้วยน้ำเสียงสบายๆ แอบติดแขวะนิดๆ ไม่มีต่อว่า ไม่มีอาการสลด หรือหมดความมั่นใจในตัวเราให้เห็น มันเหมือนยกภูเขาออกจากอก มันสบายใจ มันมีกำลังใจ มันเหมือนกับมีคนบอกว่า ไม่เป็นไร เรามาช่วยกันใหม่

หลังจากวันนั้นผมรู้แล้วว่าในตลาดหุ้นไม่ใช่ที่ของเรา จะเป็นVI ก็เชื่อถือ balance sheet เชื่อข่าวไม่ได้ จะเป็นเทรดเดอร์นั่นก็เป็นการทำงานอีกอาชีพนึงเลย ต้องใช้เวลาไปกับมัน งั้นเราไปใช้เวลากับสิ่งที่เราเก่งดีกว่ามั้ย

ตั้งแต่นั้นผมก็เริ่มต้นเก็บเงินใหม่ฝากแบงค์ เดิน stement อย่างเป็นระบบ เพราะคิดว่า leverage ตัวเงินด้วยตลาดหุ้นไม่ได้ คงต้อง leverage กิจการด้วยแบงค์แทนแล้วกันวะ

….FUCK!!!! .... ระบบเหี้ยนี้แม่งวางแนวรุกแนวรับไว้หมดทุกทาง

โชคดีฉิบหาย 2 ปี ต่อมา รู้จักบิทคอยน์

ทุกวันนี้เงินที่หายไปวันนั้นอาจจะดูไม่เยอะเท่าเดิม แต่บทเรียนและความรู้สึกในวันนั้น มันเข้าไปอยู่ในใจ ยังใหญ่และเจ็บปวดเสมอที่นึกถึงมัน

ในทางกลับกัน ถ้าเราเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์แล้วคงจะหวังให้ผู้รับฟังเข้าใจเราอย่างลึกซึ้งคงเป็นไปไม่ได้

คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่จะอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าการอกหักครั้งแรกมันหนักขนาดไหน จนกว่าเค้าจะเจอเอง

คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจความสุขและความทุกข์ของการมีลูก มันเยอะพอๆกัน จนกว่าเค้าจะมีลูกเอง

คงเป็นเรื่องที่เป็นไม่ฉลาดเลยที่คุณหวังว่าจะทำให้ใครเข้าใจบิทคอย จนกว่าเค้าจะเข้าใจบิทคอย

ประสบการณ์ชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน และต่อให้เป็นประสบการณ์เดียวกัน ก็ตกผลึกไม่เหมือนกันอีก

เราคงทำได้แต่เล่าว่าเราผ่านอะไรมาบ้างแค่นั้น

“จงเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น แล้วคุณจะเข้าใจมันตอนคุณมีประสบการณ์ของคุณเอง”

#Siamstr

เราจะเข้าใจสถานการณ์นั้นจริงๆ ก็ต่อเมื่อเราได้เจอสถานการณ์นั้นด้วยตัวเราเอง ⚡️

Replying to Avatar Riina

วันนี้ไปทำธุระยื่นขอคืนเงินภาษีที่สรรพากรมา เอกสารของเราละเอียดและชัดเจนมาก แต่คุณหัวหน้าที่เราเข้าไปคุยในห้องก็ต้องการให้ชี้แจงอีก ตอนแรกคุยกันในห้องค่อนข้างดุเดือด เรากับเขาโต้วาทีกันแบบชิงไหวชิงพริบ ยังกับดูหนังเกาหลีอยู่ (แต่ไม่ได้ทะเลาะกันนะ) เราเลยบอกว่ายื่นไปเลย ถ้าไม่ได้ก็ให้เขาปัดตกมา เราจะไม่แนบเอกสารอะไรอีกแล้ว เพราะแค่ที่ยื่นไปก็ชัดเจนที่สุดละชัดเจนกว่านี้ไม่มีละ ทำเรื่องง่ายให้มันง่าย อย่าทำเรื่องง่ายให้มันยาก เจ้าหน้าที่อีกคนบอกใจเย็นๆก่อนน้าาาน้อง โอเค พักยกระหว่างรอเจ้าหน้าที่ออกไปร่างเอกสารใหม่ เจ้าหน้าที่ที่เป็นหัวหน้าที่โต้วาทีกันอยู่เมื่อกี๊ ก็ถามเราขึ้นมาว่า ได้ซื้อหุ้นไว้บ้างไหม แบบที่ได้ปันผลน่ะ...

ตอนแรกก็เกือบจะตีกันอยู่ละ พอเปิดประเด็นเรื่องหุ้น สรุปไปจบที่บิทคอยน์ เขายิงคำถามเรารัวๆ เราก็ตอบไปแบบรัวๆ ป้ายยาไปแรงมาก ดิฉันผู้บอกเจ้าหน้าที่สรรพากรว่า "เราควรแยกเงินออกจากอำนาจรัฐ" ไปยันเรื่องเงินคืออะไร ยาวไปถึงเงินเข้ารหัส ไปยันประวัติศาสตร์การเงิน คุยกันเยอะมาก ถูกคอเว่อร์ ยาวไป3ชม. เข้าห้องบ่ายโมงออกมาสี่โมงกว่า เราเรียกเขาคุณน้า เขาเรียกเราคุณน้อง คุณน้าเดินมาส่งอีก ดีกันเฉย เซอร์ไพรซ์มาก ไม่นึกว่าเขาจะสนใจมากขนาดนี้ 3ชม. คุยกันแต่เรื่องบิทคอยน์ล้วนๆ ไม่มีใครหยุดพูดเลยทั้งคนถามและคนตอบ งงหนักมากว่าไปอยู่จุดนี้กันได้ไง แต่ก็ฟินมาก 555

สุดยอดครับ⚡️